HOME

HOME

30 พ.ค. 2556

...แม่บ้าน


ทำไมๆ ??




ฉันชอบขึ้นต้นด้วยคำถามเสมอ
ทำไมอย่างโง้น(โน้น)
ทำไมอย่างงี้(นี้)
ทำไมอย่างงั้น(นั้น)
คงเพราะฉันมันช่างสงสัยในสิ่งปกติธรรมดามากไป
สักวันคงไปกวนตีนใคร
จนถึงคราวเคราะห์(เจ็บ)ของตัวเอง
so sorry จร้าาา :P


วันนี้ฉันสงสัย แต่ที่จริงสงสัยมานานแล้ว
"....แม่บ้าน" ที่ฉันจะพูดถึง
ไม่ใช่คุณๆแม่ๆที่อยู่บ้าน ทำงานบ้าน เลี้ยงลูก
มีคุณพ่อเป็นหัวหน้า หาเงินเลี้ยงครอบครัว

ฉันไปคิดถึงโน่น
ฉันสงสัยกับคำว่า "ป้าแม่บ้าน"
ฉันไม่เคยได้ยิน "พี่แม่บ้าน"
ฉันไม่เคยได้ยิน "น้องแม่บ้าน"
ฉันไม่เคยได้ยิน "น้าแม่บ้าน"
ฉันไม่เคยได้ยิน "อาแม่บ้าน"
ฉันไม่เคยได้ยิน "ลุง ตา ยาย ปู่ ย่า ทวด.. แม่บ้าน"
ก็มีแต่ป้าแม่บ้านนั่นล่ะ
(เออ ฉันยังไม่เคยเห็นคุณผู้ชายเป็นพ่อบ้านเลยแหะ มีม่ะ?? จะมีก็เป็นยามไปล่ะ)

ทำไมคุณน้าที่ฉันเห็นทำงานอาชีพนี้
ทั้งๆที่เขาก็ดูอ่อนกว่าที่จะเรียกว่าป้า
เราก็ยังต้องเรียกว่า ป้าแม่บ้าน
หรือแม้กับคุณป้าแม่บ้านนี้ดูจะอายุมากกว่า มากๆ
ก็ยังจะเรียกป้าแม่บ้าน ทั้งๆที่ก็ดูอายุราวจะรุ่นยายอยู่แล้ว
เรียกยายแม่บ้านได้ไหม?

คล้ายๆกับว่า
อาชีพแม่บ้าน
ไม่ว่าคุณจะอ่อน จะชรา คุณก็ยังมีศักดิ์เป็น "ป้าแม่บ้าน" อยู่ดี
น่าสงสารกับคนที่อายุอ่อน
และน่าดีใจกับคนที่ชราไปแล้ว


พอนึกถึงป้าๆแม่บ้านที่ทำงานกับบริษัทนั้นๆ
ฉันก็กลับมานึกถึงน้องๆ พี่ๆ น้าๆ แม่ๆ ป้าๆ ลุงๆ ตาๆ ที่ทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน
ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่
ถ้าคุณอ่อนกว่า คุณก็คือ "น้อง"
และถ้ามากกว่า ไม่ว่าจะมากด้วยกี่เท่า คุณก็คือ "พี่"
แล้วนี่จะมีคนแก่ในออฟฟิตไหมนะ
แก่ด้วยอายุ วรรณะ ทุกขะ ภาระ (เพี้ยนเยอะล่ะ)
แต่ไม่เคยแก่ด้วยคำนำหน้าชื่อ
ยังคงเป็น "พี่..." เสมอๆ

ณ ปัจจุบันที่ฉันยังเป็นน้องน้อยที่สุดอยู่
การที่ฉันต้องเรียกเพื่อนร่วมงานที่รุ่นราวคราวแม่ คราวป้า หรือลุง
ว่า "พี่"
มันรู้สึกแปลกๆในการเรียกทุกๆครั้ง
ไม่ว่าจะที่ทำงานเก่า หรือใหม่
ก็ยังไม่ชินสินะ เหอๆ
ถ้าวันดีคืนดี ฉันเรียกพี่... ว่า ป้า...
ฉันจะโดน... ไหมน่อ
แต่ว่า อย่าลองดีกว่า
พี่ก็พี่
ว่าแต่.. คนฟังนี่ เขารู้สึกกระดากๆหูบ้างไหมเนี่ย
คนรุ่นลูก หรือกระทั่งรุ่นหลาน เรียกพี่....


