HOME

HOME

18 พ.ค. 2557

จาก.. บวม

เดินทางกลับบ้าน มีโอกาสได้รื้อห้องนอน
และพบจดหมายฉบับหนึ่งบนชั้นหนังสือ.....



แด่.. เฉื่อย

เรื่องมันเกิดขึ้นมาเพราะว่าฉัน

เห็นเธอนั้นนอนอยู่ฝั่งตรงข้าม

จำได้ไหมตอนเข้าค่ายพุทธรรม

เรานอนห้องเดียวกันสามวันเลย

บังเอิญเราได้อยู่ห้องเดียวกัน

มันช่างขัดใจฉันมากเหลือหลาย

แถมอยู่กลุ่มเดียวกันอีก "โอ๊ย! อยากตาย"

ฉันจะทนอยู่ได้แค่ไหนเชียว

เธอเริ่มออกพฤติกรรมความเรียบร้อย

แต่บ่อยบ่อยดูออกไปทาง "เฉื่อย"

เธอก็เป็นของเธอมาเรื่อย

ใครว่า "เฉื่อย" ก็ยังเฉื่อยอยู่ต่อไป

ตอนแรกแรกนึกว่าอยู่ในเมืองหรอก

เห็นหน้าตาเธอออกจะไบรท์ๆ

วันหนึ่งเธอออกสำเนียง "หนองตะไก้"

ปุ๋ยช่วยไปเอา "ไม้กวด" ให้เค้าที

เรื่องภาษาท้องถิ่นไม่ต้องห่วง

ไปถาม "กวง" ห้องเจ็ดก็ได้นี่

เธอรู้สึก "เอ๊ะใจ" อยู่หลายที

เล่นเอาตัวฉันนี้แสนงงงวย

ทนทนอยู่กับเธอมาสามปี

เตรียมใจอยู่หลายนาทีว่าต้องจาก

กลัวจะดีใจจนออกนอกหน้ามาก

วันที่จากต้องแอ๊บเศร้าจึงเข้าที

จะปฎิเสธยังไงว่าไม่รัก

อยู่กันมานานนักยากจะหนี

ความรักเพื่อนเพิ่มขึ้นทุกนาที

และยังเป็นอย่างนี้ตลอดมา

เคยได้ยินบ้างไหมที่เขาบอก

"รักนะแต่ไม่แสดงออก" ให้รู้ว่า

รู้สึกรักและเป็นห่วงเสมอมา

ถึงแม้จะต้องลาจากกันไป

ขอให้เธอจำไว้อยู่อย่างหนึ่ง

ว่าถึงเพื่อนไม่ได้คุยเช้าสาย

ความเป็นเพื่อนยังคงอยู่แม้ห่างไกล

อยู่ที่ไหน "เฉื่อย" ก็ยังเป็นเพื่อนเรา...


จาก.. บวม




ขอบคุณสำหรับมิตรภาพ

-หน้ากลม- 
-เฉื่อย-



"ความเป็นเพื่อน"

อาจจะอยู่ตรงนี้เอง

ตรงที่... แม้ว่าเรา

จะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา..

ไม่ได้ติดต่อกันตลอดเวลา..

ไม่.. แม้แต่จะนึกถึงกันตลอดเวลา

แต่เราก็มั่นใจได้เสมอว่า

หัวใจของเรา

เปิดรับกันและกัน.. ตลอดเวลา

โรงเรียนบุญวัฒนา รุ่น ๓๒
ม.๖/๕

11 พ.ค. 2557

Let it Go!!

ศิลปิน : Idina Menzel
อัลบั้ม / ซิงเกิ้ล : Frozen [Original Motion Picture Soundtrack]
เพลง : Let It Go (Disney’s Frozen)
ผู้แต่ง : Kristen Anderson-Lopez, Robert Lopez
ค่ายเพลง : Walt Disney Records

(English version)

(Thai version)


The snow glows white on the mountain tonight
หิมะสีขาวเป็นประกายในราตรี
Not a footprint to be seen
ไม่มีรอยเท้ายามที่มอง
A kingdom of isolation, and it looks like I’m the Queen
ในดินแดนอ้างว้างร้างผู้คนมีเพียงเรานี้ที่ครอบครอง
The wind is howling like this swirling storm inside
ยังมีพายุซ่อนอยู่ภายในหมุนวนเวียนว่าย
Couldn’t keep it in; Heaven knows I’ve tried
ถึงต้านทานเท่าไหร่ฉันก็ห้ามไม่ได้

Don’t let them in, don’t let them see
อย่าเปิดใจไป, อย่าให้เขาเห็น
Be the good girl you always have to be
ต้องเป็นคนดีที่เขาสอนให้เป็น
Conceal, don’t feel, don’t let them know
ปกปิดในใจ, อย่าให้เขารู้
Well now they know
สุดท้ายก็รู้

