กลับบ้านเรา รักรออยู่....
พรุ่งนี้ เมื่อปีที่แล้ว
29 ธันวาคม 2554 เวลาประมาณ 22.05 น.
ปู๊นนน ปู๊นนนน ฉึกฉัก ฉึก กะ ฉัก
เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ข้าพเจ้าออกเดินทางด้วยรถไฟ
หลายครั้งที่พยายามจะขึ้น เพื่อเดินทางไปเท่ว
แต่ก็ล่มตลอด
ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรก
และมุ่งหน้ากลับบ้าน กรุงเทพ หัวลำโพง-นครราชสีมา
ช่วงเทศกาลปีใหม่
หลายๆคนเข้ามาทำงาน กทม ระหกระเหนออกจากบ้าน
วันหยุดยาวแบบนี้ กับปีใหม่ๆ จึงไม่พลาดที่จะกลับบ้าน บ้านเกิดที่รัก
ต่อเรื่องรถไฟ
ข้าพเจ้าเข้ามาทำงานที่ กทม เพื่อนรักข้าพเจ้าก็อยู่ใกล้ๆกัน
กลับบ้านปีนั้นจึงกลับพร้อมกัน
ที่จริงข้าพเจ้าปิดทำงานก่อนหนึ่งวัน แต่ก็รอกลับพร้อมกัน
เพราะเมื่อเดินทาง
การที่ต้องเผชิญรถติดบนท่องถนน ระยะทางที่ไกล เท่าเดิมแต่เวลาช่างยาวนานเป็นสองเท่า
ข้าพเจ้ารอกลับพร้อมเพื่อน ไม่อยากให้ตัวเอง หรือเพื่อน ต้องเดินทางเพียงลำพัง
กับการเดินทางกลับด้วยรถไฟด่วน ปรับอากาศ เที่ยวรถ 10.05 น. ที่เขาเลือก
เคยคิดจะนั่งกลับบ้านหลายครั้ง อต่ก็ไม่ได้กลับด้วยรถไฟสักที ใช้บริการรถทัวร์เป็นส่วนใหญ่
นี่แหล่ะ ครั้งแรก เพราะเพื่อนชวน
ถึงสถานีก่อนเวลาประมาณ 40 นาที
หญิงสาว2 คน ที่ไม่เคยมาหัวลำโพง เป็นอันงงๆ อละหลงทาง
ถึงหน้าตั๋วจะบอกชัดเจว่าสถานีไหน ตู้อะไร
แต่ครั้งแรกกก ก็งงๆอยู่ดีว่า ชานชะลาอยู่หนายยยหว่าาาา
ถามเจ้าหน้าที่ และเดินไผรถรถถูกชานชาลาจนได้
ความรู้สึกในตอนนั้น บอกคำเดียวว่าตื่นเต้น
คล้ายๆเด็กกำลังขึ้นเล่นของเล่นครั้งแรกไม่ต่าง
ตื่นเต้นๆ
แต่ผ่านมาแล้ว1ปี ก็ตำไม่ได้แล้วว่า ข้าพเจ้ากับเพื่อน ทำอะไรเอ๋อๆกันรึป่าว
เพราะทุดครั้งก็ทำกันตลอดดด
เอิ่กๆ
รถมาถึงก่อนเวลานิดหน่อย
พอเทียบชานชาลา ผู้คนก็ยังคงเบียด แย่งกันขึ้นไป
ทั้งๆที่ในตั๋วก็ระบุที่นั่งชัดเจน
และเพื่อนข้าพเจ้าก็ตามสเตบ
รอให้เขาขึ้นไปก่อน ไม่อยากแย่ง เบียดชาวบ้าน
แต่ก็นั่นแหล่ะ ถ้าไม่ๆด้ล็อคที่ ก็คงได้นั่งกันคนละที่
หรืออย่างเลวร้าย ก็อย่าได้นั่งเลย
และรถไฟก็แล่นออกจากชานชาลา
เลทไป5นาที จำได้แม่นเลย
บนรถไฟ
บรรยากาศไม่ต่างกับรถทัวร์เลย
เพราะนั่งปรับอากาศ เหมือนกันเด่ะ
แถมแย่กว่าอีกต่างหาก
คาดหวังอยากชนบรรยากาศนอกรถไฟผ่านหน้าต่าง
แต่
มืดสนิท มองอะไรไม่เห็นเลย
งั้นก็หลับเหอะ
นั่งนิ่งๆ หลับตา อบบเซงๆ
ส่วนเพื่อนก็หลับสนิทตามระเบียบ
คนนอนง่ายอ่ะนะ อิจฉาจริงๆ
ปีนั้นอากาศหนาว
ไม่เหมือนปีนี้เลย
ปีนี้ร้อน แดดร้อน กลางคืนก็หาความหนาวเย็นไม่มี
เมื่อ3วันก่อนหนาว แต่ตอนนี้ไม่ล่ะ รัอน!!
ระหว่างเดินทาง จำไม่ได้ว่าผ่านมากี่สถานี
แน่มันช่างเนิ่นนาน
บนรถไฟ
ไม่มีคนบอกสถานี
ประกาศเบาๆก็ไม่มี
นี่คงเป็นอีกเหตุผล
ที่ข้าพเจ้าไม่สามารถหลับตาลงนอน
ถึงสถานีไหนแล้ว
โคราชหรือยัง
หวั่น กลัวนั่งรถเลย
เที่ยงคืนผ่านไปยังไม่ถึง
เข้าวันใหม่ 30
ตี2ผ่านไป ตี 3แล้ว จะเบ้าตี4 ยิ่งหลับตาไม่ลง
นั่งหลังตรงมองถาง
พยายามมองหาป้ายสถานีทุดครั้งที่รถจอด
ปากชอง ใกล้ถึงแล้วสินะ
อ่าา แลัวๆๆๆ เราต้องลงสถานีไหนเนี่ย
มองหาอะไรที่คุ้นตา
แตีตอนนั้น อะไรๆก็ไม่คุ้นเลย
พอเข้าเขตโคราชแล้วใหญ่
ความรูส้สึกเหมือนถึงแล้วตลอดเวลา
ทั้งกว่าลงก่อน และเลยไปอสนไกล
ถึงสถานีโคราชจริวๆประมาณตี4หน่อยๆ
ลงถฟุกสถานี
ด้วยความกรุณาจากเพื่อนร่วมทางคนอื่น เหอๆ
ถึงโคราชแล้วว อากาศเย็นมากก
ใสีหมวก ผัาพันคอ ครบค่ะ
แล้วก็ออกจากสถานีรถไฟด้วยรถตุ๊กๆ ไป บขสใหม่
ไปขนส่งเพื่อต่อรถกลับบ้าน
รถเสิงสางออกตี5นิดๆ
ก็หวานเย็นกับเพื่อนต่อไปอีก
สภาพตอนนั้นแต่ละคนไม่ไหวจริงๆ
ไม่ได้อน(เฉพาะข้าพเจ้านะ) และหนาวววเย็นจับใจ
และการเดินทางก็สิ้นสุดลง
ถึงบ้าน 6.30 น.โดยประมาณ
แล้วข้าพเจ้าก็รีบกระโดดขึ้นเตียง ห่มผ้าอุ่นๆ แล้วหลับไปยาวนานนนน
....
การเดินทางด้วยรถไฟจบไป
ด้วยการเดินทางร่วม6 ชม.
มารทอนมาก
แต่อบอุ่น
...
ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังเดินทางกลับบ้าน
ปีนี้กลับคนเดียว
รถตูบริการ ที่อนุฯ
ออกมาจากห่อง 8.30 รถออก 10.30
เดินทางอย่างเหงาๆ
แต่ไม่เคยอ้างว้าง
โลกกลมๆยังมีความอบอุ่นให้เสมอ
สวัสดีปีเก่า
เดินทางโดยสวัสดิภาพ
ByNaakomm's iPhone
HOME
28 ธ.ค. 2555
ผญ ผู้หญิง
สวัสดีค่ำคืนวันใหม่ ที่ 28
อาจบอกยากนิดหน่อยกับความรู้สึกในตอนนี้
รู้แค่ว่า ง่วงมากกก แต่ ไม่อยากนอน
.......
ทำไม?
ขึ้นต้นด้วยทำไมอีกแล้ว
แล้วทำไมล่ะ
คำถามวันนี้คือ
ทำไม ผู้หญิงต้องเป็นเพศที่อ่อนไหว
เมื่อมองถึงความเป็นผู้หญิง
จะกุลศตรีหรือไม่
หญิงแท้หรือเปล่า
ความรู้สึก อารมณ์ทั้งหมด
ได้รวมกันไว้ กลายเป็น ผู้หญิง
ผู้หญิง ที่ได้บึ้นชื่อว่าเข้มแข็ง แข็งแกร่งที่สุด
ยังคงอ่อนไหว
ผู้ชายก็มีความรู้สึก
เพียงแต่น้อยกว่าผู้หญิงไปเยอะหน่อย(มาก)
ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หญิง
และรู้ว่าตัวเองอ่อนไหวแค่ไหน
เข้มแข็งรึป่าว
กับคนที่รัก
ลิมิตอารมณ์ถูกมองข้าม
ยิ่งรัก ยิ่งแคร์
ยิ่งไหวหวั่น
แล้วปัญหาก็ตามมา
รักแท้อยู่ที่ไหน
อยาก ห้เขามีความสุข
หรือแค่เรา
ในเมื่อปล่อยไปไม่ได้
ก็เห็นแก่ตัว
เต็มที
งงกับความรู้สึก
งงกับสิ่งที่เป็นไหม
นั่นเพราะว่าเป็นผู้หญิง
อ่อนแอ
อ่อนไหว
แต่ไม่อยากให้ใครเห็น
ฝันดีโลกกลมๆ
อีก 6 ชม
ออกเดินทางวันใหม่ด้วยกัน
เพราะเป็นหน้ากลม อ่อนไหว และไม่อยากโดดเดี่ยว
อาจบอกยากนิดหน่อยกับความรู้สึกในตอนนี้
รู้แค่ว่า ง่วงมากกก แต่ ไม่อยากนอน
.......
ทำไม?
ขึ้นต้นด้วยทำไมอีกแล้ว
แล้วทำไมล่ะ
คำถามวันนี้คือ
ทำไม ผู้หญิงต้องเป็นเพศที่อ่อนไหว
เมื่อมองถึงความเป็นผู้หญิง
จะกุลศตรีหรือไม่
หญิงแท้หรือเปล่า
ความรู้สึก อารมณ์ทั้งหมด
ได้รวมกันไว้ กลายเป็น ผู้หญิง
ผู้หญิง ที่ได้บึ้นชื่อว่าเข้มแข็ง แข็งแกร่งที่สุด
ยังคงอ่อนไหว
ผู้ชายก็มีความรู้สึก
เพียงแต่น้อยกว่าผู้หญิงไปเยอะหน่อย(มาก)
ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หญิง
และรู้ว่าตัวเองอ่อนไหวแค่ไหน
เข้มแข็งรึป่าว
กับคนที่รัก
ลิมิตอารมณ์ถูกมองข้าม
ยิ่งรัก ยิ่งแคร์
ยิ่งไหวหวั่น
แล้วปัญหาก็ตามมา
รักแท้อยู่ที่ไหน
อยาก ห้เขามีความสุข
หรือแค่เรา
ในเมื่อปล่อยไปไม่ได้
ก็เห็นแก่ตัว
เต็มที
งงกับความรู้สึก
งงกับสิ่งที่เป็นไหม
นั่นเพราะว่าเป็นผู้หญิง
อ่อนแอ
อ่อนไหว
แต่ไม่อยากให้ใครเห็น
ฝันดีโลกกลมๆ
อีก 6 ชม
ออกเดินทางวันใหม่ด้วยกัน
เพราะเป็นหน้ากลม อ่อนไหว และไม่อยากโดดเดี่ยว
25 ธ.ค. 2555
ก้อนหินก้อนนั้น
เพลง: ก้อนหินก้อนนั้น
ศิลปิน: โรส ศิรินทิพย์ หาญประดิษฐ์
อัลบั้ม: Time Machine
อัลบั้ม: Time Machine
เคยมีใครสักคนได้บอกฉันมา
ว่าเวลาใครมาทำกับเราให้เจ็บช้ำใจ
ลองไปเก็บก้อนหินขึ้นมาสักอัน
ถือมันอยู่อย่างนั้นและบีบมันไว้
บีบให้แรงจนสุดแรง ให้มือทั้งมือมันเริ่มสั่น
ใครคนนั้นยิ้มให้ฉัน ถามว่าเจ็บมือใช่ไหม
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
ใครมาทำกับเธอให้เจ็บหัวใจ
ก็แค่ให้ก้อนหินก้อนนั้นให้เธอรับมา
เพียงเธอจับมันโยนให้ไกลสายตา
หรือเธอปรารถนาจะเก็บมันไว้
หากยิ่งยอมยิ่งแบกไป หัวใจของเธอก็ต้องสั่น
หากยังทำตัวแบบนั้น ถามว่าปวดใจใช่ไหม
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอรับไว้เอง
ว่าเวลาใครมาทำกับเราให้เจ็บช้ำใจ
ลองไปเก็บก้อนหินขึ้นมาสักอัน
ถือมันอยู่อย่างนั้นและบีบมันไว้
บีบให้แรงจนสุดแรง ให้มือทั้งมือมันเริ่มสั่น
ใครคนนั้นยิ้มให้ฉัน ถามว่าเจ็บมือใช่ไหม
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
ใครมาทำกับเธอให้เจ็บหัวใจ
ก็แค่ให้ก้อนหินก้อนนั้นให้เธอรับมา
เพียงเธอจับมันโยนให้ไกลสายตา
หรือเธอปรารถนาจะเก็บมันไว้
หากยิ่งยอมยิ่งแบกไป หัวใจของเธอก็ต้องสั่น
หากยังทำตัวแบบนั้น ถามว่าปวดใจใช่ไหม
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ได้เท่ากับเธอทำตัวของเธอเอง
ให้เธอคิดเอาเอง ว่าชีวิตของเธอเป็นของใคร
ไม่มีอะไรจะทำร้ายเธอ ถ้าเธอไม่รับมันมาใส่ใจ
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอแบกรับมันเอง
ถูกเขาทำร้าย เพราะใจเธอรับไว้เอง
................
...................
วันนี้ นำเสนอเพลงนี้ เพลงที่ทุกคนคุ้นเคย ชอบ และซึ้งไปกับท่วงทำนองและเนื้อเพลง
ณ วันนี้ ความหมายยังคงชัดเจน และเป็นจริง
แค่ใจ
เพราะใจ
รับไว้เอง
23 ธ.ค. 2555
หลับยากง่าย
หลับ.. zZZ
นอนหลับ
นั่งหลับ
เผลอหลับ
หลับใน
ก็ยังอุตส่าห์หลับ
...
