HOME

HOME

30 ม.ค. 2557

ทุ่งนาผืนน้อย


ข้าพเจ้าเคยมีผืนนา.. ปัจจุบันไม่มีแล้ว

ข้าพเจ้าเคยไปนา.. ปัจจุบันไม่ไปแล้ว

แต่ความหลงไหล ความทรงจำ ยังอยู่ที่ตรงนี้


ความทรงจำหยุดอยู่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็กแดง(ทำไมต้องแดง?)ยังไม่เข้าโรงเรียน
บ้านข้าพเจ้าทำนา มีนาเป็นสิบๆไร่ 
ตายายทำนา แม่ทำนา ส่วนพ่อนั้นยังทำงานอยู่ญี่ปุ่น
ที่บ้านมีรถตุ๊กๆ แต่จริงๆต้องเรียกว่ารถอีแต๋น รถสี่ล้อที่ทึกและบึกบึน
รถคันนี้เป็นของตา มารู้ในภายหลังว่ารถคันนี้มีชื่อ 
ชื่อว่า "คู่ชีวิต" 
คู่ชีวิตอยู่กับเรามานาน เป็นหนึ่งในครอบครัว ร่วมทุกข์ร่วมยากมาก็หนักหนา ไปนาทำไร่เขาก็พาเราไป พาไปให้ถึงจุดหมายและกลับบ้านอย่างปลอดภัย
เมื่อเด็ก ข้าพเจ้าชอบขึ้นคู่ชีวิต ชอบขึ้นในเวลาที่เขาพาออกไปนา ลมเย็นปะทะหน้า ดอกหญ้าริมข้างทางให้คว้ามาเล่น เล่นเป็นตัวหนอนกระดึบๆ หรือจับมาเล่น แกว่งไกวไปมาเล่นกับลม
ถนนที่ขับผ่านเป็นสีแดง ถนนดินแดง ลึกเข้าไปเริ่มเป็นดินดำ ดินดำๆ จนถึงดินเหนียวที่ท้องทุ่งนา

ข้าพเจ้าเกิดมาไม่ทันได้เล่นกับควาย ขี่หลังควายระหว่างไถนานี้ไม่เคย จำความได้ก็เห็นรถไถซะแล้ว เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ขี่หลังควาย 

มีคนเคยบอกถึงวิธีจะขึ้นหลังควาย ตอนนั้นได้ไปเดินเล่นที่แห่งหนึ่ง(จำไม่ได้) ซึ่งมีรูปปั้นควายขนาดเท่าตัวจริง(มันสูงเกินกว่าจะปีนขึ้นจริงๆ) พี่บอกว่า "ไหนลองพยายามปีนขึ้นขี่หลังให้ได้สิ" ข้าพเจ้าเดินอ้อมรูปปั้นควายหนึ่งรอบ เดินวนดูเพื่อหาจุดว่าจะปีน ถีบขาส่งตัวได้จากจุดไหนได้บ้าง ปรากฎว่า หน้าก็ไม่กล้า ข้างๆก็ไม่ถึง ตรงก้นนี่แล้วใหญ่ แต่เพราะว่าเป็นแค่รูปปั้น ข้าพเจ้าก็เลยเลือกจะจับหาง เหยียบขาหลัง แล้วส่งตัวเองขึ้น ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าข้าพเจ้าขึ้นไปเองด้วยวิธีนี้หรือเปล่า ขึ้นไปด้วยตัวเอง หรือถูกส่งขึ้นไปขี่หลังควาย แต่ วิธีที่ข้าพเจ้าเลือกขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีขึ้นที่ถูกต้องซะด้วยสิ เออแน่ะงงเลย แล้วควายตัวจริงมันไม่ดีดหรือไง? อีกวิธีเขาให้ขึ้นจากด้านหน้า อันนี้งงอีก ขึ้นยังไงล่ะทีนี้ แล้วเขาควายท่านล่ะ ??

