HOME

HOME
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉันหน้ากลม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฉันหน้ากลม แสดงบทความทั้งหมด

19 พ.ค. 2558

รัก.. ที่ไม่ควรรัก

รักแบบไหนที่ไม่ควรรัก.. สำหรับฉัน คือรักที่ไม่มีวันสมหวัง

.. แล้วฉันก็มีรักในรูปแบบนี้


ในวัยศึกษา

ฉันปล่อยอิสระให้หัวใจตัวเองรักเขาได้เต็มที่

รักใสๆหัวใจฟรุ้งฟริ้งไรงี้

รักเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ

รักที่ไม่หวังครอบครอบ (เพราะรู้ตัวดี)

รัก..ที่อยากให้เขามีความสุข

"เธอสุขฉันก็สุข เธอทุกข์ฉันก็พลอยทุกข์ไปกับเธอ"

ดังนั้นก็ทำให้เขามีความสุขดีกว่า

มันดีต่อตัวเขา และต่อตัวฉัน


..เก็บความรู้สึกไว้ข้างในหัวใจ

ล็อกกุญแจแล้วโยนทิ้งไป

ให้ความรัก เป็นความลับ


...

แล้วรักใสๆหัวใจฟรุ้งฟริ้งก็จากไป


ในวัยทำงาน

ฉันโตขึ้น และเริ่มจริงจังกับชีวิต(บ้าง)

หัวใจที่เคยให้รักเขาอย่างอิสระ

ก็เริ่มจะบีบบังคับให้กลับมา

การตระหนักรู้ว่าความรักนี้ไม่มีทางสมหวัง

ทำให้ฉันเจ็บปวด

ความพยายามหลายๆอย่างที่ไม่มีทางสมหวัง

ทำให้ฉันเหนื่อย

การเห็นเขารักใครๆ

ทำให้ฉันรู้สึกไร้ค่า


เจ็บซ้ำๆ เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก

ยิ่งทำให้ฉันอยากจะดึงหัวใจตัวเองกลับมา

แต่หัวใจไม่ใช่สิ่งของนี่สิที่จะดึงกลับมากันง่ายๆ

ไม่มีความแตกหัก ความร้าวฉาน ความเกลียดชังก็ไม่มี

หมดรักหรือก็ไม่ได้หมด

มันไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ฉันดึงหัวใจตัวเองกลับมาได้ง่ายๆเลย


เอาหัวใจตัวเองกลับมายังไม่ได้ ก็เอาตัวออกห่างมาก่อน

ฉันใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่คิดถึงและเป็นห่วงเขา

ด้วยระยะทางมันทำให้เราไกลกันอยู่แล้ว

ความพยายามก็เลยง่ายขึ้น

แต่.. ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ในหลายๆครั้ง

ที่เขากลับมา

หนทางมันช่างยากลำบาก และเนิ่นนานจริงๆ

ในเมื่อฉันยังไม่สามารถทนเห็นเขาลำบาก เจ็บ ร้องไห้ โดยไม่ยื่นมือไปช่วยได้

เห็นเขาทุกข์ ฉันก็ทุกข์ไปกับเขา

ยอมใส่เกือก เสือกไปอยู่ใกล้ๆ เป็นตัวอะไรก็ยอม



การที่ฉันอยากจะวิ่งหนีความรู้สึก

มันทำให้ฉันหมดศรัทธาในความรักของตัวเองไป

และก็เลยพลอยไม่เชื่อเรื่อง “รักไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ตัวเองที่ว่ามั่นคงยังเปลี่ยน

แล้วนับภาษาอะไรกับใจคนอื่น

(เอาตัวเองเป็นมาตรฐานซะงั้น)


ความคิดมันบอกว่าไม่ควรรัก

แต่ความจริงมันทำไม่ได้

ความคิดมันบอกให้วิ่งหนี

แต่ความจริง.. เราจะปล่อยมือจากคนสำคัญได้ยังไง


การรักเขาทำให้ฉันไม่สามารถรักคนอื่นได้

มันทำให้ฉันต้องจองคานทองนี่สิ เฮ้อออ...



-หน้ากลม-

30 ธ.ค. 2557

ความรักคือความสั่นไหว


ความรักหน่อ

ทำไมเจ้าจึงสั่นไหวหัวใจฉันนักหนา





ลืมตาดูโลกมาจะ ๒๖ ปีแล้ว

ได้รู้จักความรัก แม้ไม่มากมายหลากหลาย แต่ก็มากพอให้อบอุ่นหัวใจ

รักแม่ รักพ่อ รักยาย รักพี่ รักหลานๆ

รักเพื่อน

และรักเธอ


รักอื่นๆไม่หวานอมขม เหมือนดั่งรักเธอ

รักที่เก็บไว้เป็นความลับมานาน

นานพอให้เธอแกล้งไม่รู้ หรืออาจจะไม่รู้จริงๆ

แล้ว..ความลับก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป

มันดีที่ฉันจะแสดงออก บอกเธอได้เต็มปาก

แต่ก็นั่นล่ะ มันก็ยังเป็นความรู้สึกที่ฉัน.. ทั้งยอมรับและปฏิเสธ

ฉันยอมรับว่าฉันรักเธอ

และฉันก็ปฏิเสธว่ารักเธอ

ฉันคิดว่าฉันกล้าพอ

และฉันก็ว่าฉันไม่กล้าพอ

เธอคือคนที่ฉันอยากจะเลือก

แต่ก็เป็นคนที่ไม่อยากให้เลือกฉัน


ฉันไม่อยากให้มีใครครอบครองตัวและหัวใจเธอ

อยากให้ทั้งตัวและหัวใจเธอเป็นของฉัน

ถึงอย่างนั้น ฉันก็ปล่อยเธอไป

ฉันอาจบอกเธอไปแล้วว่าฉันไม่อยากปล่อยเธอไปอีก

ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง ฉันจะไม่ปล่อยเธอไป

แล้วโอกาสนั้นก็มา

แต่ฉันก็ยังปล่อยเธอไปอีก

ด้วยว่า

ฉันยังดีไม่พอ

ฉันยังดูแลเธอไม่ได้

ฉันไม่มีอนาคตให้เธอร่วมฝัน

และสิ่งเหล่านี้เขามี.. ฉันจึงต้องปล่อยเธอไป


เมื่อวันนั้น ฉัน.. ถูกเธอทิ้ง

ความรักของฉันมันแหลกสลายไป

ฉันรักเธอไม่ได้

ฉันเดินออกมาหนึ่งก้าว

แต่ก็จะช่วยเธอจนกว่าเธอจะเดินต่อไปไหว

และตอนนี้เธอก็เดินไหว และเริ่มออกวิ่ง

ฉันไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงนี้

ฉันจึงเดินออกมาอีกหลายๆก้าว


ฉันบอกว่าฉันปล่อยเธอไปแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น

ทุกครั้งที่รู้ว่าเธอต้องการฉัน

ฉันยังวิ่งกรู่เข้าไปหาเธอ โดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

ฉันเป็นแบบนั้น

จนลืมใครไปหลายๆคน

รวมทั้งคนที่รักฉัน



ทำไมถึงมีคนบอกว่า "ให้เลือกคนที่รักเรา"

เพราะคนที่รักเรา จะไม่มีวันทำให้เราเสียใจ

แต่ถ้าเราเลือกคนที่เรารัก เราก็จะกลายเป็นคนที่น่าสงสาร


ฉันจะเดินไกลเธอได้มากแค่ไหน

ฉันจะลองเดินดู.




วันนี้เราคงเดินมาไกลพอสมควร
ไกลพอให้เราคุย แคร์กันน้อยลง
ไกลพอให้เราไม่เห็นหัวใจกัน
ไกลพอให้หัวใจนี้เริ่มไม่สั่นไหว
และ.. ไกลพอ ในยามที่เราใกล้ ไม่รู้สึกถึงความอบอุ่น


ด้วยรัก
หน้ากลม.

19 พ.ย. 2557

เด็กดี.com


เมื่อวาน... มีพี่ที่ทำงานไลน์บทความหนึ่งมาให้

....



ฉันเป็นคนง่ายๆ.. สไตย์เซอๆ ที่คิดว่า ถ้าเราเป็นผู้ชายซะเองก็คงจะไม่เลือกจีบ.. .

บุคลิกฉันก็อยู่ตรงนี้แหล่ะ จืดๆ ชืดๆ ลึกๆนั่นคิดอะไรอยู่ ใครจะไปรู้ หน้านิ่งตลอด ดีใจก็แค่ยิ้ม เสียใจก็ได้แต่ทำหน้านิ่ง.. . ถึงมีเพื่อนเรียน "อ้ายก้อนหิน" "อ้ายหุ่นยนต์" บ้าง ไรงี้

แต่วันนี้.. ใจฉันบอบบางลง เพียงคนๆเดียว.. ที่เข้ามา แล้วทำให้ฉันรู้จักที่จะ "ชอบ" "ไม่ชอบ" "งอน" "ง้อ" หรือจะเป็น "รัก".. และ "เจ็บ"

การที่ได้แอบรักเธอ มันช่างทรมาน.. แต่ก็มีความสุขไปพร้อมๆกัน

เหมือนว่า.. ดีแล้วที่เป็นแบบนี้ .. อย่างให้อยู่อย่างนี้ตลอดไป

..
แล้ววันนึง การที่เราต้องห่างหายกันไป ไม่นานหรอก เพียงแค่ 1 เดือน ที่ไม่โทรหากันเลย ไม่เจอกันเลย ไม่ส่งข้อความหากันเลย.. เหตุผลคือฉันน้อยใจเธอ แต่เธอไม่เคยรู้.. มันก็เลย เงียบบบ..

มันทำให้ฉันรู้ ว่าใครกันที่รักฉัน.. ฉันเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเอง.. ฉันเรียนรุ้ที่จะไม่มีเธอ

แล้วการที่เธอหรืออาจเป็นฉัน ที่เดินถอยออกมา.. มันทำให้ฉัน.. รักเธอน้อยลง.. น้อยลง.. จนพอดี

ความ "พอดี" ณ เวลานี้.. มันทำให้ฉันมีความสุข.. ฉันจะไม่เจ็บเพราะเธอ.. จะไม่ร้องไห้เพราะเธอ อีกต่อไป.. แต่ฉัน จะมีเธอ เป็นเพื่อนฉันเสมอ.. "เดินและจับมือไปด้วยกัน".. ด้วยความบริสุทธิ์ใจ..

ขอบคุณเธอที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมาย


แด่.. เธอที่ฉันเคยรักมากที่สุด.. แต่ก็จะรักตลอดไป




งง!!! งงค่ะ..

ใคร? บทความของใคร? เขาคือใคร?

Who are she?

ใครกันที่เหมือนฉันได้ขนาดนี้


หรือจะเป็นบทความในบล็อคของฉันเอง

ฉันพยายามไล่เลียง ย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น

แต่ก็ไม่เจอ

หายังไงก็ไม่เจอ

ฉันอยากรู้จริงๆว่าเขาคือใคร

ความรู้สึก... "ไม่ได้มีฉันแค่คนเดียวสินะ"


จนท้ายสุด

คืนต่อมา

ฉันคัดลอกบทความใส่เข้าไปในกูเกิ้ล

เจอแล้ว...



ลาก่อน "first love" .. ยินดีต้อนรับ "love friend"
เกริ่นเรื่อง: อดีตความรักของหน้ากลมๆ
15 ส.ค. 54 , View: 128 , Post : 1


บทความของฉันเอง

ที่เคยเขียนไว้ในเว็บเด็กดี

ผ่านมาแล้ว 3 ปี

จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนเขียน

ได้แต่ถามตัวเองว่า

"ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น?"


สุดท้าย...

มันก็ยังมีแค่ฉัน ที่รู้สึก.


