HOME

HOME

30 พ.ย. 2556

หนัง(ต่อ)


สืบเนื่องจากบล็อค "หนัง" ก่อนหน้าที่ฉันเขียน

สิ่งหนึ่ง ที่ภาพยนต์ไทย ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ก็มีเหมือนๆกัน

ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน ก็คงเดิมไว้

นั่นคือ "เพลงสรรเสริญพระบารมี"

เพลงที่คนไทยทุกคนร้องเป็นพอๆกับเพลงชาติไทย

เพลงที่คนไทยทุกคนเมื่อยังเป็นเด็กก็ร้องเป็นพร้อมๆกับเพลงชาติไทย

เพลงชาติไทยขึ้น ก็ยืนตรง ตะเบงเสียงร้อง จะมีห้าหลอด สิบแปดหลอด หรือมากกว่า ก็ขุดใช้จนหมดทุกหลอด

เพลงสรรเสริญฯก็ไม่ต่าง เมื่อขึ้นบรรเลง ยืนตรง ร้องด้วยความซาบซึ้งทุกคำที่ขับร้อง

ภาพยนต์ไทยไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย เพลงสรรเสริญพระบารมีก็ยังคงบรรเลง ก่อนการเริ่มฉายภาพยนต์ทุกๆเรื่อง ตลอดมา

ทุกๆครั้งที่เข้าโรงหนัง

หากฉันไม่เสียน้ำตากับเรื่องราวในหนัง

แต่อย่างน้อยฉันมักจะน้ำตาคลอ ในทุกๆครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญฯ

เนื้อความ คำร้องในบทเพลง กับภาพประกอบ

ทั้งสองอย่างที่สุดแสนจะกินใจ

สั้นๆ แค่หนึ่งนาที

แต่มีความหมายมากมาย


ตั้งแต่เกิดมา

พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย บรรพบุรุษ ไม่เคยจะสอบว่า

"ให้รักกษัตริย์ของไทย ในหลวงของไทย"

แต่พอรู้ตัว

ฉันก็รักพระองค์ซะแล้วสิ


-หน้ากลม-
กับวันฟื้นคืนชีพ

24 พ.ย. 2556

เรื่องของหนัง


จำครั้งแรกที่ดู "หนัง" ได้ไหม?

หนัง ที่เป็นภาพยนตร์ ฉายด้วยเครื่องเล่นแผ่นฟิล์ม ลงบนผืนผ้าใบ(รึป่าว?) ขนาดใหญ่

เราๆนั่งปูหนังสือพิมพ์ ปูเสื่อ นั่งฉีกกินปลาหมึกย่างตัวแบนๆ

ข้อมือข้างซ้าย หรืออาจขวา ผูกเชือกของลูกโป่งสวรรค์ไว้แน่น

ยังจำภาพนั้นได้ไหม?


สำหนับฉัน ภาพนี้ค่อนข้างจะลางเรือน

เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน

จำไม่ได้ว่าเคยไปดูกี่ครั้ง

แต่ทุกๆครั้ง ฉันมีลูกโป่งสวรรค์มัดเชื่อกไว้ที่ข้อมือ

(บ่งบอกว่าไปตั้งแต่ยังเด็กมากกก)

ด้วยความว่าบ้านเกิดที่ฉันอยู่อาศัย ค่อนข้างจะบ้านนอก

ชนบทจ๋าเลยล่ะ เมื่อครั้งวัยละอ่อน

ในสมัยนั้น ป่า ต้นไม้ แมลงปอ ผีเสื้อ ยังมีให้เห็น และไล่จับเล่น อยู่มากมาย

แต่พอมาถึงปัจจุบันสมัยนี้

ป่า ต้นไม้ หายไปซะเยอะ

ถนนในหมู่บ้าน จากที่เป็นดินแดงซะส่วนใหญ่

ตอนนี้แทบไม่เห็นถนนดินแดงเลย ถูกแทนที่ด้วยถนนลาดยางมะตอย


บรรยากาศรอบข้างของโรงหนังกลางแปลงที่ฉันจำได้

ในนั้นมีเครื่องฉายแผ่นฟิล์ม

ในนั้นมีจอผ้าขนาดใหญ่

ซึ่งทั้งสองถูกตั้งวางให้หันหน้าเข้าหากัน และห่างกันพอสมควร

บริเวณโดยรอบถูกอ้อมล้อมด้วยผ้าใบขนาดใหญ่โดยรอบบริเวณ

เพื่อกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าชม มองเห็นหนังที่จะฉายได้จากภายนอก