กลับมา(ต่อ)ที่ท้องทุ่งนาสมัยยังเด็ก

ข้าพเจ้าเกือบสำลักน้ำตายที่นั่น นาซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ เบื้องล่างผืนน้ำคือพื้นโคลน ข้าพเจ้านอนในเปลที่แม่ผูกไว้ให้นอนเล่นที่กระท่อมอยู่ดีๆ ตู้มมม!!! ข้าพเจ้าโดนน้าชายจับอุ้มมาโยนลงน้ำเฉย ข้าพเจ้าจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากสีของพื้นโคลน เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น และความเค็มจากหยดน้ำตา

คันนา ทำไมคันนาเขาถึงก่อ ทำไมเขาถึงสร้าง ให้คันนาแคบขนาดนี้
ข้าพเจ้าเลยปั่นจักรยานไปเล่นที่นา ด้วยความปราดเปรียว และไม่เคยเกรงกลัวอะไร สิ้นสุดถนนที่สามารถจะปั่นไปได้ต่อ ก็ปั่นมันขึ้นคันนาแคบๆนั่นแหล่ะ ต้องใช้ความกล้า และการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม ปั่นไปได้ไม่เกิน 50 เมตร แอ๊ก!!! ตกลงสู่ผืนนา

อีกหนึ่งความทรงจำที่อบอุ่น
คือเปลยวนน้อยๆที่ผูกไว้ให้ลูกน้อยได้นอน
ข้าพเจ้าไม่มีภาพความทรงจำ หากเพียงแค่หลับตาข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึง ลมที่พัดผ่าน เสียงเชือกที่สีกับเสากระท่อม และความอบอุ่นจากเสียงร้องกล่อมของแม่ "แมวเว้าเอยมากั๊ด...."

ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวไร่ ไร่มันสำปะหรัง เคยปลูก (ปักตาลงอีกต่างหาก) แต่ไม่เคยถอน ทั้งบนไร่ของตัวเองและของคนอื่น

ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวนา หากแต่ไม่เคยหว่าน ดำ เกี่ยว ข้าวบนผืนนาของตัวเอง
แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตสมัยมัธยมต้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดำนา ด้วยกิจกรรมของทางโรงเรียน ดำนาในแปลงนาของโรงเรียน ข้าพเจ้าใส่ชุดพละ กางเกงวอม 
เราถอดรองเท้าถุงเท้าออก เราพับขากางเกงขึ้นเหนือหัวเข่า ไม่มีหมวก ไม่มีถุงมือ หรือรองเท้าบู๊ต
เราใช้สองเท้าเหยียบย้ำลงบนผืนนา ดินในนาเป็นดินเหนียว ดินเหนียวเหลวๆ เก้าเท้าซ้ายที ขวาที หยุบหยับๆอยู่ที่เท้า เราเดินไปเพียงขอบๆท้องนา เพื่อจะไม่เดินไปเบียดหรือเหยียบต้นกล้า เราถอนต้นกล้าจากนาแปลงหนึ่ง แล้วนำไปปลูกอีกแปลงหนึ่ง 
จะปลูกให้ตรงต้องเดินถอยหลังปลูก เราตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน 
กำต้นกล้าไว้มือซ้าย 
มือขวามีหน้าทีใช้หัวแม่มือกดรากต้นกล้าให้จมลงในพื้นดิน จุดละ 3-4 ต้น (ถ้ากดไม่ลึก ต้นกล้าก็จะลอยน้ำ และถ้ากดแรงไป ต้นกล้าก็จะตาย) กด ถอยหลัง กด ถอยหลัง ก้มๆ เกยๆ ก้มๆ เกยๆ
ปวดหลัง ร้อนแดด หน้าถูกเผา หลังถูกเผา
ที่เท้ามีเลือดออก (เจอเศษไม้ทิ่มเท้า)
มือเปื่อย
สุดๆคืออาการปวดเมื่อย
แต่เราไม่หวั่น
ทำต่อไป กัดฟันทำต่อไป

