HOME

HOME

25 ธ.ค. 2556

เรียนรู้พระเจ้า


"Merry Christmas"


เรียนรู้คริสตจักร เปิดรับความรักจากพระเจ้า


"ชีวิตที่ดีกว่า"
(เขาว่างั้น)



คืนคริสต์มาสอีฟ
หัวหน้าที่บริษัทได้เชิญไปร่วมงานเลี้ยง และดูการแสดงที่คริสตจักรชลบุรี
มีหัวหน้า แฟนหัวหน้า พี่วิศวกร และฉัน สี่คนเราไปด้วยกัน
ที่นั่นเขาได้จัดเลี้ยงอาหารไว้ต้อนรับ
เมื่อดูแล้วก็ไม่ได้ต่างจากโรงทานที่เราๆต่างคุ้นเคยกันดี
หากเพียงแต่อาหารที่จัดไว้ จัดใส่กล่องเป็นข้าวกล่องเรียบร้อย พร้อมรับประทาน
ที่จริงต้องเรียกเป็นถาดข้าวพลาสติกน่าจะใกล้เคียงกว่า
ภายในกล่องสี่เหลี่ยมแบ่งเป็นบล๊อคๆ
จัดสรรปันส่วนให้มี ข้าวสวย ไก่ทอด ทอดมัน ไก่เทอริยากิผัดซอส ไข่ตุ๋นในถ้วย และกิมจิ บรรจุอยู่ในกล่องเดียวกัน
ปริมาณหนึ่งคนอิ่ม
ของหวานก็จะมีบัวลอย กับไอศครีมกะทิและช็อคโกแล็ต
ที่เด็ดกว่าคือ "เติมได้ไม่อั้น"
"อิ่มจังตังค์อยู่ครบ" :P

เสร็จแล้วก็ขึ้นไปรอชมการแสดงที่โบสถ์
และนี่ ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันได้พาตัวเองเข้าไปนั่งอยู่ภายในโบสถ์ของศาสนาคริสต์
ฉันคงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก บรรยากาศภายในก็ไม่ได้ต่างจากโบสถ์ที่เราเห็นในหนัง
หากแต่ไม่ได้สวยหรู หรืออลังการงานสร้างอย่างเขา
หรือด้วยความเป็นประเทศไทยก็ไม่ทราบ
โบสถ์ที่นี่จึงเป็นโบสถ์พื้นๆ ธรรมดา ที่มีไม้กางเขนอยู่ด้านหน้าสุดของห้องโถง

ศาสนาคริสต์เขาไม่มีสวดมนต์เหมือนศาสนาพุทธ
หากแต่ถ้าเปรียบเทียบกัน
สวดมนต์ของเรา เขานั้นก็ร้องเพลง
และเนื้อหาของบทเพลง ก็เกี่ยวเนื่องกับพระเจ้า(พระเยซู)พระองค์เดียว
ขับร้องไปพร้อมๆกับเสียงเปียโน
คล้ายๆจะโรแมนติก แต่ไม่ขนาดนั้นหรอก
หรืออาจจะโรแมนติก
เพราะศาสนาคริสต์นั้นเน้นสอนให้คนมี "ความรัก"

นอกจากการร้องเพลงก็มีการภาวนาขอพรจากพระเจ้า
ก็ไม่ต่างจากตอนที่เรากราบพระแล้วหลับตาขอพรพระพุทธเจ้า
เขาขอพรให้พระเจ้าชี้ทางสว่างกับเขาอย่างไร
เราก็ไม่ต่างที่ขอให้พระพุทธองค์ทรงคุ้มครอง "ลูกช้าง"

การแสดงมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของพ่อ
พ่อให้เงินลูกก้อนโตสำหรับไปเรียนรู้โลกอย่างที่ลูกขอ
เมื่อมีเงินก็มีความหลง หลงในทรัพท์สมบัติ หลงในรูป รส กลิ่น เสียง
หลงทาง..
มีเงินก็ซื้อได้ทุกข์อย่าง รวมถึงมิตรภาพ
พอเงินหมด ก็สูญสลายทุกสิ่ง
มิตร ศักดิ์ศรี
กลายเป็นคนเร่ร่อน ไม่กล้ากลับบ้านไปสู้หน้าพ่อ
มีแต่คนรังเกียจ
เจอแต่คนคดโกง
ก็ใช่สิ เขาไม่ใช้พ่อแม่ ครอบครัวเรานี่นา
จนแล้วเมื่อได้ต้อนรับพระเจ้าเข้ามา
ก็พรันตาสว่าง รู้ว่าพ่อเท่านั้นที่รักตัว
ซึ้งในพระเจ้า เข้าใจในความรัก แล้วก็กลับไปหาพ่อ
ผู้ที่รัก และหวังดีกับเรา อย่างบริสุทธิ์ใจ