แอบแป๊วเมื่อรู้ว่าใครคนนั้นคือฉันเอง เหอๆ

2 พ.ย. 2557

ยืนอยู่ตรงนี้




@เขาใหญ่ (ทางลงสู่ปากช่อง) 20141023


อย่าไปคร่ำครวญถึงอดีต

เพราะเราไม่มีเพื่อนเป็นโดเรม่อน

เราไม่สามารถนั่งไทม์แมคชีนย้อนเวลาไปแก้ไขสิ่งต่างๆ

หรือแม้แต่มองดูอนาคต

เราไม่ใช่โนบิตะ

เราเป็นเรา

แต่.. 

ให้ซื่อตรง.. อ่อนโยน เหมือนโนบิตะ!

(แม้สังคมจะน่ารังเกียจขึ้นทุกวัน)








//แม้ยังคิดถึงอดีตที่หอมหวาน
และยังวาดฝันถึงอนาคตที่สดใส
แต่...ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้

//สัมผัส.. ให้ถึงความจริง แล้วยอมรับซะ!





3 ต.ค. 2557

สถานีรถไฟชุมทางฝัน




หลายๆคนมองว่าฉันบ้า

หลายๆคนบอกฉันว่า

"ลำบาก"

"ไม่ต้องไป"

"น่ากลัว"

"อันตราย"

..

ฉันเชื่อพวกเขา

๑๐ เปอร์เซ็นต์


อีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์

ฉันบอกตัวเองว่า

"ยังไม่เคย จะรู้ได้ไง"



เช้า ๐๕.๓๕ น. วันอาทิตย์ ที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๗

ฉันยังคงง่วง ยังอ่อนเพลียจากสิ่งต่างๆที่พบเจอ

แต่ฉัน..

จะต้องเดินทาง... ต่อไป


สถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทรา เวลา ๐๗.๐๗ น.




ทุกคนมีความฝันของตัวเอง




เปิดโลกให้กว้าง



มองให้ไกล.. และไปให้ใกล้ที่สุด


สิ่งเก่าๆ.. ที่ไม่ค่อยได้พบเจอ
ระวัง.. ให้มากกว่าที่เคย



เด็กเอ๋ยเด็กน้อย.. ฉึก ฉัก ฉึก ฉัก ปู๊น ปู๊น!!!!



ถึงแล้ว... อรัญฯ


บทสรุปของการเดินทาง

อาจจะร้อนบ้าง

เพลียบ้าง

ปวดล้าบ้าง

สิวขึ้นบ้าง(ฝุ่นเยอะ)

แต่สิ่งที่ได้จริงๆมันดีกว่านี้เย๊อะ

..

จิตใจที่ปลอดโปร่ง

มิตรภาพที่ได้พบเจอ

ชีวิต

คุณลุงใจดี

เด็กน้อยขี้เซา

ก๋วยจั๊บรสเด็ด




ไม่เคยนั่งรถไฟชั้นสาม

ก็ได้ทำแล้ว

แม้จะเพียงลำพังก็ไม่เป็นไร

เพราะนี่คือฝันของฉัน



"ทำความฝัน... สำเร็จไปอีกอย่าง

ใกล้จุดหมาย..ไปอีกก้าว"



-หน้ากลม-
กับช่วงเวลาเก็บฝัน..

20 ส.ค. 2557

รำลึก.. วัดหงส์ปทุมาวาส


เดือนหน้า ฉันได้รับคำชวนจากเพื่อนชายให้ไปเที่ยวเล่นบ้านที่ปทุมธานี

เพื่อนถามฉันมาว่า "นุ่มอยากไปวัดหงส์ฯไหมครับ"

ฉันตอบกลับไปโดยแทบไม่ได้คิดว่า "ไม่!!"

แล้วก็เกิดสงสัยกับคำตอบของตัวเอง

และเพื่อนก็คงจะสงสัยไม่ต่าง

เพราะเขารู้.. ว่าฉันชอบไปที่นั่น.......

....


เมื่อครั้งสมัยที่ฉันอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตอนนั้นน่าจะอยู่สักปีสอง

ฉันมีโอกาสได้ไปทำบุญที่วัดหงส์ครั้งแรกกับพเยียและแฟน(เอ็ม)

ดูเหมือนฉันจะเป็นมือที่สามรึป่าว??

ไม่หรอก ไม่มีทาง... เพียงแค่..

พเยียไปไหน ต้องมีนุ่มอยู่ที่นั่น (แต่นุ่มอยู่ที่ไหนพเยียอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ก็ได้.. so sorry นะ)

เราไปไหว้พระ ทำบุญ ขอพร

และเดินไปที่ริมน้ำเจ้าพระยาภายในวัด

เราไปนั่งให้อาหารปลาที่นั่น

ไปไม่นาน..

แต่ได้รับความปลอดโปร่ง ความสบายใจ

ซึ่งฉันหาได้ที่ริมน้ำเจ้าพระยาและเหล่าหมู่ปลาที่แหวกว่าย


หลังจากนั้นไม่นาน

ฉันก็ไปที่วัดหงส์ฯอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ ฉันเดินทางไปเพียงลำพัง

ฉันเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่ง เพราะจำเส้นทางไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะต้องเดินทางไปถึงหน้าวัดได้อย่างไร

แท็กซี่พาฉันไปส่งจนถึงหน้าวัดหงส์ฯ

ฉันก้าวเข้าวัด ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

อย่าถามว่าหนักใจด้วยเรื่องอะไร

ฉันจำไม่ได้จริงๆ

จำได้เพียงว่า

ฉันเครียดเอามากๆ

ตื่นแต่เช้า นั่งรถรางไปเชียงราก

ช่วงเวลาที่นั่งอยู่บนรถราง ฉันจำความรู้สึกได้ถึงความหดหู่

ระหว่างทางบนรถแท็กซี่ คือความฉงนว่าจะไปถึงวัดได้หรือไม่

ระหว่างที่นั่งอยู่ริมน้ำให้อาหารปลา

ฉันร้องไห้หรือเปล่า ฉันไม่รู้

แต่หลายชั่วโมงที่อยู่ที่นั่น

ฉันได้ทิ้งสิ่งที่ทำให้หนักหัวใจออกไปทีละนิด

เหลือไว้เพียงเล็กน้อยให้เป็นเหตุผลที่จะลุกขึ้นใหม่

ช่วงจังหวะที่ฉันดันตัวลุกขึ้นเพื่อเดินทางกลับ

ฉันบอกตัวเองว่า


.. ในเมื่อวันนี้ฉันยังลุกขึ้นยืนไหว

ชีวิต.. ฉันก็เริ่มต้นใหม่ได้อีก



หลังจากนั้นหนึ่งปี

ฉันก็ไปที่วัดหงส์อีกครั้ง

ด้วยความรู้สึก..

อึดอัด หดหู่ น้อยใจ เสียใจ.. ฯลฯ หรืออาจเรียกรวมๆได้ว่า "อกหัก"

น่าแปลกที่ฉันจำความรู้สึกครังนี้ได้อย่างแม่นยำ

แต่ครั้งก่อนกลับจำไม่ได้เลยว่าเพราะอะไรที่ทำให้หดหู่ได้ขนาดนั้น

ครั้งนี้.. เป็นเพราะ ... ฉันวิ่งหนีเธอ ที่ฉันรัก

ช่วงเวลาสั้นๆที่เราได้อยู่ด้วยกัน

เพราะอะไรๆไม่ชัดเจน ฉันกับเธอจึงเป็นเพื่อนสนิทกัน (ที่ฉันเก็บความรู้สึกไว้ในส่วนลึก)

ช่วงไม่กี่วันที่เธอให้แฟนมาอยู่ด้วย

ฉันรู้สึกเป็นหมาหัวเน่า.. ไม่สามารถทนเห็นภาพต่างๆได้

ยอมรับความจริงไม่ได้ ฉันจึงหนีออกมาจากห้อง

ตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางจากเอกมัย ข้ามฟากไปรังสิต

ที่นั่นมีเพื่อนชายที่ฉันขอร้องให้ช่วยพาไปวัดหงส์รออยู่

เรานั่งรถเมย์ ต่อด้วยวินมอเตอร์ไซด์ ถึงวัดด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางพอสมควร

ฉันนั่งเงียบๆอยู่ที่วัดร่วมครึ่งวัน

เหมือนลูกหมาที่ถูกทิ้ง ไม่รู้ว่าจะไปไหนดี

ไม่มีที่ให้ไป ไม่มีที่ให้กลับ

วันทั้งวัน .. ไม่ปรากฎลอยยิ้มบนใบหน้า(เพื่อนชายบอกในภายหลัง)

ฉันหอบเอาความทุกข์ไปทิ้งที่วัดหงส์อีกครั้ง


ฉันกับเธอและเขาได้พบกันอีกครั้งที่สนามหลวง

วันนี้มีเวียนเทียน เราเดินเวียนเทียน แต่ฉันชวนเพื่อนหญิงอีกคนและคุณแม่ของเพื่อนไปเวียนด้วยกัน

ฉันปล่อยให้เธอเดินกับเขา และฉันเดินกับเพื่อนและแม่

เมื่อจบวันก็ถึงช่วงเวลาที่อึดอัดอีกครั้ง แต่ก็ไม่เท่าเดิม(เอาไปทิ้งไว้ที่วัดซะเยอะ)

จนเมื่อก่อนที่เขาจะไป และเธอออกไปข้างนอก

ระหว่างที่ทานข้าวกับเขา.. เขากลับฝากฉันให้ดูแลเธอ และบอกฉันว่าเธอทำตัวฉุนเฉียวแค่ไหนในวันนั้น

ฉันไม่รู้ว่าฉันดีใจได้รึป่าวกับเรื่องนี้.. แต่ฉันก็เสียใจอยู่ดี

เขาจากไป.. และทิ้งเธอกับฉันให้อยู่ด้วยกันต่อไป

ความอึดอัดยังคงอยู่เต็มหัวใจ แม้ว่าเขาจะไปแล้ว

ฉันคงไม่สามารถจะพูดคุยกับเธอได้เลย

หาก... เธอไม่ป่วย

คืนต่อจากนั้นเธอไม่สบาย ตัวร้อน

ฉันเช็ดตัวให้เธอ ฉันนั่งกุมมือเธอไว้ แล้ววันนั้นเราก็ยิ้มให้กันได้อีกครั้ง

นั่นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่ฉันเช็ดตัวให้คนอื่น (ปกติมีแต่แม่เช็ดตัวให้)

ฉันนอนหลับๆตื่นๆ และทุกครั้งที่ตื่นก็จะต้องเอามือไปจับดูที่หน้าผากเธอว่าตัวยังร้อนไหม

ถ้าร้อนก็เช็ดตัวให้อีก..