สุดท้าย ผ่านมา...(หลายๆวัน).. เราก็เห็นข้าวแตกรวง


ไปกินข้าวกันเถอะ



















-หน้ากลม-
กับผืนนา

23 ม.ค. 2557

หุงข้าวเผื่อ..นก


ข้าว.. เป็นอาหารหลักของคนไทย
ข้าพเจ้าเป็นคนไทย เพราะฉะนั้นข้าวจึงเป็นอาหารหลักของข้าพเจ้า

..เป็นอาหารหลัก หากแต่ขยันหุงหาอาหารเองพอ

การใช้ชีวิตอยู่หอพักเพียงลำพัง ข้าวหาใช่อาหารหลักไม่ หากแต่เป็นมาม่า ไวไว ยำยำ รสหมูสับ รสต้มยำกุ้ง รสหมูต้มยำ จำพวกน้ำ ส่วนแห้งก็เป็นมาม่าผัดขี้เมาแห้ง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอาหารหลักสำหรับมื้อเย็นของคนโสด ผู้เดียวดาย

ผู้คนสมัยใหม่มักนิยมอาหารจานด่วน ขอแค่ง่ายๆ สบายๆ ท้องอิ่ม ก็พอ ชอบง่ายๆจนลืมถึงสารอาหารที่ควรจะได้รับในแต่ละวัน และข้าพเจ้าเอง วันในแต่ละวันโดยส่วนใหญ่ก็มีชีวิตแบบคนสมัยนี้ไม่ต่าง

อาจจะเหมารวมมากเกินไปหน่อยที่จะใช้คำจำกัดกลุ่มคนด้วยพฤติกรรมการกิน รวมเป็นคนสมัยใหม่ เพราะคนสมัยใหม่บางกลุ่มก็รักสุขภาพกันมากขึ้น หันมาทานข้าวก้อง กินผัก กินเจ กินทุกอย่างที่บ่งบอกสรรพคุณว่าดูแลผิวพรรณ หน้าตา มีสารพวกอนุมูลอิสระเยอะ ย่อยง่าย ดีต่อสุขภาพ ป้องกันโรคโน่นนี่นั่น ฯลฯ ทุกวันนี้ก็มีคนกลุ่มนี้เยอะขึ้นๆ

งั้นขอให้คำจำกัดความสำหรับคนที่กินมาม่าเป็นอาหารหลักใหม่ว่า คนสมัยใหม่ผู้หกระเหเร่ร่อนอยู่หอพักเดียวดายและนิยมเส้น

ถึงแม้จะกินมาม่าหรือไม่กินเป็นส่วนใหญ่ วันบางวันที่รู้สึกอยากกินข้าว รู้สึกเหมือนร่างกายอยากได้รับสารอาหาร ขอข้าวสักคำเพื่อเพิ่มพลัง ข้าพเจ้าก็จะลุกขึ้นมาหุงข้าว ทอดไข่ ละลายน้ำพริก กินเองบ้าง หุงข้าวสำหรับสองมื้อหนึ่งท้องอิ่ม เพราะถ้าจะหุงเพียงแค่น้อยนิดข้าพเจ้าเลือกที่จะไม่หุงมากกว่า รู้สึกเสียดายไฟที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน (แต่ไม่เคยนึกถึงเวลาชาร์ตโทรศัพท์หรือแล็บทอป) ทุกครั้งที่หุงก็เลยหุงไปเผื่อไว้กินสองเวลา

ไม่แปลกที่จะหุงข้าวเยอะหน่อย แต่แปลกที่ว่า หุงข้าวทีไร มื้อที่สองไม่เคยจะได้กินสักที
ที่ไม่ได้กินนี่ไม่ใช่ว่าบูดเสียหรืออย่างไร เพียงแต่ไม่ออกไปกินข้าวข้างนอก ก็เป็นต้องมีธุระประจำ ข้าวอีกครึ่งที่เหลือจึงไม่ค่อยจะได้ลงสู่กระเพาะของข้าพเจ้าเท่าไหร่