ทำไมไอ่คนหลับง่าย ก็ยังคงง่าย
ไอ่คนหลับยาก ก็ยากเสมอต้นเสมอปลาย
ไม่เท่าเทียมกันเลย
มาพูดถึงคนหลับยาก
ทำไมถึงยากที่จะหลับ
ตาสว่าง
เครียด
หรืออะไร
แต่สำหรับข้าพเจ้า
เป็นเรื่องปกติ
ที่จะหลับยาก
และตื่นง่าย
กว่าจะหลับได้ ต้องกินเวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง
ระหว่างหลับ ก็ฝันอะไรๆยุ่งเหยิงสารพัด
เวลาผ่านไปน่อยนิด
เสียงดังนิดเดียวก็ตื่นล่ะ
แล้วกว่าจะเริ่มหลับใหม่อีก เหอๆ
โทรศัพท์ปิดเสียง
ครืดดด!! ครืด
นิดเดียว ตื่นล่ะ
ไม่รุทำเวรทำกรรมอะไรไว้นะ
อิจฉาคนนอนง่าย ตื่นยาก จัง
อ่ะมาพูดถึงคนประเภทหลัง
หลับง่ายย
หัวถึงหมอน ปุ๋ยๆ ล่ะ
ระหว่างหลับก็ไม่เคยจะฝันอะไร
หรือถ้าจะฝัน ก็คงจะไม่ใช่เรื่องอะไรๆที่ทำให้เหนื่อย
ตื่นก็ โค-ตะ-ระ ยากกกก
หลับให้อิ่ม ถึงจะตื่น
ต่อให้มีเสียงอะไรเกิดขึ้น ข้าก็จะหลับอ่ะ ทำไม
อิจฉาคนพวกนี้มากกก
เอ่อ
ไม่ทราบว่าทำบุญกันด้วยอะไรค่ะ -_-"
....
พูดไปแล้วก็นึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง
หรืออาจหลายๆคน
ที่พบเห็นประจำคือ
ขอโทดดดนาาา
คุณเพื่อนคุยกับคุณเพื่อนคนนี้อยู่มิใช่หรือออ???
คุยๆกันอยู่
หลับซะงั้น (ดีนะไม่กรน)
แต่ขอเถอะนะ
โทรศัพท์ยังพอรับได้
แต่ต่อหน้านี่
ไม่ไหวนะคร๊าาา
หรือผิดที่เรานะ
ว่าพูดมากก -*-"
....
โดยส่วนตัว
ข้าพเจ้ารู้สึกอัศจรรย์ใจกับคนกลุ่มหลังมากๆเลยนะ
ว่าเขาทำได้อย่างไร
สามารถหลับได้ทุกที่ ทุกเมื่อ
เมื่ออยากจะหลับ
ไม่ว่าเขาจะทำอะไรๆอยู่ก็ตาม
บางคนดูหนังก็หลับได้
อันนี้เข้าใจ
อ่านหนังสือ
หลับคาหนังสือ อันนี้ลึกซึ้ง
เล่นๆอยู่ (อะไรสักอย่าง) หลับ!!เด็กชะมัด
คือ
ทุกคนสามารถหลับได้
ทั้งๆที่ทำอะไรๆอยู่
เอ่อออ
ขอสามคำ
ให้สามคำ
"ทำได้ไง"
ข้าน้อยขอคารวะ
ด้วยความนับถือ
[สอนหน่อยยยย] T-T
นอนหลับ
นั่งหลับ
เผลอหลับ
หลับใน
ก็ยังอุตส่าห์หลับ
...
ทำไมไอ่คนหลับง่าย ก็ยังคงง่าย
ไอ่คนหลับยาก ก็ยากเสมอต้นเสมอปลาย
ไม่เท่าเทียมกันเลย
มาพูดถึงคนหลับยาก
ทำไมถึงยากที่จะหลับ
ตาสว่าง
เครียด
หรืออะไร
แต่สำหรับข้าพเจ้า
เป็นเรื่องปกติ
ที่จะหลับยาก
และตื่นง่าย
กว่าจะหลับได้ ต้องกินเวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง
ระหว่างหลับ ก็ฝันอะไรๆยุ่งเหยิงสารพัด
เวลาผ่านไปน่อยนิด
เสียงดังนิดเดียวก็ตื่นล่ะ
แล้วกว่าจะเริ่มหลับใหม่อีก เหอๆ
โทรศัพท์ปิดเสียง
ครืดดด!! ครืด
นิดเดียว ตื่นล่ะ
ไม่รุทำเวรทำกรรมอะไรไว้นะ
อิจฉาคนนอนง่าย ตื่นยาก จัง
อ่ะมาพูดถึงคนประเภทหลัง
หลับง่ายย
หัวถึงหมอน ปุ๋ยๆ ล่ะ
ระหว่างหลับก็ไม่เคยจะฝันอะไร
หรือถ้าจะฝัน ก็คงจะไม่ใช่เรื่องอะไรๆที่ทำให้เหนื่อย
ตื่นก็ โค-ตะ-ระ ยากกกก
หลับให้อิ่ม ถึงจะตื่น
ต่อให้มีเสียงอะไรเกิดขึ้น ข้าก็จะหลับอ่ะ ทำไม
อิจฉาคนพวกนี้มากกก
เอ่อ
ไม่ทราบว่าทำบุญกันด้วยอะไรค่ะ -_-"
....
พูดไปแล้วก็นึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง
หรืออาจหลายๆคน
ที่พบเห็นประจำคือ
ขอโทดดดนาาา
คุณเพื่อนคุยกับคุณเพื่อนคนนี้อยู่มิใช่หรือออ???
คุยๆกันอยู่
หลับซะงั้น (ดีนะไม่กรน)
แต่ขอเถอะนะ
โทรศัพท์ยังพอรับได้
แต่ต่อหน้านี่
ไม่ไหวนะคร๊าาา
หรือผิดที่เรานะ
ว่าพูดมากก -*-"
....
โดยส่วนตัว
ข้าพเจ้ารู้สึกอัศจรรย์ใจกับคนกลุ่มหลังมากๆเลยนะ
ว่าเขาทำได้อย่างไร
สามารถหลับได้ทุกที่ ทุกเมื่อ
เมื่ออยากจะหลับ
ไม่ว่าเขาจะทำอะไรๆอยู่ก็ตาม
บางคนดูหนังก็หลับได้
อันนี้เข้าใจ
อ่านหนังสือ
หลับคาหนังสือ อันนี้ลึกซึ้ง
เล่นๆอยู่ (อะไรสักอย่าง) หลับ!!เด็กชะมัด
คือ
ทุกคนสามารถหลับได้
ทั้งๆที่ทำอะไรๆอยู่
เอ่อออ
ขอสามคำ
ให้สามคำ
"ทำได้ไง"
ข้าน้อยขอคารวะ
ด้วยความนับถือ
[สอนหน่อยยยย] T-T
18 ธ.ค. 2555
ช่องว่าง
ทำไม ความกล้า
จึงไม่สามารถแสดงออกมา
ทำไมสิ่งที่แสดงออกมา
จึงขัดกับความรู้สึก
ทำไมความรู้สึก
จึงมีเหตุผลน้อยนิดมาอธิบาย (หรือไม่มี)
และแล้ว ความขัดแย้งอันน้อยนิด ก็เกิดขึ้น ภายในจิตใจ
..
เป็นคนบ้าๆบอๆ
ที่ไม่ชอบแสดงออก
ชอบเขียน
มากกว่าพูด
ไม่กล้า
แต่แก้ตัวว่า
เขียนมันอธิบายได้ดีกว่า
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ แต่ก็จริง
ไม่อยากเผชิญหน้า
แม้จะเป็นความรู้สึกแบบไหนก็ตาม
ดีใจ.. เด๋วเขิล
เสียใจ.. กลัวร้องไห้
ไม่อยากให้ใครรับรู้
ถึงความอ่อนไหว
ถึงความอ่อนแอ
และนั่น
คืออดีต..
ปัจจุบันซอฟๆ
เสียใจ ดีใจ ก็สังเกตกันได้ง่ายๆ
หุ่นยนต์หายไป
ก้อนหินหายไป
เหลือเพียงหน้ากลมๆ
บนโลกกลมๆ
ทุกอย่าง
ที่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
แม้สิ่งเดียวกันแต่แยกกัน
จาก 1 เป็น 2
ก็ยังคงมีช่องว่างระหว่างกันเอง
กระดาษ 1 แผ่น
กระดาษ 2 แผ่น
ยังมีช่องว่าง
อะตอมที่ว่าเล็กที่สุด
ก็ยังมีช่องว่าง
คนก็มีช่องว่าง
อะไรๆก็มีช่องว่าง
ใจก็มีช่องว่าง
แต่ช่องว่างนั้น
ก็ทำให้รู้ว่า
ความอบอุ่นเป็นเช่นไร
ไม่เคยห่างกัน จะรู้จักระยะทางได้อย่างไร
ไม่เคยทะเลาะกัน จะรู้จักการคืนดีได้อย่างไร
ได้พบ ได้รู้จัก จึงรักกัน
ทุกอย่างมีที่มาที่ไป
ไม่มีคำว่า ไม่แน่นอน
เพราะความไม่แน่นอน
ก็ยังเป็นความไม่แน่นอน
..
เติมเต็มช่องว่างบนโลกกลมๆ
ด้วยความอบอุ่น ที่คุ้นเคย
7 ธ.ค. 2555
จึงไม่อ่อนแอ
ยืนอยู่บนโลก ที่หลากหลายความรู้สึก
มีผู้คนมากมาย
มีพ่อ แม่ ครอบครัว
มีเพื่อน
มีคนใกล้ๆ
เพราะมีพวกเขาอยู่
แม้อ่อนแอ
จึงไม่อ่อนแอ
..
ทำไมเวลาที่เราล้ม
แล้วมองเห็นคนสำคัญล้มอยู่ใกล้ๆ
เราต้องรีบลุกขึ้น
แล้ววิ่งไปช่วยเขาให้ลุกขึ้นยืน
ทำไมเวลาที่เราร้องไห้
แล้วเห็นคนสำคัญร้อง
เราจึงวิ่งเข้าไปปลอบ
กอดคอ และร้องไห้ไปด้วยกัน
(อาจทำได้แค่อยู่ใกล้ๆ มีไหล่ไว้ให้ซับน้ำตา)
ทำไมเวลาที่เราซึม เงียบ ไม่อยากพูด
แล้วเห็นคนสำคัญซึม
เราต้องพูด ยิ้ม ทำเป็นมีความสุข
เพื่อให้เขามีความสุข หายจากความเหงาหงอย
...
ความรัก
ความห่วงใย
แคร์
หวังดี
ทำให้คนเลือกที่จะมองคนอื่น
หวังดีกับคนอื่น
แคร์คนอื่น
เป็นห่วงคนอื่น
รักคนอื่น
มากกว่าตัวเอง (รึป่าว?)
หากคนนั้นคือคนสำคัญ
..
ทำไมเราต้องยิ้ม
ทั้งๆที่ไม่อยากยิ้ม
ทำไมเราต้องร่าเริง
ทั้งๆที่ยังซึมๆ
ทำไมเราต้องออกไปไหนๆ
ทั้งๆที่อยากอยู่คนเดียว
เพียงเพราะฉัน
ไม่อยากให้ใคร ต้องมาเห็นความอ่อนแอ
เพียงเพราะฉัน
ไม่อยากให้ใคร ที่สำคัญ
อ่อนแอ
..
เพราะโลกกลมๆ
ยังมีหน้ากลม
มีสิ่งสำคัญกลมๆ
มีคนสำคัญรีๆ
กลมๆ รีๆ
ยังมีกันและกัน
มีผู้คนมากมาย
มีพ่อ แม่ ครอบครัว
มีเพื่อน
มีคนใกล้ๆ
เพราะมีพวกเขาอยู่
แม้อ่อนแอ
จึงไม่อ่อนแอ
..
ทำไมเวลาที่เราล้ม
แล้วมองเห็นคนสำคัญล้มอยู่ใกล้ๆ
เราต้องรีบลุกขึ้น
แล้ววิ่งไปช่วยเขาให้ลุกขึ้นยืน
ทำไมเวลาที่เราร้องไห้
แล้วเห็นคนสำคัญร้อง
เราจึงวิ่งเข้าไปปลอบ
กอดคอ และร้องไห้ไปด้วยกัน
(อาจทำได้แค่อยู่ใกล้ๆ มีไหล่ไว้ให้ซับน้ำตา)
ทำไมเวลาที่เราซึม เงียบ ไม่อยากพูด
แล้วเห็นคนสำคัญซึม
เราต้องพูด ยิ้ม ทำเป็นมีความสุข
เพื่อให้เขามีความสุข หายจากความเหงาหงอย
...
ความรัก
ความห่วงใย
แคร์
หวังดี
ทำให้คนเลือกที่จะมองคนอื่น
หวังดีกับคนอื่น
แคร์คนอื่น
เป็นห่วงคนอื่น
รักคนอื่น
มากกว่าตัวเอง (รึป่าว?)
หากคนนั้นคือคนสำคัญ
..
ทำไมเราต้องยิ้ม
ทั้งๆที่ไม่อยากยิ้ม
ทำไมเราต้องร่าเริง
ทั้งๆที่ยังซึมๆ
ทำไมเราต้องออกไปไหนๆ
ทั้งๆที่อยากอยู่คนเดียว
เพียงเพราะฉัน
ไม่อยากให้ใคร ต้องมาเห็นความอ่อนแอ
เพียงเพราะฉัน
ไม่อยากให้ใคร ที่สำคัญ
อ่อนแอ
..
เพราะโลกกลมๆ
ยังมีหน้ากลม
มีสิ่งสำคัญกลมๆ
มีคนสำคัญรีๆ
กลมๆ รีๆ
ยังมีกันและกัน
4 ธ.ค. 2555
กระจกหน้าโต๊ะ
หลายวันแล้วเกิดความสงสัย
ว่า
"ทำไมผู้หญิงต้องเอากระจกมาตั้งส่งหน้าตัวเองตลอดเวลา?"
..
ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยมปลาย ก็จะเห็นเพื่อนผู้หญิงตั้งกระจกส่องตลอด แม้กระทั่งเวลาเรียน ใช้สมุดปกปิด ไม่ให้อาจารย์เห็น
รอให้จบคาบเรียนก่อนก็ไม่ได้นะ ขอให้ได้ส่งต้องหลบๆซ่อนๆ ก็ยังอุตส่าห์แอบส่งหน้าตัวเองตลอด
เม้มปาก หันซ้าย หันขวา ก้มส่องหน้าผากเลยไปหัว แล้วก็เงยหน้าส่องดูคาง
อดสงสัยไม่ได้ว่า เขากลัวอะไรบนใบหน้าหายไปหรืองอกเพิ่มรึไงนะ หูจะหายไปหนึ่งข้าง หรือว่าจะมีตาไปโผล่เพิ่มอยู่ที่หน้าผาก ส่องๆๆๆ ส่องเข้าไป
ชีวิตระหว่างเรียนผ่านพ้นไป โดยไม่ได้ลองสัมภาษณ์เพื่อนเลยว่า "ส่องไปทำไม?"
