HOME

HOME

26 ต.ค. 2556

ตู้กระจก(เฮงซวย)

ตู้กระจก(เฮงซวย)


สักนิดล่ะ
ขอทำอะไรหน่อย
ไม่งั้นฉันอาจนอนไม่หลับ


วันนี้เป็นวันสุดท้ายในการทำงานที่เมสัน ของพี่ขวัญ
พี่ที่ทำงานที่เข้ามาในระยะเวลาไร่เรี่ยกัน
นั่นทำให้ระหว่างเราค่อนข้างที่จะสนิทกัน

สาเหตุที่ออก
ฉันเรียกรวมๆว่า "นอกสายตากรรมการ"
เพราะไม่ใช่ คนที่ใช่สำหรับเขา เราก็ต้องไป
มันเป็นไปอย่างนั้น

ถึงพี่ขวัญ
ขอโทษนะคะที่นุ่มไม่ได้กล่าวคำอวยพร หรือล่ำลาแต่อย่างใด
นั่นอาจเพราะว่า นุ่มไม่รู้สึกเลย ว่าเราจะไม่ได้พบกันอีก
เอาเป็นว่า "แล้วเจอกันนะคะ"

..

เย็นวันนี้หลังเลิกงาน
มีดินเนอร์เล็กๆสำหรับเลี้ยงส่งพี่ขวัญ
สมาชิกร่วมโต๊ะมี Mr.K Mr.P พี่ขวัญ และฉัน รวม4คน
กินสเตกที่แยกสักแยก อยู่เลยถัดจากอ่างศิลาไป2ไฟแดง
อาหารอร่อย แต่มากกว่านั้นคือ
Mr.K Mr.P พกเหล้ากันมาคนละกรม
Mr.P เป็นเหล้าที่คุ้นเคย ส่วน Mr.K เหล้าจีน 58 ดีกรี (จุดไฟติด)
เหล้า Mr.P ก็เลยตกรอบไป
ฉันซึ่งเป็นไข้หวัดอยู่ จึงไม่ได้ร่วมวง (แค่ลองจิบให้รู้รส) กินน้ำเปล่าไร้น้ำแข็งไป
กินเสร็จ ทั้ง3คนก็ดูจะกรึ่มๆล่ะ
ด้วยว่าร้านอยู่ใกล้ กาแลคซี่ สถานบันเทิงครบวงจร
Mr.K เลยพูดว่าจะพาเข้าไปเดินเล่น
"คุณจะได้รู้จริงๆเป็นยังไง"
ทำไมไม่ถาม ว่าฉันอยากรู้หรือเปล่า
หลังจากแฟนพี่ขวัญมารับกลับ
คิดว่าแกพูดเล่น
และก็บอกไปแล้วว่า "ไม่ต้องเข้าไปหรอก จะไปทำไม"
แต่แกพร้อมพี่ก็ยังดันทุลังจะไป
เข้าไปแล้วไง
ป้ายติด "ห้ามสตรีเข้า" 
แล้วไงล่ะ ฉันเป็นสตรีนะ
ก็ต้องแอ๊บแมนกันสุดฤทธิ์ (ดีกว่าไปเล็มผมมาใหม่ กำลังสั้นได้ใจดี้เลย)
เข้าไปแล้วไง
ก็ต้องสั้งเครื่องดื่มมากิน
ไฮเนเก้น 3แก้ว
เจริญ
แล้วก็นั่งดูคุณผู้หญิงหลายๆคนที่นั่งแต่งตัว คุยกันแจ บ้างก็ดูทีวี อยู่ตรงเค้าเตอร์อ่ะนะ
อีกกลุ่มที่เป็นหมอนวดจริงๆ จะมีเสื้อขาวคลุม อยู่ในตู้กระจก
เลือกใคร ชอบใคร ก็บอกพนักงาน แล้วก็เอาไฟเลเซอร์ส่อง
เออดีจริง
เลือกคน ยังกะเลือก.....

ตอนแรกฉันก็ไม่เท่าไหร่หรอก ก็นั่งฟังเพลงเบาๆไป ให้คุณผู้ชายเขาเจริญหูเจริญตากัน ตามภาษา
แต่
นานไปไหมค่ะ
นี่จะ3ทุ่มครึ่งล่ะนะ
สะกิดแล้วสะกิดอีก กว่าจะลุกกลับ

แต่
ไม่จบแค่นี้
ที่ชั้นล่าง มีเต้นโคโยตี้โชว์
เข้าไปส่องไม่มีเต้น ถามพนักงานบอก21:45น.
แล้วไง เข้าไปเฉย รอที่เวลา20 นาที
แล้ว แล้ว แล้ว ก็สั่งไฮเนเก้นมาอีก
คราวนี้คนละขวด 
ตาย!!

เสียงเพลงก็ดัง จะคุยก็ต้องตะโกน
ไอ่ที่เต้นอยู่บนนั้น ถามฉันไหมว่าชอบรึป่าว
ฉันเป็นผู้หญิงนะ
คุณผู้ชายก็ดูไป เพลิดเพลินไปกับการดู และจิบเบียร์ไป
จนเต้นเสร็จ ปาไป 4ทุ่มกว่าๆ ก็ยังไม่ขยับตัวจะกลับ
เอาไงล่ะฉัน แกล้งเช็ดน้ำมูกก็แล้ว ถูตัวว่าหนาว ตัวร้อนก็แล้ว
ก็ไม่มีใครสนใจ
คนนึงก็เมาเพ้อเจ้อไปทั่ว ขี้เกียจจะฟัง พูดแต่เรื่องเดิมๆ ลามปามอีก
อีกคนก็นิ่ง ยิ้ม เต้นในท่านั่ง คือทำตัวเหมือนตัวเองอายุ20ต้นๆน่ะ ซึ่งมันใช่ไหม
ชักทนไม่ไหว รำคาญ เบื่อ เลยสะกิดพี่บอก "กลับได้แล้ว"
"กลับได้แล้ว"
"กลับได้แล้ว!!"
จำได้ว่าบอกไปสามรอบ กว่าพวกท่านจะเสด็จ
ออกมาก็บ้ากันยังไม่พอ
ไปทำทีเข้าห้องคาราโอเกะผิด
คืออยากรู้ว่าข้างในเป็นยังไง
บ้าบอ