แล้วเอาไปไหน ทิ้ง?
ไม่ ข้าพเจ้าไม่เคยทิ้งข้าวลงถังขยะ หมายถึง ถ้าข้าพเจ้ารู้ว่าข้าวที่เหลือยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง อยู่บ้านที่โคราช ถ้าเหลือก็จะเอาให้หมากิน หรือถ้าเหลือแบบสะอาดไร้อาหารเจือปน ก็จะตากแห้งให้นกกาได้มาจิกกิน หรือตากไว้ เอามาทำข้าวทอดกินต่อ ซึ่งนั่นก็อร่อยพอตัว ข้าพเจ้าชอบกินมาตั้งแต่เด็ก หากแต่โตแล้วหากินยาก คือไม่มีคนทอดให้กิน
มาอยู่นี่ อยู่หอพัก ข้าพเจ้าไม่ทิ้งข้าวลงถังขยะให้เสียเปล่า ข้าพเจ้าเห็นนก ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนกทุกๆเช้า นกเหล่านี้มาร้องส่งเสียงอรุณสวัสดิ์ข้าพเจ้าเสมอๆ ข้างนอกระเบียงมีนก และที่นั่น ข้าพเจ้าน่าจะตอบแทบการทักทาย ด้วยข้าวสักหน่อย ข้าพเจ้าเอาข้าวที่เหลือในหม้อไปตากไว้ที่ระเบียง เจ้านกต่างก็มาจิกกิน มากันเป็นกลุ่ม มาเป็นเดี่ยวๆก็มี นานๆทีมาครั้ง แต่ไม่ว่าจะนานยังไง ข้าวที่ตากไว้สักวันก็จะหมดไป หมดแบบไม่เคยเหลือซากให้เห็นเลยว่าเคยมีข้าวอยู่ตรงนั้น

ตอนนี้ที่ระเบียง ก็เลยเป็นที่ตากข้าวให้นกกิน

แบ่งๆกันกินไป

เจ้าจะได้มาหาฉันบ่อยๆ



-หน้ากลม-
กับวันที่หิวข้าว(มากๆ)

20 ม.ค. 2557

ชายขอบ กกน.


ชายขอบมันเริ่มต้นจากเครื่องแบบการแต่งกายในการทำงาน..

บริษัทที่ข้าพเจ้าอยู่มีฟอร์มการแต่งการที่ค่อนข้างจะง่ายๆ เรียบๆแบบโปโลๆ โปโลนี่ไม่ได้หมายถึง "POLO" ที่เป็นยี่ห้อเสื้อผ้าราคาแพง แต่เป็นโปโลที่เป็นเสื้อคอปก แขนสั้น สีน้ำเงินเข้ม ปักโลโก้บริษัทที่หน้ากระเป๋าอกข้างซ้าย ตรงหัวใจพอดิบพอดี หรือเขามีนัยบอกให้พนักงานรักบริษัทก็อาจจะเป็นได้