ฉันนึกถึงแม่.. ถ้าฉันป่วย แม่ก็คงจะทำให้ฉันแบบนี้

(เอ๊ะ แล้วนี่ฉันเป็นแม่เธอหรอ)

เราคุยกัน ยิ้มให้กันอีกครั้ง.. โดยทิ้งความรู้สึกจริงๆไว้ในส่วนลึก(อีกครั้ง)

... ฉากเป็นส่วนเกิน เป็นหมาหัวเน่า ยังปรากฎให้เห็น ให้รู้สึก ในชีวิตอีกหลายๆครั้ง แต่ทุกครั้งเมื่อผ่านไปเราก็โยนมันทิ้งไว้ในส่วนลึกอีกครั้ง... ... จนมันเริ่มล้น เริ่มทนไม่ไหว


... ฉันทิ้งความรู้สึกเสียใจ หดหู่ ให้ลอยไปตามสายน้ำ ลอยไปให้ไกลๆ

ฉันหวังเพียงว่า.. หมู่ปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำใสๆ อย่าได้เผลอไปกัดกิน ปล่อยให้มันลอยไป อย่าได้กลับมา



และครั้งสุดท้ายเมื่อปีที่แล้ว

ฉันเดินทางไปกับพเยีย.. กับน้องขวัญ(รถ)

เราหลงทาง แต่เราก็ไปถึง

เราได้เจอกันแล้วนะ 

ไม่ว่าเราจะห่างไกลกันแค่ไหน

ความเป็นเพื่อนจะอยู่กับเราตลอดไป



สี่ครั้ง.. สี่ครั้งที่เดินทางไปที่นั่น

ฉันอาจพกความหดหู่ ความเสียใจไปทิ้งไว้มากมาย

ความรู้สึกยังคงวนเวียนอยู่ในสายน้ำ

สายน้ำที่นั่นอาจไม่ได้ไหลไปอย่างต่อเนื่อง

พัดสิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

แต่.. คงเป็น สายน้ำวน


หากใจดวงเดียวไม่สามารถพัดพา

คงต้องพึ่งอีกใจให้ช่วยพัดปัดเป่า

ดูแลกันและกัน





-หน้ากลม-
กับวันรำลึกความหลัง ที่วัดหงส์ฯ

10 พ.ค. 2557

ฉันตายแล้ว


"ฉันจะตายเมื่อไหร่...

เธอจะจากไปเวลาไหน...

เวลาไหน

เมื่อไหร่

ที่เราต้องจากลา...

ไม่รู้จริงๆ"




"นุ่มๆ ได้ข่าวว่าจะผู้ชุมนุมจะย้ายฐานจากบางนามาอยู่ชลบุรีนะ" พี่ที่ทำงานรีบวิ่งแจ้นมาแจ้งข่าว

"จริงอ่ะค่ะ เมื่อไหร่อ่ะค่ะ งี้ต้องหนีป่าว" ฉันตกใจมากกับข่าวที่ได้ยิน และทำตัวไม่ถูก

"พี่ว่าไม่นานนี้ล่ะ เนี่ยมีนักข่าวมาเตรียมทำข่าวเต็มไปหมดเลย" พี่อธิบายสถานการณ์เพิ่มเติม


ตายล่ะหว่า จะทำยังไงดี


เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามายึดบริเวณพื้นที่ที่ฉันอยู่ ณ เวลานั้น
กลุ่มผู้ชุมนุมสวมชุดเครื่องแบบคล้ายทหาร และถืออาวุธแบบที่ทหารถือ ซึ่งฉันไม่รู้จริงๆว่าเขาเรียกว่ารุ่นอะไร และ ณ เวลานั้น ฉันก็ไม่ได้สนใจมันด้วย

พี่ที่ทำงานรีบนั่งยองๆก้มหลบและเอามือวางไว้ที่ศีรษะ และฉันก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

แต่ความรู้สึกมันมากกว่านั้น

ฉันนั่งก้มหลบเข้ามุมกำแพง ไม่นานนักก็มีผู้ชุมนุมคนหนึ่งสวมเครื่องแบบคล้ายทหาร และถือปืนแบบทหารเดินมาที่ด้านหลัง ใช้ปืนจ่อมาที่ขมับด้านซ้ายของฉัน และฉันรู้สึกได้ถึงแรงกดที่อัดเข้ามา


ปัง!!!!!!!!!!!!!


นี่ฉันตายแล้วสินะ



"ในช่วงขณะที่วิญญาณออกจากร่าง 

ฉันไม่รู้สึกเจ็บ 

ไม่รู้สึกถึงซึ่งสิ่งใดแล้ว

มีเพียงคนที่ฉัน....ยังเป็นห่วง"


ฉันยืนงงมองดูร่างของตัวเอง ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง  แล้วฉันจะทำยังไงต่อ

"ถ้าอยากไปหาใคร ไปลาใคร ก็คิดถึงคนนั้นให้มากๆ แล้วเราจะไปปรากฏ ณ ที่แห่งนั้น ใกล้ๆเขาเอง"  มีวิญญาณชายหนุ่มซึ่งร่องลอยอยู่บริเวณนั้น บอกให้ฉันรู้ถึงการหายตัว และปรากฏตัว

"อ่อ... หรอค่ะ ขอบคุณค่ะ" ฉันตกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นว่ามีวิญญาณอื่นอยู่บริเวณนั้นด้วย และแปลกใจหน่อยๆ ว่าวิญญาณ หรือผี ไม่ได้มีหน้าตาผิดไปจากมนุษย์เลย เพียงแค่ฉันไม่เคยมองเห็น ก็คิดไปต่างๆ ว่าผีต้องหน้าเกลียดหน้ากลัว เพิ่งรู้ตัวก็เมื่อตายแล้ว ว่าฉันคิดผิด


คนที่ฉันอยากไปหาน่ะหรอ ก็ต้องเป็นพ่อกับแม่อยู่แล้ว


ฉันพยายามรวบรวมสมาธิ คิดถึงแม่ คิดถึงหน้าแม่ คิดถึงบ้าน และไม่นานฉันก็ไปปรากฏตัวอยู่ที่หน้าบ้าน และเวลานั้นก็ดึกมากแล้ว

แม่นอนอยู่ คงจะหลับสนิทเลยทีเดียว ฉันยืนมองดูแม่อยู่แบบนั้นเงียบๆ แต่ไม่นานแม่อาจจะรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของฉัน แม่ลืมตาลุกขึ้นนั่ง

"อ่าว นุ่มกลับมาแล้วหรอ" แม่พูดขึ้น เมื่อเห็นว่าฉันยืนอยู่นอกมุ้ง

"จ่ะ" ฉันเดินเข้าไปในมุ้ง ไปนอนอยู่ข้างๆแม่

"แม่ แม่อย่าลืมกินยานะ แล้วก็อย่าเสียใจมากนะในวันที่นุ่มไม่อยู่แล้ว....."

ฉันพร่ำพูดสิ่งต่างๆที่อยากจะบอกแม่ แต่ไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ และแม่ได้พูดอะไรต่อ พ่อก็เข้ามานอนเหมือนพ่อจะมองไม่เห็นฉัน ฉันจึงลุกออกมา และให้พ่อเข้าไปนอนแทนที่ น่าแปลก เมื่อฉันมองเข้าไปในมุ้งอีกครั้ง แม่ยังนอนหลับสนิท ไม่ได้ลืมตาตื่นคุยกับฉันสักนิด สิ่งที่เกิดขึ้นคงเรียกว่าเข้าฝันสินะ


"ในช่วงเวลาที่ฉันเดินออกมา

ฉันรู้สึกสบายใจ และใจหายพร้อมๆกัน

สบายใจที่ฉันได้เจอพ่อกับแม่

และใจหาย เมื่อฉันจะไม่ได้เจอท่านอีก"



แล้วฉันจะไปไหนอีก


ฉันนึกถึงเพื่อนสนิทฉันสองคน

คนหนึ่งคือ จ๊ะโอ๋

และอีกคนคือ บุ๋ม

ฉันเลือกที่จะไปหาจ๊ะโอ๋ก่อน แต่น่าแปลกว่า ฉันคิดถึงหน้าเขาเท่าไหร่ คิดถึงที่ที่เขาอยู่ยังไง ร่างกายฉันก็ไม่หายวับไปไหนเลย ได้เพียงแค่ลอยเคว้งคว้างอยู่บนอากาศ ในค่ำคืนที่มืดมิด

ฉันเลยเปลี่ยนไปหาบุ๋มก่อน ฉันคิดถึงหน้าบุ๋ม แล้วฉันก็ไปปรากฏอยู่ห่างจากบุ๋มไม่เกิน ๑๐ เมตร ได้อย่างง่ายดาย

ด้วยระยะนี้บุ๋มจึงเห็นฉันได้ไม่ยาก แต่เพราะตอนนี้ฉันเป็นเพียงวิญญาณ บุ๋มจึงเห็นฉันเพียงแค่แว๊บเดียว

"ผ่องๆ เมื่อกี้เห็นนุ่มไหม เหมือนจะเห็นแว๊บๆ" บุ๋มถามพี่ชายของเขา พร้อมกับขยี่ตาตัวเองไปพราง

"ไม่นี่" พี่ผ่องมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นฉัน ซึ่งจริงๆคือ เขามองผ่านร่างฉันไปมากกว่า


เมื่อพี่ผ่องเดินหายไป ฉันจึงเดินเข้าไปให้ใกล้บุ๋มมากขึ้น ในระยะที่ห่างกัน ๓ ช่วงแขน ฉันก็ปรากฏร่างให้บุ๋มเห็น

"บุ๋มกลัวเค้าไหม เค้าเป็นแค่วิญญาณนะ" ฉันหยุดยืนในระยะที่จะไม่ทำให้บุ๋มกลัว

"ไม่นี่... ได้ไงหว่ะ" บุ๋มดูตกใจหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนีฉันไป บุ๋มดูจะรวบรวมสติได้มากกว่าที่คิด

"เค้าถูกยิงตายหว่ะ พวกผู้ชุมนุมน่ะ ตายแบบไม่รู้สึกอะไรเลย ฮ่าๆๆๆ" ฉันบอกบุ๋มถึงสาเหตุการตาย แต่ก็ยังคงบทสนทนาของเราเอาไว้ เพราะฉันไม่อยากให้บุ๋มร้องไห้

"บุ๋ม......................"


ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยม ชลบุรี



"ฉันไม่รู้จริงๆ

ว่าเวลาไหน

เมื่อไหร่

ที่เราต้องลาจากกัน


จะตายเมื่อไหร่

วันนี้

พรุ่งนี้

ฉันก็ยังไม่รู้....


ก็จะทำ

ในสิ่งที่จะไม่ทำให้ฉัน หรือใคร

ต้องเสียใจ"




-หน้ากลม-
กับวันฝันดราม่า แต่ความรู้สึกยังอยู่ เต็มหัวใจ

25 เม.ย. 2557

แค้นฝังหุ่น


ฉันเป็นผู้หญิง

แต่หลายๆเวลาก็ยากจริงๆที่จะเข้าใจอารมณ์ผู้หญิงด้วยกัน

ผู้หญิงมีหลากหลายอารมณ์

หลากหลายเพราะความแปรปรวน ความอ่อนไหว

ยิ้มอยู่ดีๆ เผลอแป๊ปเดียวร้องไห้

ซึมอยู่ดีๆ อาจจะหัวเราะร่า

ผู้หญิงมีอารมณ์ที่ฝังลึก

อย่าทำให้ติดใจ(เกลียด)เชียว


วันนี้รู้สึกหน่ายกับอารมณ์ "แค้นเคือง"

ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ของตัวเอง

หากเป็นของคนรอบข้าง

ต้นเหตุเพราะ "พัดลม 1 ตัว"

ย้ำว่าพัดลม 1 ตัว แค่ "หนึ่ง" เท่านั้น

พัดลมมีขาขนาด 24 นิ้ว

มันทำให้เกิดเป็นความแค้นเคืองได้ยังไง

มันก็ยืนอยู่เฉยๆ ส่ายหน้าบ้าง ตรงๆบ้าง

จะบรรยายยังไงดีให้เห็นภาพ

จะเขียนแผนผังก็เอาไว้นึกขึ้นได้จะมาเขียนแปะเพิ่มเติม

เอาเป็นว่า

ลองนึกภาพตามนะ

มีคนยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ 6 คน

ระยะห่างแต่ละคนประมาณ 1 วา

พัดลม 24" 1 ตัวพัดให้โดนให้หมดไม่ได้แน่

ดังนั้น ทุกคนจึงมีพัดลมขนาดเล็ก 14" คนละตัว พัดจ่อหน้าอยู่ตลอดเวลา

แล้วไอ่พัดลม 24" ก็จะยืนเฉยๆโดยไม่ทำหน้าที่ที่เกิดมาเป็นพัดลมก็ไม่ได้อีก

มันจึงต้องทำงาน โดยเลือกพัดให้โดนคนได้เพียง 4 จาก 6

แทนที่เรื่องจะจบ เพราะทุกชีวิต ทุกสิ่งของ ล้วนมีและทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว

กระนั้นก็ยังมีหนึ่งในคนที่โชคร้ายไม่โดนพัดลม 24" เดินไปปิดเจ้าตัวนี้ซะ

แล้วยังไงต่อ เจ้าของพัดลม 24" หัวหน้าคนทั้ง 6 คน เดินมาเห็น

"ผมให้พัดลมคุณแล้วทำไมถึงไม่เปิด"

เขาก็เปิดต่อสิค่ะ

แล้วคนมือดีมือเดิมก็เดินไปปิดอีก

(อ่าวนี่ใครหัวหน้าลูกน้องเนี่ย)

และแล้วความเคืองก็เกิดขึ้น

ไม่ใช่กับเจ้าของพัดลมกับมือดีปิด

แต่เกิดกับคนปิดกับคนโดน(พัดลม)

ไอ่คนปิดเคืองไอ่คนโดน

ไอ่คนโดนก็เคืองไอ่คนปิด

พัดลม 1 ตัว ก่อให้เกิดความแค้นเคือง

ไม่รู้จะไปอิจฉาอะไรกันขนาดนั้น

ทั้งๆที่คุณๆแต่ละคนก็มีพัดลมจ่ออยู่ตรงหน้าหนึ่งตัวอยู่แล้ว

ไม่พองั้นหรอ

คนว่า "กูไม่ได้ ใครก็อย่าหวังจะได้" แบบนั้นรึป่าว??