นั่นคือเรื่องราวโดยย่อสำหรับการแสดงค่ำคืนนั้น
ผู้แสดงมีอายุที่หลากหลายมาก
ตั้งแต่ทารก ยันสูงวัย
อยากจะถามอยู่เหมือนกันว่าเขาหาคนเหล่านี้มาจากที่ไหน
แต่เท่าที่คิดได้ ก็คงเป็นญาติๆในคริสตจักรด้วยกันทั้งนั้น
ช่วยๆกัน
เพราะทุกคนก็นับถือพระเจ้าองค์เดียวกัน

ช่วงท้ายก็มีการจับของขวัญ
ของรางวัลแก่ผู้ร่วมงานทุกคน
ฉัน ซึ่งไม่เคยจะมีดวงในเรื่องพวกนี้ จึงไม่ได้ใส่ใจอะไร หรือตื่นเต้นไปกับเขา
แต่..
เพราะเป็นโชคหรืออะไร
ฉันได้รางวัลกับเขาด้วย
งงมาก ร้อยวันพันปีไม่เคยจะได้อะไรกับเขาเลย
"เบอร์ 67"
รางวัลที่ได้มาคือโต๊ะญี่ปุ่น "โต๊ะกลม"
แอบคิดในใจ คงไม่ได้หมายถึง "อัศวินโต๊ะกลม" ใช่ไหม?

ก่อนกลับก็ยังได้เค้กอีกคนละหนึ่งกล่อง
โอ่ววววว
จะแจกไปไหนเนี่ย
แล้วววว เค้ก 1 ก้อน สักเกือบครึ่งปอนด์
ฉันจะกินกับใคร -*-"




-หน้ากลม-
วันเรียนรู้พระเจ้า


ปล. ฉันเป็นชาวพุทธ เมื่อวาน วันนี้ พรุ่งนี้ ฉันก็ยังเป็น
หากแต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราปิดโลก
เพื่อให้ "รู้" มีโอกาสก็เรียนรู้กันไป
ศาสนาไหนๆก็ดี ขอแค่สอนให้คนเป็นคนดี

19 ธ.ค. 2556

ฟิวฯ ฟิวฯ

21:21 น.
ว่าจะนอนอยู่แล้วเชียว

คืนนี้ก็ยังเป็นคืนที่เหน็บหนาว ที่จริงก็ไม่ได้จะหนาวขนาดนั้น
หากเป็นเพราะ 4 วันก่อนหน้านี้ ยังบ่นอยู่เลยว่าอากาศร้อน "ร้อนในเดือนธันวาฤดูหนาว"
เพราะจากร้อนๆ วันดีคืนดีลมมรสุมเข้าพัดมาจากจีน ปรากฏวันนี้อากาศเปลี่ยนฉับพลันหลังจากฝนกระหน่ำเทในคืนวันจันทร์ เช้ามา น้ำเย็น อากาศหนาว จึงกลายเป็น เหน็บ และหนาว ไปเลย

คืนนี้ยังคงนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีฟ้าลายโดเรม่อนผืนโปรด ผ้าห่มผืนนี้อยู่ร่วมชะตากรรมด้วยกันมาก็นานจนเรียกได้ว่าคุ้มคุ้ม ซื้อมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแรกๆ ที่งานย่าโม โคราชบ้านเอ๋ง ผ่านมาจนตอนนี้ที่ทำงานมาได้เกือบสองปีแล้ว นานแล้วแต่ก็ยังห่มผืมเดิมไม่เปลี่ยน คงเพราะอยู่ด้วยกันมานาน เป็นผ้าที่มีกลิ่นที่คุ้นเคย สีหม่นๆที่คุ้นตา พูดจริงๆแบบอายหน่อยๆว่า ถ้าวันดีคืนดีเอาผ้าห่มไปปั่นซัก ก็ต้องทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