ส่วนบนมีเสื้อฟอร์มเป็นเสื้อแขนสั้นคอปกสวมใส่ ส่วนล่างจึงไม่พ้นกางเกงขายาวสีเข้ม ดำ กรม น้ำเงินเข้ม หรืออาจจะเป็นแดงเข้มก็คงจะไม่ผิด เพราะแดงเข้มก็เข้มเหมือนกัน สุภาพไหม? แล้วมันไม่สุภาพตรงไหน ก็กางเกงยังเป็นกางเกงขายาวๆ แต่.. ถ้าคุณกล้า ก็ใส่มา ถ้าฝ่ายบุคคลเรียกหา ก็ฝากถามเขาด้วยว่า "ผมผิดกฎตรงไหน?" ถัดลงมาจากกางเกงก็ส่วนของรองเท้า รองเท้าที่ใส่ควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น ผ้าใบหรือหนัง หรือแฟชั่น ก็ว่าไป แต่ของข้าพเจ้าเองนี่เพื่อความปลอดภัยจัดเลยรองเท้าเซฟตี้เสริมหัวเหล็ก หนักข้างละ 0.5 kg รวมสองข้างก็ 1 kg ในการเดินทำงานจึงกลายเป็นการออกกำลังกายของข้าพเจ้าไปได้ในตัว เพราะต้องลากรองเท้าหนักตั้งหนึ่งกิโลกรัมเดินไปเดินมาให้ขากระชับ หรือว่ามันจะบวมเป็นกล้ามนี่ก็ไม่แน่ หากการทำงาน 8 ชม. ข้าพเจ้าเดินไปเดินมา เดินมาเดินไปสัก 3 ชม.ก็พอ พอดีให้ดูดีมีกล้ามเป็นมัดๆ

ชุดฟอร์มของข้าพเจ้าจบอยู่แค่นี้ มีแค่นี้จริงๆ ทำงานอยู่ 6 วัน ก็ใส่มันอยู่แบบนี้

มาถึงการทำงาน ช่วงนี้งานที่โรงงานค่อนข้างจะยุ่ง ต้องทำโน่นทำนี่นั่นอยู่เยอะเหมือนกัน ไม่ว่าแผนกไหนๆ เพราะงานจะเป็นกระบวนการต่อๆกันมา คนน้อย ไม่พอกับงานที่จัดว่าเยอะ ข้าพเจ้าจึงต้องร่วมด้วยช่วยกัน ลงมือช่วยเขาทำบ้าง ตอนแรกก็แค่ทำนิดๆ เสนอตัวหน่อยๆ ตอนนี้เลยกลายมาเป็นงานประจำ ประจำจนกว่าชิ้นงานที่ลูกค้าสั่งจะครบ ตอนนี้ก็ผ่านมาได้ครึ่งทาง อีกแค่อาทิตย์หน้าส่วนที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ก็จะหมดไป

ข้าพเจ้าทำอะไร?
ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าแผนกผลิตวัตถุดิบยางสำหรับการผลิตสินค้าทั้งหมด ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้า แต่ไม่มีคนเตรียมงาน เตรียมยางสำหรับจะให้ขึ้นรูปส่งให้แผนกต่อไป ข้าพเจ้าก็เลยเสนอตัวช่วยเตรียมในส่วนนี้
วันหนึ่ง เผอิญว่าใส่กางเกงหลวมไปหน่อย และไม่ได้รัดเข็มขัดมา มันจึงค่อนข้างที่จะยากในการนั่งยองๆแล้วจะไม่ทำให้เห็นกางเกงชั้นในโผล่ชายขอบออกมาให้โลกได้เห็น ข้าพเจ้านั่งๆลุกๆ ก้มๆเงยๆ เอาเสื้อซับในก็แล้ว ก็ยังต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา หากโรงงานมีแต่ผู้หญิงข้าพเจ้าคงจะไม่อะไร แต่นี่ไม่ใช่ คนที่เตือนข้าพเจ้าคนแรกให้ระวังเรื่องกางเกงนั้นก็คือผู้ชาย
"อย่าหาว่าพี่ทะลึ่งนะ นั่งระวังๆข้างหลังหน่อย"
ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นความทะลึ่งแต่อย่างไร ตอบกลับไปว่า
"ขอบคุณค่ะ" แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่ออย่างระวังมากกว่าเดิม
พอลูกน้องเดินมาก็ถามว่า "เนี่ยทำไมไม่บอกว่าโชว์กกน.ในโรงงาน"
ลูกน้องตอบกลับมาว่า "ก็กลัวจะหาว่าทะลึ่ง"
นั่นไง มีคนคิดแบบนี้อยู่จริงๆ