ถ้าถามถึงปัจจุบันไอ่พัดลมตัวนี้ยังอยู่ไหม?

ใช่ มันยังอยู่ ยังยืนอยู่ที่เดิม และทำหน้าที่เป่าพัดให้กับคน 2 คนซึ่งเป็นผู้โชคดีได้ครอบครอง

เรื่องนี้จบลง แต่ยังคงความบาดหมางไว้กับคนทั้งสองฝ่าย

ผ่านมาแล้วมากกว่าหนึ่งปี

แต่ความบาดหมาง ความเคือง ยังคงอยู่(ไม่ลึกมาก)


งงไหม?

บอกเลย "งง"

งงว่าทำไมถึงได้แค้นเคืองกันขนาดนั้น

เรื่องไม่เป็นเรื่อง

นั่นแหล่ะผู้หญิง

ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงอารมณ์รุนแรง โดยเฉพาะไม่เคยยอมใคร

จะฝังลึกจริงๆ

อย่าทำให้ผู้หญิงแค้น

แม้เรื่องไม่เป็นเรื่องเธอก็จะจดจำชั่วชีวิตเลยทีเดียว



...
กับเรื่องนี้แล้วก็กลับมานึกถึงตัวเอง

"ฉันเคยแค้นเคืองใคร แล้วเป็นแค้นฝังหุ่นหรือเปล่า?"

.... ... ... ...........

อืมมมมมมมมมม

เมื่อก่อนสมัยประถมปลายจนถึงมัธยมต้นมีหนึ่งคนล่ะ

เพื่อนร่วมรุ่น ไม่สิ คนร่วมรุ่น

เพศชาย ฟันเหยิน ชื่อ "ไอ่เมย์"

เมื่อตอนประถมทำไมถึงเกลียดมัน

เพราะมันชอบแกล้ง

และเคยวิ่งฟัดกันจนทำให้นิ้วหัวแม่มือเท้าห้อเลือด

มันทำให้เราเจ็บ ก็เลยเกลียดมันมาก

เจอหน้ากันไม่ได้ ด่าพ่อล้อแม่กันตลอด

เป็นขั้นหนักจนถึงขึ้นผู้ใหญ่ต้องไปเจรจากันเลยทีเดียว

โดยคุณยายฉันเอง ไปหาพ่อแม่ไอ่เมย์ถึงบ้านเลยค่ะ

ไม่รู้ว่าไปพูดยังไง ต่อจากนั้นไอ่เมย์ก็ไม่เคยแกล้งฉันอีกเลย


จนเวลาผ่านมาถึงมัธยมปีที่ 2

ขณะที่ฉันปั่นจักรยานกลับบ้านหลังเลิกเรียน

แค่ผ่านประตูรั้วหน้าโรงเรียนมาได้ไม่ไกลเกิน 200 เมตร

ปั้ง!!!!!

ไอ่เมย์มันปั่นจักรยานมาเบียด แล้วถีบปั้งเข้าบริเวณล้อหลังรถจักรยานฉัน

(จักรยานสีเขียวตราจระเข้ เพิ่งได้มาใหม่ซะด้วย)

แล้วไงต่อ

ล้มสิค่ะ

รถจักรยานฉันล้ม

หมายถึงฉันล้มลงพร้อมกับจักรยาน

หัวเข่าและแขนถลอกทั้งสองข้าง

(หัวเข่าด้านขวาลึกสุด ทุกวันนี้ยังเห็นเป็นรอยแผลเป็นนิดหน่อย)

แผลที่คางอีกเล็กน้อย

เจ็บสุดๆเลยบอกตรงๆ

แต่ฉันก็กัดฟันปั่นจักรยานต่อไปจนถึงบ้าน

ที่บ้านตกใจกันใหญ่

เสื้อผ้าเลอะเปอะเปื้อน ทั้งฝุ่น ทั้งเลือด

จอดรถได้รีบล้างแผล ทำแผลกันใหญ่

สงสารตัวเองจริงๆ

(ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมฉันถึงโดนถีบ?????)


วันต่อมาก็ไปโรงเรียนปกติ

(เพราะเป็นคนไม่ชอบหยุดเรียนอยู่แล้ว ขนาดเป็นหัดเยอรมันก็ยังจะไปโรงเรียน จึงกวนอาจารย์ที่ปรึกษาต้องมาสั่งห้ามไม่ให้ไปโรงเรียน)

ไม่ปกติก็แค่การเดินเหิน และมีปัญหากับการนั่งนี่แหล่ะ

เพราะมีแผลที่หัวเข่าทั้งสองข้าง การงอขาจึงไม่ต้องพูดถึง

งอขาไม่ได้ คือถ้าจะให้นั่งขัดสมาธิ ก็ฆ่าฉันซะเถอะ เจ็บเว่อร์

เดินก็กระโผกกระเผก

โอ่ยยย การมีแผลตามข้อพับเป็นอะไรที่ทรมานจริงๆ

แค่นึกถึงก็เจ็บแปลบๆแล้ว

แล้วไอ่เมย์ล่ะเป็นยังไงบ้าง

มันเงียบไปอยู่เหมือนกัน

ไม่รู้ว่าสำนึกผิดที่ทำฉันเจ็บ

หรือเพราะโดนอาจารย์ที่ปรึกษาดุเอายกใหญ่

ก็ฉันเป็นลูกรักนี่นา (หัวหน้าห้อง) 5555

หลังจากเหตุการณ์นั้น

ไอ่เมย์ก็ไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับฉันอีกเลย

จนถึงปัจจุบัน

ส่วนสิ่งที่ฉันได้รับ

คือบาดแผลตามร่างกาย

และความแค้นที่ฝังลึก(แต่อยู่ตื้นๆพร้อมที่จะออกมาโลดแล่นได้ตลอด)

เห็นหน้าไอ่เมย์ทีไรเป็นต้องนึกถึงเหตุการณ์พวกนี้

แล้วก็เกลียดมัน

แม้จะผ่านมาหลายๆๆๆปีแล้ว

แต่ก็ยังตะขิดตะขวางใจอยู่ดี

อโหสิกรรมให้กันดีกว่านะ

ต่างคนต่างอยู่เถอะ


...
เรื่องนี้มันมีเหตุผลให้แค้น

แล้วเรื่องอื่นๆมีอีกไหมหน๋อ...

..

นึกไปก็ไม่น่าจะมีแล้วนะ

พอโตมาแล้วก็ไม่ค่อยได้ไปยุ่งกับใคร

หรือใครทำให้โกรธถึงขั้นเกลียดก็ไม่มีนะ

หรือแม้แต่จะให้โกรธแบบธรรมดา

ก็ยากอยู่นะ

ฉันไม่ค่อยโกรธใครสักเท่าไหร่

หรือถ้าโกรธจริงๆก็คงจะเดินหนีละมั้ง

นิ่ง...

เงียบ....

ดีกว่า

เข้าสโลแกน

"เงียบ... คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด"

5555



-หน้ากลม-
กับวันรำลึกความหลัง
กับวันเอือมๆกับอารมณ์แปรปรวน

24 เม.ย. 2557

ชิน ไม่ชิน


เกิดความสงสัยกับความรู้สึก(ธรรมดา)อีกตามเคย

ว่าทำไม "คนเราน้อยคนจะชินกับความเหงา ความโดดเดี่ยว"

เหงานิด อยู่คนเดียวหน่อย ก็คิดถึง โน่น นี่ นั่น

โดยเฉพาะคนที่ไม่ทำให้เหงา(ใจ)

ทำไมไม่ชินกับความเหงาบ้าง

สับเปลี่ยนกับความชินในการมีใครสักคน(เป็นอย่างน้อย)

ชินกับการอยู่เพียงลำพัง

แล้วพอมีใครสักคนเข้ามาก็รู้สึกเบื่อ รำคาญ บ้าง

เอาให้หนักแบบว่าคนที่สำคัญก็ยังทำให้รู้สึกอึดอัด



โดยธรรมดาของความรู้สึก

ความต้องการอยู่เพียงลำพังดูไกลริบหรี่

ถึงแม้เราจะเกิดมาหนึ่ง แล้วก็จะไปเพียงหนึ่ง

แต่การเดินทางระหว่างหนึ่งแรกและหนึ่งสุดท้าย

ไม่ได้มีแค่หนึ่ง... มี สอง สาม สี่ .... เรื่อยไป

ใจโดยส่วนใหญ่จึงยอมรับให้มีมากกว่าหรือเท่ากับสอง

หนึ่ง... สอง... หนึ่ง



การอยู่คนเดียวในภาวะจิตใจปกติคงไม่ทำให้รู้สึกเท่าไหร่

แต่หากอยู่คนเดียวในภาวะไม่ปกติ

อาจจะท้อ หรือเหนื่อยล้า หรือ....