วันข้างหน้าอีกสัก 20 ปี
ถ้าฉันยังทำงานเป็นลูกจ้างเขาอยู่
มีคนมาเรียก "พี่นุ่ม"
แทนที่จะเรียก "ป้านุ่ม"
เออ... มันก็ดีกับหัวใจนะ
อย่างน้อยตรูก็ไม่แก่ ณ ที่ทำงาน

เอาใจเขามาใส่ใจเราล่ะกัน
เพื่อโลกที่สงบสุข :P


พูดถึงคำขึ้นต้นเรียกชื่อ
เราใช้เกณฑ์อะไรมาวัดว่าจะเรียกอะไร
น้อง พี่ น้า แม่ ลุง ตา ย่า ฯลฯ
ถ้าเป็นปกติเราก็เอาอายุพ่ออายุแม่มาเป็นมาตรฐานนี่ล่ะ
แต่ฉันก็เลยสงสัยนะ
แล้วคุณลุง ที่ฉันเรียกว่าลุง
เพราะอายุลุงมากกว่าแม่
แต่จริงๆถ้าเอาพ่อมาเป็นฐาน
ฉันก็ต้องเรียกว่าอา
อายุคุณลุง หรือ อา เนี่ย อยู่ระหว่างพ่อกับแม่
แล้วเราต้องเรียกอะไรล่ะทีนี้
"อุง"
อั๋นเอียกอุงอ่ะอ่าว

ทำไมเราถึงไม่ใช้อายุตัวเองเป็นฐานนะ
อายุมากกว่าเรา 1-20 ปี ให้เรียก พี่
มากกว่า 11-30 ก็ น้าหรืออา
มากกว่า 31-40 ก็ ยอมรับความเป็น ป้าหรือลุง ไปเหอะ
41 เป็นต้นไป ก็เป็น ปู่ ย่า ตา ยาย
จะเป็นทวดตอนไหน ก็ดูความเหมาะสมอีกที (เดี๋ยวทวดหัวใจวายตาย)

จะเรียกว่าอะไร
ตามอายุก็ยาก
สถานะก็นะ
โอ่ววว ปวดหัว
งั้นก็อิงตามความเหมาะสมของเวลา สถานที่ อีกทีล่ะกัน

และ..
ทุกอย่างก็เหมือนเดิม
ฉันก็แค่หาเรื่องมาให้รบกวนสมองเท่านั้นหล่ะ
:P


-หน้ากลม-

28 พ.ค. 2556

28 พฤษภาคม


28 พฤษภาคม 2547

"ยินดีที่ได้รู้จัก"



28 พฤษภาคม 2548

"ยินดีที่ได้ใกล้ชิด"



28 พฤษภาคม 2549

"ยินดีที่ได้เป็นเพื่อนกัน"



28 พฤษภาคม 2550

"ยินดีกับชีวิตใหม่ รั้วมหา'ลัย"



28 พฤษภาคม 2551

"ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง.. หลายๆครั้ง"



28 พฤษภาคม 2552

"ยินดีที่ได้รัก"



28 พฤษภาคม 2553

"ยินดีที่เวลา ไม่ได้มีผลต่อความรู้สึก"


28 พฤษภาคม 2554

"ยินดีที่ระยะทาง ไม่ได้มีผลต่อความผูกพัน"



28 พฤษภาคม 2555

"ยินดีที่ได้ดูแล"



28 พฤษภาคม 2556

"ยินดีที่ได้อยู่ตรงนี้"


28 พฤษภาคม ....

"ยินดีที่ได้รักกัน"




ยังไม่ลืมนะ "28 พฤษภาคม" 





-ส่วนลึก-

27 พ.ค. 2556

สำ(รัก)ลัก

"สำ(รัก)ลัก"

ไอ่อาการสำลักนี่มันเกิดจากอะไรหรอ??

ถามอากู๋(เกิ้ล)ไปแล้ว

และคำตอบนะ

หึหึ วิชาการจ๋า จนไม่อยากจะเข้าใจ

คุณลองไปถามเองล่ะกัน


ฉันเป็นคนนึงที่สำลักง่าย(มาก)

ใครที่เคยได้อยู่กับฉันจะรุว่าบ่อยแค่ไหน

"นุ่มสำลักได้ทุกอย่างล่ะ"

ไม่ได้ชอบ ไม่ได้อยาก แต่มันสำฯเอง

เคยกินก๋วยเตี๋ยวแล้วสำลักบ่อยๆ

สำลักพริก ขึ้นจมูก น้ำตาไหล ไอไม่หยุด

แล้วหยุดกินไม่

ไม่อ่ะ หิว และ เสียดายตังค์ (งก)

ก๋วยเตี๋ยวเจียงก็ไม่เว้น จนแบนมันไปแล้วล่ะ

"ไอ่เจียงมึงทำให้กูสำลัก กูจะไม่กินมึงอีกแล้ว"

ว่าไปโน่น

คิดว่ามันจะง้อรึ?