มาถึงวัยทำงาน อยู่ดีๆก็สังเกตเห็น และตั้งคำถามให้ตัวเองอีกครั้ง
เห็นกระจกบานใหญ่ๆ ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงานพี่ที่ออฟฟิต หลายๆโต๊ะ หลายๆคน
ลงถามดู
ได้คำตอบหลายแง่
หนึ่ง.. มันเป็นกฎระเบียบ กรณีทำงานที่ต้องพบปะลูกค้า เช่นธนาคาร ก็ต้องมีกระจกตั้งไว้ ส่องดูหน้าตัวเองเวลาที่พูดคุยกับลูกค้า ว่าตัวเองมีสีหน้าอย่างไร
สอง.. เพราะเป็นผู้หญิง .. "ผู้หญิง อย่าหยุดสวย" ดูตัวเองบ่อยๆ จะได้สวยๆ ตลอดเวลา เบ๋ยยย
สาม.. ขี้เกียจหยิบบ่อยๆ เลยตั้งไว้เลย (ก็ยังอยู่ในข่ายประเภทที่สองสินะ)
จากคำตอบที่ได้มา...
ล่ะๆๆๆๆ ล่ะ แล้ว ตรูล่ะหว่ะ
เป็นผู้หญิง แต่24 ชม. ส่องกระจกสัก 5-6 ครั้ง/วัน ได้
ครั้งแรกตอนตื่นนอนอาบน้ำ
สองแต่งตัว
สามเข้าห้องน้ำระหว่างวัน (หรืออาจมากกว่า)
สี่อาบน้ำเตรียมนอน
ห้าทาแป้งก่อนนอน
โอ้วววว
ถ้าผู้หญิงต้องส่องกระจก รักสวยรักงาม
ฉ้านนนคงไม่ใช่ผู้หญิงสินะ -*-"
โลกกลมๆ จะลองเอากระจกมาตั้งดูหน่อยป่าวค่ะ? :P
ว่า
"ทำไมผู้หญิงต้องเอากระจกมาตั้งส่งหน้าตัวเองตลอดเวลา?"
..
ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มัธยมปลาย ก็จะเห็นเพื่อนผู้หญิงตั้งกระจกส่องตลอด แม้กระทั่งเวลาเรียน ใช้สมุดปกปิด ไม่ให้อาจารย์เห็น
รอให้จบคาบเรียนก่อนก็ไม่ได้นะ ขอให้ได้ส่งต้องหลบๆซ่อนๆ ก็ยังอุตส่าห์แอบส่งหน้าตัวเองตลอด
เม้มปาก หันซ้าย หันขวา ก้มส่องหน้าผากเลยไปหัว แล้วก็เงยหน้าส่องดูคาง
อดสงสัยไม่ได้ว่า เขากลัวอะไรบนใบหน้าหายไปหรืองอกเพิ่มรึไงนะ หูจะหายไปหนึ่งข้าง หรือว่าจะมีตาไปโผล่เพิ่มอยู่ที่หน้าผาก ส่องๆๆๆ ส่องเข้าไป
ชีวิตระหว่างเรียนผ่านพ้นไป โดยไม่ได้ลองสัมภาษณ์เพื่อนเลยว่า "ส่องไปทำไม?"
มาถึงวัยทำงาน อยู่ดีๆก็สังเกตเห็น และตั้งคำถามให้ตัวเองอีกครั้ง
เห็นกระจกบานใหญ่ๆ ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงานพี่ที่ออฟฟิต หลายๆโต๊ะ หลายๆคน
ลงถามดู
ได้คำตอบหลายแง่
หนึ่ง.. มันเป็นกฎระเบียบ กรณีทำงานที่ต้องพบปะลูกค้า เช่นธนาคาร ก็ต้องมีกระจกตั้งไว้ ส่องดูหน้าตัวเองเวลาที่พูดคุยกับลูกค้า ว่าตัวเองมีสีหน้าอย่างไร
สอง.. เพราะเป็นผู้หญิง .. "ผู้หญิง อย่าหยุดสวย" ดูตัวเองบ่อยๆ จะได้สวยๆ ตลอดเวลา เบ๋ยยย
สาม.. ขี้เกียจหยิบบ่อยๆ เลยตั้งไว้เลย (ก็ยังอยู่ในข่ายประเภทที่สองสินะ)
จากคำตอบที่ได้มา...
ล่ะๆๆๆๆ ล่ะ แล้ว ตรูล่ะหว่ะ
เป็นผู้หญิง แต่24 ชม. ส่องกระจกสัก 5-6 ครั้ง/วัน ได้
ครั้งแรกตอนตื่นนอนอาบน้ำ
สองแต่งตัว
สามเข้าห้องน้ำระหว่างวัน (หรืออาจมากกว่า)
สี่อาบน้ำเตรียมนอน
ห้าทาแป้งก่อนนอน
โอ้วววว
ถ้าผู้หญิงต้องส่องกระจก รักสวยรักงาม
ฉ้านนนคงไม่ใช่ผู้หญิงสินะ -*-"
โลกกลมๆ จะลองเอากระจกมาตั้งดูหน่อยป่าวค่ะ? :P
![]() |
| หรือฉ้านนนจะเป็นแบบนี้ :P |
1 ธ.ค. 2555
เซลครึ่งก้าว
ได้มีโอกาสมาลองทำงานเสริมเป็น "เซล"
ความรู้สึกที่ได้กลับมา
บอกตามตรงภายในหนึ่งเดือนที่ทำ
อารมณ์ต้องปรับ เปลี่ยน ตลอดเวลาเลย
เมื่อต้นเดือน นั่งหาลูกค้างกๆ ในเนต
ได้มา 2 คัน ภายในไม่ถึงอาทิตย์
ดีใจมาก รู้สึกเหมือนตัวเองประสบความสำเร็จ
ได้มาง่ายๆ ลงข้อมูลในเนต พูดคุย ต่อลอง และจบด้วยการจอง
ขึ้นตอนช่างง่าย แค่เริ่มต้นก็ได้มาแล้ว 2
ผ่านไปกลางเดือน
ลุ้นให้มีรถลง จะได้ปล่อยรถให้ลูกค้าที่จองเข้ามาได้
บอกจะให้ภายในเดือน รับปากไปแล้ว
กลางเดือนไม่มีลง ไม่เป็นไร เด๋วก็ลง
ผ่านไปโดยไม่ได้วิ่งหา
ก็มีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาเองอีกหนึ่งราย
คนนี้ไม่รีบ แต่ก็อยากได้เร็วเหมือนกัน
และรับจองไป จาก 2 เป็น 3 คัน
ทั้งหมด 3 คัน
ทั้งเดือน
ผ่านมา 2 อาทิตย์ รถไม่ลงไม่เป็นไร
อาทิตย์ที่สาม เริ่มนั่งไปติด
ลูกค้าทวงถามถึงความคืบหน้าตลอดเวลา
กดดัน แต่ก็ยังบอกไปว่า
ไม่มีรถลงเลย ตอนนี้รอให้มีรถอย่างเดียว และยังไม่ครบเดือน ขอเวลาให้ถึงเดือน เด๋วก็มีรถลงแล้ว
อาทิตย์ที่สามผ่านไปอย่างเงียบเหงา
อาทิตย์สุดท้าย วันที่ 29 มีรถลงมาน้อยนิด 10 คัน และไม่มีสี ไม่มีรถของลูกค้าเลย
ลูกค้าเริ่มกดดันมากขึ้น โทรตาม ทวงถาม ว่ารถเมื่อไหร่จะได้
แต่ก็ตอบได้แค่ว่า "รถไม่ลง"
วันสุดท้ายของเดือน จากที่รถควรจะลง แต่ก็ยังไม่ลง
ลูกค้าโทรมาโวย(นิดหน่อย)
ดีที่เราเป็นผู้หญิง และลูกค้าเป็นผู้ชาย ที่ยังไม่ถึงพระราม3
ก็เลยไม่โดนอะไรเยอะ ถ้าเป็นผู้หญิง คงโดนด่าเช็ดไปแล้วแล้วร้อย
โทรมา ก็บอกไปตามตรง ทุกอย่าง แล้วแต่เขาจะเข้าใจหรือไม่
แต่เขาก็บอกว่าจะถอนจอง
ตามจริงไม่อะไร อยากถอนก็ไม่ว่า ถ้าได้รถก็ดีแล้ว
แต่
ที่ความผิดหวัง เสียใจ มันคือความรู้สึก
การที่ไม่สามารถรักษาคำพูดได้
ถึงแม้จะไม่ใช่ความผิดของเรา
แต่มันก็รู้สึกผิดมากมาย
ภาวะกดดัน
เครียด
ท้อ
เหนื่อย(ใจ)
ผสมปนเปกันไปหมด
นี่ก้าวมาเป็นเซลแค่ขาเดียว
ยังต้องเจออะไรเยอะขนาดนี้
แล้วเซลตัวจริง เซลที่ดีๆ
จะรู้สึกมากแค่ไหน
คงเหนื่อยท้อมากมาย
..
ใจยังไม่แข็ง
ยังเป็นคนอ่อนไหว
ฉันจะทำได้ไหม
ทนได้หรือป่าว
ถ้าต้องทำจริงๆ
จะมีคนเห็นใจไหม
หรือ
ต้องเห็นใจตัวเอง
แล้วเดินต่อไปบนความถูกต้อง
..
ต่อไปจะกล้าพูดหรอ ถ้าไม่ชัดเจน
ความแน่นอน ก็ยังเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน
โลกกลมๆยังมีอะไรอีกเยอะ
ความเปลี่ยนแปลงมีอยู่ทุกเวลา
..
ปล. ยังเป็นกำลังใจให้พี่ชาย
ความรู้สึกที่ได้กลับมา
บอกตามตรงภายในหนึ่งเดือนที่ทำ
อารมณ์ต้องปรับ เปลี่ยน ตลอดเวลาเลย
เมื่อต้นเดือน นั่งหาลูกค้างกๆ ในเนต
ได้มา 2 คัน ภายในไม่ถึงอาทิตย์
ดีใจมาก รู้สึกเหมือนตัวเองประสบความสำเร็จ
ได้มาง่ายๆ ลงข้อมูลในเนต พูดคุย ต่อลอง และจบด้วยการจอง
ขึ้นตอนช่างง่าย แค่เริ่มต้นก็ได้มาแล้ว 2
ผ่านไปกลางเดือน
ลุ้นให้มีรถลง จะได้ปล่อยรถให้ลูกค้าที่จองเข้ามาได้
บอกจะให้ภายในเดือน รับปากไปแล้ว
กลางเดือนไม่มีลง ไม่เป็นไร เด๋วก็ลง
ผ่านไปโดยไม่ได้วิ่งหา
ก็มีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาเองอีกหนึ่งราย
คนนี้ไม่รีบ แต่ก็อยากได้เร็วเหมือนกัน
และรับจองไป จาก 2 เป็น 3 คัน
ทั้งหมด 3 คัน
ทั้งเดือน
ผ่านมา 2 อาทิตย์ รถไม่ลงไม่เป็นไร
อาทิตย์ที่สาม เริ่มนั่งไปติด
ลูกค้าทวงถามถึงความคืบหน้าตลอดเวลา
กดดัน แต่ก็ยังบอกไปว่า
ไม่มีรถลงเลย ตอนนี้รอให้มีรถอย่างเดียว และยังไม่ครบเดือน ขอเวลาให้ถึงเดือน เด๋วก็มีรถลงแล้ว
อาทิตย์ที่สามผ่านไปอย่างเงียบเหงา
อาทิตย์สุดท้าย วันที่ 29 มีรถลงมาน้อยนิด 10 คัน และไม่มีสี ไม่มีรถของลูกค้าเลย
ลูกค้าเริ่มกดดันมากขึ้น โทรตาม ทวงถาม ว่ารถเมื่อไหร่จะได้
แต่ก็ตอบได้แค่ว่า "รถไม่ลง"
วันสุดท้ายของเดือน จากที่รถควรจะลง แต่ก็ยังไม่ลง
ลูกค้าโทรมาโวย(นิดหน่อย)
ดีที่เราเป็นผู้หญิง และลูกค้าเป็นผู้ชาย ที่ยังไม่ถึงพระราม3
ก็เลยไม่โดนอะไรเยอะ ถ้าเป็นผู้หญิง คงโดนด่าเช็ดไปแล้วแล้วร้อย
โทรมา ก็บอกไปตามตรง ทุกอย่าง แล้วแต่เขาจะเข้าใจหรือไม่
แต่เขาก็บอกว่าจะถอนจอง
ตามจริงไม่อะไร อยากถอนก็ไม่ว่า ถ้าได้รถก็ดีแล้ว
แต่
ที่ความผิดหวัง เสียใจ มันคือความรู้สึก
การที่ไม่สามารถรักษาคำพูดได้
ถึงแม้จะไม่ใช่ความผิดของเรา
แต่มันก็รู้สึกผิดมากมาย
ภาวะกดดัน
เครียด
ท้อ
เหนื่อย(ใจ)
ผสมปนเปกันไปหมด
นี่ก้าวมาเป็นเซลแค่ขาเดียว
ยังต้องเจออะไรเยอะขนาดนี้
แล้วเซลตัวจริง เซลที่ดีๆ
จะรู้สึกมากแค่ไหน
คงเหนื่อยท้อมากมาย
..
ใจยังไม่แข็ง
ยังเป็นคนอ่อนไหว
ฉันจะทำได้ไหม
ทนได้หรือป่าว
ถ้าต้องทำจริงๆ
จะมีคนเห็นใจไหม
หรือ
ต้องเห็นใจตัวเอง
แล้วเดินต่อไปบนความถูกต้อง
..
ต่อไปจะกล้าพูดหรอ ถ้าไม่ชัดเจน
ความแน่นอน ก็ยังเป็นอะไรที่ไม่แน่นอน
โลกกลมๆยังมีอะไรอีกเยอะ
ความเปลี่ยนแปลงมีอยู่ทุกเวลา
..
ปล. ยังเป็นกำลังใจให้พี่ชาย
28 พ.ย. 2555
ขี้ดื้อ
ยังไงถึงเรียกว่าขี้ดื้อ
ชอบเถียง??
ไม่ฟัง??
หัวชนฝา??
ไม่ว่าจะถูก
หรือผิด
ก็มั่นใจ..??
แบบนี้เรียกว่าขี้ดื้อไหม??
..
เมื่อวานก่อน ถูกเรียกว่าเป็นเด็กขี้ดื้อ
(ที่จริงก็มีคนว่ามานานแล้ว)
ได้มีโอกาสคุย กับคนที่ไม่ค่อยได้คุย
เพราะเหตุต้องการความรู้จากเขา
ต่างคนต่างไม่รู้จักนิสัยกันจริงๆมาก่อน
คุยได้วันที่สอง
ถูกหาว่าเป็นเด็กขี้ดื้อ
ชอบเถียง
..
ก็เถียงจริงๆนั่นแหล่ะ
เพียงเพราะสิ่งที่เลือก
คิดว่ามันสมเหตุสมผล
คิดว่าคุ้มแล้ว
จึงไม่อยากให้ใครมาย้ำ
ถึงความผิดพลาด
ที่จริงก็ไม่ได้พลาด ไม่ได้ผิด
แต่สิ่งที่ได้มา และเสียไป
มันพอแล้ว
พอใจแล้ว
เท่านั้น เท่าที่ได้
แต่ก็.. ไม่อยากให้ใครมาพูดให้ได้ยิน
แต่ก็.. ยังอยากคุยกับเขา ขอความรู้
แต่ก็.. ไม่ยอมฟังสิ่งที่เขาบอก
ดูตลกๆ แต่ก็จริง
ก็ฟังนะ
แต่สิ่งที่เข้ามา
แค่อย่าให้เป็นเรื่องตัวเอง
เอาแค่ความรู้ แต่อย่าเน้นย้ำ
..