มันยากจริงๆที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

ก้าวขาซ้าย ..ข้างขาซ้ายก็ไม่มีขาอื่นๆ

ก้าวขาขวา.. ข้างขาขวาก็ไม่มีขาของใคร

จะก้าวเพียงแค่ก้าวเดียวก็ก้าวไม่ออก

แต่ได้ยืนนิ่งๆ ให้ขาซ้ายอยู่คู่กับขาขวา(ของตัวเอง)

แล้วมันจะมีค่าอะไร



หลายคนยอมก้าวถอยหลัง

เพื่อให้ขาซ้ายเจอกับขาขวาของผู้อื่น

และหลายๆคนก็วิ่งเขย่งก้าวกระโดด

เพื่อให้ขาขวาทันกับขาซ้ายของใครอีกคน

คุ้มไหมไม่รู้

แค่รู้ว่ามันดีที่ยังมีขาของอีกคนอยู่ข้างๆ



มันเป็นความรู้สึกล้วนๆ

ซึ่งจริงๆคือ

เราไม่เคยต้องอยู่คนเดียวเลยสักเวลา

อย่างน้อยก็ยังมีครอบครัว พ่อ แม่ พี่น้อง

ที่แม้บางครั้งตัวอาจห่างไกลกัน

อาจหกระเหเร่ร่อน อยู่ห่างกันแสนไกล

แต่ด้วยความรู้สึก

ไม่เคยห่างกัน

ความคิดถึงยังมีให้

ความห่วงใยยังมอบให้เสมอ

และรักชั่วนิรันดร์

(จดจำไว้ในวันที่อ่อนล้า)



ในวันที่รู้สึกว่าอยู่เพียงลำพัง

ก็ยังเป็นแค่ความรู้สึกนั่นแหล่ะ

พอไม่เห็นภาพว่ามีใครๆบ้างเป็นห่วง และคิดถึง

จิตใจก็จะมืดมิด

มองไม่เห็นแม้เพียงคนที่สำคัญที่สุด

จิตใจที่มืดมิด นี่มันมืดสนิทจริงๆ

อยากไว้อาลัยและลาขาดจากกันตลอดไป




"ในวันที่อ่อนล้อ ทุกอย่างก็อ่อนแอ

จิตใจด้านมืดปรากฎ

แสงสว่างก็ไม่อาจส่องถึง

ความเหงาเข้ากัดกิน

ความโดดเดี่ยวเข้ารุมเร้า

เสียงสาดซัดจากก้นบึ้ง

ความรู้กลายเป็นความไม่รู้

คนใกล้ตัวกลายเป็นคนไม่รู้จัก

คนรักกลายเป็นคนน่ารังเกียจ

ไม่มีมิตร หรือแม้แต่ศัตรู

ความอ่อนแอหน๋อ

ฉันคงไม่อาจสลัดได้ ด้วยความเคยชิน"



ในวันที่เหงา

ขอน้อมรับความโดดเดี่ยวเข้าสู่จิตใจ

ในวันที่อ่อนล้า

ขอน้อมรับความเหน็ดเหนื่อยเข้าสู่จิตใจ

แต่หากวันใดจิตใจมืดมิด

ขอดวงตา(ใจ)นี้ยังมองเห็นแสงสว่าง




-หน้ากลม-
กับวันที่...
รู้ว่าเหงา..
รู้ว่าคิดถึง..
รู้ว่าไปไม่ถึง..
และรู้ว่าไม่เคยโดดเดี่ยว..
และรู้สุดท้าย.. ไม่ชิน




24 ก.พ. 2557

ไม่มีใครเลย

เขาบอกว่า

"เพื่อนกับแฟน แทนกันไม่ได้"


นึกถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ได้กลับไปบ้านต่างจังหวัด

ก่อนหน้านี้ ก่อนที่เพื่อนสนิทจะทำงานเป็นครู

ก่อนหน้านี้ ก่อนที่เพื่อนสนิทจะสละโสดแต่งงานมีครอบครัวไป

ทุกครั้งที่เดินทางกลับบ้าน

ก็จะต้องส่งข้อความ หรือโทรหาเพื่อนก่อน

ให้รู้ว่า "ฉ้านนกำลังจะกลับบ้านแล้วนะ มาหา มารับด้วย"


วันหยุดที่ได้อยู่บ้าน

ก็จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่เราได้คุยกัน ถามถึงสารทุกข์สุขดิบที่ผ่านมา

ไปจนถึงปรึกษาปัญหาชีวิต(หัวใจ)

เรื่องเครียดๆ ก็กลายเป็นเพียงเรื่องจิ๊บๆ

เพราะว่าเราจะผ่านมันไป


จะมีช่วงเวลาแบบนี้เสมอๆ

เราไม่ได้เจอกัน ไม่ได้คุยกัน(เลย)

ไม่ว่าจะโทรศัพท์หรือเฟสบุ๊ค เราไม่เคยติดต่อกัน(เลย)

ผ่านมาเป็นวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือนๆ

แต่ทุกครั้งที่ได้กลับไปเจอกัน คุยกัน

ทุกอย่างยังเหมือนเดิมเสมอ

รู้สึกดีจริงๆ อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ได้อยู่อีกหนึ่งคน

ไม่ต้องมีเพื่อนมากมาย ขอแบบที่ไม่ว่าจะนานเท่าไหร่ทุกอย่างก็เหมือนเดิม สักคนก็พอ


แต่การกลับไปครั้งล่าสุด

ไม่ได้โทรบอกว่ากลับไป

เพื่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากลับบ้าน จนเห็นรถจอดอยู่ที่โรงจอดรถ

เพื่อนจึงแวะมาหา

ไม่พ้นที่เพื่อนจะเหน็บแนมว่าทำไมไม่บอกไม่กล่าวว่าจะมา

ซึ่งก็... ไม่มีคำอธิบายใดๆ

และถ้าจะให้อธิบายกันจริงๆ(อาจจะเป็นแค่ข้ออ้าง)

อย่างหนึ่งคือ

เพราะเพื่อนทำงานเป็นครู .. รู้สึกว่าเพื่อนจะเครียด และมีงานเยอะมากมายแล้ว

และอีกอย่างคือ

เพราะเพื่อนแต่งงานมีครอบครัวแล้ว และไปอยู่บ้านแฟน

ก็ไม่รู้ว่าจะรบกวนเขารึป่าว

ก็เลยไม่ได้บอก

ไม่บอกน่าจะดีกว่า

เดี๋ยวเดียวก็กลับ


ช่วงเวลาที่กลับบ้าน

แล้วไม่ได้เจอเพื่อน

มันรู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน

เย็นวันหนึ่ง

ด้วยอารมณ์ไหนไม่รู้

อยากออกไปหาถ่ายรูป

ภายใต้เงือนไข "ผืนนา"

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงโทรไปหาเพื่อน

ให้เพื่อนพาไปหาถ่ายรูป

ขับรถเล่น รับลมกันชิวๆ


แต่ตอนนี้ไม่มีใคร

ก็เลยขี่มอเตอร์ไซด์ออกไปคนเดียว

กับกล้องหนึ่งตัว ขับรถออกไปสู่ท้องถนน

อยากจอดตรงไหนก็จอด อยากถ่ายตรงไหนก็ถ่าย

นาใครไม่รู้ ถ้าคิดว่ามุมได้ก็ถ่ายหมด

ระหว่างที่เดินทาง และถ่ายรูปไป

ใจมันเคว้งคว้างพอสมควร

ตั้งแต่เกิดมา

มีสมองให้คิดและจดจำ

นี่อาจเป็นครั้งแรก

ที่รู้สึกว่า...

"เราไม่มีใครเลย"



...

ไม่มีใครเลย

เพราะกันตัวเองออกมาต่างหาก


เพื่อนก็ยังเป็นเพื่อนเสมอ

วันไหนๆ ชีวิตจะร้ายหรือดี

เพื่อนก็ยังรักเพื่อนเสมอ


จะมีเพื่อนแบบนี้สักกี่คนนะ

คนที่ไม่เคยโกรธกัน.. ในวันที่ไม่ใส่ใจ


หนึ่ง..

สอง..

น่าจะพอ

30 ม.ค. 2557

ทุ่งนาผืนน้อย


ข้าพเจ้าเคยมีผืนนา.. ปัจจุบันไม่มีแล้ว

ข้าพเจ้าเคยไปนา.. ปัจจุบันไม่ไปแล้ว

แต่ความหลงไหล ความทรงจำ ยังอยู่ที่ตรงนี้


ความทรงจำหยุดอยู่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็กแดง(ทำไมต้องแดง?)ยังไม่เข้าโรงเรียน
บ้านข้าพเจ้าทำนา มีนาเป็นสิบๆไร่ 
ตายายทำนา แม่ทำนา ส่วนพ่อนั้นยังทำงานอยู่ญี่ปุ่น
ที่บ้านมีรถตุ๊กๆ แต่จริงๆต้องเรียกว่ารถอีแต๋น รถสี่ล้อที่ทึกและบึกบึน
รถคันนี้เป็นของตา มารู้ในภายหลังว่ารถคันนี้มีชื่อ 
ชื่อว่า "คู่ชีวิต" 
คู่ชีวิตอยู่กับเรามานาน เป็นหนึ่งในครอบครัว ร่วมทุกข์ร่วมยากมาก็หนักหนา ไปนาทำไร่เขาก็พาเราไป พาไปให้ถึงจุดหมายและกลับบ้านอย่างปลอดภัย
เมื่อเด็ก ข้าพเจ้าชอบขึ้นคู่ชีวิต ชอบขึ้นในเวลาที่เขาพาออกไปนา ลมเย็นปะทะหน้า ดอกหญ้าริมข้างทางให้คว้ามาเล่น เล่นเป็นตัวหนอนกระดึบๆ หรือจับมาเล่น แกว่งไกวไปมาเล่นกับลม
ถนนที่ขับผ่านเป็นสีแดง ถนนดินแดง ลึกเข้าไปเริ่มเป็นดินดำ ดินดำๆ จนถึงดินเหนียวที่ท้องทุ่งนา

ข้าพเจ้าเกิดมาไม่ทันได้เล่นกับควาย ขี่หลังควายระหว่างไถนานี้ไม่เคย จำความได้ก็เห็นรถไถซะแล้ว เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ขี่หลังควาย 

มีคนเคยบอกถึงวิธีจะขึ้นหลังควาย ตอนนั้นได้ไปเดินเล่นที่แห่งหนึ่ง(จำไม่ได้) ซึ่งมีรูปปั้นควายขนาดเท่าตัวจริง(มันสูงเกินกว่าจะปีนขึ้นจริงๆ) พี่บอกว่า "ไหนลองพยายามปีนขึ้นขี่หลังให้ได้สิ" ข้าพเจ้าเดินอ้อมรูปปั้นควายหนึ่งรอบ เดินวนดูเพื่อหาจุดว่าจะปีน ถีบขาส่งตัวได้จากจุดไหนได้บ้าง ปรากฎว่า หน้าก็ไม่กล้า ข้างๆก็ไม่ถึง ตรงก้นนี่แล้วใหญ่ แต่เพราะว่าเป็นแค่รูปปั้น ข้าพเจ้าก็เลยเลือกจะจับหาง เหยียบขาหลัง แล้วส่งตัวเองขึ้น ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าข้าพเจ้าขึ้นไปเองด้วยวิธีนี้หรือเปล่า ขึ้นไปด้วยตัวเอง หรือถูกส่งขึ้นไปขี่หลังควาย แต่ วิธีที่ข้าพเจ้าเลือกขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีขึ้นที่ถูกต้องซะด้วยสิ เออแน่ะงงเลย แล้วควายตัวจริงมันไม่ดีดหรือไง? อีกวิธีเขาให้ขึ้นจากด้านหน้า อันนี้งงอีก ขึ้นยังไงล่ะทีนี้ แล้วเขาควายท่านล่ะ ??

กลับมา(ต่อ)ที่ท้องทุ่งนาสมัยยังเด็ก

ข้าพเจ้าเกือบสำลักน้ำตายที่นั่น นาซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ เบื้องล่างผืนน้ำคือพื้นโคลน ข้าพเจ้านอนในเปลที่แม่ผูกไว้ให้นอนเล่นที่กระท่อมอยู่ดีๆ ตู้มมม!!! ข้าพเจ้าโดนน้าชายจับอุ้มมาโยนลงน้ำเฉย ข้าพเจ้าจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากสีของพื้นโคลน เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น และความเค็มจากหยดน้ำตา

คันนา ทำไมคันนาเขาถึงก่อ ทำไมเขาถึงสร้าง ให้คันนาแคบขนาดนี้
ข้าพเจ้าเลยปั่นจักรยานไปเล่นที่นา ด้วยความปราดเปรียว และไม่เคยเกรงกลัวอะไร สิ้นสุดถนนที่สามารถจะปั่นไปได้ต่อ ก็ปั่นมันขึ้นคันนาแคบๆนั่นแหล่ะ ต้องใช้ความกล้า และการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม ปั่นไปได้ไม่เกิน 50 เมตร แอ๊ก!!! ตกลงสู่ผืนนา

อีกหนึ่งความทรงจำที่อบอุ่น
คือเปลยวนน้อยๆที่ผูกไว้ให้ลูกน้อยได้นอน
ข้าพเจ้าไม่มีภาพความทรงจำ หากเพียงแค่หลับตาข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึง ลมที่พัดผ่าน เสียงเชือกที่สีกับเสากระท่อม และความอบอุ่นจากเสียงร้องกล่อมของแม่ "แมวเว้าเอยมากั๊ด...."

ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวไร่ ไร่มันสำปะหรัง เคยปลูก (ปักตาลงอีกต่างหาก) แต่ไม่เคยถอน ทั้งบนไร่ของตัวเองและของคนอื่น

ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวนา หากแต่ไม่เคยหว่าน ดำ เกี่ยว ข้าวบนผืนนาของตัวเอง
แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตสมัยมัธยมต้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดำนา ด้วยกิจกรรมของทางโรงเรียน ดำนาในแปลงนาของโรงเรียน ข้าพเจ้าใส่ชุดพละ กางเกงวอม 
เราถอดรองเท้าถุงเท้าออก เราพับขากางเกงขึ้นเหนือหัวเข่า ไม่มีหมวก ไม่มีถุงมือ หรือรองเท้าบู๊ต
เราใช้สองเท้าเหยียบย้ำลงบนผืนนา ดินในนาเป็นดินเหนียว ดินเหนียวเหลวๆ เก้าเท้าซ้ายที ขวาที หยุบหยับๆอยู่ที่เท้า เราเดินไปเพียงขอบๆท้องนา เพื่อจะไม่เดินไปเบียดหรือเหยียบต้นกล้า เราถอนต้นกล้าจากนาแปลงหนึ่ง แล้วนำไปปลูกอีกแปลงหนึ่ง 
จะปลูกให้ตรงต้องเดินถอยหลังปลูก เราตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน 
กำต้นกล้าไว้มือซ้าย 
มือขวามีหน้าทีใช้หัวแม่มือกดรากต้นกล้าให้จมลงในพื้นดิน จุดละ 3-4 ต้น (ถ้ากดไม่ลึก ต้นกล้าก็จะลอยน้ำ และถ้ากดแรงไป ต้นกล้าก็จะตาย) กด ถอยหลัง กด ถอยหลัง ก้มๆ เกยๆ ก้มๆ เกยๆ
ปวดหลัง ร้อนแดด หน้าถูกเผา หลังถูกเผา
ที่เท้ามีเลือดออก (เจอเศษไม้ทิ่มเท้า)
มือเปื่อย
สุดๆคืออาการปวดเมื่อย
แต่เราไม่หวั่น
ทำต่อไป กัดฟันทำต่อไป

สุดท้าย ผ่านมา...(หลายๆวัน).. เราก็เห็นข้าวแตกรวง


ไปกินข้าวกันเถอะ



















-หน้ากลม-
กับผืนนา

24 พ.ย. 2556

เรื่องของหนัง


จำครั้งแรกที่ดู "หนัง" ได้ไหม?

หนัง ที่เป็นภาพยนตร์ ฉายด้วยเครื่องเล่นแผ่นฟิล์ม ลงบนผืนผ้าใบ(รึป่าว?) ขนาดใหญ่

เราๆนั่งปูหนังสือพิมพ์ ปูเสื่อ นั่งฉีกกินปลาหมึกย่างตัวแบนๆ

ข้อมือข้างซ้าย หรืออาจขวา ผูกเชือกของลูกโป่งสวรรค์ไว้แน่น

ยังจำภาพนั้นได้ไหม?


สำหนับฉัน ภาพนี้ค่อนข้างจะลางเรือน

เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน

จำไม่ได้ว่าเคยไปดูกี่ครั้ง

แต่ทุกๆครั้ง ฉันมีลูกโป่งสวรรค์มัดเชื่อกไว้ที่ข้อมือ

(บ่งบอกว่าไปตั้งแต่ยังเด็กมากกก)

ด้วยความว่าบ้านเกิดที่ฉันอยู่อาศัย ค่อนข้างจะบ้านนอก

ชนบทจ๋าเลยล่ะ เมื่อครั้งวัยละอ่อน

ในสมัยนั้น ป่า ต้นไม้ แมลงปอ ผีเสื้อ ยังมีให้เห็น และไล่จับเล่น อยู่มากมาย

แต่พอมาถึงปัจจุบันสมัยนี้

ป่า ต้นไม้ หายไปซะเยอะ

ถนนในหมู่บ้าน จากที่เป็นดินแดงซะส่วนใหญ่

ตอนนี้แทบไม่เห็นถนนดินแดงเลย ถูกแทนที่ด้วยถนนลาดยางมะตอย


บรรยากาศรอบข้างของโรงหนังกลางแปลงที่ฉันจำได้

ในนั้นมีเครื่องฉายแผ่นฟิล์ม

ในนั้นมีจอผ้าขนาดใหญ่

ซึ่งทั้งสองถูกตั้งวางให้หันหน้าเข้าหากัน และห่างกันพอสมควร

บริเวณโดยรอบถูกอ้อมล้อมด้วยผ้าใบขนาดใหญ่โดยรอบบริเวณ

เพื่อกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าชม มองเห็นหนังที่จะฉายได้จากภายนอก

แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่พ้น จะมีพวกแอบลอดผ่านเข้ามาใต้ผ้าใบ หรืออาจจะตัดขาดผ้าเพื่อเข้ามาดูหนังโดยไม่เสียเงินสักแดง

สมัยนั้นหนังจะเอามาฉายครั้งละประมาณ 2-3 เรื่อง

ฉายกันตั้งแต่ประมาณ 2 ทุ่ม ส่วนกว่าฉายครบและเลิกไปนั้น ก็ตี 1-2 น่าจะได้

เมื่อจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้ามา

ราคานั้นน่าจะ 20-40 บาท (ซึ่งก็จำไม่ได้ล่ะ เพราะไม่ได้จ่ายเอง)

พอเข้ามาในอาณาบริเวณ ก็จัดแจงปูเสื่อจับจองที่นั่ง เลือกมุมดีๆที่จะไม่มีใครมาบดบัง

(แต่ถึงอย่างนั้น ไอ่เจ้าลูกโป่งสวรรค์ก็ยังเป็นปัญหา)

ส่วนอาหารการกินและหว่างการชม ก็สามารถซื้อเข้ามาได้จากร้านค้าข้างนอกโรงแล้ว

ซึ่งพอมีหนังกลางแปลงทีไร บรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็พร้อมออกขายของกันถ้วนหน้า

ไม่ต้องกลัวว่าจะอด

แถมระหว่างดูก็ยังมีคนเดินไปเดินมาขายหมึกย่าง หรือไม่ก็น้ำถุงมัดหูด้วย

หวานปากพวกเด็กๆอย่างเรามากเลยทีเดียว

ถ้าไม่มีงาน ก็จะไม่ได้กินลูกชิ้น ไม่ได้กินขนม ไม่ได้ลูกโป่งสวรรค์มาผูกไว้ที่ข้อมือน้อยๆ

เด็กๆจึงตั้งหน้าตั้งตารองานแบบนี้เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนวัยหนุ่มสาว ก็เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่จะได้นัดแนะเจอกัน มีช่วงเวลาดีๆที่ได้ดูหนัง ภายใต้ดาวนับล้านๆๆๆดวง


หนังกลางแปลงที่พอจะจำได้ ที่ได้มีโอกาสไปดู คือเรื่องสุริโยทัย

สถานที่ฉายคือภายในวัด หน้าเมรุ (น่านนนน หลอนอีก)

ด้วยว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะยาวนานมาก

เกือบๆ 3 ทุ่มที่ฉาย และเกือบๆเที่ยงคืนที่จบ

ค่ำคืนนั้น ฉันเห็นดาวตกด้วย

(น่านไง นี่ไปดูหนังนะ ยังมีอารมณ์มาดูดาวอีก สงสัยจะเป็นนิสัยล่ะ)

และฉันก็ไม่พลาดที่จะอธิษฐานขอพร

ทุกๆดวงที่ฉันเห็น

(ยังโรแมนติกได้อีกนะ)


อาจจะงงๆว่าฉันเอาเรื่องเก่าๆ กึกๆมาเล่าทำไม

ฉันแค่สงสัย .. ในทุกๆครั้งที่เข้าไปดูหนังในโรงเมเจอร์ หรือเอสเอฟ

โรงหนังสมัยนี้

ไม่มีความโรแมนติก เหมือนกับโรงหนังกลางแปลง

การดูหนังในโรงหนังสมัยนี้ จึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับฉันไปแล้ว

จะดูกับใคร หรือดูคนเดียว ก็ดูไม่สำคัญอีกต่อไป

มีชายคนหนึ่ง บอกว่าอยากดูหนังกับฉันมาก

ถ้าเจอกัน อยากชวนดูหนัง

แต่ฉันก็ตอบกลับไปว่า

"ทำไมต้องดูหนัง

เราไปนั่งกินข้าว พูดคุยกันไม่ดีกว่าหรอ

โรงหนัง เอาไว้มีเรื่องที่อยากดูจริงๆค่อยเข้าไปดู"

เข้าโรงหนังกับคนรัก มันดูโรแมนติกตรงไหน

(ถ้าไม่มีใครเอาโน๊ตไปใส่ในกล่องป๊อบคอนแล้วกินเองอ่ะนะ 55)

โรงหนังปัจจุบัน เข้าไปก็มีแต่ความมืดมิด

คุยกันก็ไม่ได้

วิพากวิจารณ์หนังก็ไม่ได้

(ต้องเก็บกด และจดจำไว้ ออกมาค่อยระบาย เต็มที่!!)

จะซบไหล่รึก็ไม่ได้

จะจับมือ รึก็ดูจะลำบากไปไหม

สิ่งที่ทำได้

มีเพียงดูหนังอย่างเงียบๆ

พร้อมกับจับป๊อบคอนยัดเข้าปากไป


หนังกลางแปลงดูมีอะไรกว่าเยอะเลย

คุยกันก็ได้

กินก็ได้

นอนดูก็ได้

ดูดาวก็ได้

จะทำอะไรๆๆๆก็ได้ (อ่าวติดเลท :P)


ดูหนังกลางแปลงมืดๆใต้แสงดาว

ก็โรแมนติกดีนะ

ฉันชอบดาว

ฉันอยากดูดาว.. กับคนที่ฉันรัก

ดูโรแมนติกดี 555


แล้วจะไปดูหนังกลางแปลงที่ไหนเนี่ย

กับใครด้วย เอิ่กๆ


เมื่อเป็นอย่างนี้

ก็อย่าได้แคร์ ที่จะเดินเข้าไปดูหนังคนเดียว

แต่อย่าเซ่อเร่อไปดูดาวเพียงลำพัง

เพราะมันโค-ตะ-ระ เหงา(หัวใจ)เลยล่ะ


อยากเอาความคิดหนังกลางแปลงไปยัดใส่ผู้บริหารเมเจอร์หรือเอสเอฟ

ให้ทำรอบหนังพิเศษ

ดูหนังใต้แสงดาว



-หน้ากลม-
กับวันว๊างว่าง

4 พ.ย. 2556

บังเอิญ ว่าโลกกลม


คุณเชื่อเรื่อง โลกกลม หรือ ความบังเอิญไหม?