ก็เปล่า

ฉันเองก็ม่ะแคร์

กินอย่างอื่นก็ได้

555


กินน้ำก็สำลัก

เอ่อคนเรา

นี่ฉันคือ "มนุษย์สำลัก" สินะ

"แน่จริงแม่งสำลักให้ได้ทุกอย่างเลยสิ"


วันนี้ก็เป็นอีกวัน

ไอ่สำลักมันมาอีกแล้ว

มาแต่เช้าเชียว

และวันนี้ฉันสำลัก.... 

"หมากฝรั่ง" -*-

ไม่ได้เผลอกลืนลงคอนะ

แต่สำลักน้ำมัน เผ็ดๆเย็นๆด้วย

ตายๆ

สำลักแม้กระทั่งหมากฝรั่ง -O-"


ว่าแต่ไอ่วรรณิภาเอ๋ย

แกจะตายเพราะสำ(รัก)ลักรึป่าวเนี่ย


คุณๆอ่านแล้วอย่าสำ(รัก)ลักตามนะค่ะ

มันม่ะดีหรอก 

ม่ะดีต่อสุขภาพร่างกาย และหัวใจ



เหอๆ ฉันคงสำ(รัก)ลักมากไป >.<

22 พ.ค. 2556

หนังสือพิมพ์

เย็นวันหนึ่ง

บนทางด่วน

ฉันเจอหนังสือพิมพ์แผ่นหนึ่ง

ต้องบอกว่าแผ่นหนึ่ง หรือคู่หนึ่งล่ะนี่

มันมีสองหน้า ที่ติดกัน

เอาเป็นว่า เรียกว่า คู่หนึ่งดีกว่า

ให้มันมีเพื่อนสักนิด


เย็นวันนั้นฉันอยู่บนทางด่วน

วิ่งจากพระราม 3 เพื่อที่จะไปชลบุรี

ฉันเห็นหนังสือพิมพ์คู่นั้น

มันตกอยู่บนถนน

ไม่รู้ว่ามันซุ่มซ่ามหล่นมาเอง

หรือมีคนทอดทิ้งมัน

แต่ประเด็นแรกน่าจะใช่มากกว่า

ไม่รู้จักเกาะให้ดีๆนะ :P



ไม่รู้ว่าด้วยอารมณ์อะไร

หนังสือพิมพ์นั้น

มันทำให้ฉันรู้สึกหดหู่นะ

เป็นหนังสือพิมพ์

ที่โดนรถคันโน้น คันนี้ ชนซ้าย ชนขวา

ปลิวว่อน

ฉันสงสารมัน ที่ไม่มีใครใส่ใจใยดี


ค่าของหนังสือพิมพ์อยู่ที่ไหน

ข่าว โฆษณา ความบันเทิง

หลักๆก็ข่าวนั่นแหล่ะ

ข่าวอาชญากร

ข่าวการบ้าน (การเมือง)

ข่าวธุรกิจ สังคม บันเทิง ดูดวง กีฬา โฆษณา

โอ่วเยอะ

หนึ่งฉบับมันมีสักกี่หน้านะ

แันไม่รู้เหมือนกัน เพราะนานๆทีถึงจะได้หยิบจับขึ้นมา

หนังสือพิมพ์ประจำวันนั้นๆ

แต่ไม่เคยจะประจำวันอ่านเลย

อ่านวันที่ 1 .. หนังสือพิมพ์ขั้นวันที่เป็นวันที่ 2 ล่ะ

มาเร็วจริง

พอถึงวันที่ 2 .. ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์วันที่ 2

เป็นอันว่าตกข่าวล่ะ

ไม่ประจำวันสักนิด

ค่าของหนังสือพิมพ์.. ราคาไม่แพง

จึงอยู่ จึงมีความหมาย แค่เพียงไม่กี่วัน

แบบนั้นหรือเปล่า

เพราะพอวันที่เลยมาวันที่ 3 ที่ 4

ไอ้หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 2 ก็ไม่ค่อยมีใครอยากจะหยิบอ่านขึ้นมาแล้ว

เพราะมันล้าหลังไปแล้ว

..