ลงมาแล้วไง ใครขับ
นุ่มสิค่ะ!!
ฉันต้องกลายมาเป็นคนขับ รถใหญ่โตโยต้า4ประตูนะคะ
เหอๆ
ระหว่างกลับก็เพ้อยังไม่พอ
คนนึงเงียบ มองไป อ่าวแม่งหลับ แต่ดีว่าสะกิดถามยังลืมตามาพูดคุยรู้เรื่องอยู่
อีกคนก็เพ้อเจ้อ มั่วกับเส้นทาง แถมไม่รู้เรื่องอีก
กรรมของวรรณิภาโดยแท้

เพราะอย่างนี้ไง
ฉันขออยู่คนเดียวดีกว่า
แม้งเดียวก็ไปเปงทอมจีบสาวๆอย่างที่ใครๆกล่าวหาดีไหมเนี่ย



คนเราเกิดมา(เท่าที่จำได้)มีหนึ่งชีวิต
อยากลอง อยากทำอะไร ก็ทำ
แต่
สิ่งที่อยาก
มันควรค่าที่จะทำรึป่าว



อบายมุกเทือกนี้
ไม่เคยคิดแม้จะเอาเท้าไปเหยียบ
อยากรู้ไหม?
ไม่มีอยู่ในหัว
เพียงแค่ในทีวีก็เพียงพอแล้ว

ฉันไม่กล่าวโทษบุคคลซึ่งทำให้ฉันต้องไปเหยียบที่นั่น
ฉันกล่าวโทษตัวเอง ที่ไม่มีจุดยืนที่มั่นคง
(หากเสียงแข็งพอ คงไม่พากันเข้าไป)

ให้สิ่งที่พบเจอเป็นบทเรียน
แล้วอย่าได้ย่างเท้าไปเหยียบอีกเป็นครั้งที่สอง


-หน้ากลม-
กับวันเฮง(ซวย)


from iphone

24 ต.ค. 2556

วิ่งว่าว

"วิ่งว่าว"


เริ่มเข้าเดือนพฤศจิกายน

ลมหนาวเริ่มพัดผ่าน

ผ่านต้นไม้ ผ่านใบหน้า

ผ่านหลังคา ผ่านบ้าน ผ่านหน้าต่าง

ผ่านผิวหนัง ทำให้ขนตั้งชัน

อากาศหนาว ทำให้รูขุมขนทั่วทุกส่วนของร่างกายที่สัมผัสหดตัวโดยอัตโนมัติ


สิ่งที่มาพร้อมกับลมหนาว

ก็คือ "ว่าว" ที่เล่นลมอยู่บนอากาศ

และไม่พัดปลิวไปตามกระแสลมด้วยเชือก

เชือกที่บรรจงร้อยผ่านตัวว่าว ทั้งวัดหรือกะระยะ ด้วยความชำนาญ

ว่าจุดนี้แหละ ตรงนี้แหล่ะ ว่าวถึงจะขึ้นได้ง่ายที่สุด

ว่าวจะไม่ควง ดิ่งลงพสุธา

เชือกที่บรรจงมัดให้แน่นหนา

แน่นพอที่จะไม่ทำให้ตัวว่าวหลุดลอยหนีไปไหน

ขณะเล่นลมในเวลากลางวันด้วยตัวเดียว หรือมีคู่แข่งเข้ามาประทะ

หรือขณะเล่นลม ตากลมเพียงลำพังใต้แสงดาว

แน่นพอที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า

เชือกคือส่วนหนึ่งของตัวว่าว


ว่าวมีหลายประเภท

แต่ประเภทที่เบสิกที่สุดคือว่าวสี่เหลื่ยมทรงขนมเปียกปูน(แนวทะแยง)

สำหรับความรู้เด็กๆ ถ้ามีหางหรือหางสั้นๆจะเรียกว่า "ว่าวอีลุ่ม"

ส่วนถ้ามีหางยาวๆ เรียกว่า "ว่าวปักเป้า"

ส่วนจะถูกหรือผิดก็น่าจะถามอากู๋เกิลดูอีกที

ที่เป็นว่างที่เบสิกที่สุดเพราะว่าทำง่าย

ขนาดฉันเองที่เป็นเด็ก และเด็กผู้หญิงด้วย จึงทำได้ไม่ยาก

ส่วนว่าวที่ยากขึ้นมาอีกก็เห็นจะเป็นว่าวจุฬา

ว่าวชนิดนี้ก็ทำได้ไม่ยาก

แต่ที่ยากคือการดัดโค้งทำห้อง(ว่าว)

และสายธนูที่ยากกว่า

การคัดสรรใบลานที่จะนำมาทำธนู

การขัดถู การยึดสาย

หลายๆปัจจัยที่จะทำให้ธนูนั้นมีเสียงดังและไพเราะ

ฉันเองก็ไม่เคยทำ เพราะดูมันจะยากไปสำหรับเด็กอย่างฉันในตอนนั้น


แต่โดยส่วนใหญ่

ว่าวที่ฉันได้มาวิ่ง ก็ไม่ใช่เป็นฝีมือฉันทำเองหรอก

ร้องขอให้น้าชายทำให้อีกที เพราะเขาทำเก่ง วิ่งขึ้นได้ไม่ยาก

ฉันเคยทำเอง ควง หัวดิ่งลงพสุธา ไม่ว่าจะแก้ยังไงก็ดิ่ง ไม่ขึ้นสักกะที


เมื่อสมัยเด็ก

เมื่อลมหนาวพัดมา

สิ่งที่เด็กอย่างฉันจะทำก็คือ

เล่นวิ่งว่าวนี่แหล่ะ

ไอ้ว่าวนี่ก็เล่นคนเดียวไม่ได้ด้วยนะ

ต้องมีเพื่อนอีกคนคอยส่งให้

และคนวิ่งกับคนส่ง ต้องรู้จังหวะกันดีๆด้วยนะ

คนวิ่งมีหน้าที่ดูลม

ส่วนคนส่งมีหน้าที่ส่งว่าวให้ขึ้นอย่างสวยงาม

การส่งว่าวก็แปลก มีที่บังคับของแต่ละคนให้ส่งด้วย

ฉันจำได้ว่า เมื่อตอนเด็กฉันไปส่งว่าวให้พี่

พี่เดินมาบอกเลยว่า "จับตรงนี้นะ ห้ามจับตรงนี้นะ"