คืนนี้.. ก็ยังคงนอนไม่หลับ แม้ว่าภายในห้องจะเงียบ และมืด(ปิดไฟ) แม้จะมีความล้าจากงาน เพลียด้วยการใช้สมอง แม้จะห่มผ้า กอดบ๊อบบี้ นอนขดตัว แต่สมองยังคงทำงาน มีผลให้เกิดอาการมึนๆ ตาสว่างทั้งๆที่ล้าแทบลืมไม่ขึ้น

ภายใต้ผ้าห่มโดเรม่อน ตอนนี้สมองโลดแล่นไปไกลถึงฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตกันเลยที่เดียว ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่(มาก) ที่ไปบ่อยๆเมื่อนึกถึงของกินสมัยเป็นนักศึกษา มีความทรงจำมากมากที่นั่น เป็นนัองก็แค่มหาวิทยาลัย

Pizza company.. ครั้งหนึ่งหลังจากที่เรียนเสร็จ เย็นวันนั้นเพื่อนๆในแก๊งชวนกันมากินพิซซ่า เรียกแท็กซี่ในมหาวิทยาลัย นั่งอัดกันมาขนาดที่พี่คนขับอยากจะเตะก้นออกจากรถเลยทีเดียว แต่พี่คนขับก็ไม่ได้ทำ มาส่งถึงที่ แต่เชื่อว่าระหว่างเดินทางพี่เขาต้องคิดแน่ๆ ออกหนัาขนาดนั้น
ที่ร้านพิซซ่า เรากินกันอย่างหนักหน่วงมาก โดยกระเพาะของสตรี เชื่อว่าสามารถรับจำนวนพิซซ่าได้2ชิ้นในจำนวนเต็มอัตรา แต่เพราะเป็นสตรีเพศ หากกินเยอะก็กลัวจะอ้วน หรือดูเป็นคนกินจุ ชิ้นเดียวกับสลัดเป็นพอ แต่ถ้าถามถึงแก๊งนี้ หาได้แบ่งเพศชายหรือสตรีไม่ หากกินได้ก็กิน 2 ชิ้น 3 ชิ้นก็กินมาแล้ว กินจนผู้ชายยอมแพ้เลยก็ยังมี ครั้งนี้ก็เช่นกัน พิซซ่า 2 ชิ้น บวกเบรดสติ๊กเกือบครึ่ง น้ำอัดลมอีก ผลออกมาคือ "หน้าเหลือง เดินไม่ไหว กลับเถอะ"

เจียงลูกชิ้นปลา... ร้านนี้จะกินบ่อยมากกับคนที่แอบชอบ(ตอนนั้น) เรียกบ่อยเห็นจะไม่ได้ เพราะนานๆครั้งเราถึงจะเจอกันที ร้านนี้ขายก๋วยเตี๋ยว ไม่รู้ว่าอร่อยหรือยังไง แต่เขาชอบเลือกมานั่งร้านนี้ประจำ หรือเพราะคนน้อย เบื่อความวุ่นวายด้วยนิสัยก็อาจจะใช่ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ณ สมัยนั้นไม่ได้เป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว เริ่มกิน เริ่มชอบ ก็เพราะเขานั่นแหล่ะ เมนูที่สั่งก็จะเป็นเล็กต้มยำคนละชามและมีลวกจิ้มเป็นกองกลาง ปริมาณไม่พออิ่มแต่ก็พอปะทังท้องไปต่อของหวานได้โดยไม่รูัสึกผิด สีประจำร้านนี้คือสีเขียว ทั้งชามและตะเกียบมีสีเขียว ชาวพลาสติก ช้อน ตะเกียบพลาสติก เพื่อลดต้นทุนเรื่องภาชนะนี่เอง ด้วยความเป็นตะเกียบพลาสติก บวกกับเส้นเล็กก๋วยเตี๋ยว ความลื่นไหลดั่งคนเล่นสเกตน้ำแข็งก็บังเกิดขึ้น การใช้ตะเกียบพลาสติกจำต้องใช้ความชำนาญขั้นสูง หากขั้นไม่สูงก็จะเกิด คีบไม่ขึ้น ถึงขึ้นก็ไถลลงกลับมากองตามเดินในชามเขียว และถ้ามากกว่านั้นอีกคือ กระเด็นใส่เสื้อ และเขาก็โดนประจำ ชุดนักศึกษาสีขาวๆที่ใส่มาเป็นต้องมีรอยเป็นดวงๆ หลายๆดวงอย่างเด่นชัด บ่นๆ แต่ก็กินจนเกลี้ยง
ร้านนี้เคยทำเกือบตายมาหนึ่งหน เพราะเลือกพริกที่ใช้ปรุงมาไม่เผ็ด คนปรุงเลยทะเล่อทะล่าใส่ไปซะเยอะจัดกลัวจะไม่มีรสชาติ แค่ซดน้ำชิมรสเท่านั้น สำลัก พริกลงคอ แสบคอ กินต่อไม่ได้ จบ เราจบกันแค่นี้เจียง จะไม่เข้าไปใช้บริการแกอีก ตราบเท่าที่.. เขาคนนั้นจะไม่ชวนไปกิน