หนังสือพิมพ์... อาุยุมันสั้นเน๊อะ


บางคนก็ต่ออายุให้มัน

โดยการพับเป็นถุงใส่กล้วยแขก กล้วยปิ้ง แล้วแต่กล้วย

บางคนก็เอามาห่อทุเรียน

ห่อโน่น ห่อนี่

ไม่มีกระดาษชำระ ก็เอาหนังสือพิมพ์มาเช็ดก้น

เอ๊ะ อันหลังนี้ไม่ใช่ล่ะ

เอ๊ะๆ หรือมีคนทำ

เพราะเมื่อถึงจุดๆนั้น .. อะไรคว้าได้ก็เอาหมดอ่ะ 555


..

ค่าของหนังสือพิมพ์..

สุดท้ายก็อยู่ที่คนซื้อมา และส่งต่อสินะ

ถ้าซื้อมาอ่านแล้วทิ้ง มันก็มีอายุไม่ถึงวัน

แต่ถ้ารู้จักใช้ ให้มากกว่าที่มันเป็น

อายุมันก็จะยืนขึ้นนะ


..

ฉันว่านะ

หนังสือพิมพ์บนทางด่วนคู่นั้น

ถ้ามันมีจิตใจ

มันคงกำลังร้องไห้แน่ๆ

มันอายุยืนเลยนะ ถ้าดูจากสภาพ

แต่..

ไม่มีใครเหลียวแลมันเลย

ให้ตายดีกว่า


.. น่าสงสารนะ

ดีว่าฉันไม่ได้ไปชนมัน

แต่มันกลับมาชนหัวใจฉัน

เปี้ยง!!!


15 พ.ค. 2556

ตำนานซีเรียล


คุณเคยกินซีเรียลไหม?

ซีเรียลที่เป็นธัญพืช

ซีเรียลที่เรากินแทนอาหารเช้า

หรือเป็นขนมขบเคี้ยว

นั่นล่ะ

เอาเป็นว่า

วันนี้ฉันจะเล่าตำนานซีเรียลให้คุณฟัง


..


ณ ที่ห่างไกล

เหนือสุดบนแผ่นพื้นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน

ลึกลงไปมากกว่านั้น เจาะไปที่เมืองเล็กๆ บ้านนอกๆ

ที่มีชื่อเมืองว่า "เมืองฉิง"

เมืองฉิงนี่ก็แปลก ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองเล็กๆนี้ มีต้นตระกูลเกียวกัน ที่มีแซ่ว่า "แซ่ฉาง"

แซ่ฉางกันเกือบจะทั้งเมือง มี ฉิน มี โฉง มี ฉะฉะฉะฉอ บ้าง บางบ้าน

เอาเป็นว่า

เหนือสุดของเมืองฉิง มีครอบครัวฉางอาศัยอยู่

ครอบครัวนี้ ณ ปัจจุบัน เหลือเพียงยาย ตา และหลานชาย รวมเป็น 3 คนที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้าน

หากจะถามถึงคนอื่นๆ ก็เข้าไปทำงานหาเงิน ณ เมืองหลวงนั่นแหล่ะ

ที่นั่นค่านิยมก็เป็นเช่นนี้ ไม่ชอบทำนา ทำสวน แต่รักเป็นพนักงานบริษัท ใส่สูท แต่งสวย อยู่ออฟฟิต

จะอยู่ก็มีแต่ ตายาย ที่อายุก็ปาไปจะ 80 แล้ว หลานก็เพิ่งจะ 3 ขวบ

วันหนึ่งในฤดูเก็บเกี่ยวข้าว

อากาศค่อยข้างจะแห้งพอสมควร

แดดร้อนจ้าๆเลย

ตากับยาย กำลังช่วยกันเกี่ยวข้าว

ส่วนไอ้หลานชายก็ วิ่งเล่นจับแมลงปอ (หรือแมงฟ้า)