แล้วฉันก็กรีดนิ้วจับแค่ตรงนั้นล่ะ ไม่ขยับไปไหนแม้แต่ก้าว

คนวิ่งกลัวขึ้นไม่สวยขนัด ขนาดมาชี้จุดยืนให้เลยก็มี


เมื่อพร้อมแล้วก็ปลดสายว่าวให้ยาวพอประมาณ

คนส่งและคนวิ่งอยู่คนละด้าน

เมื่อลมพัดมา จะออกวิ่งไม่ออกวิ่ง ก็ดูก่อนว่าลมแรงรึป่าว

พอลมมาปุ๊บ "ปล่อย!!!"

ตะโกนดังๆ ดังๆนะเน้น ให้เพื่อนอีกคนส่งว่าวให้

บางคนก็กระโดดโหยง เพื่อส่งว่าวให้สูง เท่าที่จะช่วยส่งได้


เมื่อว่าวขึ้นได้แล้วคราวนี้และเป็นเทคนิคปราบเซียน

คราวนี้ก็อยู่ที่มือคนวิ่ง ว่าจะชักว่าวอย่างไรให้ว่าวเล่นลม หรือติดลมบนได้

เมื่อถึงขึ้นตอนนี้เราจะไม่โทษว่าว ว่าว่าวไม่ดี ได้แล้ว

เพราะถ้าว่าวไม่ดี ว่าวก็จะควงและทิ้งดิ่งพสุธา ตั้งแต่เริ่มปล่อยตัวว่าวแล้ว

แต่เมื่อขึ้นได้ คราวนี้จะติดหรือไม่ติดลม ก็เป็นเพราะคนวิ่งอย่างเดียว

การจะทำให้ว่าวติดลมมันต้องมีจังหวะ

จังหวะนี้ คนที่เคยเล่นเท่านั้นถึงจะชัดเจนในความหมาย

เอามาสอนพูดปากเปล่าเห็นจะยาก

เมื่อได้สัมผัส เราจะรู้เอง

ส่วนตัวข้าพเจ้าเอง

การทำให้ว่าวติดลม นั้นยากแท้หนอ....




-หน้ากลม-

กับวันลมพัดผ่าน

วันที่ไม่มีใคร

"วันที่ไม่มีใคร"


เกริ่นชื่อมาก็เศร้าเลย

ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกนะ เพียงแค่เวลาที่คนเราป่วย จิตใจมันมักจะอ่อนแอลงไปด้วย.. ก็เท่านั้น

สืบเนื่องจากบล็อคก่อน "เรื้อรัง"  ที่บ่นพร่ำเพรื่อเรื่องปวดหัว

มาวันนี้คงได้ปวดหัวแบบจริงๆจังๆ

ก่อนที่จะกลับมาทำงาน หลังจากหยุดยาวนาน 4 วัน

กลับไปทำบุญ กลับไปอยู่บ้าน กลับไปเจอหน้าคนที่เรารัก กลับไปชาร์ตแบตเพิ่มพลังตัวและหัวใจ

ปรากฎว่าเป็นไข้หวัดอย่างจริงจังซะงั้น

เป็นในวันที่จะกลับมาทำงาน

และต้องอยู่อย่างไม่มีใคร...


ที่จริงก็อาจจะลาป่วยต่อได้

แต่เพราะว่าหยุดต่อเนื่องมาเยอะแล้วก็เกรงใจ

มิหนำซ้ำวันหยุดที่อุตส่าห์สะสมมาได้ เดือนหน้าจำเป็นต้องใช้ และก็จะหมดไป

หนึ่งวันสำหรับ งานแต่งเพื่อนสนิท

และอีกหนึ่งวัน สำหรับค่ายอาสาพัฒนาลุ่มน้ำ ที่ประจวบฯ กับ

รวมๆแล้ว เหลือเวลาลาอีกเพียง 4 ชม. ไม่ครบวัน

ไม่มีวันหยุดแล้ว จึงต้องขับรถกลับชลบุรีมาทำงานในวันที่ครบกำหนดหยุด

ขับมาเรื่อยๆ ปวดหัวบ้างนิดหน่อย ยังดีที่ไข้ยังไม่แตกอย่างชัดเจน

พอมาถึงห้องเท่านั้นล่ะ อาบน้ำเสร็จ ปวดหัวมากกก

กินยาแล้วก็นอน ก็ยังนอนไม่หลับ พอหลับก็ยังฝันต่อไปอีกว่าปวดหัว ตื่นจริงๆก็ปวด

จริงๆก็ปวด ในฝันก็ปวด ดีจริงๆ

รู้สึกตัวตื่นด้วยอาการปวดหัว ตัวร้อน และเหงื่อออก

ก็เลยลุกขึ้นตอนตี 2 ไปกินยาซ้ำอีกรอบ และเปิดพัดลม

สุดท้ายก็นอนได้สักที อาการปวดหัวหายไป(บ้าง) แต่ตัวก็ยังร้อนอยู่ดี

ตื่นนอนก่อนนาฬิกาปลุก 06.50 น.

รู้สึกดีจริงๆที่ตัวไม่ร้อน หัวไม่ปวด งั้นเราก็ไปทำงานได้

เวลาที่เป็นไข้หวัด ฉันดีอย่างว่า

ช่วงเช้า จนถึงบ่าย อาการไข้จะไม่ค่อยแสดงอะไรมากมาย

ฉันจึงสามารถทำงาน หรือทำอะไรๆได้บ้าง เป็นปกติ

แต่พอเริ่มตกเย็นจนถึงค่ำมืด

เวลานั้นล่ะ มันช่างทรมานจริงๆ

ตัวที่ร้อน หัวที่แทบจะระเบิด

..
เฮ้อออ.. ขอให้หายวันหายคืนนะนุ่ม




-หน้ากลม-
กับวันที่ปวดหัวสุดๆ
นับเวลากลับไปนอน


To day is free day

17 ต.ค. 2556

เรื้อรัง


ผ่านมาหลายชั่วโมง

ผ่านมาหลายวัน

ผ่านมาหลายอาทิตย์

เกือบแล้วหนึ่งเดือน

กับอาการเจ็บป่วย ดูเหมือนจะยืดยาว

ทีเวลาสุขนะ ทำไมมันสั้นนักล่ะ


เวลาที่ป่วย

แต่ป่วยแบบกะอิดกะออดนี่ น่าเบื่อจริงๆ

เป็นหนักๆไปเลยได้ไหม?