โซนเกมส์... ชั้นบนสุดนี้เป็นจุดมุ่งหมายหลักในการเดินทางมาฟิวฯก็ว่าได้ หลังจากการเรียนอันหนักหน่วง เครียดแล้วเครียดอีก หรือไม่เครียด ก็ต้องมาปลดปล่อยกันที่นี่แหล่ะ
ชู้ดบาส เกมส์นี้คือเกมส์โปรด เป็นการเสียเงินเหรียญสิบบาทที่คุ้มค่า เรียกทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เหงื่อ และกล้ามแขน ความตื่นเต้นในการกระตุ้นตังเองให้รัวชู้ดให้มากที่สุด และเล็งให้ลงเยอะที่สุด ผ่านด่านแรก 100 คะแนน ด่าน2 250 คะแนน ด่าน3 400 คะแนน และด่าน4 เก็บสถิติ ที่ยากที่สุดคือด่านแรก หากไม่แม่นและเร็วจริง และมีคู่หูที่ดีเยี่ยม รู้จังหวะกันและกัน จะผ่านด่านนี้และก้าวต่อไปได้ยังไง


ให้อดีตเป็นความทรงจำที่แสนหวาน
ปัจจุบันเป็นเพื่อนที่เคียงข้าง
อนาคต.. ให้เราเดินไปพร้อมๆกัน


คืนนี้.. ให้หลับฝันดี
ไปพร้อมกับวันวาน



-หน้ากลม-
พรุ่งนี้ฉันจะไปฟิวฯ
by Naakomm's iPhone

9 ธ.ค. 2556

วันครอบครัว


"บางครั้ง บางเวลา กับบางคน

ความวุ่นวาย

ก็ไม่ไกลมาก

จาก...

ความอบอุ่น"


"วันครอบครัว" (To day is Sunday)

(วันอาทิตย์ ก็ยังมีความหมายเช่นเคย)



4 ธ.ค. 2556

อำลาเพื่อน(laptop)เก่าแก่

"อำลาเพื่อน(laptop)เก่าแก่"


เพียงแค่เริ่มต้นเดือนสุดท้ายก่อนปีใหม่

ก็ต้องพบกับสิ่งที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกแล้วสิ
...


เมื่อสมัยที่ฉันเรียนอยู่ มธ. ปี1

ไม่นานหลังจากที่เข้าเรียน

ที่บ้านก็ซื้อโน๊ตบุค/laptop ยี่ห้อ compaq ให้ 1 เครื่อง

สำหรับใช้ในการศึกษา

หากแต่ตอนนั้นนอกจากจะใช้ในการทำรายงานเพียงน้อยนิด

ฉันก็ใช้มันในการเล่นเกมส์ MSN Hi5 ซะเป็นส่วนใหญ่ (มันน่าไหมนี่)

หากนายมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้ก่อตั้ง Facebook ขึ้นทันในสมัยนั้น

ฉันก็คงจะติดเฟสบุคงอมแงม แทนการตกแต่งสไลด์ไฮไฟว์อย่างไม่ต้องสงสัย

การได้มีโน๊ตบุคเป็นของตัวเองครั้งนั้น

ทำให้ชีวิตฉันเปลี่ยนไป

ท่องโลกsocial และรู้จักเทคโนโลยีมากขึ้น

นอกจากนี้

ยังทำให้ฉันรู้จักดูแล หวงแหนสิ่งของที่เป็นของตัวมากขึ้น
(หวงมาก.. แต่ก็เคยให้เพื่อนยืมไป)