อาวุธที่ใช้จับ ได้รับมอบมาจากตา

ตาประดิษฐ์อุปกรณ์จับแมงฟ้าให้ไอ้ลิวฉู

อ่อลืมบอกไปว่าหลานชื่อ ลิวฉูฉาง

ลิวฉูได้อาวุธมาจากตา

หน้าตาของไอ้อาวุธนี้ทำไม่ยาก

หาไม้ยาวๆตรงๆ ยาวสัก 1.50 เมตร ก็พอ

เอาถุงพลาสติกที่ใส่อาหาร ใส่ขนม มา 1 ใบ ยาง 1 เส้น

จับก้นถึง มัดกับปลายไม้ ดันปากถุงให้พองๆ

ก่อนจะจับแมงฟ้าทุกครั้ง ต้องดันปากให้พองก่อน

ย่องๆๆๆๆ ย่องๆๆ เข้าไปใกล้ๆ อย่าส่งเสียง อย่าหายใจ

และอย่าใช้เวลานานในการจับในแต่ละครั้ง

เพราะคุณจะตายซะก่อน เพราะไม่ได้หายใจ

นั่นล่ะ ย่องไปใกล้ๆ อย่าให้มันรู้ตัว

แล้วก็รีบเอาอาวุธจัดการมันซะ

จากถุงนั่นแหล่ะ ครอบมันเลย จับให้อยู่ อย่าให้เล็ดลอดออกมาจากถุงได้

ไม่งั้นคุณจะเสียเวลา และเฉียดตายหลายรอบ (ลืมหายใจ)

ถึงไหนแล้วเนี่ย

เออ ตากับยายเกี่ยวข้าว ไอ้ลิวฉูก็วิ่งจับแมงฟ้าเล่น

ลิวฉูจับแมงฟ้าได้มากพอสมควร แล้วเกิดอยากกินมันขึ้นมา

ก็เลยรวบรวมไม้ และต้นข้าวแห้งๆบริเวณนั้นเป็นเชื้อเพลิง

จุดไฟ ย่างแมงฟ้ากิน

อร่อยน่อ แมงฟ้าเนี่ย คุณเคยกินไหม?

ฉันว่ามันกินได้นะ... คิดว่า

ลิวฉูย่างแมงฟ้ากินใจเย็นเฉิบ

กินจนหมดที่จับมาได้

หมดแล้ว ไม่พอ ไม่อิ่ม ก็วิ่งหาจับใหม่

แต่... ไอ้ลิวฉูดันลืมดับไฟนี่สิ

เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่นาที

อากาศที่แห้ง บอกลมที่พัดมา

ต้นข้าวเหลืองๆ แห้งๆนี้อีก

ไฟก็ลุกสิคร๊าาา

ตากับยายตอนแรกก็ไม่เห็นหรอก

ก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าวอย่างเดียว

จนไฟมันมาลนอยู่ใกล้ๆตูดนี่แหล่ะ

แสบจ๊ากกก

ไฟมันลนตูดตา

ตาแสบตูด

ร้องโค ตะ ระ ดัง ออก มา ว่า

"จ๊าาาาากกกก"

"ซีเรียล!!!!!!"

นี่แหล่ะตำนานซีเรียล

เพราะนาข้าวของตาที่ถูกไหม้นั้น

ได้กลายเป็นซีเรียล อาหารเช้าเลิศรส

ผสมนมเนยหน่อยๆ

หร่อยยย!!!

ให้คุณๆได้กินเป็นอาหารเช้า

ให้คุณๆได้เพลิดเพลินกับการกินเป็นของเล่นยามดูซี่รี่


ซีเรียลลลลลลลลล


55555


จบ... ตำนานซีเรียล





ขอบคุณแรงบันดาลใจ จากการรับประทานซีเรียลเป็นอาหารเช้ากับนมตลอดเดือนกว่าๆที่ผ่านมา

และ

ขอไว้อาลัย ให้กับมุกตัวเอง



- หน้ากลม -





ปล.ผู้เขียนม่ะได้อิดิทเลย สดๆ ให้อ่านต้นฉบับกันเลยทีเดียว
ติชมได้ ด้วยมุกเสียวๆ 5555

13 พ.ค. 2556

ผูกพัน



ฉันเริ่มต้นการเขียน โดยใช้เพลงนี้ เป็นแรงบันดาลใจ "ผูกพัน" โดย บอย ตรัย ภูมิรัตน


"นี่ใช่ไหมอะไรๆที่เคยคิด ชีวิตที่มีแต่ฉัน 

ต่อจากนี้คงตัวคนเดียวอย่างที่คิด นี้หรือที่ใจต้องการ... "