ตัวร้อนๆรุมๆมานาน

ปวดหัวมานาน

ปวดเนื้อเมื่อยตัวมานาน

นานแล้วก็ยังไม่หาย

นอนดึกก็ไม่ใช่

หรือจะเพราะดูการ์ตูน  ฮ่าๆๆ

ต้องสมน้ำหน้าตัวเอง เองว่า "ไม่ดูแลตัวเองเอง"



มีคนเคยถามว่า

"เราอยู่คนเดียว เวลาเจ็บป่วย ใครจะดูแล" "เป็นห่วงเรานะ"

ฉันไม่ต้องหยุดคิด หรือไล่เรียงรายชื่อนาน

เพราะมันไม่มีให้คิดอยู่แล้ว

"นุ่มจะดูแลตัวเอง"

แต่ก็ยังแอบขอบคุณ ที่คอยเป็นห่วง


โตขนาดนี้แล้ว ฉันคงไม่หวังพึ่งใครมากมาย

ป่วยธรรมดาก็กินยา ดูแลตัวเอง

ป่วยหนักก็ไปหาหมอ "คุณหมอดูหนูหน่อย"

ป่วยไม่ธรรมดาก็ไปหาหมอ "คุณหมอโทรบอกแม่หนูหน่อย"

ฮ่า ฮ่า สุดท้ายฉันก็ต้องให้ที่บ้านจัดการ

ถ้าถึงขั้นนั้นนะ

ฉันเองก็ไม่อยากให้ใครต้องมาดูแล มาเป็นห่วงหรอก


หากฉันเป็นอะไรไป

อย่างน้อยคนที่โทรหาฉันก็จะรู้

(ก็คนที่บ้านนั่นล่ะ)


แม่จะโทรหาฉันทุกวัน

เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ของทุกๆวัน

วันไหนที่ไม่ได้บอก แล้วไม่ได้รับ หรือโทรหา

เป็นอันทุกคนต้องเป็นห่วง เป็นกังวลกันตลอด

อาจเพราะมีข่าวมากมายเกี่ยวกับการอยู่หอพัก

ทุกคนก็เลยดูเป็นกังวล

อาจกลัวว่าฉันอาจจะตาย อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียวดายก็ได้


เมื่อก่อนตอนอยู่มหาวิทยาลัย

ที่บ้านก็เป็นห่วงแบบนี้ไม่ต่าง

อาจจะน้อยกว่าหน่อย ตรงที่ ที่มหาวิทยาลัยฉันไม่ได้อยู่คนเดียว

เขากลัวว่าฉันจะกระโดดตึก ฆ่าตัวตาย เพราะเครียดเรื่องเรียน

แล้วเครียดไหมล่ะ

ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องฆ่าตัวตายสักนิด

ไม่มีปรากฎอยู่ในสมองแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

ก็นั่นล่ะ ภายนอกฉันอาจจะดูเป็นคนเครียดๆไปหน่อย

หากได้รู้จัก ก็คงจะรู้ว่าฉันบ้าบอแค่ไหน ปัญญาอ่อนไม่มีใครเกิน

(อ่าวว นี่ด่าตัวเองอยู่นี่หว่า)



ดีที่ฉันเกิดมาเป็นคนแข็งแรง และอาจจะบึกบึนไปนิดนึง

ฉันไม่ค่อยป่วยหรอก

อย่างมากก็ปีละครั้ง

โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูแบบนี้ ฝนเข้าหนาว(ไหม?)

สายฝนทำให้ร่างกายอ่อนแอ

แถมยังพัดหัวใจให้เหน็บหนาว

มันก็เลยดูเหมือนอาการป่วยจะยิ่งเรื้อรัง

ฉันไม่เคยปวดหัวนานๆๆๆๆ

แต่ครั้งนี้เนิ่นนาน เรื้อรัง เกือบจะเดือน

เพราะเป็นไม่หนักก็เลยไม่ได้ทำอะไร

ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เดี๋ยวก็หาย

แต่มันรื้อรังนี่สิ น่ารำคาญ

ยิ่งรำคาญ ยิ่งไม่สนใจ

ยิ่งไม่สนใจ ก็ยิ่งแต่เรื้อรัง

ก็เป็นเหมือนเดิม (บ่นตัวเองเพื่อออ??)


ครั้งหนึ่งฉันค้นพบวิธีคลายอาการปวดหัวให้ตัวเอง

นอกจากการกินยาพาราเซตามอล หรือทาลินอล

ฉันก็จะให้บ๊อบบี้น้อย ช่วยเป่ามนต์ให้ฉันหายปวดหัว

นอนนิ่งๆ

ปวดตรงไหนก็จับบ๊อบบี้น้อยทับไว้ตรงนั้น

ส่วนมากก็คือกลางหน้าผาก

แล้วฉันก็จะหายปวดหัวเอง (หรือแค่คิดไปเองรึป่าวไม่รุ)

แต่ตอนนี้ห้องของฉันไม่มีเงาของบ๊อบบี้สักกะตัว

(หมายถึงที่ห้อง ไม่รวมในรถ)