หากจะว่าเขาไม่บอกก็ไม่ถูก ไปว่าคนที่บอกก็ยิ่งผิด แต่คนเรานี้ไม่เหมือนกัน ผู้หญิงเราคิดไม่เหมือนกัน บางคนก็เหมือนกับข้าพเจ้า ที่น้อมรับการแจ้งเตือนด้วยความยินดี หากแต่ก็ยังมีอีกหลายๆคน ซึ่งอาจจะมากกว่ากลุ่มคนที่คิดเหมือนข้าพเจ้า ที่คิดว่าคำเตือนนี้คือความทะลึ่ง ประมาณว่าถ้าไม่มองก็ไม่เห็น ไม่พูดออกมา ยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเข้าไปอีก จึงไม่แปลกที่ผู้ชายที่เห็นเลือกที่จะไม่เตือน เพียงแค่หลบสายตาทำเป็นไม่เห็นไป (หรืออาจจะนั่งจ้องอ่านกินมันอยู่อย่างนั้น)

เมื่อพูดถึงความจริง สิ่งที่เห็นก็คือเห็น ที่รู้สึกก็คือรู้สึก
เห็นไปแล้วจะแกล้งมองไม่เห็นก็ได้ หลอกใครๆได้ แต่หลอกตัวเองไม่พ้น จะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ ถ้าเห็นชายขอบ กกน. ของผู้หญิงแล้วไม่เตือนเขา..

อยากบอกจริงๆว่าเตือนเหอะ อย่าน้อยๆชายขอบ กกน. จะได้ไม่เพ่นพ่านออกสู่สายตาโลก แค่สายตาเราก็พอ ยอมให้เขาโกรธสักนิด ถ้าเขาอยากจะโกรธ ยอมทะลึ่งก็ได้เพื่อสันติสุขของโลก


วันนี้เห็นชายขอบ กกน.
วันไหนเห็นร่องตูด ค่อยเอาเงินเหรียญไปหยอด


-หน้ากลม-
กับวันชายขอบๆ

14 ม.ค. 2557

เฉื่อย


หากตอนนี้คุยอยู่กับนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ก็จะบอกว่า "เฉื่อย" คือแก๊สที่ปรากฎอยู่ในหมู่ VIII ของตารางธาตุ (อันนี้ตอบฮ้วนๆ แบบย่อแล้วย่ออีกสำหรับคำตอบที่จะได้มาจริงๆจากปากนักวิทย์ฯที่คงตอบได้ยืดยาวหลายหน้ากระดาษA4)

แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไปอย่างเราๆ คงนึกถึงได้แค่ความเอื่อย เฉื่อย แฉะ อืด อาด ยืด ยาด ..โย้ว เย้ว (อันนี้ไม่เกี่ยวล่ะ) อันนี้แบบนามธรรม ถ้าเป็นรูปธรรมก็คงจะเป็นไม่เจ้าเต่าที่คลานอืดอาด หรือแทบไม่ขยับ กับหนอนตัวเล็กๆที่กระดึบแล้วกระดึบอีก ก็ไปได้ไม่ไกล แต่หากวันไหนที่หนอนมัน กระดึบๆๆๆๆแบบถี่ๆ ก็ไปไกลได้อยู่เหมือนกันนะ

เฉื่อยไม่ใช่ขี้ ที่ชอบเกียจและคร้าน และไม่ใช่ตัวอะไรที่มีขน หรือมีกระดองเป็น ต.เต่าหลังตุม เฉื่อยไม่สามารถบอกรูปร่างหน้าตาได้ เพราะเฉื่อยมีหน้าตาได้ทุกแบบ อาจจะบังเอิญไปเหมือนยายที่อยู่ที่บ้านก็ไม่แน่  เฉื่อยอาจไม่ได้วัดกันที่รูปร่างหน้าตา จะหล่อสวย ขี้ริ้วขี้เหร่ มีขนไม่มีขน มีเกล็ดไม่มีเกล็ด ก็เฉื่อยได้ด้วยกันทั้งนั้น แค่ว่า ท่าทางมันใช่ มันก็เฉื่อยเหมือนๆกัน 