เพลงนี้ได้เข้ามากัดกินหัวใจของฉัน

ทั้งๆที่เพลงแผ่นนี้ก็ฟังตลอดตั้งแต่เดือนเมษายน

ฟังวกไปวนมา

แต่เมื่อวาน ระหว่างการเดินทางกลับชลบุรี

เพียงแค่ดนตรี เพียงประโยคแรกของเนื้อเพลง

ก็ทำเอาฉันน้ำตาแทบหล่น

มันช่างทิ่มแทงหัวใจคนฟังซะเหลือเกิน

และอาจจะหลายๆคน

ที่ต้องเดินทางหกระเห ทำงาน หาเงิน ออกมาไกลบ้าน

โดยเฉพาะมาอยู่ตัวคนเดียว

อย่างฉัน


ฉันเริ่มอยู่ด้วยตัวคนเดียวตั้งแต่สมัยมหาลัย

ฉันมั่นใจในการอยู่คนเดียว

ว่าฉันจะไม่เหงา

ว่าฉัน พร้อมที่จะอยู่ตัวคนเดียว

เดินหน้าต่อไป แม้จะด้วยเพียงลำพัง

ฉันสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้แน่

การเริ่มต้นทำงาน

ฉันก็อยู่ตัวคนเดียว

เพื่อนสนิทของฉันยังเคยถามฉันเสมอๆ

"นุ่มไม่เหงาหรอ"

ฉันก็บอกไปอย่างที่คิด

"ไม่เหงาหรอก เสาร์อาทิตย์อยู่ห้องเฉยๆก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

ตื่น กินข้าว ดูการ์ตูน อ่านหนังสือ เรื่อยเปื่อย เดียวก็หมดวัน"

ฉันสามารถอยู่ด้วยตัวของฉันเอง

โดยไม่จำเป็นต้องออกไปพบปะสังสรรกับใครๆ

ณ เวลานั้น ฉันชินกับการอยู่คนเดียว

ไม่ต้องเป็นห่วงใคร

ไม่ต้องรอใครกินข้าว

ไม่ต้องรอใครอีกคนกลับมา

ชีวิตที่ไม่ต้องมีกังวล

มันช่างดูเรียบง่าย

วันๆผ่านไป

โดยไม่มีอะไรสะลักสำคัญ


แล้วช่วงเวลานั้นก็หายไป

เมื่อ 1 ปี ที่ผ่านมา

ฉันมีเพื่อนสนิทเป็นรูมเมท

ฉันมีคนที่ต้องรอกินข้าว

ฉันมีคนที่ต้องไปรับ ไปส่ง

ฉันมีคนที่ต้องดูแล

ฉันมีคนที่ต้องรอการกลับมา

ชีวิตที่เคยตัวคนเดียวตลอดมา ได้หายไป


แต่วันนี้ ตอนนี้ "คนเดียว" ก็กลับมาอีกครั้ง

ฉันอยู่ห้องคนเดียว

ไม่มีใครให้ไปรับไปส่ง

ไม่มีใครให้กินข้าวด้วยกัน

ไม่มีใครให้ต้องดูแล

ไม่มีใครให้รอคอย

ฉันตื่นด้วยตัวของฉัน

(แม้หลายๆครั้งจะขี้เกียจ แต่ก็บอกตัวเองว่า ถ้าลุกไปอาบน้ำแล้วยังอยากที่จะนอน จะให้หยุดทำงานเลย แต่ด้วยความเป็นจริง เพียงแค่เราดันตัวเองให้ลุกออกจากเตียงได้ครั้งแรก เดินไปอาบน้ำได้ เราก็จะไม่อาลัยอาวรกับที่นอนอีกต่อไป.. นั่นแหล่ะวิธีหลอกตัวเอง 555)

ฉันไปทำงานด้วยแรงของฉัน

ฉันกินข้าว ด้วยปาก และตามท้องของฉัน

ฉันไม่กินข้าว ก็ไม่เดือดร้อนว่าจะมีใครที่ไม่ได้กินด้วย

ฉันกลับห้อง ก็ไม่ต้องรอคอยว่าจะมีใครกลับเข้ามาด้วย

ชีวิตกลับมาเรียบง่ายอีกครั้ง

ตื่น ไปทำงาน กิน และนอน

และอยู่ด้วย การ์ตูน และหนังสือ


ฉันคิดตลอดมาว่า "ฉันมีเีพียงตัวคนเดียว"

(ไม่นับรวมครอบครัว เพราะฉันมีพวกเขาอยู่แล้ว)

ฉันสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ฉันไม่จำเป็นต้องมีใคร

และตอนนี้ ฉันก็ยังคิดเช่นนั้นอยู่เสมอมา

แต่

ตอนนี้มันดูยากเย็นเหลือเกิน

สำหรับวันที่ฉันรู้สึกเหนื่อยแบบนี้


ในวันที่รู้สึกเหนื่อยล้า

เราจะไม่สามารถมองเห็นซึ่งอนาคตที่วาดฝันเอาไว้

ความเหนื่อยล้า กัดกินแรงกาย แรงใจ

ฝันที่เคยวาดไว้ก็ดูเลือนราง

การ์ตูนที่เคยดูแล้วหัวเราะ ก็ดูจืดชืดซะเหลือเกิน

หนังสือที่อ่านแล้วลืมเลือนซึ่งเวลาเพราะความเพลิดเพลิน ก็ดูจะยืดยาวเกินไป

อะไรๆก็ไม่ได้ดั่งใจ

แล้วในวันแบบนี้

จะมีใครมามอบกำลังให้เรา

ก็มีแค่ตัวเราเพียงคนเดียว


ฉันไม่ได้ยอมแพ้กับการอยู่คนเดียว

ฉันแค่ต้องทำตัวให้ชิน

ให้ฉันคนเดิมกลับคืนมา


ความหมายในการมีชีวิต

ในวันๆหนึ่ง

ซึ่งการอยู่คนเดียวมันจะทำให้มองไม่ค่อยจะเห็น

แต่ฉัน

จะทำให้มันมีความหมาย

ด้วยตัวของฉันเอง


....

ตอนนี้ฉันพยายามหาอะไรๆทำ ที่ฉันชอบ

ฉันชอบถ่ายรูป

แต่ฉันไม่มีเวลาไปเที่ยวไหน

และไม่มีเพื่อนร่วมเดินทาง

ฉันไม่ได้หาเวลา

แต่ฉันมีเวลา

ให้กับการถ่ายภาพแบบง่ายๆ

ฉันแค่กลับมาห้องตอนเย็น

กินข้าว

ออกไปล้างจานที่ระเบียง

และก่อนที่จะล้างจาน

ฉันก็แค่หยิบกล้องขึ้นมา

ส่องไปด้านทิศตะวันตก

ฉันเห็นพระอาทิตย์ตก

ฉันเห็นท้องฟ้า

ท้องฟ้าสีฟ้า สีน้ำเงิน สีม่วง สีส้ม สีแดง สีเขียวก็มี

ฉันเห็นท้องฟ้าหลากหลายสี

ลวดลายที่แต่งแต้มในแต่ละวัน

ก็ไม่เคยซ้ำกัน

ฉันแค่หาความสุข

จากการถ่ายภาพท้องฟ้า

ท้องฟ้าตรงที่ระเบียง

ท้องฟ้าที่แต่งแต้มลวดลายต่างๆ

ไม่เคยซ้ำ

ให้ฉันได้ตื่นเ้ต้นอยู่ตลอดเวลา

หยิบกล้อง

ส่อง

ปรับ

กดชัตเตอร์

แค่พยายามเก็บภาพให้ได้อย่างตาเห็น

แค่นั้นก็พอ

และแล้วววว

กิเลสเลนส์ ก็เข้าครอบงำ

5555








 


ปล. และระหว่างที่เขียนบล็อคนี้ ฉันก็ยังฟังเพลงผูกพันหลายๆๆๆรอบ และตอนนี้เพลงก็ยังคงบรรเลงต่อไป

10 พ.ค. 2556

..ด้วยรัก

"ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์

เราจะจับมือและเดินไปด้วยกัน..."



ไม่ว่าจะในเวลาที่มียิ้ม หัวเราะ ดีใจ สุขสุดหัวใจ

หรือ

ไม่ว่าจะในเวลาที่เศร้า เสียใจ ร้องไห้ สุดขาดใจ

คนที่อยากให้ยืนอยู่ข้างๆ ที่ตรงนั้น

ยังไงๆ ก็คือ คนที่เรารักสุดหัวใจ

ฉันมีความสุข ก็อยากแบ่งเบาให้คนรักมีความสุข

ฉันร้องไห้ ก็อยากมีไหล่คนรักไว้ซบ

โอบกอดฉัน ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์

สัมผัสฉัน ด้วยรักที่อบอุ่น

ความปรารถนาสุดหัวใจ


และถ้ากลับกัน

ฉันก็อยากเป็นคนที่อยู่ข้างๆ

เหมือนๆกัน

ในทุกๆวัน


ไม่จำเป็นต้องทำอะไร

แค่ให้รู้ว่าอยู่ข้างๆเสมอ

"ดูแลตัวเองดีๆนะ"