ดูว่าฉันจะคิดถึงบ๊อบบี้อยู่เหมือนกันนะ

เพราะเราเคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัย

เราไม่เคยห่างกัน

แต่เมื่อไม่นานนี้

ฉันกลับเอาหนึ่งในบ๊อบบี้ที่ฉันรักไปเก็บไว้ที่บ้าน

และอีกหนึ่งให้คนที่ฉันรักไปแล้ว

ที่รถก็ไม่คิดว่าจะเอาขึ้นห้อง

เพราะพวกเขาคือเพื่อนร่วมเดินทาง

ถ้าพาลงรถ ก็ยากที่เขาจะกลับไปอยู่บนรถอีก

ก็ไม่เป็นไรหรอก

อีกไม่นานฉันก็จะกลับไปรับ

กลับบ้านกันเถอะ

ชาร์ตแบต

เพื่อพลังให้หัวใจ




-หน้ากลม-
กับวันเบื่อฝน รำคาญปวดหัว

ปล.ก็ไม่ได้อยากให้ใครเป็นห่วงนะ แต่ถ้ามีก็ดี (ขออ้อนหน่อย)





เพลงไม่ได้มีความหมายอะไรกับบทความนี้
เพียงแต่ช่วงนี้ ฟินกับเพลงนี้ "มากมาย"

6 ต.ค. 2556

เที่ยวไปกับหน้ากลม ตอน วันวานเขาใหญ่


ไปเที่ยวเขาใหญ่อีกครั้ง

หลังจากที่ไม่ได้ไปมาเกือบ 10 ปี

ที่ผ่านมาจำอะไรไม่ได้

เมื่อสวัยเด็กประถม วัยละอ่อน

จำได้เพียงว่า

ฉันไปน้ำตกมา 2 ที่

เหวนรก กับเหวสุวัช

เหวนรก ต้องเดินลงไปข้างล่าง

เหวสุวัชได้เล่นน้ำ

มีความทรงจำแค่นั้นจริงๆ


แล้วก็ได้มีโอกาสไปมาอีกครั้ง

ไปรำลึกความหลัง

เมื่อครั้งยังเด็ก

จำได้ว่าทางขึ้นไปน่ากลัวมาก

พ่อพอไปด้วยรถกระบะคันเขียว คันแรก

นักกระบะท้ายไป เห็นแต่เหวตลอดทาง

พ่อขับด้วยความเร็ว 50 km/hr ก็ว่าเร็วแล้ว

แต่ไปคราวนี้ไม่เหมือนกัน

ไม่เห็นเหวเลย

ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยป่าไม้

หรืออาจเป็นเพราะว่าขึ้นคนละทาง

ตอนเด็กขึ้นทางปากช่อง

คราวนี้ขึ้นทางปราจีน

อาจเพราะความแตกต่างนี้ จึงไม่เห็นอันตรายใดๆในการเดินทาง


ด้วยความเป็นหน้าฝน

ฝนจึงตกตลอดทาง

ไปถึงน้ำตกเหวนรกก่อน

ฝนก็ยังตกไม่เลิก

ตกแรงซะด้วย

แต่ก็ไม่เป็นไร รออยู่ในรถก่อนก็ได้

สักพักฝนเริ่มซา

ได้หมวก กับเสื้อนอกจากเพื่อนร่วมเดินทาง

เท่ห์ดี

เหมือนหลุดเข้าไปในยุคจุลสิกปาร์ค

ฝนตกยังคงตก แต่ไม่มาก

เราก็เลยได้เดินลงไปดูน้ำตก

น้ำตกเหวนรก ที่ชื่อมาจากการที่ช้างตกลงไปตาย

สัตว์ส่วนใหญ่คงพลัดและตกไปตาย

เขาจึงเรียกน้ำตกเหวนรก

(อันนี้เป็นความทรงจำเมื่อครั้งยังละอ่อน)

ฝนตก ถ่ายรูปไม่ค่อยได้

สงสารกล้อง

แต่ก็แอบถ่ายมาได้บ้าง (ต้องหลบละออกจากน้ำตก และฝน)

แต่.. พอจะมาลง

ไง๋ไฟล์แปลงไม่ได้ หรือเสียไปแล้วก็ไม่รู้

เอาเป็นว่าเด๋วค่อยไปกู้ทีหลัง

รับละอองน้ำตกอิ่มเอมแล้ว

ก็เดินทางต่อ

ที่ต่อไปคือน้ำตกเหวสุวัช

เขาไม่ให้ลงเล่นน้ำซะแล้ว

ก็เลยได้แต่นั่งดูน้ำตก

นั่งดูสายน้ำ

ดูผีเสื้อที่บินมาเกาะ (ไม่กลัวคนเลย)

แค่นี้ก็พอ


ขับรถเล่นแล้วก็เดินทางกลับ

ทริปนี้ไปไม่นาน

ออกจากชลฯ ก็ 8 โมงแล้ว

เรื่อยๆ

คนไม่เยอะ

รถไม่เยอะ

เพราะฝนตก

น้ำท่วมปราจีน

แต่ก็โอเค

สำหรับการกลับไปรำลึกความหลัง

ขอบคุณที่ร่วมเดินทาง

ขาขึ้นเขา แต่ยังไม่ขึ้น อยู่แค่ตีนเขา

ฝนตกหนักมาก ก็เลยเล่นกะฝน

นั่งรอฝนให้หยุดตก ก่อนลงไปน้ำตกเหวนรก

ฉันชอบธรรมชาติ

ฉันรักป่า

ฉันรักภูเขา

เพราะฉันรู้สึกสดชื่น

เพราะฉันหายใจที่นั่นได้เต็มปอด



-หน้ากลม-
กับวันที่ 29 กันยา 56 ที่เหนื่อยล้า
กลับมาก็เหนื่อยล้า
แต่พอกลับไปคิดถึง.. มันสดชื่นในหัวใจ

case study ตอน เปลี่ยนยางรถ


เรื่องมันเริ่มต้นหลังจากเลิกงานและทำโอทีต่อประมาณ 2 ทุ่ม

ตอนนั้นฝนตก และก็มืดแล้ว

ขับรถออกจากที่ทำงาน เข้าสู่เส้น บางนา-ตราด

แถวๆหน้าโรงไฟฟ้าบางปะกงมีหลุมมากมาย

ทั้งๆที่รู้ว่ามีหลุด

และต้องหลบเบี่ยงไปทางขวาสุดๆ

แต่คืนนั้น ออกไปขวาไม่สุด

และเป็นช่วงจังหวะเร่งเครื่องเพื่อที่จะแซงรถที่เปิดไฟเลี้ยงซ้ายเข้าโรงไฟฟ้า

"ปั้ง!!!"