ความเชื่องช้านั่นแหล่ะเฉื่อย อย่าถามกลับนะว่าเชื่องช้าเป็นยังไง เอาเป็นว่าถ้าคุณอ่านหนังสือออก ก็เชื่อได้ว่าคุณคงเข้าใจคำสองคำนี้แล้วอย่างถ่องแท้

ความประณีต เชื่องช้า เฉื่อย เอื่อย อืดอาด จริงๆความหมายไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแค่ว่าจะใช้คำไหนเท่านั้น คำที่ดูดีอย่างประณีต คำที่ทรมานใจคนฟังอย่างอืดอาดยืดยาด มันก็เฉื่อยเหมือนกันแหล่ะน่า

ค่อยๆเดิน ไปอย่างช้าๆ เพราะไม่รีบ ก็ถูกกล่าวหาว่าอืดอาดยืดยาด
ทำงานอย่างประณีต ทำให้เสร็จช้ากว่าคนอื่น ก็ถูกกล่าวหาว่าเฉื่อย
นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ข้าพเจ้าเจอมา
ถ้าจะมอบฉายาว่า "เฉื่อย" ให้ข้าพเจ้าก็จะไม่ว่าอะไร
ขอน้อมรับ เพราะไม่รู้ว่าจะรีบร้อนไปไหน

ถ้าขับรถช้าก็จะหาว่าเฉื่อยเป็นเต่าคลานอีกรึป่าว?
ปีใหม่ที่ผ่านมาข้าพเจ้ากำลังหัดตัวเองให้ทำตัวเป็นคนเฉื่อย เฉื่อยอืดอาดในการขับรถยนต์ บอกว่าหัดคงจะไม่ถูกสักเท่าไหร่ เรียกว่าบังคับตัวเองใกล้เคียงมากกว่า ปกติข้าพเจ้าก็ไม่ใช่คนขับรถเร็วมาก ไม่เร็วมากในระดับตีนผี แต่ก็ไม่ช้าในระดับคุณทวดขับ แต่ถ้าเทียบในระดับของคนปกติทั่วไปก็ค่อนข้างจะเร็วในระดับเริ่มต้น เริ่มต้นที่ 90-110km/hr ในระยะขับขี่ไม่เกิน 20km และในระยะทางไกลไปกว่านี้ ก็จะอยู่ประมาณ 110-140km/hr และโดยเฉพาะเส้นทางที่ว่าง ไร้รถ และไร้ซึ่งตำรวจตรวจจับ ความเร็วก็จะเร็วอยู่ปลายๆมากหน่อย เร็วที่ไหน ก็แค่นับคันที่แซงหน้าเราได้ง่ายกว่าคันที่เราแซงมาเท่านั้นเอง

ผลของการบังคับตัวเองมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น และให้ได้คิด 
ที่รับไม่ได้คือเจอรถจ่อตูด หมายถึงตูดรถนะ ก็อยากให้พี่เขาดูเลนข้างๆบ้าง ว่ารถสิบล้อมันอยู่ข้างๆ รอก่อนได้ไหม เดี๋ยวหลบให้ อีกแค่ไม่กี่วินาที อย่าเอาไฟมาส่องตา เพราะไม่งั้นเมื่อคุณพี่ขับแซงไปได้แล้ว อาจจะมีรถคันที่คุณพี่แซงเมื่อกี่นี้ขับจ่อตูดและส่องไฟสูงใส่ตาคุณพี่ (อันนี้นิสัยเสียล่ะ) 