ถ้านับเริ่มต้นจากปี 1

มาถึงตอนนี้ก็เกือบจะ 7 ปีแล้ว

สำหรับเพื่อนเก่าแก่ที่เรียกว่าโน๊ตบุค

ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึป่าว

แต่ทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต

จะต้องมีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับเจ้าเพื่อนนี้ก่อนเสมอ

เหมือนครั้งเมื่อตอนจะเปลี่ยนงานมาอยู่ที่ชลบุรีต้นปีที่ผ่านมา

เจ้าเพื่อนนี้ก็มีเหตุให้ข้อมูลต่างๆในเครื่องหายไปหมด

ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงที่ชื่นชอบ

หนัง การ์ตูนที่สะสม

รูปภาพแห่งความทรงจำ ตั้งแต่สัพเพเหระจนถึงสำคัญมากกกก

รวมถึงบันทึกกลมๆที่เคยเขียนด้วยความรู้สึก

ทุกอย่างเป็นต้องหายวับไป

ก่อนจะมาได้งานที่ใหม่เพียงไม่นาน


และแล้วเมื่อวันจันทร์ที่2 ที่ผ่านมา

ฉันหอบเอาเพื่อนนี้ไปทำงานด้วยเช่นทุกวัน

แต่พอจะเปิดเครื่องตอนเช้าก็ต้องพบกับความผิดปกติ

เพื่อนไฟเข้า แต่เปิดไม่ยอมติด

ทั้งๆที่คืนก่อนนี้ยังเปิดเนต ดูการ์ตูนได้เป็นปกติดี

ทุกอย่างเป็นปกติดีอยู่แท้ๆ

แต่วันนั้นกลับเงียบ

มารู้ในภายหลังว่า

หัวใจ(main board)เพื่อนเสียไปเสียแล้ว

หากจะผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

ก็ต้องใช้เงินเกือบครึ่งราคาของตัวใหม่

เป็นอันว่าฉันต้องถอดใจ

ฉันไม่สามารถยื้อเพื่อนเอาไว้ได้

เพื่อนได้ตาย(เสีย)จากฉันไปแล้ว

พร้อมกับรูปภาพ บันทึก และนิยายที่พยายามเขียน

ทุกอย่างหายไปอีกแล้ว (ไม่รู้จะกู้ได้หรือเปล่า)

เราคงต้องจากลากันจริงๆ

ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือตลอดมา

...

แล้วปีหน้าที่จะถึงนี้

ชีวิตฉันจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกไหมนะ

ขอให้เปลี่ยนไป

ในทางที่ดี ที่ควร

ขอฉันคนใหม่

ที่เข้มแข็งกว่าเดิม



-หน้ากลม-
กับวันอำลาเพื่อนเก่าแก่(laptop)

ปล.ภายในห้องนี้ช่างเงียบเหงา ไม่มีทีวี ไร้เงาสุ่มเสียงจากโน๊ตบุค เหลือแต่ไอโฟน1เครื่อง กับกองหนังสือ -_-"

1 ธ.ค. 2556

คน เดียว


ตัวคนเดียว

เพราะชิน

จึงไม่ทำให้เหงา


ตัวคนเดียว

เพราะไม่วุ่นวาย

ชีวิตจึงเรียบง่าย


ตัวคนเดียว

เพราะมีเพียงหนึ่งท้อง

ชีวิตจึงง๊ายง่ายยิ่งกว่าที่เคย


เพราะตัวคนเดียว

อยากไปไหน

อยากทำอะไร

ก็ทำ

(หากมีแรง(ฝัน)พอ)


แต่เพราะตัวคนเดียว

ใจจึงหวั่นไหวง่าย

ร่างกายจึงอ่อนแรงลงมาก

หากวันไหนเหนื่อยล้า(ใจ)

ก็จะยิ่งล้ามากขึ้นเป็นพันๆเท่า


แล้วนี่ "ตัวคนเดียว"

มันดีหรือไม่ดี


หากตัดขาดจากโลกภายนอก

ฉันคงจากไป ด้วยความสงบ



#กลับบ้านกันไหม?
หรือ
#อยู่สู้เพื่อหาทางออกจากความหม่นหมองในจิตใจ


-หน้ากลม-
ยังอยู่ที่เดิม