เสียงดังจนน่ากลัว

ล้อรถซ้ายหน้าตกหลุมเสียงดัง

มือรีบปิดเพลงที่เพิ่งเปิด แล้วใช้สติควบคุมรถ

รถไม่มีปัญหา ไม่เสียศูนย์ งั้นยางคงไม่เป็นอะไร

วิ่งต่อไปจนถึงที่พัก

แต่เพราะมืดมากแล้ว จึงยังไม่ดูว่าล้อยางเป็นอย่างไรบ้าง เช้าค่อยดู


ตื่นเช้ามา ลงมาเร็วหน่อยเพื่อไปทำงาน

เฮ้ยย ตายละ ยางบวม ..

แม็คไม่แตก แต่ยางบวม

บวมในที่นี้คล้ายๆ เวลาที่ใส่รองเท้า วิ่งๆๆๆๆ แล้วเท้าพอง

รีบโทรศัพท์หาพี่ที่ทำงาน แล้วปรึกษาว่าทำไงได้บ้าง

เขาแนะให้แวะเติมลมก่อนที่ปั้ม แล้วค่อยๆขับรถไปทำงาน แล้วจะดูให้อีกที

ถึงที่ทำงานโดยสวัสดิภาพ

สแกนนิ้วมือด้วยเวลา 07.59 น. เกือบสาย

สายๆประมาณ 9 โมงหน่อยๆ พี่ก็ลงมาดูล้อให้

บอกเด๋วลองโทรไปหาประกันดู

บริษัทที่ฟอร์ดทำประกันให้คือ กรุงเทพประกันภัย

บอกได้คำเดียวว่า ติดต่อยากมากกกก

ปีหน้าไม่เอาล่ะ

พอติดก็ไม่ได้ความ บอกให้เข้าศูนย์แล้วคุยกับประกันที่นั่น

โทรไปที่ศูนย์ ก็บอกให้โทรหาประกัน

เออดีจริงๆ

แต่จริงๆยางคงเครมไม่ได้ อยากมากก็ได้แค่แม็ค

ส่งสัยต้องเครมช่วงล่างล่ะ

สุดท้ายก็เลยโทรไปจองคิวที่ศูนย์ฟอร์ด

เพราะถึงช่วงเอารถเข้าเช็คระยะพอดี

มันช่างพอดีกันจริงๆ กะจะเข้าเลทสักอาทิตย์ นี่เลยต้องเข้าตรงเป๊ะ


พอสายๆประมาณเกือบๆ10 โมง หัวหน้าก็เข้ามาแล้วก็แนะให้เปลี่ยนยางก่อน

บอกให้ถอยรถมาหลังโรงงาน ให้ช่างที่โรงงานเปลี่ยนให้

แต่.. ฉันบอกไปว่า "ไม่เอา ขอลองเปลี่ยนเองค่ะ"

ฮ่าๆๆ ดื้อม่ะ มีช่างดีๆที่โรงงานไม่เอา อยากทำเอง

ก็เลยจัดแจงหาถุงมือ แล้วก็เดินลงไปที่รถ พร้อมกับเทรนเนอร์ 2 คน

เวลาตอนนั้นถ้าจำไม่ผิด 09.55 น.


เริ่มต้นที่เปิดท้าย ดูช่องใส่ยางสำรอง

หมุนตัวล็อคยางเพื่อเอาล้อออก

ตอนแรกคิดว่าล้อจะหนัก แต่ไม่หนักอย่างที่คิด

หัวหน้าบอกว่า "ถ้ายกล้อไหวก็ทำได้ล่ะ"

ฮ่าๆๆ นี่ฉันถึกไปรึป่าว ยกล้อขึ้นโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่ามันหนักหนาอะไรเลย

หลังจากที่เอาล้อออกมาแล้ว ก็ดูว่าเขามีอุปกรณ์อะไรมาให้เราบ้าง

มีแม่แรง กับตัวขันน็อต

แรกสุดให้ใส่เบรคมือรถ กับปลดเกียร์ว่าง (แต่ตอนนั้นใส่ P ไว้)

มุดใต้ล้อเพื่อหาตำแหน่งที่จะให้แม่ยางยกรถ

ต้องเป็นพื้นเรียบๆ

แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะมีช่วงเหล็กด้านข้าง ไม่ไกลจากข้างรถมาก ที่เหมาะเจาะที่จะใช้แม่แรงยก

หรือเขาออกแบบรถมาเพื่อให้ใช้บริเวณนี้รึป่าวก็ไม่รู้นะ

แต่ก่อนยกให้คลายน็อตที่ล้อออกก่อนนิดหน่อย

วิธีคลายน็อต คือ "ถีบ" ถีบลงไปเลย เพราะแรงมือคงไม่ไหว ยันก็ไม่ไหว ต้องถีบ

เอาแค่ให้น็อตขยับนิดหน่อย ทั้ง 4 ตัวเลย

แล้วก็เอาแม่แรงยกรถขึ้น

ขึ้นให้มากพอที่เราจะขยับล้อเอาออกและใส่ได้

น่าเสียดายที่แม่แรงไม่ได้เป็นไฮโดริก เลยต้องใช้แรงเยอะไปหน่อย

ไว้เดี๋ยวค่อยหาซื้อใหม่

ยกได้ในระดับที่ใช้ได้แล้ว ก็หมุนเอาน็อตออกให้หมด

ยกล้อออก แล้วก็ยกล้อสำรองเข้าใส่แทน

ก่อนยกเข้าก็เล็งล็อคก่อนแล้วกันนะ

เข้าแล้วก็หมุนๆๆๆ หมุนจนน็อตแน่น แน่นให้พอได้ในระดับหนึ่ง

แล้วก็อีกครั้ง ถีบ ถีบขันน็อตให้แน่นๆ

เอาแม่แรงออก แล้วก็ถีบอีกที

อ่อ วิธีขันน็อต ควรจะขันให้แน่นพร้อมๆกันทั้ง 4 ตัว

สลับ 1 3, 2 4

สลับขันน็อตที่อยู่ตรงข้ามกัน

ค่อยๆขันไปเรื่อยๆ ให้แน่นพร้อมๆกัน

ถีบให้น็อตมันแน่นพอนะ ไม่งั้นล้อจะไปก่อนรถ

5555

เสร็จล่ะ

เก็บอุปกรณ์เข้าที่ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย


ครั้งแรกใช้เวลานานไปหน่อย 45 นาที

ไม่ยากเลยนะ

แต่..