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่พ้น จะมีพวกแอบลอดผ่านเข้ามาใต้ผ้าใบ หรืออาจจะตัดขาดผ้าเพื่อเข้ามาดูหนังโดยไม่เสียเงินสักแดง

สมัยนั้นหนังจะเอามาฉายครั้งละประมาณ 2-3 เรื่อง

ฉายกันตั้งแต่ประมาณ 2 ทุ่ม ส่วนกว่าฉายครบและเลิกไปนั้น ก็ตี 1-2 น่าจะได้

เมื่อจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้ามา

ราคานั้นน่าจะ 20-40 บาท (ซึ่งก็จำไม่ได้ล่ะ เพราะไม่ได้จ่ายเอง)

พอเข้ามาในอาณาบริเวณ ก็จัดแจงปูเสื่อจับจองที่นั่ง เลือกมุมดีๆที่จะไม่มีใครมาบดบัง

(แต่ถึงอย่างนั้น ไอ่เจ้าลูกโป่งสวรรค์ก็ยังเป็นปัญหา)

ส่วนอาหารการกินและหว่างการชม ก็สามารถซื้อเข้ามาได้จากร้านค้าข้างนอกโรงแล้ว

ซึ่งพอมีหนังกลางแปลงทีไร บรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็พร้อมออกขายของกันถ้วนหน้า

ไม่ต้องกลัวว่าจะอด

แถมระหว่างดูก็ยังมีคนเดินไปเดินมาขายหมึกย่าง หรือไม่ก็น้ำถุงมัดหูด้วย

หวานปากพวกเด็กๆอย่างเรามากเลยทีเดียว

ถ้าไม่มีงาน ก็จะไม่ได้กินลูกชิ้น ไม่ได้กินขนม ไม่ได้ลูกโป่งสวรรค์มาผูกไว้ที่ข้อมือน้อยๆ

เด็กๆจึงตั้งหน้าตั้งตารองานแบบนี้เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนวัยหนุ่มสาว ก็เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่จะได้นัดแนะเจอกัน มีช่วงเวลาดีๆที่ได้ดูหนัง ภายใต้ดาวนับล้านๆๆๆดวง


หนังกลางแปลงที่พอจะจำได้ ที่ได้มีโอกาสไปดู คือเรื่องสุริโยทัย

สถานที่ฉายคือภายในวัด หน้าเมรุ (น่านนนน หลอนอีก)

ด้วยว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะยาวนานมาก

เกือบๆ 3 ทุ่มที่ฉาย และเกือบๆเที่ยงคืนที่จบ

ค่ำคืนนั้น ฉันเห็นดาวตกด้วย

(น่านไง นี่ไปดูหนังนะ ยังมีอารมณ์มาดูดาวอีก สงสัยจะเป็นนิสัยล่ะ)

และฉันก็ไม่พลาดที่จะอธิษฐานขอพร

ทุกๆดวงที่ฉันเห็น

(ยังโรแมนติกได้อีกนะ)


อาจจะงงๆว่าฉันเอาเรื่องเก่าๆ กึกๆมาเล่าทำไม

ฉันแค่สงสัย .. ในทุกๆครั้งที่เข้าไปดูหนังในโรงเมเจอร์ หรือเอสเอฟ

โรงหนังสมัยนี้

ไม่มีความโรแมนติก เหมือนกับโรงหนังกลางแปลง

การดูหนังในโรงหนังสมัยนี้ จึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับฉันไปแล้ว