เรื่องของความบังเอิญ คงสามารถใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์มาอธิบายได้

นั่นคือเรื่องความน่าจะเป็น

แต่ชีวิตจริง ความน่าจะเป็นที่ใช้ คงไม่มากไปกว่า 10 หรืออาจจะ100(หวยเลขท้ายสองตัว)

ซึ่งพอค่าความน่าจะเป็นมันออกมามากๆๆๆเข้า และถ้าเกิดขึ้นได้ ชีวิตจริงคงต้องเรียก “บังเอิญ”


หลายๆคนอาจจะได้พบเจอกับความบังเอิญบ้าง มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่คน

บังเอิญซื้อของมาเหมือนกัน

บังเอิญป่วยพร้อมๆกัน

บังเอิญสิวขึ้นหน้าจุดเดียวกัน

บังเอิญไปเที่ยวห้างเดียวกัน

และสุดๆบังเอิ๊ญบังเอิญเจอกันที่ร้านเล็กๆแห่งหนึ่ง


เมื่อวานฉันพบเจอเรื่องบังเอิญ โลกกลม พรหมลิขิต หรือฟ้ากลั่นแกล้ง (55+)

ไปเจอเพื่อนสนิทที่ไม่ค่อยได้เจอ ไม่ค่อยได้คุย ที่ร้านเล็กๆ ชลบุรี

ทั้งที่จริงๆโปรแกรมของเมื่อวานนี้คือ

ไปกินแหนมเนืองกับพี่ที่ทำงานเก่า ที่บางพระโน่น

แต่เพราะพี่เขาขับรถเล่นมาซะไกล และฉันก็ยังไม่ได้ออกจากห้อง

จึงนัดเจอกันใหม่ที่ร้านแหนมเนืองแถวเส้นเมืองใหม่

แต่เมื่อไปก็หาร้านไม่เจอ

พี่เขาจึงเลือกร้าน brown sugar แถวๆนั้นเลย

ลงจากรถ มองเข้าไปในร้าน “ใครมันคือจะมาเหมือนเพื่อนฉันแท่ะ”

เปิดประตูเข้าไป “อ่าว นั่นเพื่อนฉันนี่หว่า”

ทั้งคนเข้าใหม่ และคนอยู่ก่อน เป็นอันต้องงงตามๆกัน

มันช่างเป็นความบังเอิญเสียนี่กระไร

ยิ่งบังเอิ๊ญบังเอิญ เพราะ ฉันไม่ได้ตั้งใจไปร้านนั้น ที่เพื่อนนั่งอยู่ และเพื่อนเองก็อยู่ กทม. ไม่ใช่ชลบุรี


นั่นคือความบังเอิญครั้งที่สอง

ส่วนบังเอิญครั้งแรกกับคนเดิม


ที่มหกรรมจัดหางานและเรียนต่อ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ฉันและเพื่อนคนเดิม แทบจะไม่ค่อยได้คุยและเจอกันเลยช่วงนั้น

จำไม่ได้ว่าด้วยเหตุผลอะไร เพราะปกติเราคุยกันบ่อย แต่ตอนนั้นและตอนนี้ไม่บ่อย

แล้วเรื่องบังเอิญกับเพื่อนคนนี้ก็เกิดขึ้นอีกเพราะได้เจอกันที่นั่น


บังเอิญเรื่องแรก อาจจะไม่ตื่นเต้นเท่าครั้งที่สอง

เพราะครั้งแรก มีการนัดหมายจากความเป็นงานมหกรรม เพราะมีโอกาสที่เราสองคนจะไปงานสูง

แต่ร้านอาหารเล็กๆนี้ไม่เหมือน เพราะไม่มีอะไรหรือใครนัดหมาย


ทำไมนะ? เรื่องบังเอิญ หรือโลกกลมๆ ระหว่างฉันกับเพื่อนคนนี้ จึงเกิดบ่อยจัง

เรียน.. จบ.. เรียน.. จบ.. ทำงาน.. ลาออก.. แยกย้าย

แต่โลกก็ยังกลม

(เคยจะเอามาเขียนนิยาย แต่เขียนได้ไปหน่อยไม่ถึงบท ก็หยุดซะก่อน เพราะความทรงจำมันซับซ้อนและนานเกือบ10ปี เกินกว่าจะเขียนออกมา อาจจะดีกว่า ถ้าให้ใจได้จดจำ)



-หน้ากลม-
กับวันที่คิดถึงวันวาน

เอ๊ะ! แล้วกับคนอื่นๆล่ะ ??

24 ต.ค. 2556

วิ่งว่าว

"วิ่งว่าว"


เริ่มเข้าเดือนพฤศจิกายน

ลมหนาวเริ่มพัดผ่าน

ผ่านต้นไม้ ผ่านใบหน้า

ผ่านหลังคา ผ่านบ้าน ผ่านหน้าต่าง

ผ่านผิวหนัง ทำให้ขนตั้งชัน

อากาศหนาว ทำให้รูขุมขนทั่วทุกส่วนของร่างกายที่สัมผัสหดตัวโดยอัตโนมัติ


สิ่งที่มาพร้อมกับลมหนาว

ก็คือ "ว่าว" ที่เล่นลมอยู่บนอากาศ

และไม่พัดปลิวไปตามกระแสลมด้วยเชือก

เชือกที่บรรจงร้อยผ่านตัวว่าว ทั้งวัดหรือกะระยะ ด้วยความชำนาญ

ว่าจุดนี้แหละ ตรงนี้แหล่ะ ว่าวถึงจะขึ้นได้ง่ายที่สุด

ว่าวจะไม่ควง ดิ่งลงพสุธา

เชือกที่บรรจงมัดให้แน่นหนา

แน่นพอที่จะไม่ทำให้ตัวว่าวหลุดลอยหนีไปไหน

ขณะเล่นลมในเวลากลางวันด้วยตัวเดียว หรือมีคู่แข่งเข้ามาประทะ

หรือขณะเล่นลม ตากลมเพียงลำพังใต้แสงดาว

แน่นพอที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า

เชือกคือส่วนหนึ่งของตัวว่าว


ว่าวมีหลายประเภท

แต่ประเภทที่เบสิกที่สุดคือว่าวสี่เหลื่ยมทรงขนมเปียกปูน(แนวทะแยง)

สำหรับความรู้เด็กๆ ถ้ามีหางหรือหางสั้นๆจะเรียกว่า "ว่าวอีลุ่ม"

ส่วนถ้ามีหางยาวๆ เรียกว่า "ว่าวปักเป้า"

ส่วนจะถูกหรือผิดก็น่าจะถามอากู๋เกิลดูอีกที

ที่เป็นว่างที่เบสิกที่สุดเพราะว่าทำง่าย

ขนาดฉันเองที่เป็นเด็ก และเด็กผู้หญิงด้วย จึงทำได้ไม่ยาก

ส่วนว่าวที่ยากขึ้นมาอีกก็เห็นจะเป็นว่าวจุฬา

ว่าวชนิดนี้ก็ทำได้ไม่ยาก

แต่ที่ยากคือการดัดโค้งทำห้อง(ว่าว)

และสายธนูที่ยากกว่า

การคัดสรรใบลานที่จะนำมาทำธนู

การขัดถู การยึดสาย

หลายๆปัจจัยที่จะทำให้ธนูนั้นมีเสียงดังและไพเราะ

ฉันเองก็ไม่เคยทำ เพราะดูมันจะยากไปสำหรับเด็กอย่างฉันในตอนนั้น


แต่โดยส่วนใหญ่

ว่าวที่ฉันได้มาวิ่ง ก็ไม่ใช่เป็นฝีมือฉันทำเองหรอก

ร้องขอให้น้าชายทำให้อีกที เพราะเขาทำเก่ง วิ่งขึ้นได้ไม่ยาก

ฉันเคยทำเอง ควง หัวดิ่งลงพสุธา ไม่ว่าจะแก้ยังไงก็ดิ่ง ไม่ขึ้นสักกะที


เมื่อสมัยเด็ก

เมื่อลมหนาวพัดมา

สิ่งที่เด็กอย่างฉันจะทำก็คือ

เล่นวิ่งว่าวนี่แหล่ะ

ไอ้ว่าวนี่ก็เล่นคนเดียวไม่ได้ด้วยนะ

ต้องมีเพื่อนอีกคนคอยส่งให้

และคนวิ่งกับคนส่ง ต้องรู้จังหวะกันดีๆด้วยนะ

คนวิ่งมีหน้าที่ดูลม

ส่วนคนส่งมีหน้าที่ส่งว่าวให้ขึ้นอย่างสวยงาม

การส่งว่าวก็แปลก มีที่บังคับของแต่ละคนให้ส่งด้วย

ฉันจำได้ว่า เมื่อตอนเด็กฉันไปส่งว่าวให้พี่

พี่เดินมาบอกเลยว่า "จับตรงนี้นะ ห้ามจับตรงนี้นะ"

แล้วฉันก็กรีดนิ้วจับแค่ตรงนั้นล่ะ ไม่ขยับไปไหนแม้แต่ก้าว

คนวิ่งกลัวขึ้นไม่สวยขนัด ขนาดมาชี้จุดยืนให้เลยก็มี


เมื่อพร้อมแล้วก็ปลดสายว่าวให้ยาวพอประมาณ

คนส่งและคนวิ่งอยู่คนละด้าน

เมื่อลมพัดมา จะออกวิ่งไม่ออกวิ่ง ก็ดูก่อนว่าลมแรงรึป่าว

พอลมมาปุ๊บ "ปล่อย!!!"

ตะโกนดังๆ ดังๆนะเน้น ให้เพื่อนอีกคนส่งว่าวให้

บางคนก็กระโดดโหยง เพื่อส่งว่าวให้สูง เท่าที่จะช่วยส่งได้


เมื่อว่าวขึ้นได้แล้วคราวนี้และเป็นเทคนิคปราบเซียน

คราวนี้ก็อยู่ที่มือคนวิ่ง ว่าจะชักว่าวอย่างไรให้ว่าวเล่นลม หรือติดลมบนได้

เมื่อถึงขึ้นตอนนี้เราจะไม่โทษว่าว ว่าว่าวไม่ดี ได้แล้ว

เพราะถ้าว่าวไม่ดี ว่าวก็จะควงและทิ้งดิ่งพสุธา ตั้งแต่เริ่มปล่อยตัวว่าวแล้ว

แต่เมื่อขึ้นได้ คราวนี้จะติดหรือไม่ติดลม ก็เป็นเพราะคนวิ่งอย่างเดียว

การจะทำให้ว่าวติดลมมันต้องมีจังหวะ

จังหวะนี้ คนที่เคยเล่นเท่านั้นถึงจะชัดเจนในความหมาย

เอามาสอนพูดปากเปล่าเห็นจะยาก

เมื่อได้สัมผัส เราจะรู้เอง

ส่วนตัวข้าพเจ้าเอง

การทำให้ว่าวติดลม นั้นยากแท้หนอ....




-หน้ากลม-

กับวันลมพัดผ่าน

17 ต.ค. 2556

เรื้อรัง


ผ่านมาหลายชั่วโมง

ผ่านมาหลายวัน

ผ่านมาหลายอาทิตย์

เกือบแล้วหนึ่งเดือน

กับอาการเจ็บป่วย ดูเหมือนจะยืดยาว

ทีเวลาสุขนะ ทำไมมันสั้นนักล่ะ


เวลาที่ป่วย

แต่ป่วยแบบกะอิดกะออดนี่ น่าเบื่อจริงๆ

เป็นหนักๆไปเลยได้ไหม?