เหงื่อท่วมตัว (ขนาดว่าอากาศดี ไม่มีแดด)

ไม่ปวดแขน ไม่ปวดขา

ไม่ยากอย่างที่คิด แต่เหนื่อย

และถ้าได้ลองทำดู ก็จะรู้เอง


เอาเป็นว่า ก่อนจะลงมือทำ

ยกล้อให้ขึ้นก่อนแล้วกันนะ

ยกไม่ขึ้นก็...

ทำตัวสวยๆ แล้วก็ยืนโบกให้ ผช. มาช่วย

55555


ยังคิดอยู่นะว่า

ที่ฉันเปลี่ยนล้อเองได้เนี่ย

ฉันถึกเกินไปอ่ะป่าว เอิ่กๆ


พี่บอกว่า ให้ 8 คะแนน

ก็โอเค .. หน่วยกล้านยังไม่ได้น่อ 5555

นู๋เป็นผู้หญิงนะ

แค่ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้




-หน้ากลม-
กับวันอากาศดีๆ สบายๆ

ปล.อาทิตย์หน้าต้องเอารถเข้าศูนย์ เช็คระยะ ไหนจะเปลี่ยนยางอีก โอ่ววว "จน"

3 ต.ค. 2556

Inception (เกือบ) จริง


เคยฝันซ้อนฝันไหม?

ฉันฝันซ้อนๆๆๆฝันบ่อยๆ

แต่ครั้งนี้ไม่ซับซ้อนมาก

แต่... เรื่องราวมันค่อนข้างจะสะเทือนใจ



ฉันฝันเห็นการสูญเสีย นั่นคือ ฉันตาย

ฉันฝันถึงสิ่งที่ฉันไม่เคยยอมรับ นั่นคือ ฉันถูกหมางเมินจากคนที่ฉันรัก



ในสภาวะที่เหนื่อยแบบนี้ ก็ยังจะฝันแบบนี้อีก
ทำให้ตอนนี้กลายเป็นสภาวะ โค-ตะ-ระ เหนื่อย


ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงงั้นหรอ

คุณเคยฝันว่าตัวเองตาย และคนรักหมางเมินไหมล่ะ

คุณรู้สึกอย่างไร ฉันก็รู้สึกแบบนั้นล่ะ

และถ้าจะมาดูหน้ากันตอนนี้

คุณก็อาจจะคิดว่า คุณกำลังมองดูตูดอยู่

เอิ่กๆ




เมื่อคืนฉันตื่นตาสว่างมาตอน 3.33 น.

ที่รู้ละเอียดเพราะว่าฉันหยิบมือถือขึ้นมาดูว่ามันกี่โมงแล้ว

แต่นั่นล่ะ ตาสว่าง แล้วก็ฝืนตัวเองนอนต่อ

เกลือกกลิ้งอยู่ได้พักใหญ่ๆ ก็หลับจนได้

แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากการฝืนให้ตัวเองหลับลงอีกครั้ง

นั่นคือ Inception ย่อยๆ


เหตุการณ์อยู่ที่ชลบุรี ถนนเลียบหาย

ฉันไปกินข้าวกับพี่ๆที่ทำงาน และตอนนั้นกำลังจะกลับ

ไปด้วยพาหนะ โตโยต้า ออลติส สีขาว

ฉันนั่งข้างคนขับ

ระหว่างทางกลับคนขับเกิดแน่นหน้าอก ฉันก็เลยต้องเป็นคนขับแทน

ระหว่างขับรถ คงไม่บรรยายมาก เพราะในฝันมันเหนือความจริงมากไปหน่อย ยากที่จะเข้าใจ และคนฝันอาจจะงงเอง

เอาเป็นว่า ด้วยความไม่ชินกับรถ และเบรก คันเร่ง ที่ค่อนข้างจะติดๆขัดๆ

เราเกิดอุบัติเหตุ รถชนอัดท้ายรถสิบล้อ บี้ (บี้ในที่นี้ให้นึกถึงกระป๋องโค้งที่เราเหยียบบี้มันก่อนทิ้งหรือขาย)

ถึงตอนที่เห็นสภาพรถ ฉันกับพี่ๆก็อยู่นอกตัวรถและคุยกัน

“เรารอดมาได้ไงเนี่ย ดูสภาพรถสิ”

สักพักหน่วยกู้ภัยก็มาถึง

งัดแงะรถสักพัก

แล้วก็ไปงัดตรงเบาะข้างคนขับ

ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย

นั่นคือฉัน ... ที่ไม่หายใจแล้ว

ฉันที่ตัวซีดขาว มีเลือดออกที่หัว ผมสั้นหยักศกปะบ่า ใส่กระโปรง (ชุดแนวที่เกิดมาไม่เคยใส่ หญิงมาก)

สรุปตอนนั้นคือ “ตายยกคัน”

แต่ ณ เวลานั้นฉันก็ไม่ได้สนใจศพคนอื่นแล้วล่ะ

ฉันสนใจเพียงศพตัวเองที่ถูกอุ้มไปวางไว้บนเปลรถ

สักพักฉันก็เห็นพี่ ตามมาด้วยแม่

ตอนที่พี่มาถึง ฉันเห็นสายตาของพี่ที่ยังเป็นปกติอยู่

แต่เพียงแค่เห็นฉัน ที่นอนนิ่งไม่หายใจอยู่บนเปล

หน้าเขาก็ถอดสี สายตาด้วยความไม่เชื่อ วิ่งเข้ากอดร่างของฉัน

แม่ฉันตามมาก็อยู่ในสภาวะไม่ต่าง

ทุกคนร้องไห้ ร้องไห้ด้วยความเสียใจ ร้องไปแทบขาดใจ

ฉันรู้ ฉันสัมผัสได้

ฉันได้แต่ยืนดูพวกเขา

ฉันเสียใจ ที่ทำให้พวกเขาร้องไห้ เสียใจที่ทำให้พวกเขาเป็นทุกข์

..