จะดูกับใคร หรือดูคนเดียว ก็ดูไม่สำคัญอีกต่อไป

มีชายคนหนึ่ง บอกว่าอยากดูหนังกับฉันมาก

ถ้าเจอกัน อยากชวนดูหนัง

แต่ฉันก็ตอบกลับไปว่า

"ทำไมต้องดูหนัง

เราไปนั่งกินข้าว พูดคุยกันไม่ดีกว่าหรอ

โรงหนัง เอาไว้มีเรื่องที่อยากดูจริงๆค่อยเข้าไปดู"

เข้าโรงหนังกับคนรัก มันดูโรแมนติกตรงไหน

(ถ้าไม่มีใครเอาโน๊ตไปใส่ในกล่องป๊อบคอนแล้วกินเองอ่ะนะ 55)

โรงหนังปัจจุบัน เข้าไปก็มีแต่ความมืดมิด

คุยกันก็ไม่ได้

วิพากวิจารณ์หนังก็ไม่ได้

(ต้องเก็บกด และจดจำไว้ ออกมาค่อยระบาย เต็มที่!!)

จะซบไหล่รึก็ไม่ได้

จะจับมือ รึก็ดูจะลำบากไปไหม

สิ่งที่ทำได้

มีเพียงดูหนังอย่างเงียบๆ

พร้อมกับจับป๊อบคอนยัดเข้าปากไป


หนังกลางแปลงดูมีอะไรกว่าเยอะเลย

คุยกันก็ได้

กินก็ได้

นอนดูก็ได้

ดูดาวก็ได้

จะทำอะไรๆๆๆก็ได้ (อ่าวติดเลท :P)


ดูหนังกลางแปลงมืดๆใต้แสงดาว

ก็โรแมนติกดีนะ

ฉันชอบดาว

ฉันอยากดูดาว.. กับคนที่ฉันรัก

ดูโรแมนติกดี 555


แล้วจะไปดูหนังกลางแปลงที่ไหนเนี่ย

กับใครด้วย เอิ่กๆ


เมื่อเป็นอย่างนี้

ก็อย่าได้แคร์ ที่จะเดินเข้าไปดูหนังคนเดียว

แต่อย่าเซ่อเร่อไปดูดาวเพียงลำพัง

เพราะมันโค-ตะ-ระ เหงา(หัวใจ)เลยล่ะ


อยากเอาความคิดหนังกลางแปลงไปยัดใส่ผู้บริหารเมเจอร์หรือเอสเอฟ

ให้ทำรอบหนังพิเศษ

ดูหนังใต้แสงดาว



-หน้ากลม-
กับวันว๊างว่าง

20 พ.ย. 2556

อาสาพา(ตาม)ไป สร้างฝาย



"หากมีเงิน"

"หากมีเวลา"

นั่นแค่ข้ออ้าง


"หากพร้อม"

(ก็รวมๆกับข้ออ้างนั่นล่ะ)

"ใจพร้อม"

"กายพร้อม"

ก็จงไป





-หน้ากลม-
กับวันที่มีความหมาย

5 พ.ย. 2556

แค่ยืนอยู่ตรงนี้

@ถนนเลียบหาด ชลบุรี
 
 
ในวันที่ชีวิตนั้นสับสน
 
ในวันที่ใจมันอ่อนล้า
 
ในวันที่รู้สึกเหว่ว้า
 
ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ
 
:P
 
 
....
 
ในวันที่อ่อนแรง
 
ท้องฟ้า สายลม ทะเล นกน้อย
 
ถึงจะเพียงไม่นาน
 
ขอแค่ใจได้พักผ่อนบ้าง
 
 
ดีกว่า
 
แค่ได้ยืนอยู่ตรงนี้
 
 
 
 


4 พ.ย. 2556

บังเอิญ ว่าโลกกลม


คุณเชื่อเรื่อง โลกกลม หรือ ความบังเอิญไหม?