อืมมม
ไปๆมาๆ
ฉันก็ขี้ดื้อจริงๆด้วยสิ
..
เห็นเป็นกันหลายคน
เวลาที่ต้องตัดสินใจอะไรๆ
ชอบถาม ชอบปรึกษา
แต่ลึกๆ คือตัดสินใจและเลือกไปแล้ว
ที่ถาม ที่ปรึกษา แค่พอเป็นพิธี
ให้มีคนรับรู้ และซัพพอตความคิดตัวเอง
ถ้ามีคนซัพพอตก็จะดี
แต่ถ้าไม่ซัพพอต.. ก็แค่ไม่ฟัง
เงียบๆไปซะ
เชื่อว่าไม่มากก็น้อย เป็นกันทุกคน
รวมถึงหน้ากลมด้วย
..
โลกกลมๆ
ที่มีหน้ากลมขี้ดื้อ :P
ชอบเถียง??
ไม่ฟัง??
หัวชนฝา??
ไม่ว่าจะถูก
หรือผิด
ก็มั่นใจ..??
แบบนี้เรียกว่าขี้ดื้อไหม??
..
เมื่อวานก่อน ถูกเรียกว่าเป็นเด็กขี้ดื้อ
(ที่จริงก็มีคนว่ามานานแล้ว)
ได้มีโอกาสคุย กับคนที่ไม่ค่อยได้คุย
เพราะเหตุต้องการความรู้จากเขา
ต่างคนต่างไม่รู้จักนิสัยกันจริงๆมาก่อน
คุยได้วันที่สอง
ถูกหาว่าเป็นเด็กขี้ดื้อ
ชอบเถียง
..
ก็เถียงจริงๆนั่นแหล่ะ
เพียงเพราะสิ่งที่เลือก
คิดว่ามันสมเหตุสมผล
คิดว่าคุ้มแล้ว
จึงไม่อยากให้ใครมาย้ำ
ถึงความผิดพลาด
ที่จริงก็ไม่ได้พลาด ไม่ได้ผิด
แต่สิ่งที่ได้มา และเสียไป
มันพอแล้ว
พอใจแล้ว
เท่านั้น เท่าที่ได้
แต่ก็.. ไม่อยากให้ใครมาพูดให้ได้ยิน
แต่ก็.. ยังอยากคุยกับเขา ขอความรู้
แต่ก็.. ไม่ยอมฟังสิ่งที่เขาบอก
ดูตลกๆ แต่ก็จริง
ก็ฟังนะ
แต่สิ่งที่เข้ามา
แค่อย่าให้เป็นเรื่องตัวเอง
เอาแค่ความรู้ แต่อย่าเน้นย้ำ
..
อืมมม
ไปๆมาๆ
ฉันก็ขี้ดื้อจริงๆด้วยสิ
..
เห็นเป็นกันหลายคน
เวลาที่ต้องตัดสินใจอะไรๆ
ชอบถาม ชอบปรึกษา
แต่ลึกๆ คือตัดสินใจและเลือกไปแล้ว
ที่ถาม ที่ปรึกษา แค่พอเป็นพิธี
ให้มีคนรับรู้ และซัพพอตความคิดตัวเอง
ถ้ามีคนซัพพอตก็จะดี
แต่ถ้าไม่ซัพพอต.. ก็แค่ไม่ฟัง
เงียบๆไปซะ
เชื่อว่าไม่มากก็น้อย เป็นกันทุกคน
รวมถึงหน้ากลมด้วย
..
โลกกลมๆ
ที่มีหน้ากลมขี้ดื้อ :P
![]() |
| ชีวิตยังมีอะไรอีกมากมาย ให้เรียนรู้.. |
จะพยายามไม่เป็นเด็กขี้ดื้อนาาา
22 พ.ย. 2555
น้ำตก น้ำขึ้น
ทำไม??
ตา.. ชอบไปเห็นอะไรๆที่ไม่อยากเห็น
หู.. ชอบไปได้ยินอะไรที่ไม่อยากได้ยิน
สัมผัส.. ได้เพียงอากาศ
..
สิ่งต่างๆบนโลกมีมากมาย
แต่สิ่งที่มีผลกระทบต่อจิตใจ
ใช่สิ่งที่ดี
กลับเป็นสิ่งตรงข้าม
และเข้ามาบั่นทอนจิตใจ
เวลาที่อารมณ์ดี
เห็นอะไรดีก็ดีไปหมด
แต่พอไปได้รับรู้ถึงอะไรๆที่ตรงข้าม
ที่มากระทบจิตใจ
แป๊ปเดียวจากอารมณ์ดี ก็ไม่ดี
เวลาอารมณ์ไม่ดี
จะทำให้อารมณ์ดีขึ้นมา
ช่างยากเย็นมากกว่า
ต้องใช้เวลา แรง และใจ
หนักหนาจริงๆ
สำหรับปทุชนธรรมดา
ที่ใจยังอ่อนไหว
..
ถ้าคิดเทียบอารมณ์กับน้ำตก
เวลาตกนี่ตกฮวบลงมา
แต่จะให้ขึ้นนี่ยากเย็นเหลือเกิน
หรืออาจไม่มี
กับเรื่องบางเรื่อง
กับคนบางคน
ทำน้ำตกให้เป็นน้ำขึ้น
ช่างง่ายดาย
แต่กับบางคน
ช่างไม่เห็นหนทางทำได้
..
บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำตกให้เป็นน้ำขึ้น
มาเปลี่ยนที่ตัวเราเองดีกว่า
อยากเห็นน้ำขึ้น
เพียงแค่.. เปลี่ยนมุมมอง
ตีลังกา 180 องศา
เท่านี้
น้ำขึ้นก็จะอยู่ตรงหน้า
..
.
อืมมม ไม่เลยลองเหมือนกัน
มีโอกาส
จะตีลังกาดูน้ำตก
ตา.. ชอบไปเห็นอะไรๆที่ไม่อยากเห็น
หู.. ชอบไปได้ยินอะไรที่ไม่อยากได้ยิน
สัมผัส.. ได้เพียงอากาศ
..
สิ่งต่างๆบนโลกมีมากมาย
แต่สิ่งที่มีผลกระทบต่อจิตใจ
ใช่สิ่งที่ดี
กลับเป็นสิ่งตรงข้าม
และเข้ามาบั่นทอนจิตใจ
เวลาที่อารมณ์ดี
เห็นอะไรดีก็ดีไปหมด
แต่พอไปได้รับรู้ถึงอะไรๆที่ตรงข้าม
ที่มากระทบจิตใจ
แป๊ปเดียวจากอารมณ์ดี ก็ไม่ดี
เวลาอารมณ์ไม่ดี
จะทำให้อารมณ์ดีขึ้นมา
ช่างยากเย็นมากกว่า
ต้องใช้เวลา แรง และใจ
หนักหนาจริงๆ
สำหรับปทุชนธรรมดา
ที่ใจยังอ่อนไหว
..
ถ้าคิดเทียบอารมณ์กับน้ำตก
เวลาตกนี่ตกฮวบลงมา
แต่จะให้ขึ้นนี่ยากเย็นเหลือเกิน
หรืออาจไม่มี
กับเรื่องบางเรื่อง
กับคนบางคน
ทำน้ำตกให้เป็นน้ำขึ้น
ช่างง่ายดาย
แต่กับบางคน
ช่างไม่เห็นหนทางทำได้
..
บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำตกให้เป็นน้ำขึ้น
มาเปลี่ยนที่ตัวเราเองดีกว่า
อยากเห็นน้ำขึ้น
เพียงแค่.. เปลี่ยนมุมมอง
ตีลังกา 180 องศา
เท่านี้
น้ำขึ้นก็จะอยู่ตรงหน้า
..
.
อืมมม ไม่เลยลองเหมือนกัน
มีโอกาส
จะตีลังกาดูน้ำตก
ให้เวลา - มีเวลา
ท้องฟ้า
มีกี่สี??
สีฟ้า คราม ม่วง ส้ม แดง ... ดำ
..
ข้าพเจ้าชอบท้องฟ้าทุกสี
แต่ละสี เมื่อมองเข้าไปให้ความรู้สึกที่แตกต่าง
แต่รวมๆคือ
ท้องฟ้า..
มองแล้วสบายใจที่สุด
ปล่อยใจให้ล่องลอยออกไป
ไกลออกไป เท่าที่จะไกลได้
สุดลูกหูลูกตา
...
ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ยามค่ำคืนเป็นสีดำ
สีดำเพราะไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
แสงจากดวงจันทร์ก็สาดส่องความสว่างได้ไม่มาก
แม้จะเต็มดวง ท้องฟ้าก็มืดมิด
แม้ดาวจะช่วยส่งแสง ท้องฟ้าก็ยังมืดมิด
ดาวนับร้อยพันบนท้องฟ้า
ไม่สามารถมองเห็นได้ เมื่อแข่งกับแสงนีออน
แสงไฟในกรุงเทพฯ
ทั้งๆที่รู้ว่ามีอยุ่
แต่มองไม่เห็น
...
ทุกค่ำคืน
ถ้ามีโอกาสได้ออกไปนอกห้อง
หรือมีโอกาสได้ยืนที่ระเบียง
ข้าพเจ้าชอบมองท้องฟ้า
ไม่ว่ามันจะดูมืดมิด เมฆครึ้มแค่ไหน
สายตา.. ก็ยังคงช่วยกันมองหา ดวงดาว
แสงสว่างเล็กๆ บนท้องฟ้ากรุงเทพฯ
..
เมื่อวานก็เป็นอีกคืน
ที่มีเวลาพอไปยืนเล่นที่ระเบียงห้อง
ยืนปล่อยใจให้ล่องลอยไป
ตัดสิ่งรอบข้างไป
แล้วยืนอยู่กับตัวเอง
แสงสว่างเพียงน้อยนิด
แต่ก็มองเห็นว่านั่นคือดาว
หนึ่งดวง
สองดวง
สาม สี่ ห้า..
เพียงห้าดวงที่มองเห็น
ไม่นับแสงไฟหลอกลวงจากเครื่องบินที่บินโฉบมาแล้วไป
คงดูแปลกไม่น้อย
ถ้ามีคนบังเอิญเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนนิ่งๆแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้า
ยืนอยู่คนเดียว
"มันจะโดดลงมาไหมเนี่ย??"
แค่ดูแปลกที่ยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว
แต่ไม่บ้าโดดลงไปหรอก
ต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ไม่คิดจะทำร้ายตัวเอง
..
มองฟ้า ดูดาว ชมจันทร์
เป็นความโรแมนติก ในความไม่โรแมนติก
จะโรแม๊นมากกกก
หากมีคนร่วมชม
"ดูฟ้าสิ วันนี้เป็นสีส้ม"
"ดูดาวสิ นั่นดาวไถ ดาวลูกไก่ ดาวพระศุกร์..."
"พระจันทร์วันนี้ทรงกลด กระต่ายยังตำข้าวอยู่บนนั้น"
โรแมนติกมากมาย
ยังไม่เคยนอนนับดาวจริงๆสักกะที
ส่วนที่ไม่โรแม๊นคือ
การดูอะไรๆที่ควรจะโรแมนติก แต่ดันดูคนเดียวนี่แหล่ะ
มันมีความอ้างว้างมากัดกิน เกิดเป็นความเหงา
แต่สิ่งที่ตามมา ผลตอบแทนที่ได้รับ
คือการมีเวลาให้ตัวเองบ้างนี่แหล่ะ
ไม่ว่าสมองจะคิดเรื่องหนักอึ้ง หรือเบาหวิว
แต่การได้หยุดนิ่ง
เป็นสุขในจิตใจมากมาย
..
ไม่ได้แนะให้ทำอะไรตามแบบนั้น
คนเรามักมีเวลาพักผ่อนไม่เหมือนกัน
รูปแบบก็แตกต่างตามสไตล์แต่ละคน
แต่จะฝากว่า
ให้เวลากับตัวเองบ้างนะค่ะ
โลกกลมๆจะได้ดูสดใสขึ้น
n_n
มีกี่สี??
สีฟ้า คราม ม่วง ส้ม แดง ... ดำ
..
ข้าพเจ้าชอบท้องฟ้าทุกสี
แต่ละสี เมื่อมองเข้าไปให้ความรู้สึกที่แตกต่าง
แต่รวมๆคือ
ท้องฟ้า..
มองแล้วสบายใจที่สุด
ปล่อยใจให้ล่องลอยออกไป
ไกลออกไป เท่าที่จะไกลได้
สุดลูกหูลูกตา
...
ท้องฟ้ายามค่ำคืน
ยามค่ำคืนเป็นสีดำ
สีดำเพราะไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
แสงจากดวงจันทร์ก็สาดส่องความสว่างได้ไม่มาก
แม้จะเต็มดวง ท้องฟ้าก็มืดมิด
แม้ดาวจะช่วยส่งแสง ท้องฟ้าก็ยังมืดมิด
ดาวนับร้อยพันบนท้องฟ้า
ไม่สามารถมองเห็นได้ เมื่อแข่งกับแสงนีออน
แสงไฟในกรุงเทพฯ
ทั้งๆที่รู้ว่ามีอยุ่
แต่มองไม่เห็น
...
ทุกค่ำคืน
ถ้ามีโอกาสได้ออกไปนอกห้อง
หรือมีโอกาสได้ยืนที่ระเบียง
ข้าพเจ้าชอบมองท้องฟ้า
ไม่ว่ามันจะดูมืดมิด เมฆครึ้มแค่ไหน
สายตา.. ก็ยังคงช่วยกันมองหา ดวงดาว
แสงสว่างเล็กๆ บนท้องฟ้ากรุงเทพฯ
..
เมื่อวานก็เป็นอีกคืน
ที่มีเวลาพอไปยืนเล่นที่ระเบียงห้อง
ยืนปล่อยใจให้ล่องลอยไป
ตัดสิ่งรอบข้างไป
แล้วยืนอยู่กับตัวเอง
แสงสว่างเพียงน้อยนิด
แต่ก็มองเห็นว่านั่นคือดาว
หนึ่งดวง
สองดวง
สาม สี่ ห้า..
เพียงห้าดวงที่มองเห็น
ไม่นับแสงไฟหลอกลวงจากเครื่องบินที่บินโฉบมาแล้วไป
คงดูแปลกไม่น้อย
ถ้ามีคนบังเอิญเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนนิ่งๆแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้า
ยืนอยู่คนเดียว
"มันจะโดดลงมาไหมเนี่ย??"
แค่ดูแปลกที่ยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว
แต่ไม่บ้าโดดลงไปหรอก
ต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ไม่คิดจะทำร้ายตัวเอง
..
มองฟ้า ดูดาว ชมจันทร์
เป็นความโรแมนติก ในความไม่โรแมนติก
จะโรแม๊นมากกกก
หากมีคนร่วมชม
"ดูฟ้าสิ วันนี้เป็นสีส้ม"
"ดูดาวสิ นั่นดาวไถ ดาวลูกไก่ ดาวพระศุกร์..."