แต่สิ่งที่ดีกว่าจากการทำตัวเฉื่อยในการขับขี่มันมีอะไรมากกว่านั้นมาก การได้มองสิ่งรอบข้างบ้าง ก็มอบความสงบให้อยู่พอตัว ต้นไม้ บ้านเรือน ที่ค่อนๆเคลื่อนไปข้างหลัง นกที่บินผ่านหน้ารถไป ผู้คน ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบข้าง มันมีอะไรให้ชื่นชมอยู่มาก (ไม่ได้ชมจนลืมว่าขับรถอยู่เป็นพอ) การต้องเดินทางไกล เพียงลำพัง(ไม่นับตุ๊กตาหมาเต็มรถ) นอกจากเสียงเพลงที่จะช่วยกำจัดความเงียบ ก็มีสิ่งรอบข้างนี่แหล่ะที่จะช่วยขจัดความเหงา

ถ้าต้องใช้เวลาอยู่บนรถนานกว่า 8 ชั่วโมงครึ่ง
ก็ขอใช้เวลานี้ที่เคยเบื่อหน่าย มาทำให้เป็นเวลาเรียนรู้โลกกว้างดีกว่า


ถ้าไม่รีบไปไหน ก็อยากให้ลองมา "เฉื่อย" กันดูนะ
ช้าๆได้พร้าเล่มงาม


ช้าาาา "เฉื่อย" อย่างงดงาม :P

- หน้ากลม -
กับวันเฉื่อยๆ

แฮปฯเพื่อนเลิฟ

ถึง บุ๋มเพื่อนรัก

(ขึ้นต้นก็ "โอ่ววว" เลยชิมิ๊ 555)

แฮปปี้เบิร์ทเดย์นะไอ่เพื่อนเลิฟ หวังอะไรไว้ก็อธิษฐานนะ อยากได้อะไรก็หาเอาเอง 5555
ให้เจอเนื้อคู่เร็วๆ อย่าให้เราต้องเหมือนกันมากกว่านี้เล้ยยย :P

รู้จักกันมากี่ปีแล้วหว่ะเนี่ย ตั้งแต่เกิดเลยมั้งเนอะ เพราะคิดว่าตอนยังเป็นทารกตัวน๊อยน้อย พ่อกะแม่เราต้องพาเรามาเจอกันสักครั้งล่ะ "นี่นุ่มนะบุ๋ม นุ่มนี่บุ๋มนะ" แล้วอาจจะมีดึงเสื้อ ดึงหู ดึงหาง เอ๊ย ดึกแขนขากันไปแล้วด้วย เอาเป็นว่าเรารู้จักกันมานานเกินกว่าจะจำความได้แล้วล่ะ เพราะเท่าที่จำได้ เราก็เล่นด้วยกันมาซะแล้ว "กูๆ" "มึงๆ" กันแต่น่อย 5555

ถ้าไม่นับอนุบาลก็ไม่เคยจะได้อยู่ห้องเดียวกันเลยนะ .. เรียนคนละที่.. มาเรียนที่เดียวกันก็ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันอีก อะไรฟร่ะ?? ไม่เคยได้ใกล้กันเลย .. แต่จริงๆก็ใกล้กันตลอดล่ะเนอะ ^^

ไม่รู้ว่าเวิ่นเว้ออะไรมากมายเนอะ
เอาเป็นว่าเค้ามีรูปให้บุ๋มหนึ่งรูป เป็นรูปที่บุ๋มเองก็มีแล้วล่ะ

เดินเคียงข้าง ไปด้วยกัน

จริงๆอยากให้บุ๋มมาทำงานอยู่ซะใกล้ๆกัน .. ถ้าเราไม่มีใครเราจะได้ดูแลกันเอง 5555555

ปีนี้ก็เหมือนเช่นทุกๆวัน

"รักเด้อออออ"

นุ่ม

(แฮปฯล่วงหน้า 5hr คนแรกเลยป่ะ :P)