เรื่องของความบังเอิญ คงสามารถใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์มาอธิบายได้

นั่นคือเรื่องความน่าจะเป็น

แต่ชีวิตจริง ความน่าจะเป็นที่ใช้ คงไม่มากไปกว่า 10 หรืออาจจะ100(หวยเลขท้ายสองตัว)

ซึ่งพอค่าความน่าจะเป็นมันออกมามากๆๆๆเข้า และถ้าเกิดขึ้นได้ ชีวิตจริงคงต้องเรียก “บังเอิญ”


หลายๆคนอาจจะได้พบเจอกับความบังเอิญบ้าง มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่คน

บังเอิญซื้อของมาเหมือนกัน

บังเอิญป่วยพร้อมๆกัน

บังเอิญสิวขึ้นหน้าจุดเดียวกัน

บังเอิญไปเที่ยวห้างเดียวกัน

และสุดๆบังเอิ๊ญบังเอิญเจอกันที่ร้านเล็กๆแห่งหนึ่ง


เมื่อวานฉันพบเจอเรื่องบังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิต หรือฟ้ากลั่นแกล้ง (55+)

ไปเจอเพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยได้เจอ ไม่ค่อยได้คุย ที่ร้านเล็กๆ ชลบุรี

ทั้งที่จริงๆโปรแกรมของเมื่อวานนี้คือ

ไปกินแหนมเนืองกับพี่ที่ทำงานเก่า ที่บางพระโน่น

แต่เพราะพี่เขาขับรถเล่นมาซะไกล และฉันก็ยังไม่ได้ออกจากห้อง

จึงนัดเจอกันใหม่ที่ร้านแหนมเนืองแถวเส้นเมืองใหม่

แต่เมื่อไปก็หาร้านไม่เจอ

พี่เขาจึงเลือกร้าน brown sugar แถวๆนั้นเลย

ลงจากรถ มองเข้าไปในร้าน “ใครมันคือจะมาเหมือนเพื่อนฉันแท่ะ”

เปิดประตูเข้าไป “อ่าว นั่นเพื่อนฉันนี่หว่า”

ทั้งคนเข้าใหม่ และคนอยู่ก่อน เป็นอันต้องงงตามๆกัน

มันช่างเป็นความบังเอิญเสียนี่กระไร

ยิ่งบังเอิ๊ญบังเอิญ เพราะ ฉันไม่ได้ตั้งใจไปร้านนั้น ที่เพื่อนนั่งอยู่ และเพื่อนเองก็อยู่ กทม. ไม่ใช่ชลบุรี


นั่นคือความบังเอิญครั้งที่สอง

ส่วนบังเอิญครั้งแรกกับคนเดิม


ที่มหกรรมจัดหางานและเรียนต่อ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ฉันและเพื่อนคนเดิม แทบจะไม่ค่อยได้คุยและเจอกันเลยช่วงนั้น

จำไม่ได้ว่าด้วยเหตุผลอะไร เพราะปกติเราคุยกันบ่อย แต่ตอนนั้นและตอนนี้ไม่บ่อย

แล้วเรื่องบังเอิญกับเพื่อนคนนี้ก็เกิดขึ้นอีกเพราะได้เจอกันที่นั่น


บังเอิญเรื่องแรก อาจจะไม่ตื่นเต้นเท่าครั้งที่สอง

เพราะครั้งแรก มีการนัดหมายจากความเป็นงานมหกรรม เพราะมีโอกาสที่เราสองคนจะไปงานสูง

แต่ร้านอาหารเล็กๆนี้ไม่เหมือน เพราะไม่มีอะไรหรือใครนัดหมาย


ทำไมนะ? เรื่องบังเอิญ หรือโลกกลมๆ ระหว่างฉันกับเพื่อนคนนี้ จึงเกิดบ่อยจัง

เรียน.. จบ.. เรียน.. จบ.. ทำงาน.. ลาออก.. แยกย้าย

แต่โลกก็ยังกลม

(เคยจะเอามาเขียนนิยาย แต่เขียนได้ไปหน่อยไม่ถึงบท ก็หยุดซะก่อน เพราะความทรงจำมันซับซ้อนและนานเกือบ10ปี เกินกว่าจะเขียนออกมา อาจจะดีกว่า ถ้าให้ใจได้จดจำ)



-หน้ากลม-
กับวันที่คิดถึงวันวาน

เอ๊ะ! แล้วกับคนอื่นๆล่ะ ??