Let it go, let it go
ปล่อยมันไป, อย่างที่เป็น
Can’t hold it back any more
ไม่อาจจะเก็บอีกต่อไป
Let it go, let it go
ปล่อยออกมา, เลิกซ่อนเร้น
Turn away and slam the door
เดินกลับหลังหมดสิ้นเยื่อใย
I don’t care
ฉันไม่กลัว
What they’re going to say
ปล่อยให้เขาพูดไป
Let the storm rage on, the cold never bothered me anyway
พัดให้โหมกระหน่ำ, ความหนาวไม่ทำให้เดือดร้อนซักเท่าไหร่

It’s funny how some distance
มองอะไรยามไกลห่าง
Makes everything seem small
กลับเห็นเล็กลงไปเลย
And the fears that once controlled me
ความหวั่นไหวที่คอยเข้าครอบงำ
Can’t get to me at all
กลับทำไม่ได้ดังเคย

It’s time to see what I can do
สิ่งใหม่ยังรอให้ลองให้รู้
To test the limits and break through
จะไปสุดทางให้ใครได้ดู
No right, no wrong, no rules for me
ฉีกกฏซ้ำๆ, เลือกทำสิ่งใด
I’m free
อย่างใจ

Let it go, let it go
ปล่อยมันไป, อย่างที่เป็น
I am one with the wind and sky
เชื่อมใจไปกับลมและฟ้า
Let it go, let it go
ปล่อยออกมา, เลิกซ่อนเร้น
You’ll never see me cry
เผชิญมันด้วยความกล้า
Here I stand
ฉันจะยืน
And here I'll stay
ตรงนี้เรื่อยไป
Let the storm rage on
พัดให้โหมกระหน่ำ

My power flurries through the air into the ground
พลังในกายล่องลมลอยฟ้าลงมาสู่ดิน
My soul is spiraling in frozen fractals all around
พลังในใจแทรกในเกล็ดน้ำแข็งล้อมรอบกายไม่สิ้น
And one thought crystalizes like an icy blast
ผลึกความคิดผุดเป็นเกล็ดใสไร้ความกังขา
I’m never going back
ไม่ขอคิดหวนคืนไป
The past is in the past
ความหลังไม่อาจคืนมา

Let it go, let it go
เป็นตัวเรา, อย่างที่เป็น
When I’ll rise like the break of dawn
ขอทะยานยังตะวันส่องฟ้า
Let it go, let it go
ปล่อยออกมา, เลิกซ่อนเร้น
That perfect girl is gone
เด็กดีไม่เห็นมีค่า
Here I stand in the light of day
ฉันจะยืนเด่นในแสงแรงกล้า
Let the storm rage on
พัดกระหน่ำเข้าไป
The cold never bothered me anyway
ความหนาวไม่ทำให้เดือดร้อนซักเท่าไหร่



-หน้ากลม-
กับวันบ้า Frozen การ์ตูนอะนิเมชั่นยอดเยี่ยมแห่งปี
ของเขาดีจริงนะ ^^




10 พ.ค. 2557

ฉันตายแล้ว


"ฉันจะตายเมื่อไหร่...

เธอจะจากไปเวลาไหน...

เวลาไหน

เมื่อไหร่

ที่เราต้องจากลา...

ไม่รู้จริงๆ"




"นุ่มๆ ได้ข่าวว่าจะผู้ชุมนุมจะย้ายฐานจากบางนามาอยู่ชลบุรีนะ" พี่ที่ทำงานรีบวิ่งแจ้นมาแจ้งข่าว

"จริงอ่ะค่ะ เมื่อไหร่อ่ะค่ะ งี้ต้องหนีป่าว" ฉันตกใจมากกับข่าวที่ได้ยิน และทำตัวไม่ถูก

"พี่ว่าไม่นานนี้ล่ะ เนี่ยมีนักข่าวมาเตรียมทำข่าวเต็มไปหมดเลย" พี่อธิบายสถานการณ์เพิ่มเติม


ตายล่ะหว่า จะทำยังไงดี


เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามายึดบริเวณพื้นที่ที่ฉันอยู่ ณ เวลานั้น
กลุ่มผู้ชุมนุมสวมชุดเครื่องแบบคล้ายทหาร และถืออาวุธแบบที่ทหารถือ ซึ่งฉันไม่รู้จริงๆว่าเขาเรียกว่ารุ่นอะไร และ ณ เวลานั้น ฉันก็ไม่ได้สนใจมันด้วย

พี่ที่ทำงานรีบนั่งยองๆก้มหลบและเอามือวางไว้ที่ศีรษะ และฉันก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

แต่ความรู้สึกมันมากกว่านั้น

ฉันนั่งก้มหลบเข้ามุมกำแพง ไม่นานนักก็มีผู้ชุมนุมคนหนึ่งสวมเครื่องแบบคล้ายทหาร และถือปืนแบบทหารเดินมาที่ด้านหลัง ใช้ปืนจ่อมาที่ขมับด้านซ้ายของฉัน และฉันรู้สึกได้ถึงแรงกดที่อัดเข้ามา


ปัง!!!!!!!!!!!!!