"พระจันทร์วันนี้ทรงกลด กระต่ายยังตำข้าวอยู่บนนั้น"
โรแมนติกมากมาย
ยังไม่เคยนอนนับดาวจริงๆสักกะที
ส่วนที่ไม่โรแม๊นคือ
การดูอะไรๆที่ควรจะโรแมนติก แต่ดันดูคนเดียวนี่แหล่ะ
มันมีความอ้างว้างมากัดกิน เกิดเป็นความเหงา
แต่สิ่งที่ตามมา ผลตอบแทนที่ได้รับ
คือการมีเวลาให้ตัวเองบ้างนี่แหล่ะ
ไม่ว่าสมองจะคิดเรื่องหนักอึ้ง หรือเบาหวิว
แต่การได้หยุดนิ่ง
เป็นสุขในจิตใจมากมาย
..
ไม่ได้แนะให้ทำอะไรตามแบบนั้น
คนเรามักมีเวลาพักผ่อนไม่เหมือนกัน
รูปแบบก็แตกต่างตามสไตล์แต่ละคน
แต่จะฝากว่า
ให้เวลากับตัวเองบ้างนะค่ะ
โลกกลมๆจะได้ดูสดใสขึ้น
n_n
![]() | |
| มองเห็นเหมือนกันไหม??... ดาวค้างคาว |
21 พ.ย. 2555
เรื่องของเสือก
เรื่องของคนสองคน
คนสองคนย่อมรู้ดี
ซึ่งคนที่สามไม่อาจเข้าใจ
..
ทุกคนเคยเป็นด้วยกันทั้งสองสถานะ
เป็นหนึ่งคนในคนสองคน
และเป็นหนึ่งคนที่(เสือก)เกินมา
..
ลองมาคิดในสถานะตัวเสือกกันสักหน่อย
ไม่ว่าจะตั้งใจเสือกเกินหรือไม่ตั้งใจ(เผลอเสือก)
ก็เกินมาเหมือนๆกัน
ทำไมคนถึงต้องเสือก
เสือกอยากรู้ อยากเห็น อยากโน่น อยากนี่ อยากไปหมด
งั้นข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนเสือก เอ้ยย ตัวแทนเฉยๆ ในการตอบความรู้สึกสักหน่อย
"ก็สนใจ.. ก็อยากรู้.. ก็แคร์.. ก็อยากมีตัวตน.. ก็รัก.. นี่นา"
มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนหนึ่งคน ซึ่งไม่ใช่คนสองคน
คนที่เกินมา คนที่เป็นบุคคลที่สาม
กลายเป็นคนอยากเสือกขึ้นมา
ถ้าไม่รู้สึกอะไร ก็คงไม่มายืนในสถานะน่าเบื่อ น่ารังเกียจ แบบนั้นหรอกนะ
ความรู้สึกที่อยู่เหนือพฤติกรรม
การกระทำจึงแสดงออกไป
ไม่สามารถยืนดูอยู่ห่างๆ
แต่ก็เสือกเข้าไปอยู่ตรงนั้น จนได้
ถ้าไม่รัก ก็ไม่เสือกหรอก
คำเตือน : ช่วยเสือกให้พอดี พองาม :P
..
ลองคิดด้านเสือกไปแล้ว
กลับมาคิดถ้าเป็นคนสองคนหน่อย
คนสองคน บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของคนสองคน
คนที่นอกเหนือจากนี้ จึงไม่อาจเข้าใจได้
คนสองคนเจอกัน รู้จักกัน คบกัน สนิทกัน
วัน เวลา การพูดคุย ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้
ไม่ว่าจะคบหากันในฐานะอะไร
เพื่อน พี่ น้อง คนรัก
ก็ยังเป็นเรื่องของคนสองคน
บริสุทธิใจในการคบการ
เราเป็นเพื่อนกัน
เราเป็นพี่น้องกัน
เราเป็นแฟนกัน
ไม่ว่าจะแบบไหน ก็ยังต้องมาแคร์สายตาของสังคมด้วยหรือเปล่า
ก็ต้องแคร์
แต่จะให้แคร์ทั้งหมดน่ะหรอ ไม่มีหรอก
แคร์แค่ คนที่รักก็พอ
คนที่ไม่รู้อะไร คือคนที่ไม่ได้เข้ามายืนอยู่ในจุดๆนั้น
ตัดสินคนจากภายนอก
ใช่เหตุผลที่ดี
ในการที่จะทำคนสองคนเลิกคบหากัน
แค่ลองเปิดใจให้กว้าง
ลองเชื่อใจ
คนที่คุณรักสิ
..
การยืนอยู่ท่ามกลางคนสองคน
ก็ดูอึดอัด
ยืนอยู่ไกลๆ
ก็เจ็บปวด
การเป็นคนหนึ่งในสองคน
และคนที่สามก็เป็นคนที่แคร์มาก
ดูเป็นปัญหา ที่คิดยังไงก็ไม่ตก
จะยืนตรงไหนก็ดูลำบากใจ
จะใช้มือทั้งสองข้าง จับไว้ซ้ายคน ขวาคน
ก็จำเจ็บกันทั้งหมด
ปล่อยมือข้างหนึ่งไป
ใจก็เจ็บ
รู้ว่าคนไหนสำคัญที่สุด
แต่ไม่อาจเลือก
เรื่องของคนสองคน
เรื่องของตัวเสือก
ก็เลย
ไม่มีวันจบ
..
อนิจจา เกิดมาเป็นตัว "เสือก"
..........
ในโลกกลมๆยังมีตัวเสือก
และมีโลกส่วนตัวสูง
คนสองคนย่อมรู้ดี
ซึ่งคนที่สามไม่อาจเข้าใจ
..
ทุกคนเคยเป็นด้วยกันทั้งสองสถานะ
เป็นหนึ่งคนในคนสองคน
และเป็นหนึ่งคนที่(เสือก)เกินมา
..
ลองมาคิดในสถานะตัวเสือกกันสักหน่อย
ไม่ว่าจะตั้งใจเสือกเกินหรือไม่ตั้งใจ(เผลอเสือก)
ก็เกินมาเหมือนๆกัน
ทำไมคนถึงต้องเสือก
เสือกอยากรู้ อยากเห็น อยากโน่น อยากนี่ อยากไปหมด
งั้นข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนเสือก เอ้ยย ตัวแทนเฉยๆ ในการตอบความรู้สึกสักหน่อย
"ก็สนใจ.. ก็อยากรู้.. ก็แคร์.. ก็อยากมีตัวตน.. ก็รัก.. นี่นา"
มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนหนึ่งคน ซึ่งไม่ใช่คนสองคน
คนที่เกินมา คนที่เป็นบุคคลที่สาม
กลายเป็นคนอยากเสือกขึ้นมา
ถ้าไม่รู้สึกอะไร ก็คงไม่มายืนในสถานะน่าเบื่อ น่ารังเกียจ แบบนั้นหรอกนะ
ความรู้สึกที่อยู่เหนือพฤติกรรม
การกระทำจึงแสดงออกไป
ไม่สามารถยืนดูอยู่ห่างๆ
แต่ก็เสือกเข้าไปอยู่ตรงนั้น จนได้
ถ้าไม่รัก ก็ไม่เสือกหรอก
คำเตือน : ช่วยเสือกให้พอดี พองาม :P
..
ลองคิดด้านเสือกไปแล้ว
กลับมาคิดถ้าเป็นคนสองคนหน่อย
คนสองคน บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของคนสองคน
คนที่นอกเหนือจากนี้ จึงไม่อาจเข้าใจได้
คนสองคนเจอกัน รู้จักกัน คบกัน สนิทกัน
วัน เวลา การพูดคุย ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้
ไม่ว่าจะคบหากันในฐานะอะไร
เพื่อน พี่ น้อง คนรัก
ก็ยังเป็นเรื่องของคนสองคน
บริสุทธิใจในการคบการ
เราเป็นเพื่อนกัน
เราเป็นพี่น้องกัน
เราเป็นแฟนกัน
ไม่ว่าจะแบบไหน ก็ยังต้องมาแคร์สายตาของสังคมด้วยหรือเปล่า
ก็ต้องแคร์
แต่จะให้แคร์ทั้งหมดน่ะหรอ ไม่มีหรอก
แคร์แค่ คนที่รักก็พอ
คนที่ไม่รู้อะไร คือคนที่ไม่ได้เข้ามายืนอยู่ในจุดๆนั้น
ตัดสินคนจากภายนอก
ใช่เหตุผลที่ดี
ในการที่จะทำคนสองคนเลิกคบหากัน
แค่ลองเปิดใจให้กว้าง
ลองเชื่อใจ
คนที่คุณรักสิ
..
การยืนอยู่ท่ามกลางคนสองคน
ก็ดูอึดอัด
ยืนอยู่ไกลๆ
ก็เจ็บปวด
การเป็นคนหนึ่งในสองคน
และคนที่สามก็เป็นคนที่แคร์มาก
ดูเป็นปัญหา ที่คิดยังไงก็ไม่ตก
จะยืนตรงไหนก็ดูลำบากใจ
จะใช้มือทั้งสองข้าง จับไว้ซ้ายคน ขวาคน
ก็จำเจ็บกันทั้งหมด
ปล่อยมือข้างหนึ่งไป
ใจก็เจ็บ
รู้ว่าคนไหนสำคัญที่สุด
แต่ไม่อาจเลือก
เรื่องของคนสองคน
เรื่องของตัวเสือก
ก็เลย
ไม่มีวันจบ
..
อนิจจา เกิดมาเป็นตัว "เสือก"
..........
ในโลกกลมๆยังมีตัวเสือก
และมีโลกส่วนตัวสูง
20 พ.ย. 2555
ผสมปนเป
หลายๆอย่างที่เข้ามา
เข้ามา แล้วผ่านไป
หลายๆอย่างที่สามารถอธิบายได้
และหลายๆอย่าง ที่ไม่สามารถอธิบาย
..
ทำไมคนต้องพูดทุกสิ่งอัน
รวมถึงสิ่งที่คิดอยู่
ไม่พูด ก็เขียนออกมา
เล่าเรื่องราว ผ่านตัวหนังสือ
ผ่านไปคนอ่าน
ไปจนถึงคนฟัง
สุดท้าย
อะไรๆก็ไม่ใช่ความลับ
..
คนหนึ่งสัมผัสได้
แต่อีกคนอาจไม่รู้
ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะคนเราไม่ได้เหมือนกัน
..
ยังคงมีอีกหลายเรื่องราว
ที่ไม่อาจพูด
เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ
สัมผัส
เพื่ออยากให้รับรู้
รักมากแค่ไหน
ก็เท่าเดิม
ยังเจ็บในหัวใจ
..
จะเชื่อใจได้ไหม?
ถ้าไม่มีใจให้เชื่อ
..
ให้ชิน
กับการต้องอยุ่คนเดียว
อย่าชิน
ที่มีใครสักคนอยู่ข้างกาย
เพราะอะไรหลายๆอย่าง
ให้ชีวิตเป็นของเราเอง
..
ขอเวลาปรับ
ทั้งตัวและหัวใจ
เข้ามา แล้วผ่านไป
หลายๆอย่างที่สามารถอธิบายได้
และหลายๆอย่าง ที่ไม่สามารถอธิบาย
..
ทำไมคนต้องพูดทุกสิ่งอัน
รวมถึงสิ่งที่คิดอยู่
ไม่พูด ก็เขียนออกมา
เล่าเรื่องราว ผ่านตัวหนังสือ
ผ่านไปคนอ่าน
ไปจนถึงคนฟัง
สุดท้าย
อะไรๆก็ไม่ใช่ความลับ
..
คนหนึ่งสัมผัสได้
แต่อีกคนอาจไม่รู้
ไม่ใช่เรื่องแปลก
เพราะคนเราไม่ได้เหมือนกัน
..
ยังคงมีอีกหลายเรื่องราว
ที่ไม่อาจพูด
เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ
สัมผัส
เพื่ออยากให้รับรู้
รักมากแค่ไหน
ก็เท่าเดิม
ยังเจ็บในหัวใจ
..
จะเชื่อใจได้ไหม?
ถ้าไม่มีใจให้เชื่อ
..
ให้ชิน
กับการต้องอยุ่คนเดียว
อย่าชิน
ที่มีใครสักคนอยู่ข้างกาย
เพราะอะไรหลายๆอย่าง
ให้ชีวิตเป็นของเราเอง
..
ขอเวลาปรับ
ทั้งตัวและหัวใจ
1 + 1 + 1 = 2 ?
1 + 1 + 1 = 2 ?
สมการนี้ไม่ใช่สมการคณิตศาสตร์
เพราะถ้าเป็นคณิต ก็คงจะผิดเต็มๆ
แล้วคุณคิดว่าไง
เข้าถึงความรู้สึกของคนที่คิดสมการนี้ขึ้นได้หรือเปล่า?
..
1 + 1 เหมาะที่จะ = 2
แต่ถ้าอีก + 1
ก็ยังเท่ากับ 2
เพราะ 1 ตัวหลัง
ไม่ควรบวกไปตั้งแต่แรก
พยายามบวกเข้า แล้วลบ 1 ตัวแรก
แต่กลับโดน 1 ตัวกลาง - 1 ตัวหลังออก
วกไปวนมา
แล้วก็ดูงงๆ
กับสมการ.. ไม่เข้าท่า
สมการนี้ไม่ใช่สมการคณิตศาสตร์
เพราะถ้าเป็นคณิต ก็คงจะผิดเต็มๆ
แล้วคุณคิดว่าไง
เข้าถึงความรู้สึกของคนที่คิดสมการนี้ขึ้นได้หรือเปล่า?
..
1 + 1 เหมาะที่จะ = 2
แต่ถ้าอีก + 1
ก็ยังเท่ากับ 2
เพราะ 1 ตัวหลัง
ไม่ควรบวกไปตั้งแต่แรก
พยายามบวกเข้า แล้วลบ 1 ตัวแรก
แต่กลับโดน 1 ตัวกลาง - 1 ตัวหลังออก
วกไปวนมา
แล้วก็ดูงงๆ
กับสมการ.. ไม่เข้าท่า
16 พ.ย. 2555
ฝังลืม
โลกกลมๆ
ไม่ได้มีเพียงตัวเราคนเดียว
การมีชีวิตอยู่บนโลกกลมๆ
การร่วมอยู่กับผู้อื่น
สังคม
และมีชีวิตอย่างไร
เดินอย่างไร
ให้ตัวเองมีความสุข
ไม่ไปเหยียบเท้าคนข้างหน้า
ไม่ล้มใส่คนข้างหลัง
คนข้างๆยังเดินไปด้วยกัน
จะเดินอย่างไร???
..
หนึ่งเหตุผล
หรืออาจไม่ต้องมีเหตุผล
ของความรัก
ในการที่จะมองข้าม
ความผิดพลาด
ความบาดหมาง
เสียสละสิ่งเล็กๆ
และเลือกที่จะข้ามไป
ทิ้งไว้ข้างหลัง
แล้วอย่าได้กลับไปหยิบขึ้นมา
ขุดหลุมฝังเลยน่าจะดีกวา
ฝังลืม
.............
ที่จริงก็ไม่ได้ลืมหรอก
แค่อย่ากลับไปมองมัน
..
มองบ่อยๆ
แล้วเราจะอยู่บนโลกกลมๆนี้ได้อย่างไร
.