ตัวร้อนๆรุมๆมานาน

ปวดหัวมานาน

ปวดเนื้อเมื่อยตัวมานาน

นานแล้วก็ยังไม่หาย

นอนดึกก็ไม่ใช่

หรือจะเพราะดูการ์ตูน  ฮ่าๆๆ

ต้องสมน้ำหน้าตัวเอง เองว่า "ไม่ดูแลตัวเองเอง"



มีคนเคยถามว่า

"เราอยู่คนเดียว เวลาเจ็บป่วย ใครจะดูแล" "เป็นห่วงเรานะ"

ฉันไม่ต้องหยุดคิด หรือไล่เรียงรายชื่อนาน

เพราะมันไม่มีให้คิดอยู่แล้ว

"นุ่มจะดูแลตัวเอง"

แต่ก็ยังแอบขอบคุณ ที่คอยเป็นห่วง


โตขนาดนี้แล้ว ฉันคงไม่หวังพึ่งใครมากมาย

ป่วยธรรมดาก็กินยา ดูแลตัวเอง

ป่วยหนักก็ไปหาหมอ "คุณหมอดูหนูหน่อย"

ป่วยไม่ธรรมดาก็ไปหาหมอ "คุณหมอโทรบอกแม่หนูหน่อย"

ฮ่า ฮ่า สุดท้ายฉันก็ต้องให้ที่บ้านจัดการ

ถ้าถึงขั้นนั้นนะ

ฉันเองก็ไม่อยากให้ใครต้องมาดูแล มาเป็นห่วงหรอก


หากฉันเป็นอะไรไป

อย่างน้อยคนที่โทรหาฉันก็จะรู้

(ก็คนที่บ้านนั่นล่ะ)


แม่จะโทรหาฉันทุกวัน

เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ของทุกๆวัน

วันไหนที่ไม่ได้บอก แล้วไม่ได้รับ หรือโทรหา

เป็นอันทุกคนต้องเป็นห่วง เป็นกังวลกันตลอด

อาจเพราะมีข่าวมากมายเกี่ยวกับการอยู่หอพัก

ทุกคนก็เลยดูเป็นกังวล

อาจกลัวว่าฉันอาจจะตาย อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียวดายก็ได้


เมื่อก่อนตอนอยู่มหาวิทยาลัย

ที่บ้านก็เป็นห่วงแบบนี้ไม่ต่าง

อาจจะน้อยกว่าหน่อย ตรงที่ ที่มหาวิทยาลัยฉันไม่ได้อยู่คนเดียว

เขากลัวว่าฉันจะกระโดดตึก ฆ่าตัวตาย เพราะเครียดเรื่องเรียน

แล้วเครียดไหมล่ะ

ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องฆ่าตัวตายสักนิด

ไม่มีปรากฎอยู่ในสมองแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว

ก็นั่นล่ะ ภายนอกฉันอาจจะดูเป็นคนเครียดๆไปหน่อย

หากได้รู้จัก ก็คงจะรู้ว่าฉันบ้าบอแค่ไหน ปัญญาอ่อนไม่มีใครเกิน

(อ่าวว นี่ด่าตัวเองอยู่นี่หว่า)



ดีที่ฉันเกิดมาเป็นคนแข็งแรง และอาจจะบึกบึนไปนิดนึง

ฉันไม่ค่อยป่วยหรอก

อย่างมากก็ปีละครั้ง

โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูแบบนี้ ฝนเข้าหนาว(ไหม?)

สายฝนทำให้ร่างกายอ่อนแอ

แถมยังพัดหัวใจให้เหน็บหนาว

มันก็เลยดูเหมือนอาการป่วยจะยิ่งเรื้อรัง

ฉันไม่เคยปวดหัวนานๆๆๆๆ

แต่ครั้งนี้เนิ่นนาน เรื้อรัง เกือบจะเดือน

เพราะเป็นไม่หนักก็เลยไม่ได้ทำอะไร

ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เดี๋ยวก็หาย

แต่มันรื้อรังนี่สิ น่ารำคาญ

ยิ่งรำคาญ ยิ่งไม่สนใจ

ยิ่งไม่สนใจ ก็ยิ่งแต่เรื้อรัง

ก็เป็นเหมือนเดิม (บ่นตัวเองเพื่อออ??)


ครั้งหนึ่งฉันค้นพบวิธีคลายอาการปวดหัวให้ตัวเอง

นอกจากการกินยาพาราเซตามอล หรือทาลินอล

ฉันก็จะให้บ๊อบบี้น้อย ช่วยเป่ามนต์ให้ฉันหายปวดหัว

นอนนิ่งๆ

ปวดตรงไหนก็จับบ๊อบบี้น้อยทับไว้ตรงนั้น

ส่วนมากก็คือกลางหน้าผาก

แล้วฉันก็จะหายปวดหัวเอง (หรือแค่คิดไปเองรึป่าวไม่รุ)

แต่ตอนนี้ห้องของฉันไม่มีเงาของบ๊อบบี้สักกะตัว

(หมายถึงที่ห้อง ไม่รวมในรถ)

ดูว่าฉันจะคิดถึงบ๊อบบี้อยู่เหมือนกันนะ

เพราะเราเคยอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่มหาวิทยาลัย

เราไม่เคยห่างกัน

แต่เมื่อไม่นานนี้

ฉันกลับเอาหนึ่งในบ๊อบบี้ที่ฉันรักไปเก็บไว้ที่บ้าน

และอีกหนึ่งให้คนที่ฉันรักไปแล้ว

ที่รถก็ไม่คิดว่าจะเอาขึ้นห้อง

เพราะพวกเขาคือเพื่อนร่วมเดินทาง

ถ้าพาลงรถ ก็ยากที่เขาจะกลับไปอยู่บนรถอีก

ก็ไม่เป็นไรหรอก

อีกไม่นานฉันก็จะกลับไปรับ

กลับบ้านกันเถอะ

ชาร์ตแบต

เพื่อพลังให้หัวใจ




-หน้ากลม-
กับวันเบื่อฝน รำคาญปวดหัว

ปล.ก็ไม่ได้อยากให้ใครเป็นห่วงนะ แต่ถ้ามีก็ดี (ขออ้อนหน่อย)





เพลงไม่ได้มีความหมายอะไรกับบทความนี้
เพียงแต่ช่วงนี้ ฟินกับเพลงนี้ "มากมาย"

3 ต.ค. 2556

Inception (เกือบ) จริง


เคยฝันซ้อนฝันไหม?

ฉันฝันซ้อนๆๆๆฝันบ่อยๆ

แต่ครั้งนี้ไม่ซับซ้อนมาก

แต่... เรื่องราวมันค่อนข้างจะสะเทือนใจ



ฉันฝันเห็นการสูญเสีย นั่นคือ ฉันตาย

ฉันฝันถึงสิ่งที่ฉันไม่เคยยอมรับ นั่นคือ ฉันถูกหมางเมินจากคนที่ฉันรัก



ในสภาวะที่เหนื่อยแบบนี้ ก็ยังจะฝันแบบนี้อีก
ทำให้ตอนนี้กลายเป็นสภาวะ โค-ตะ-ระ เหนื่อย


ถ้าถามว่ารู้สึกยังไงงั้นหรอ

คุณเคยฝันว่าตัวเองตาย และคนรักหมางเมินไหมล่ะ

คุณรู้สึกอย่างไร ฉันก็รู้สึกแบบนั้นล่ะ

และถ้าจะมาดูหน้ากันตอนนี้

คุณก็อาจจะคิดว่า คุณกำลังมองดูตูดอยู่

เอิ่กๆ




เมื่อคืนฉันตื่นตาสว่างมาตอน 3.33 น.

ที่รู้ละเอียดเพราะว่าฉันหยิบมือถือขึ้นมาดูว่ามันกี่โมงแล้ว

แต่นั่นล่ะ ตาสว่าง แล้วก็ฝืนตัวเองนอนต่อ

เกลือกกลิ้งอยู่ได้พักใหญ่ๆ ก็หลับจนได้

แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากการฝืนให้ตัวเองหลับลงอีกครั้ง

นั่นคือ Inception ย่อยๆ


เหตุการณ์อยู่ที่ชลบุรี ถนนเลียบหาย

ฉันไปกินข้าวกับพี่ๆที่ทำงาน และตอนนั้นกำลังจะกลับ

ไปด้วยพาหนะ โตโยต้า ออลติส สีขาว

ฉันนั่งข้างคนขับ

ระหว่างทางกลับคนขับเกิดแน่นหน้าอก ฉันก็เลยต้องเป็นคนขับแทน

ระหว่างขับรถ คงไม่บรรยายมาก เพราะในฝันมันเหนือความจริงมากไปหน่อย ยากที่จะเข้าใจ และคนฝันอาจจะงงเอง

เอาเป็นว่า ด้วยความไม่ชินกับรถ และเบรก คันเร่ง ที่ค่อนข้างจะติดๆขัดๆ

เราเกิดอุบัติเหตุ รถชนอัดท้ายรถสิบล้อ บี้ (บี้ในที่นี้ให้นึกถึงกระป๋องโค้งที่เราเหยียบบี้มันก่อนทิ้งหรือขาย)

ถึงตอนที่เห็นสภาพรถ ฉันกับพี่ๆก็อยู่นอกตัวรถและคุยกัน

“เรารอดมาได้ไงเนี่ย ดูสภาพรถสิ”

สักพักหน่วยกู้ภัยก็มาถึง

งัดแงะรถสักพัก

แล้วก็ไปงัดตรงเบาะข้างคนขับ

ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย

นั่นคือฉัน ... ที่ไม่หายใจแล้ว

ฉันที่ตัวซีดขาว มีเลือดออกที่หัว ผมสั้นหยักศกปะบ่า ใส่กระโปรง (ชุดแนวที่เกิดมาไม่เคยใส่ หญิงมาก)

สรุปตอนนั้นคือ “ตายยกคัน”

แต่ ณ เวลานั้นฉันก็ไม่ได้สนใจศพคนอื่นแล้วล่ะ

ฉันสนใจเพียงศพตัวเองที่ถูกอุ้มไปวางไว้บนเปลรถ

สักพักฉันก็เห็นพี่ ตามมาด้วยแม่

ตอนที่พี่มาถึง ฉันเห็นสายตาของพี่ที่ยังเป็นปกติอยู่

แต่เพียงแค่เห็นฉัน ที่นอนนิ่งไม่หายใจอยู่บนเปล

หน้าเขาก็ถอดสี สายตาด้วยความไม่เชื่อ วิ่งเข้ากอดร่างของฉัน

แม่ฉันตามมาก็อยู่ในสภาวะไม่ต่าง

ทุกคนร้องไห้ ร้องไห้ด้วยความเสียใจ ร้องไปแทบขาดใจ

ฉันรู้ ฉันสัมผัสได้

ฉันได้แต่ยืนดูพวกเขา

ฉันเสียใจ ที่ทำให้พวกเขาร้องไห้ เสียใจที่ทำให้พวกเขาเป็นทุกข์

..

แล้วฉันก็บอกตัวเองว่า

นี่ไม่ใช่เรื่องจริง

ฉันแค่ฝันไป

ฉันนอนอยู่ในห้อง ที่บ้านต่างหาก....



แล้วฉันก็ตื่นขึ้นมา

ในห้องที่คุ้นตา บรรยากาศที่คุ้นเคย

ที่นี่คือบ้านของฉัน

เรื่องอุบัติเหตุ ฉันแค่ฝันไป

แต่ความรู้สึก มันยังชัดเจน

...


เรื่องที่บ้านไม่อยากพูดถึง

เอาเป็นว่าฉันอึดอัดมาก

เล่าความฝันให้คนที่รักฟัง

ว่าฉันตายยังไง

แต่นั่นล่ะ

เขาแค่กอดฉัน และจูบฉัน

แต่มันก็แค่นั้นล่ะ....

..


และฉันก็ต้องขอบคุณเสียงสวรรค์(หรือเสียนรกในหลายๆวัน)

ที่ปลุกให้ฉันตื่นจาก Inception เสียที





-หน้ากลม-
กับวันเหนื่อยๆ และปวดหัวตึ๊บๆ

ปล.โปรดมีสติในการขับขี่
(วันนี้มัวแต่คิดเรื่องฝัน เกือบไปล่ะ ปาดหน้าชาวบ้านเขาเฉย T-T)




(เพลงนี้ไม่ได้มีความหมายอะไร
เพียงแค่.. เป็นเพลงแรกของวันนี้ ที่อยู่ดีๆก็คิดถึง)



.. ถึงจะมืด เดี๋ยวก็สว่าง



.. กลับบ้านกันเถอะ เหนื่อยเหลือเกิน