แล้วฉันก็บอกตัวเองว่า

นี่ไม่ใช่เรื่องจริง

ฉันแค่ฝันไป

ฉันนอนอยู่ในห้อง ที่บ้านต่างหาก....



แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมา

ในห้องที่คุ้นตา บรรยากาศที่คุ้นเคย

ที่นี่คือบ้านของฉัน

เรื่องอุบัติเหตุ ฉันแค่ฝันไป

แต่ความรู้สึก มันยังชัดเจน

...


เรื่องที่บ้านไม่อยากพูดถึง

เอาเป็นว่าฉันอึดอัดมาก

เล่าความฝันให้คนที่รักฟัง

ว่าฉันตายยังไง

แต่นั่นล่ะ

เขาแค่กอดฉัน และจูบฉัน

แต่มันก็แค่นั้นล่ะ....

..


และฉันก็ต้องขอบคุณเสียงสวรรค์(หรือเสียนรกในหลายๆวัน)

ที่ปลุกให้ฉันตื่นจาก Inception เสียที





-หน้ากลม-
กับวันเหนื่อยๆ และปวดหัวตึ๊บๆ

ปล.โปรดมีสติในการขับขี่
(วันนี้มัวแต่คิดเรื่องฝัน เกือบไปล่ะ ปาดหน้าชาวบ้านเขาเฉย T-T)




(เพลงนี้ไม่ได้มีความหมายอะไร
เพียงแค่.. เป็นเพลงแรกของวันนี้ ที่อยู่ดีๆก็คิดถึง)



.. ถึงจะมืด เดี๋ยวก็สว่าง



.. กลับบ้านกันเถอะ เหนื่อยเหลือเกิน

1 ต.ค. 2556

(หมา)จริงๆ


จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์

เวลา 06.50 น. - 07.30 น. (40นาที)

คือเวลาตื่นนอนและทำธุระส่วนตัว และออกเดินทางไปทำงาน

เวลา 08.00 น. - 17.00 น. (480นาที)

คือเวลาทำงาน

เวลา 17.30 น. - 23.00 น. (350นาที)

คือเวลา พักผ่อน ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเนต อ่านหนังสือ กิจกรรมก่อนเข้านอน

เวลา 23.00 น. - 06.50 น. (470นาที)

คือเวลานอน


นี่คือเวลาปกติ ไม่นับรวมทำโอที หรือ นอนเร็ว หรือ นอนช้า

เอาเป็นว่า เวลาส่วนใหญ่ในชีวิต ฉันอยู่ที่ทำงาน

นอกจากห้องที่อยู่ ที่ทำงานก็เลยเป็นที่อาศัยแห่งที่2


ฉันเคยบอกใครหลายๆคนว่า

เวลาทำงานก็ทำงาน เลิกงานก็วางงานไว้ที่ทำงาน ไม่เอากลับมาที่ห้อง หรือบ้าน

เวลางานเล่นได้ แต่เวลาเล่นอย่าเอางานมาทำ (นิสัย 555)

ตอนทำงานเดิมอยู่ที่ กทม. ฉันก็ทำ อย่างที่บอกใครๆได้ตลอดมา

ตลอดปีกว่าๆ นับครั้งที่หอบงานกลับมาที่ห้องได้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น

วางงานไว้ที่ทำงานตลอด รวมถึงสภาพอารมณ์ใดๆที่เกิดจากงานด้วย

แต่

มาตอนนี้ งานใหม่ ที่ใหม่ๆนี้

ตามสถิติฉันใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตอยู่กับงาน อยู่ที่ทำงาน

ยากจริงๆที่จะไม่คิดถึงเรื่องของมัน

โดยเฉพาะกับช่วงวิกฤตงานงอกแบบนี้

ภาวะเครียดสะสม และเริ่มออกผล และอย่างชัดเจนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

ฉันทั้งเหนื่อย หน่าย และหมดแรง

ต่อให้นอนเร็วแค่ไหน ก็หัวทิ่มหมอนได้มากกว่า 3 ครั้ง (ซึ่งปกติครั้งเดียวกก็เกินพอล่ะ)

มีครั้งนึงนอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม

แต่เชื่อเหอะว่า ลุกตื่นขึ้นมา ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกสดชื่นเลยแม้แต่น้อย

และหอบสังขารไปทำงาน

ทั้งอาทิตย์จึงมีแต่ความหม่นหมอง และอิดโรย


มันน่าหัวเราะเยาะใส่ตัวเองจริงๆ

ที่ทำอย่างที่พูดไม่ได้

ไม่เคยเอางานกลับมาทำที่ห้องจริง

แต่ก็ฝืนตัวเอง ให้ทำโอทีต่อจนดึก

ทุกวันนี้ก็ยังมีหลอน หลอนในช่วงตี3-5 ว่าจะมีเมล์งานเข้ามา

อัพเดรทงานที่ค้างคาให้จบ


เฮ้อออ

น่าสงสารตัวเองโดยแท้น่อ

นี่ละนะ

(ห)ม(า)นุษย์เงินเดือน จริงๆ


ไม่เคยเครียดเรื่องงานก็เครียด

วางแดดดี้โดของชอบไว้ตรงหน้ายังไม่อยากจะกิน

และสิ่งที่ตามมาจากอาการเครียดคือ

"สิว" "แม่งเบื่อฉิบ"

(เป็นประโยคคำบ่น ไม่สุภาพนิดนึง ไม่ถือนะคะ :P)


แล้วไอ่นิสัยแบบว่า

"มึงไม่ทำ กูทำเอง"

พอเห๊อะ

งานสุมหัวจ่ะ




-หน้ากลม-
กับวันเบื่องาน
ตามมาด้วย เบื่อโลก
ผลจึงออกมา "เก็บตัว"
หมายถึง "เก็บตัวภายในโลกส่วนตัว ที่สูงยิ่งกว่าที่เคยสูง"

ไว้อาลัยให้ มนุษย์ ที่เป็น (ห)ม(า)นุษย์เงินเดือนทุกตัว

โฮ่ง!! โฮ่ง!!