คนเดียวหรอ
ไม่ล่ะ
มันเหงามากมาย
ไม่ได้มีเพียงตัวเราคนเดียว
การมีชีวิตอยู่บนโลกกลมๆ
การร่วมอยู่กับผู้อื่น
สังคม
และมีชีวิตอย่างไร
เดินอย่างไร
ให้ตัวเองมีความสุข
ไม่ไปเหยียบเท้าคนข้างหน้า
ไม่ล้มใส่คนข้างหลัง
คนข้างๆยังเดินไปด้วยกัน
จะเดินอย่างไร???
..
หนึ่งเหตุผล
หรืออาจไม่ต้องมีเหตุผล
ของความรัก
ในการที่จะมองข้าม
ความผิดพลาด
ความบาดหมาง
เสียสละสิ่งเล็กๆ
และเลือกที่จะข้ามไป
ทิ้งไว้ข้างหลัง
แล้วอย่าได้กลับไปหยิบขึ้นมา
ขุดหลุมฝังเลยน่าจะดีกวา
ฝังลืม
.............
ที่จริงก็ไม่ได้ลืมหรอก
แค่อย่ากลับไปมองมัน
..
มองบ่อยๆ
แล้วเราจะอยู่บนโลกกลมๆนี้ได้อย่างไร
.
คนเดียวหรอ
ไม่ล่ะ
มันเหงามากมาย
14 พ.ย. 2555
ลึกๆ
โดยธรรมชาติของมนุษย์
เบื้องลึกในจิตใจ
ยังมีอะไรมากมายที่ซ่อนเล้น
คนรอบข้างไม่สามารถล้วงถึง
หรือ
แม้แต่ตัวเขาเอง
..
ในการใช้ชีวิตหนึ่งวัน
ของคนหนึ่งคน
ไม่รู้ว่า
ความเป็นตัวเขา
มีกี่สไตล์
มีกี่หน้าให้เปลี่ยน
ไปทำงาน
สวมบทพนักงานดีเด่น
เลิกงานไปกินข้าว
สวมบทจอมตะกละ
ไปสังสรรกับเพื่อน
สวมบทจอมพูดมาก
กับคนรัก
โค-ตะ-ระ ดีเลิศ
กับคนบางกลุ่ม
หลายๆกลุ่ม
แบ่งแยกนิสัย
ความเป็นตัวตนออกไป
ไม่รู้จะแตกกิ่งก้านได้ สาขาได้ขนาดไหน
หรือมีหน้าเดียว
แต่
ไม่มีใครล้วงลึกถึง
พวกโลกสองใบ
หนึ่งใบสำหรับสังคม
อีกใบสำหรับตัวเอง ที่มากกว่า
พวกโลกส่วนตัวสูงอ่ะนะ
..
หลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง
หลายๆความคิด หลายๆนิสัย
ที่ยังไม่เคยเข้าใจ
ไม่ใช่ไม่คิดพยายามเข้าใจ
แต่พยายามแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ
เพราะเอื้อมไม่ถึง
...
"ดวงตา เป็นหน้าต่างของหัวใจ"
และ
ฉันไม่สามารถมองตาเธอ
แล้วเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจเธอ ได้เลย
และเธอเอง
ก็คงจะเป็นเช่นกัน
ในเมื่อ
เงียบ เป็นปกติ
..
หรือ
คนไม่ชอบสบตากัน
ก็เลยงงๆ :P
เบื้องลึกในจิตใจ
ยังมีอะไรมากมายที่ซ่อนเล้น
คนรอบข้างไม่สามารถล้วงถึง
หรือ
แม้แต่ตัวเขาเอง
..
ในการใช้ชีวิตหนึ่งวัน
ของคนหนึ่งคน
ไม่รู้ว่า
ความเป็นตัวเขา
มีกี่สไตล์
มีกี่หน้าให้เปลี่ยน
ไปทำงาน
สวมบทพนักงานดีเด่น
เลิกงานไปกินข้าว
สวมบทจอมตะกละ
ไปสังสรรกับเพื่อน
สวมบทจอมพูดมาก
กับคนรัก
โค-ตะ-ระ ดีเลิศ
กับคนบางกลุ่ม
หลายๆกลุ่ม
แบ่งแยกนิสัย
ความเป็นตัวตนออกไป
ไม่รู้จะแตกกิ่งก้านได้ สาขาได้ขนาดไหน
หรือมีหน้าเดียว
แต่
ไม่มีใครล้วงลึกถึง
พวกโลกสองใบ
หนึ่งใบสำหรับสังคม
อีกใบสำหรับตัวเอง ที่มากกว่า
พวกโลกส่วนตัวสูงอ่ะนะ
..
หลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง
หลายๆความคิด หลายๆนิสัย
ที่ยังไม่เคยเข้าใจ
ไม่ใช่ไม่คิดพยายามเข้าใจ
แต่พยายามแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ
เพราะเอื้อมไม่ถึง
...
"ดวงตา เป็นหน้าต่างของหัวใจ"
และ
ฉันไม่สามารถมองตาเธอ
แล้วเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจเธอ ได้เลย
และเธอเอง
ก็คงจะเป็นเช่นกัน
ในเมื่อ
เงียบ เป็นปกติ
..
หรือ
คนไม่ชอบสบตากัน
ก็เลยงงๆ :P
9 พ.ย. 2555
ออม "เหนื่อย"
หลายๆครั้งที่เกิดอาการท้อ
รู้สึกเหนื่อยล้า ขึ้นมาที่กาย ลามไปถึงหัวใจ
หรืออาจเป็นเหนื่อยใจ.. แล้วลามไปถึงกาย
ไม่รู้ว่ายังต้องเหนื่อยมากแค่ไหน
อีกนานเท่าไหร่
สะสมๆ อัดเก็บเอาไว้
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเต็ม
..
เหมือนๆกับหยอดกระปุ๊ก
แต่ต่างกันที่ผลลัพท์
มีกระปุ๊กอยู่สองกระปุ๊ก
ประปุ๊กหนึ่งไว้ใส่ความเหนื่อย
อีกกระปุ๊กไว้หยอดเงิน
หยอดทุกๆวันที่มี
วันไหนเหนื่อยก็หยอด
มีเงินก็หยอด
หยอดๆๆๆๆๆ
ป๊อกกก!!! ป๊อกก!!! ตุ๊บ!!! ตุ๊บ!!!
เสียงแตกต่างไปตามปริมาณอัดแน่นที่เพิ่มมากขึ้น
วันไหนได้ไปซื้อของขวัญให้ตัวเอง
ก็แอบเปิดก้นกระปุ๊ก
ปริมาณก็ลดลงไป
แล้วก็เริ่มหยอดใหม่ ด้วยใจที่จดจ่อ รอให้เต็มอีกครั้ง
กระปุ๊กเหนื่อย
ถึงเวลาได้พักผ่อนกาย พักผ่อนใจ
ความเหนื่อยก็ระเหย ค่อยๆหายออกมา
แต่ก็น้อยเหลือเกิน
อยากให้เจ้ากระปุ๊กเหนื่อย หายไป
ข้างในว่างเปล่า
แต่ทำไมมันถึงไม่ได้ลดลงไปเลย
วันไหนที่เต็ม
ก็ต้องทุบมันออกมา
คงจะเหนื่อยน่าดู
ความเหนื่อยที่กระจายออกมาจากกระปุ๊กที่ถูกทุบให้แตก
ไม่เหมือนกับกระปุ๊กเงิน
ทุบมาแล้วชื่นใจ
..
กระปุ๊กของคุณใกล้เต็มหรือยัง
ของฉันพร้อมจะระเบิดแล้ว
รู้สึกเหนื่อยล้า ขึ้นมาที่กาย ลามไปถึงหัวใจ
หรืออาจเป็นเหนื่อยใจ.. แล้วลามไปถึงกาย
ไม่รู้ว่ายังต้องเหนื่อยมากแค่ไหน
อีกนานเท่าไหร่
สะสมๆ อัดเก็บเอาไว้
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเต็ม
..
เหมือนๆกับหยอดกระปุ๊ก
แต่ต่างกันที่ผลลัพท์
มีกระปุ๊กอยู่สองกระปุ๊ก
ประปุ๊กหนึ่งไว้ใส่ความเหนื่อย
อีกกระปุ๊กไว้หยอดเงิน
หยอดทุกๆวันที่มี
วันไหนเหนื่อยก็หยอด
มีเงินก็หยอด
หยอดๆๆๆๆๆ
ป๊อกกก!!! ป๊อกก!!! ตุ๊บ!!! ตุ๊บ!!!
เสียงแตกต่างไปตามปริมาณอัดแน่นที่เพิ่มมากขึ้น
วันไหนได้ไปซื้อของขวัญให้ตัวเอง
ก็แอบเปิดก้นกระปุ๊ก
ปริมาณก็ลดลงไป
แล้วก็เริ่มหยอดใหม่ ด้วยใจที่จดจ่อ รอให้เต็มอีกครั้ง
กระปุ๊กเหนื่อย
ถึงเวลาได้พักผ่อนกาย พักผ่อนใจ
ความเหนื่อยก็ระเหย ค่อยๆหายออกมา
แต่ก็น้อยเหลือเกิน
อยากให้เจ้ากระปุ๊กเหนื่อย หายไป
ข้างในว่างเปล่า
แต่ทำไมมันถึงไม่ได้ลดลงไปเลย
วันไหนที่เต็ม
ก็ต้องทุบมันออกมา
คงจะเหนื่อยน่าดู
ความเหนื่อยที่กระจายออกมาจากกระปุ๊กที่ถูกทุบให้แตก
ไม่เหมือนกับกระปุ๊กเงิน
ทุบมาแล้วชื่นใจ
..
กระปุ๊กของคุณใกล้เต็มหรือยัง
ของฉันพร้อมจะระเบิดแล้ว
8 พ.ย. 2555
"ความสุข" ที่หาไม่ได้
"ความสุข"
ยังมีใครอีกหลายๆคนมองหาซึ่งสิ่งนี้อยู่
โหยหา และไคว่คว้าหามาครอบครอง
หรือใครบางคนที่มีครอบครอง
แต่ไม่สามารถเก็บไว้ได้
..
มีประโยคที่เกี่ยวกับความสุขประโยคนึง
บอกว่า "ความสุขหน้าตาเป็นเช่นไร?"
แล้วจริงๆหน้าตาเป็นแบบไหนล่ะ
..
สำหรับข้าพเจ้า
การได้ยินคำว่า "ความสุข"
สิ่งแรกๆที่ผุดขึ้นมา ก็คือหน้าของใครหลายๆคน
แม่ พ่อ ยาย พี่นุ้ย ทุกคนในครอบครัว
จ๊ะโอ๋ บุ๋ม ยุ้ย เยียร์ เพื่อนๆที่รัก
ตามมาด้วยคนใกล้ชิด ที่อยู่ด้วยแล้วอบอุ่น
สถานที่ต่างๆที่เคยไป ที่ไปแล้วทำให้รู้สึกสบายใจ
ความสุขของข้าพเจ้า เลยเป็นแฟดกับความสบายใจ
และหน้าตาคล้ายๆ กับคนที่รัก
.. กับคนเหล่านี้ คือความสุขที่ถาวร
..
ไม่คิดถึงความสุขชั่วคราว
คิดถึงไปก็สุขเพียงไม่กี่นาที
ก็เหมือนเงินเดือนออกอ่ะ
ออกกลางเดือนครั้ง สิ้นเดือนครั้ง
หนึ่งเดือนจึงมีความสุข 2 ช่วงเวลา
กลางเดือนกับต้นเดือน
ความสุขแป๊ปๆตอนเห็นเงินในบัญชีงอก ออกดอกออกผล
แต่ไม่นาน ก็ต้องนั่งหง๋อย ตอนเงินไอ่ที่เข้าๆมา
ค่อยๆทยอยเดินออกไป
มันเดินเข้ามา มันก็เดินออกไป
เหมือนอะไรหลายๆอย่าง
ที่เข้ามาในชีวิต
แล้วก็จากไป
ทิ้งไว้แค่ความทรงจำ
ไม่ว่าจะดี หรือไม่ดี ไม่ว่าจะน่าจดจำไหม
แต่สมองมันก็บอกให้จดจำ
ถ้าเรื่องราวมันมาจากคนที่รัก
..
ความสุขที่หามาได้
ความสุขที่หามาไม่ได้
ความสุขที่ไม่มีอีกแล้ว
ความสุขที่มีตลอดไป
..
หน้าตา "ความสุข" ของคุณเป็นแบบไหน
และ
คุณอยากมี "ความสุข" แบบไหน
ยังมีใครอีกหลายๆคนมองหาซึ่งสิ่งนี้อยู่
โหยหา และไคว่คว้าหามาครอบครอง
หรือใครบางคนที่มีครอบครอง
แต่ไม่สามารถเก็บไว้ได้
..
มีประโยคที่เกี่ยวกับความสุขประโยคนึง
บอกว่า "ความสุขหน้าตาเป็นเช่นไร?"
แล้วจริงๆหน้าตาเป็นแบบไหนล่ะ
..
สำหรับข้าพเจ้า
การได้ยินคำว่า "ความสุข"
สิ่งแรกๆที่ผุดขึ้นมา ก็คือหน้าของใครหลายๆคน
แม่ พ่อ ยาย พี่นุ้ย ทุกคนในครอบครัว
จ๊ะโอ๋ บุ๋ม ยุ้ย เยียร์ เพื่อนๆที่รัก
ตามมาด้วยคนใกล้ชิด ที่อยู่ด้วยแล้วอบอุ่น
สถานที่ต่างๆที่เคยไป ที่ไปแล้วทำให้รู้สึกสบายใจ
ความสุขของข้าพเจ้า เลยเป็นแฟดกับความสบายใจ
และหน้าตาคล้ายๆ กับคนที่รัก
.. กับคนเหล่านี้ คือความสุขที่ถาวร
..
ไม่คิดถึงความสุขชั่วคราว
คิดถึงไปก็สุขเพียงไม่กี่นาที
ก็เหมือนเงินเดือนออกอ่ะ
ออกกลางเดือนครั้ง สิ้นเดือนครั้ง
หนึ่งเดือนจึงมีความสุข 2 ช่วงเวลา
กลางเดือนกับต้นเดือน
ความสุขแป๊ปๆตอนเห็นเงินในบัญชีงอก ออกดอกออกผล
แต่ไม่นาน ก็ต้องนั่งหง๋อย ตอนเงินไอ่ที่เข้าๆมา
ค่อยๆทยอยเดินออกไป
มันเดินเข้ามา มันก็เดินออกไป
เหมือนอะไรหลายๆอย่าง
ที่เข้ามาในชีวิต
แล้วก็จากไป
ทิ้งไว้แค่ความทรงจำ
ไม่ว่าจะดี หรือไม่ดี ไม่ว่าจะน่าจดจำไหม
แต่สมองมันก็บอกให้จดจำ
ถ้าเรื่องราวมันมาจากคนที่รัก
..
ความสุขที่หามาได้
ความสุขที่หามาไม่ได้
ความสุขที่ไม่มีอีกแล้ว
ความสุขที่มีตลอดไป
..