นี่ฉันตายแล้วสินะ



"ในช่วงขณะที่วิญญาณออกจากร่าง 

ฉันไม่รู้สึกเจ็บ 

ไม่รู้สึกถึงซึ่งสิ่งใดแล้ว

มีเพียงคนที่ฉัน....ยังเป็นห่วง"


ฉันยืนงงมองดูร่างของตัวเอง ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง  แล้วฉันจะทำยังไงต่อ

"ถ้าอยากไปหาใคร ไปลาใคร ก็คิดถึงคนนั้นให้มากๆ แล้วเราจะไปปรากฏ ณ ที่แห่งนั้น ใกล้ๆเขาเอง"  มีวิญญาณชายหนุ่มซึ่งร่องลอยอยู่บริเวณนั้น บอกให้ฉันรู้ถึงการหายตัว และปรากฏตัว

"อ่อ... หรอค่ะ ขอบคุณค่ะ" ฉันตกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นว่ามีวิญญาณอื่นอยู่บริเวณนั้นด้วย และแปลกใจหน่อยๆ ว่าวิญญาณ หรือผี ไม่ได้มีหน้าตาผิดไปจากมนุษย์เลย เพียงแค่ฉันไม่เคยมองเห็น ก็คิดไปต่างๆ ว่าผีต้องหน้าเกลียดหน้ากลัว เพิ่งรู้ตัวก็เมื่อตายแล้ว ว่าฉันคิดผิด


คนที่ฉันอยากไปหาน่ะหรอ ก็ต้องเป็นพ่อกับแม่อยู่แล้ว


ฉันพยายามรวบรวมสมาธิ คิดถึงแม่ คิดถึงหน้าแม่ คิดถึงบ้าน และไม่นานฉันก็ไปปรากฏตัวอยู่ที่หน้าบ้าน และเวลานั้นก็ดึกมากแล้ว

แม่นอนอยู่ คงจะหลับสนิทเลยทีเดียว ฉันยืนมองดูแม่อยู่แบบนั้นเงียบๆ แต่ไม่นานแม่อาจจะรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของฉัน แม่ลืมตาลุกขึ้นนั่ง

"อ่าว นุ่มกลับมาแล้วหรอ" แม่พูดขึ้น เมื่อเห็นว่าฉันยืนอยู่นอกมุ้ง

"จ่ะ" ฉันเดินเข้าไปในมุ้ง ไปนอนอยู่ข้างๆแม่

"แม่ แม่อย่าลืมกินยานะ แล้วก็อย่าเสียใจมากนะในวันที่นุ่มไม่อยู่แล้ว....."

ฉันพร่ำพูดสิ่งต่างๆที่อยากจะบอกแม่ แต่ไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ และแม่ได้พูดอะไรต่อ พ่อก็เข้ามานอนเหมือนพ่อจะมองไม่เห็นฉัน ฉันจึงลุกออกมา และให้พ่อเข้าไปนอนแทนที่ น่าแปลก เมื่อฉันมองเข้าไปในมุ้งอีกครั้ง แม่ยังนอนหลับสนิท ไม่ได้ลืมตาตื่นคุยกับฉันสักนิด สิ่งที่เกิดขึ้นคงเรียกว่าเข้าฝันสินะ


"ในช่วงเวลาที่ฉันเดินออกมา

ฉันรู้สึกสบายใจ และใจหายพร้อมๆกัน

สบายใจที่ฉันได้เจอพ่อกับแม่

และใจหาย เมื่อฉันจะไม่ได้เจอท่านอีก"



แล้วฉันจะไปไหนอีก


ฉันนึกถึงเพื่อนสนิทฉันสองคน

คนหนึ่งคือ จ๊ะโอ๋

และอีกคนคือ บุ๋ม

ฉันเลือกที่จะไปหาจ๊ะโอ๋ก่อน แต่น่าแปลกว่า ฉันคิดถึงหน้าเขาเท่าไหร่ คิดถึงที่ที่เขาอยู่ยังไง ร่างกายฉันก็ไม่หายวับไปไหนเลย ได้เพียงแค่ลอยเคว้งคว้างอยู่บนอากาศ ในค่ำคืนที่มืดมิด

ฉันเลยเปลี่ยนไปหาบุ๋มก่อน ฉันคิดถึงหน้าบุ๋ม แล้วฉันก็ไปปรากฏอยู่ห่างจากบุ๋มไม่เกิน ๑๐ เมตร ได้อย่างง่ายดาย