หน้าตา "ความสุข" ของคุณเป็นแบบไหน
และ
คุณอยากมี "ความสุข" แบบไหน
7 พ.ย. 2555
ดวง
เมื่อวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2555 ด้วยเวลา 18.00
น.
ข้าพเจ้าออกเดินทางกลับบ้านหนองตะไก้ ด้วยเหตุผลเพียงว่า พ่ออยากให้ไปเสริมดวง
ก่อนหน้านี้พ่อได้ไปวัดเขาอังคาร ที่บุรีรัมย์
จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนแนะนำให้รู้จักวัดนี้ และพระครูที่อยู่ที่นั่น ทำบุญ ดูตำหรับตำรา
ของพี่นุ้ย กับตอง ได้สะเดาะเคราะห์ ส่วนของข้าพเจ้า เห็นว่าต้องเสริมดวง
เพราะเทวดาไม่ปกปัก ไม่อยู่ด้วยตลอดเวลา
โดยส่วนตัวไม่ชอบเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็ไม่เคยรบหลู่
และเพราะลึกๆในใจ บอกตัวเองเสมอว่า ทุกอย่างมันอยู่ที่การกระทำของเรา ตัวเรา ใจเรา
เป็นผู้กำหนด
ตอนแรกที่พ่อบอกอยากให้กลับบ้านอาทิตย์
แต่ก็บอกพ่อไปว่าจะกลับอาทิตย์ถัดไป ถกเถียงกันสักพัก
เริ่มรู้สึกถึงความรุนแรงในน้ำเสียงของทั้งสองฝ่าย ก็เลยพยายามจบด้วยการบอกว่า
“เด๋วดูอีกที” แต่พ่อก็ไม่วายที่จะบอกกลับมาอีกว่า “รีบๆกลับ จะได้ทำให้มันเสร็จๆ” เข้าใจว่าพ่อหวังดี แต่ก็อย่างว่า
ในเมื่อใจมันออกจะต่อต้านเล็กน้อยถึงปานกลาง
แต่ท้ายสุด ข้าพเจ้าก็กลับบ้าน ด้วยอะไรหลายๆอย่าง
กลับด้วยรถตู้สายโชคชัยตอนสองทุ่ม กว่าจะถึงเกือบๆเที่ยงคืน
ตลอดการเดินทางความรู้สึกพูดได้คำเดียวว่า “หิว” หิวมาก ทำยังๆก็ไม่หายหิว
พยายามหลับก็แล้วจะได้ลืมก็ไม่หลับ นั่งหิวตลอดการเดินทาง ทำให้รู้ซึ้งเลยว่า
“ความหิวนี่ช่างทรมานเสียนี่กระไร” ลงจากรถตู้ ให้พ่อมารับอีกต่อ แต่ถามว่า
“ซื้อก๋วยเต๋วไหม?” และด้วยเวลาเกือบๆเที่ยงคืนแบบนี้
ก็เลยตอบกลับไปอย่างไม่ต้องคิดว่า “ไม่อ่ะ กลับบ้านเลย” ..
แต่ก็ไม่วายจะเข้าถึงบ้าน แม่ก็ถามด้วยประโยคเดิมอีก
แต่คราวนี้ข้าพเจ้ากลับตอบด้วยประโยคใหม่ “พ่อแวะซื้อแป๊ป” .. เอิ่กๆ
แล้วความหิวก็เอาชนะนุ่มจนได้สิ กลับมาถึงบ้านก็รีบๆๆกินๆๆ ก๋วยเต๋วต้มยำ
ไม่รู้ว่ามันอร่อยหรือเพราะหิว แต่ก็กินหมด กินเสร็จก็รีบๆอาบน้ำ
เวลาผ่อนไปจะตีสองอยู่แล้ว ก็เลยรีบๆนอนมันซะที่ผมยังไม่แห้ง และกว่าจะหลับนะ
ตื่นอีกทีตีห้าคร่า ไม่รู้จะตื่นขึ้นมาทำไม
แล้วก็ได้นอนต่ออีกแป๊ปนึงก็ต้องลุกขึ้นไปอาบน้ำ.. เพื่อเดินทางไปบุรีรัมย์
ไปวัดเขาอังคาร
ถึงวัดประมาณแปดโมงครึ่ง ด้วยความว่าอยู่บนเขา(ไม่สูงมาก)
อากาศก็เลยค่อนข้างที่จะเย็นนิดๆ(ก็หน้าหนาวแล้วนี่นา) จัดเตรียมของไปถวาย
แล้วพระท่านก็ดูตำราให้
สรุปง่ายๆ ที่ตำราบอก อายุ 24 การงานจะดี “งาน” “เงิน” “ชื่อเสียง”
จะค่อยๆวิ่งขึ้นในอายุ 24-28ปี แต่ทั้งนี้ต้องระวังด้วย
เพราะมองแง่ได้สองอย่าง ไม่ขึ้นสูงสุดก็ ลงสุดๆเหมือนกัน วาสนาเงินทองเลข1 แต่ตกคอขาด
... แต่ก็ถือว่าดี แล้วท่านก็ทักเรื่องเพื่อน เรื่องคนใกล้ชิด.. ทุกๆตำรา
จะทักแบบนี้เหมือนๆกันเลย ว่าให้ระวังเพื่อน... อายุ 28 จะเจอเนื้อคู่
เนื้อคู่จะเสริมกัน อาจไม่ต้องทำงานแล้ว คือมีธุรกิจเป็นของตัวเอง
ไม่ต้องลำบากเป็นลูกจ้างแล้ว.. สาธุ!! แต่อายุ 29 ต้องระวังเรื่องสุขภาพ
... บทสรุปของตำรา ก็คือตัวเราเองนี่แหล่ะ จะเลือกงานไหนให้ได้ดี
จะเลือกคู่ครองแบบไหน จะไปทางไหน ขาฉันเป็นคนเดิน ..หวังว่าจะมีอะไรชักนำ ดลใจ
(รึป่าว?)
| เพิ่มคำอธิบายภาพ |
| ไหว้พระขอพร พระสารีริกธาตุ |
| ภาพผนังโบสถ์ ภาษาอังกฤษคร้าาา อินเตอร์ |
| เทียนๆ ธุปๆ |
| ริมถนนข้างๆ ปราสาทเมืองต่ำ |
กลับจากวัดก็ไปเที่ยวปราสาทเขาพนมรุ้งสักหน่อย ไม่ได้มามากกว่าสิบปี จำไม่ได้ว่ามาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ รู้แค่ว่าเด็กมาก เด็กขนาดที่ว่า เดินหลง เข้าออกประตูโน้น ประตูนี้ของปราสาท จนหาใครไม่เจอเลยสักคน .. ที่จำได้เพราะมันคือความหวาดกลัว ครั้งแรกที่หลง และกลัวเอามากๆเลย แต่สุดท้าย ก็เดินหาจนเจอแม่ หรือแม่เดินทางเราก็ไม่รู้นะ
| เหมือนกันม่ะ?? คุงแม่ กะคุงพี่ |
| สมาชิก.. ครบ!!! [เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด] |
| ลูกกะแม่ |
| ตากะหลาน |
| ยายปล่อยพลังงง!!! ใส่หลานนนน .. อ๊ากกก!!! [จะบาปไหมน่อ -*-"] |
| ปราสาทเขาพนมรุ้ง |
ภาพวันนั้นที่เห็น จำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ว่าเมื่อสิบปีก่อน ปราสาท สถานที่ หน้าตาเป็นยังไง? หรือ เพราะมันเปลี่ยนไปเยอะนะ ความทรงจำเก่าๆบอกว่าฉันเจอดินแดงตรงทางขึ้น แต่ตอนนี้กลับเป็นบันไดปูน เข้าระยะปราสาทก็เป็นบันไดก้อนอิฐ.. อืมๆ จำอะไรไม่ได้เลยนะ รู้แค่ว่าเคยมา แล้ว “หลง”
กลับจากวัดก็พาที่บ้านไปกินบุฟเฟ่หมูกะทะกันต่อ กว่าจะกลับมาบ้าน
กว่าจะได้นอนอีกที ก็เกือบเที่ยงคืนไปแล้ว
และตื่นเช้ามา ก็ได้ออกไปหาเพื่อนนิดหน่อย
และก็ให้เพื่อนพาเข้าไปในโรงเรียนประถม (โรงเรียนบ้านหนองตะไก้)
เห็นแล้วนึกถึงความหลัง
อาบน้ำ กลับ กทม. ไปทำงานดีกว่านะ
สามวันที่ผ่านมาโคตรเหนื่อยเลย อยู่บนรถทั้งวัน เหนื่อยรถจริงๆ
...........
ภาพโรงเรียนบ้านหนองตะไก้ ปี 2555 (ไม่มี before มีแต่ after)
| ต้นไทรใหญ่ จุดเดียวที่โรงเรียน เมื่อก่อนมีชิงช้าให้นั่งด้วย แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว |
| กิ่งนี้ไง ที่คืนปีนเล่น แล้วก็ลงทางเสา 5555 |
| เสาธงโรงเรียน ทุกเช้าต้องเข้าแถวไล่จากซ้ายมือไปขวา ป.1-ป.6 "เตรียมเคารพธงชาติ" |
| ซากอาคารอนุบาลที่เคยอยู่ เดาว่าเขามีงบมา แต่ทำไมไม่สร้างใหม่สักที คิดถึงอาคารไม้ที่เคยวิ่งเล่น แล้วถูกดุ |
| อาคารเฉลิมพระเกียรติ ป.1 ป.2 และ 3 อยู่ที่นี่ มีห้องสมุดอยู่ชั้นล่างซ้ายมือ และเคยมานั่งร้อยพวงมาลัย พับใบตอง |
วันนี้..
ก็ยังมีอะไรมากมาย
ให้จดจำ
2 พ.ย. 2555
สัญญา
คำ "สัญญา"
หนึ่งคำ
ความหมาย
ที่ลึกซึ้ง
....
คุณเคยสัญญา อะไร กับใคร ไว้ไหม?
หรือ เคยให้ใคร สัญญา อะไร กับคุณไหม?
..
เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ชั้นปี 2
เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าได้กลับมาใกล้ชิดกับเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันเลย
เป็นคนที่ข้าพเจ้าแคร์มาก
บ่อยๆครั้ง จะมีคำสัญญาออกมาจากปากของข้าพเจ้า
".... สัญญาจะ...." หรือ "... สัญญานะ"
ทั้งให้คำมั่นเอง และ ขอคำมั่น สัญญา
..
จำไม่ค่อยได้ว่าทำไมช่วงนั้น คำสัญญาถึงได้ออกมาจากปากของข้าพเจ้าบ่อยนัก
ลึกๆแล้ว ในใจต้องการสิ่งใดจากเขา หรือตัวเองแน่
..
ความกลัวรึป่าว
ความคาดหวัง
ความอยาก/ปรารถณา
..
โดยส่วนตัวเป็นคนขี้กลัว เป็นคนขี้ขลาด
แต่ไม่ค่อยแสดงออก.. กลัวหนอน โดนหลอกหนอนตอนเด็ก แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนี แสดงออกตรงข้ามว่าไม่กลัว จับตัวนิ่มๆมันด้วยซ้ำ เพื่อไม่ให้เขาหลอก ไม่ให้เขารู้ว่า "กูกลัวนะ"
วกมาเรื่องเดิม
การขอคำมั่น(สัญญา) จากใครสักคน
สำหรับข้าพเจ้าเอง คงเป็นการกลบเกลื่อนความกลัวของตัวเองมากกว่า
กลัวว่าสิ่งหนึ่งๆ อะไรสักอย่าง จะไม่มี ไม่เกิดขึ้น จึงต้องขอคำมั่นจากคู่กรณี
อาจเป็นเพราะเมื่อก่อน (หาเหตุผลมาปกป้องตัวเอง)
บ่อยๆครั้ง มักต้องผิดหวังเสมอๆ กับใครหลายๆคน (ไม่ได้หมายความว่าอกหัก)
ชอบคาดหวัง ว่าคนโน้น คนนี้ จะทำสิ่งโน้น จะให้สิ่งนี้ แก่เรา
เพราะความคาดหวังสูง
เมื่อผิดหวัง จึงเจ็บหนักเอาการ
และเพื่อไม่อยากให้ตัวเองต้องผิดหวัง จึงได้ขอคำมั่นจากคนเหล่านั้น
"สัญญานะ"
และ ในเมื่อเราขอ ก่อนที่จะขอร้องให้ใครทำอะไรให้เรา เราก็ต้องให้เขาก่อน
ให้คำมั่นกับเขา เพื่อให้เขาเองก็ให้คำมั่นกับเรา
คิดดีๆ
ความคาดหวังก็ไม่ได้หายไปไหนเลย
เหมือนแก้ปัญหาไม่ตรงจุดนั่นแหล่ะ
สิ่งที่ควรแก้ ควรจะลดความคาดหวังมากกว่า ถึงจะตรงจุด ถึงจะไม่เจ็บ
แต่การให้คำมั่นกับคนอื่น.. เราต้องรักษาให้มั่นนะ
สัญญาไป ต้องทำให้ได้ แม้ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม
ไม่รู้ว่าคุณจะเป็นคนรักษาคำมั่น"สัญญา" รึป่าว
แต่ข้าพเจ้าคนนึง คนหนึ่งบนโลกกลมๆ
ที่จะรักษาคำๆนี้ตลอดไป
..
ถ้าคิดว่าทำไม่ได้
ก็อย่าพูดมันออกมา
"สัญญานะ"
หนึ่งคำ
ความหมาย
ที่ลึกซึ้ง
....
คุณเคยสัญญา อะไร กับใคร ไว้ไหม?
หรือ เคยให้ใคร สัญญา อะไร กับคุณไหม?
..
เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ชั้นปี 2
เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าได้กลับมาใกล้ชิดกับเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันเลย
เป็นคนที่ข้าพเจ้าแคร์มาก
บ่อยๆครั้ง จะมีคำสัญญาออกมาจากปากของข้าพเจ้า
".... สัญญาจะ...." หรือ "... สัญญานะ"
ทั้งให้คำมั่นเอง และ ขอคำมั่น สัญญา
..
จำไม่ค่อยได้ว่าทำไมช่วงนั้น คำสัญญาถึงได้ออกมาจากปากของข้าพเจ้าบ่อยนัก
ลึกๆแล้ว ในใจต้องการสิ่งใดจากเขา หรือตัวเองแน่
..
ความกลัวรึป่าว
ความคาดหวัง
ความอยาก/ปรารถณา
..