ด้วยระยะนี้บุ๋มจึงเห็นฉันได้ไม่ยาก แต่เพราะตอนนี้ฉันเป็นเพียงวิญญาณ บุ๋มจึงเห็นฉันเพียงแค่แว๊บเดียว

"ผ่องๆ เมื่อกี้เห็นนุ่มไหม เหมือนจะเห็นแว๊บๆ" บุ๋มถามพี่ชายของเขา พร้อมกับขยี่ตาตัวเองไปพราง

"ไม่นี่" พี่ผ่องมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นฉัน ซึ่งจริงๆคือ เขามองผ่านร่างฉันไปมากกว่า


เมื่อพี่ผ่องเดินหายไป ฉันจึงเดินเข้าไปให้ใกล้บุ๋มมากขึ้น ในระยะที่ห่างกัน ๓ ช่วงแขน ฉันก็ปรากฏร่างให้บุ๋มเห็น

"บุ๋มกลัวเค้าไหม เค้าเป็นแค่วิญญาณนะ" ฉันหยุดยืนในระยะที่จะไม่ทำให้บุ๋มกลัว

"ไม่นี่... ได้ไงหว่ะ" บุ๋มดูตกใจหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนีฉันไป บุ๋มดูจะรวบรวมสติได้มากกว่าที่คิด

"เค้าถูกยิงตายหว่ะ พวกผู้ชุมนุมน่ะ ตายแบบไม่รู้สึกอะไรเลย ฮ่าๆๆๆ" ฉันบอกบุ๋มถึงสาเหตุการตาย แต่ก็ยังคงบทสนทนาของเราเอาไว้ เพราะฉันไม่อยากให้บุ๋มร้องไห้

"บุ๋ม......................"


ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยม ชลบุรี



"ฉันไม่รู้จริงๆ

ว่าเวลาไหน

เมื่อไหร่

ที่เราต้องลาจากกัน


จะตายเมื่อไหร่

วันนี้

พรุ่งนี้

ฉันก็ยังไม่รู้....


ก็จะทำ

ในสิ่งที่จะไม่ทำให้ฉัน หรือใคร

ต้องเสียใจ"




-หน้ากลม-
กับวันฝันดราม่า แต่ความรู้สึกยังอยู่ เต็มหัวใจ

3 พ.ค. 2557

เมฆสีรุ้ง



เมฆสีรุ้ง

วันเสาร์ ที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗
เวลา ๑๗.๒๒ น.
ณ บางทราย ชลบุรี




-หน้ากลม-
กับวันที่คิดถึง



ปล. มีเรื่องเล่าขำๆ หน้าแตกๆทิ้งท้าย
วันนี้ที่ทำงาน
เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. ตรวจรายงานลูกน้อง พบว่าในรายงานไม่มีวันที่ ๓๑ 
ปรากฏเพียงวันที่ ๓๐ และกระโดด(ขึ้นหน้าใหม่)ไปวันที่ ๒ (วันที่ ๑ หยุดวันแรงงาน)
ด้วยว่าเห็นลูกน้องยังทำงานค้างอยู่ จึงแปะโน้นเขียนเอาไว้ที่โต๊ะ

"ถึง พี่โจ้ และพี่เบียร์
ช่วยเขียนรายงานวันที่ ๓๑ เพิ่มให้ด้วยนะคะ....."

เวลาผ่านไปจนเวลาประมาณ ๑๑ นาฬิกา ฉันก็เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานอีก
ไม่พบการเขียนรายงานเพิ่มแต่อยากใด จึงเดินเข้าไปหาลูกน้อง

"พี่โจ้อย่าลืมเขียนรายงานเพิ่มให้ด้วยนะคะ" เดินใส่ถึงมือไปพร้อม เตรียมช่วยงาน
"เออเนี่ย เมื่อเช้าตกใจ ว่ารัฐบาลประกาศให้เดือนเมษา เป็นเมษาคมแล้ว" พี่โจ้พูดขณะกำลังตัดยางบนเครื่องรีด สีหน้าแสดงความขี้เล่นไม่น้อย
"หือ? อะไรค่ะ เมษาคม"
"ก็เราให้พี่เขียนรายงานวันที่ ๓๑ เมษายน เปลี่ยนเป็นเมษาคมแล้วหรือยังไง"
"................." 
ณ ตอนนั้นฉันเขินสุดๆ อายจริงๆ บอกได้คำเดียว หน้าแตก เพ้ง!!!!
หลังจากอึ้งในความหน้าแตกของตัวเองไม่กี่วินาที ฉันก็เดินไปที่โต๊ะ พร้อมกับขยำแผ่นโน้นนั้นไว้ในมือ

"อะไร? ไหน? วันที่ ๓๑ มีที่ไหน มั่วป่าว?"

เนียน.... หน้าแตก