โดยส่วนตัวเป็นคนขี้กลัว เป็นคนขี้ขลาด
แต่ไม่ค่อยแสดงออก.. กลัวหนอน โดนหลอกหนอนตอนเด็ก แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนี แสดงออกตรงข้ามว่าไม่กลัว จับตัวนิ่มๆมันด้วยซ้ำ เพื่อไม่ให้เขาหลอก ไม่ให้เขารู้ว่า "กูกลัวนะ"
วกมาเรื่องเดิม
การขอคำมั่น(สัญญา) จากใครสักคน
สำหรับข้าพเจ้าเอง คงเป็นการกลบเกลื่อนความกลัวของตัวเองมากกว่า
กลัวว่าสิ่งหนึ่งๆ อะไรสักอย่าง จะไม่มี ไม่เกิดขึ้น จึงต้องขอคำมั่นจากคู่กรณี
อาจเป็นเพราะเมื่อก่อน (หาเหตุผลมาปกป้องตัวเอง)
บ่อยๆครั้ง มักต้องผิดหวังเสมอๆ กับใครหลายๆคน (ไม่ได้หมายความว่าอกหัก)
ชอบคาดหวัง ว่าคนโน้น คนนี้ จะทำสิ่งโน้น จะให้สิ่งนี้ แก่เรา
เพราะความคาดหวังสูง
เมื่อผิดหวัง จึงเจ็บหนักเอาการ
และเพื่อไม่อยากให้ตัวเองต้องผิดหวัง จึงได้ขอคำมั่นจากคนเหล่านั้น
"สัญญานะ"
และ ในเมื่อเราขอ ก่อนที่จะขอร้องให้ใครทำอะไรให้เรา เราก็ต้องให้เขาก่อน
ให้คำมั่นกับเขา เพื่อให้เขาเองก็ให้คำมั่นกับเรา
คิดดีๆ
ความคาดหวังก็ไม่ได้หายไปไหนเลย
เหมือนแก้ปัญหาไม่ตรงจุดนั่นแหล่ะ
สิ่งที่ควรแก้ ควรจะลดความคาดหวังมากกว่า ถึงจะตรงจุด ถึงจะไม่เจ็บ
แต่การให้คำมั่นกับคนอื่น.. เราต้องรักษาให้มั่นนะ
สัญญาไป ต้องทำให้ได้ แม้ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม
ไม่รู้ว่าคุณจะเป็นคนรักษาคำมั่น"สัญญา" รึป่าว
แต่ข้าพเจ้าคนนึง คนหนึ่งบนโลกกลมๆ
ที่จะรักษาคำๆนี้ตลอดไป
..
ถ้าคิดว่าทำไม่ได้
ก็อย่าพูดมันออกมา
"สัญญานะ"
30 ต.ค. 2555
เพราะมันเป็นความแน่นอนบนความไม่แน่นอน
"แน่นอน" กับ "ไม่แน่นอน"
ที่จริงไม่ได้ต่างกันเลย
กับลักษณะคำ ตัวอักษร
มันคือตัวๆเดียวกัน
เพียงแต่มีคำว่า "ไม่" นำหน้า ที่ต่าง
แค่คำว่า "ไม่" แค่คำๆเดียว
กลับทำให้คำ 2 คำ ที่แทบจะเป็นคำๆเดียวกัน
ต่างกันโดยสิ้นเชิง
"แน่นอน" "ชัวร์ป๊าบ"
กับ
"ไม่แน่นอน" "มั้ง"
..
ชีวิตที่เดินอยู่บนความไม่แน่นอน
ยังคงดำเนินต่อไป
สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
คือความไม่แน่นอน
ให้มันเกิดขึ้นจริงก่อน
ถึงจะพูดได้เต็มปากว่าแน่นอน
..
ความสับสน ความวกวน ของสภาวะจิตใจ
ไม่รู้เหมือนกัน
ทุกวันนี้ยังมองไม่เห็นอะไรที่มันแน่นอนเลย
มีแค่เวลา
ที่เดินไป ไม่หวนกลับ
..
พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก
ตกทางทิศตะวันตก
แต่แน่ใจหรือว่าจะเป็นเช่นนั้นไปตลอดกาล
อีกพันปีข้างหน้า
พระอาทิตย์อาจจะขึ้นทางทิศเหนือก็ได้
..
ขนาดสิ่งรอบข้างยังวกวน เปลี่ยนแปลงกันได้
แล้วทำไม ใจคนจะไม่เปลี่ยนแปลง
ตามกาลเวลา
..
ระยะทางพิสูจย์ม้า
กาลเวลาพิสูจน์คน
..
วัน และเวลา ทำให้รู้ค่าของคนที่เรารัก
..
.
และวันเวลานั้น จะทำให้เธอรู้ว่า ฉันรักเธอมากแค่ไหน
..
และทุกๆอย่างยังต้องมีการพิสูจน์
ไม่รู้ว่าจะ "แน่นอน" หรือ "ไม่แน่นอน"
ที่จริงไม่ได้ต่างกันเลย
กับลักษณะคำ ตัวอักษร
มันคือตัวๆเดียวกัน
เพียงแต่มีคำว่า "ไม่" นำหน้า ที่ต่าง
แค่คำว่า "ไม่" แค่คำๆเดียว
กลับทำให้คำ 2 คำ ที่แทบจะเป็นคำๆเดียวกัน
ต่างกันโดยสิ้นเชิง
"แน่นอน" "ชัวร์ป๊าบ"
กับ
"ไม่แน่นอน" "มั้ง"
..
ชีวิตที่เดินอยู่บนความไม่แน่นอน
ยังคงดำเนินต่อไป
สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
คือความไม่แน่นอน
ให้มันเกิดขึ้นจริงก่อน
ถึงจะพูดได้เต็มปากว่าแน่นอน
..
ความสับสน ความวกวน ของสภาวะจิตใจ
ไม่รู้เหมือนกัน
ทุกวันนี้ยังมองไม่เห็นอะไรที่มันแน่นอนเลย
มีแค่เวลา
ที่เดินไป ไม่หวนกลับ
..
พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก
ตกทางทิศตะวันตก
แต่แน่ใจหรือว่าจะเป็นเช่นนั้นไปตลอดกาล
อีกพันปีข้างหน้า
พระอาทิตย์อาจจะขึ้นทางทิศเหนือก็ได้
..
ขนาดสิ่งรอบข้างยังวกวน เปลี่ยนแปลงกันได้
แล้วทำไม ใจคนจะไม่เปลี่ยนแปลง
ตามกาลเวลา
..
ระยะทางพิสูจย์ม้า
กาลเวลาพิสูจน์คน
..
วัน และเวลา ทำให้รู้ค่าของคนที่เรารัก
..
.
และวันเวลานั้น จะทำให้เธอรู้ว่า ฉันรักเธอมากแค่ไหน
..
และทุกๆอย่างยังต้องมีการพิสูจน์
ไม่รู้ว่าจะ "แน่นอน" หรือ "ไม่แน่นอน"
29 ต.ค. 2555
"เคยคุ้น" ก็เป็น "ปกติ" "ธรรมดา"
"เคยคุ้น"
คำๆนี้หมายความว่าอะไร
คับคล้ายคับคาเหมือนจะรู้จัก เหมือนจะ... แค่เหมือนจะ
แต่ก็ไม่ใช่สินะ
หรือหมายถึง เคยคุ้นเคยกันดี แต่ตอนนี้ไม่แล้ว
..
"ธรรมดา" เป็น "ปกติ"
ความพิเศษของความเป็นสิ่งธรรมดา
ด้วยตัวของมันเอง
การมองคุณค่าของสิ่งที่เป็นอยู่
ที่หลายๆคนมักมองข้ามไป
พึงพอใจในสิ่งที่มี ในสิ่งที่เป็น
เดินทางสายกลางๆ
ชีวิตจึงค่อยๆเดินไป
ความ "พิเศษ"
เพราะมีสิ่งที่เป็น "ธรรมดา"
จึงเกิดสิ่งที่ "ไม่ธรรมดา" หรือเรียกว่า "พิเศษ" นั่นแหล่ะ
"ปกติ".. "ไม่ปกติ"
คำหนึ่งคำ มักจะมีคำที่ตรงกันข้าม
มาเป็นตัวเปรียบเทียบ
แล้วทำไมต้องมีการเปรียบเทียบ
เปรียบไปให้ได้อะไร
เปรียบให้เห็นจุดด้อย
เปรียบให้เล็งเห็นจุดเด่น
ตามมาด้วยความสบายใจ หรือไม่สบายใจ
ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร
ทำไปก็มีค่าเป็นศูนย์
เดิน.. ให้ปกติธรรมดา อาจจะดีกว่า
โลดแล่น ผาดโผน
กระโดด สดุด หกล้ม และ "เจ็บ"
แต่.. เจ็บจนชิน
เป็นปกติธรรมดา
จะดีไหมนะ??
หรือต้องยุติทุกสิ่ง
ให้เป็นธรรมดา ที่ปกติ
ให้คุ้นเคย
-หน้ากลม-
คำๆนี้หมายความว่าอะไร
คับคล้ายคับคาเหมือนจะรู้จัก เหมือนจะ... แค่เหมือนจะ
แต่ก็ไม่ใช่สินะ
หรือหมายถึง เคยคุ้นเคยกันดี แต่ตอนนี้ไม่แล้ว
..
"ธรรมดา" เป็น "ปกติ"
ความพิเศษของความเป็นสิ่งธรรมดา
ด้วยตัวของมันเอง
การมองคุณค่าของสิ่งที่เป็นอยู่
ที่หลายๆคนมักมองข้ามไป
พึงพอใจในสิ่งที่มี ในสิ่งที่เป็น
เดินทางสายกลางๆ
ชีวิตจึงค่อยๆเดินไป
ความ "พิเศษ"
เพราะมีสิ่งที่เป็น "ธรรมดา"
จึงเกิดสิ่งที่ "ไม่ธรรมดา" หรือเรียกว่า "พิเศษ" นั่นแหล่ะ
"ปกติ".. "ไม่ปกติ"
คำหนึ่งคำ มักจะมีคำที่ตรงกันข้าม
มาเป็นตัวเปรียบเทียบ
แล้วทำไมต้องมีการเปรียบเทียบ
เปรียบไปให้ได้อะไร
เปรียบให้เห็นจุดด้อย
เปรียบให้เล็งเห็นจุดเด่น
ตามมาด้วยความสบายใจ หรือไม่สบายใจ
ไม่รู้ว่าเพื่ออะไร
ทำไปก็มีค่าเป็นศูนย์
เดิน.. ให้ปกติธรรมดา อาจจะดีกว่า
โลดแล่น ผาดโผน
กระโดด สดุด หกล้ม และ "เจ็บ"
แต่.. เจ็บจนชิน
เป็นปกติธรรมดา
จะดีไหมนะ??
หรือต้องยุติทุกสิ่ง
ให้เป็นธรรมดา ที่ปกติ
ให้คุ้นเคย
-หน้ากลม-
22 ต.ค. 2555
เที่ยวไปกับหน้ากลม ปี 1 ตอนกินปูหัวหิน
เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 7 ตุลาคม 2555
ออกเดินทางไปหัวหินเพื่อกินปู
ได้รู้จักกับแก๊งเซลฟอร์ดได้ไม่นาน (จริงๆก็เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนหน้าที่จะไปเท่วกัน)
รู้จับกับพี่นน เพื่อนที่ไก่(ทำงานอยู่ด้วยกัน) แนะนำเรื่องรถ fiesta และจองไปแล้วเรียบร้อย
ได้คุยกันผ่านวอทแอพ ผ่านเมล์ และได้เจอกันจริงๆเมื่อวันที่ 29 ที่ไปเทสรถและจองรถเลย
ตัดสินใจเร็วมาก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม จำฟิวไม่ค่อยจะได้แล้วว่าทำไมถึงได้รีบร้อนจองนักหนา
คุยๆๆๆ ปรากฎว่าเรากับพี่ชอบถ่ายรูป ข้าพเจ้าเล่นแคนนอน พี่เขาเล่นนิคอน.. มาวัดกันสักตั้ง :P
มีโอกาสพี่นนเคยบอกว่าจะพาไปกินปู..
แล้วโอกาสก็มาถึง พี่เขาก็ชวน.. และข้าพเจ้าเองก็ว่างๆ ก็ไปกันดู
ตอนแรกก็กลัวๆว่าจะดูไม่ดีรึป่าว
แต่ถ้าเราไม่เปิดโลกกลมๆออกบ้าง
อาจจะพลาดอะไรๆ ไม่อยากมานั่งเสียใจทีหลัง
ลองให้โอกาสโลกใบใหม่ .. สังคมเซล
พี่นนมารับถึงที่หอพัก ประมาณ 6 โมงเช้า
ผู้ร่วมทริปในครั้งนี้
แก๊งเซลฟอร์ด 4 คน พี่นน พี่นก(แฟนพี่นน) พี่กาน และจัง(เพิ่งจะรุทีหลังว่ารุ่นเดียวกัน)
และข้าพเจ้าอีกคน รวมเป็น 5 คน
ถึงเพชรบุรีประมาณ 9 โมงเช้า ไม่รู้จะไปไหนก่อน ผ่านเขาวัง ก็ตัดสินใจแวะเขาวังกันซะก่อน
![]() |
| แก๊งเซลค่ะ เรียงรายชื่อจากซ้ายมือ พี่นก จัง พี่นน พี่กาน |
![]() |
| อาร์ทค่ะ :P |
![]() |
| สบายกันจริงนาาา |
เดินๆๆๆ ขึ้นๆๆๆ แล้วก็เจอลิงหลายๆๆๆตัว
เพราะยังเช้าอยู่ จึงไม่ค่อยมีคนเท่าไหร่
ก็อย่างที่เราๆรู้ๆกัน
มีลิง มีต้นไม้ มีพระราชวัง(เล็กๆ) บนเขา(ไม่สูง)
ลงจากเขาก็มุ่งตรงไปหัวหิน
แต่ระหว่างนั้นมันก็ยังไม่ถึงเวลา(คือเวลายังมี)
ก็เลยแวะเดินเล่นเพลินวานกันก่อน
![]() |
| ชอบอ่ะน้องหมี เห็นแล้วอดแช๊ะ!! ม่ะได้ ^^ |
![]() |
| เพลินวาานนน |
![]() |
| "จี้" ชอบอ่ะ เคยดูการ์ตูน เป็นการ์ตูนที่น่ารักดี (ถึงจะไม่มีสาระก็เหอะ) |
| ขอสักรูป >_< |
เดินๆๆ เหมือนตลาดขายของอาร์ทๆ
(กินไมโลดิบ.. ไม่อาร่อยยเลยยย)
เดินทางมาถึงเขาตะเกียบ
แวะซื้ออาหารทะเล
อันได้แก่ ปู กุ้ง หอย.. พอแหล่ะ เยอะมากกก
จัดการเผาให้เรียบร้อย
แล้วก็หาที่นั่งข้างทะเลชิวๆ นั่งตากลม ตากแดด โอ้วววว ผิวคล้ำไปนิดนึง
| แบกเขา (ข้างหลังนั่งเขาตะเกียบนะ) |
| จำไว้นะไอ่น้องงง :P |
| เดินขึ้นไปไหว้พระที่เขาตะเกียบ |
| วิวบนเขาตะเกียบ |
เป็นตลาดที่ขายของพวกแฮนด์เมค ก็โอเครนะ
มีอะไรๆให้ดูหลากหลายดี
แต่..
เดินๆๆไป ฝนตกซะงั้น
และ มืดแล้วเรียบร้อย ^^
| ที่นั่งรับประทานอาหาร.. และได้หม่ำ ผัดหอยชุบแป้งราดถั่วงอก 555 |
ไม่ค่อยมีเวลา
เอาเป็นว่า
ขอบคุณแก๊งเซลฟอร์ดมากๆสำหรับทริปนี้
ยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะ
และ..
อาหารทะเลอร่อยมากกกก
:P
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