"หลายครั้งเราก็แยกไม่ออกระหว่าง 

ความรู้สึกดี กับ ความรู้สึกรัก"



เป็นข้อความที่ฉันเจอในเฟสบุ๊ค

ข้อความที่สะดุดใจฉันให้หยุดคิด

ว่าแท้จริงแล้ว

ความรู้สึกฉันในตอนนี้คืออะไร

กับคนที่ฉันบอกรักอยู่ทุกๆวัน

อาจจะเป็นแค่ว่ารู้สึกดี

หรือกับคนที่ฉันบอกว่ารู้สึกดี

ฉันอาจจะรัก

....


ฉันคิดถึงคนที่ฉันบอกว่ารัก

และ

ฉันก็คิดถึงคนที่ฉันบอกว่ารู้สึกดี

มันไม่ดีเลยใช่ไหม

ที่จะคิดถึงใครพร้อมๆกัน

แต่..

ฉันห้ามความคิดไม่ได้

ฉันพยายามแล้ว ในหลายๆเรื่อง

ฉันดูการ์ตูนเพื่อให้ลืม

ฉันอ่านหนังสือเพื่อให้ความคิดจางหาย

ฉันทำสิ่งที่ฉันชอบ

เพื่อลืมเลือนความรู้สึก

แต่ความมืด

ความเงียบ

ก็ทำลายความพยายามนั้น

อย่างง่ายดาย


ฉันคิดถึงเขา

ฉันคิดถึงเขาทุกค่ำคืน

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่า

ทำไมหลายๆอาทิตย์ที่ผ่านมา

ฉันนอนไม่หลับ หรือหลับไม่เคยสนิท

ฉันเจ็บปวดในความคิดของตัวเอง

ฉันอยากสัมผัสเขา

ฉันอยากได้รับความอบอุ่นจากเขา

ความอบอุ่นที่ฉันเคยมี

นั่นทำให้

เป็นครั้งแรกในชีวิต

ที่ฉันทรมานกับการต้องอยู่คนเดียว

ฉันขาดความอบอุ่น



โอบกอดฉัน.. ด้วยความรัก

8 พ.ค. 2556

แพ้สายตา


.... สายตาคู่นั้น


สายตาของเธอ


ทำไมถึงได้ดูเศร้านัก


หรือ


เป็นเพราะสายตาของฉัน


ที่สบตาเธอในวันนั้น


สายตาของฉัน


มันแสดงความจริงในหัวใจงั้นหรอ


"ได้โปรดมองมาที่ฉัน

กอดฉัน

อยู่กับฉัน

รักฉัน"


อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น


สายตาคู่นั้น


แล้วฉันจะห้ามใจตัวเองได้อย่างไร




2 พ.ค. 2556

ไข่เจียว

มาเริ่มต้นกันเลย

กับเมนูไข่ยอดฮิต "ไข่เจียว"

แต่รองจาก "ไข่ดาว" นะ

เพราะเวลาเราคิดถึงไข่ ก็จะเป็นไข่ดาว

ก่อนไข่เจียว ไข่ต้ม ต้มไข่ ไข่ลูกเขย ไข่ตุ๋น ไข่ห่อข้าว ไข่.... (ไรอีกน่อ)

นั่นแหล่ะ ไข่ดาวครอบแชมป์ไปเลยยยย

เย้!!!!!


วันนี้ฉันอยากเขียนถึงเรื่อง "ไข่เจียว"

เพราะเมนูนี้เคยเป็นเมนูต้องคำสาปสำหรับฉัน

ฉันทอดไข่ดาวเป็นก่อนไข่เจียว

และไข่ดาวของฉัน นั้นแสนสวย น่าอร่อย และอร่อยด้วย

ฉันทอดไข่ดาวเป็น.. แล้วก็ลองมาผัดข้าว ทำข้าวผัดไข่

แต่ไม่เคยจะทอดไข่เจียวเลยสักครั้ง

ด้วยความว่า อะไรที่ไม่เคย ก็จะไม่กล้า (ตามภาษาเด็ก)

แต่ในที่สุด

ฉันก็ต้องได้ทอดไข่เจียวจนได้

ตอนนั้นฉันน่าจะอยู่ ม.4

มีเพื่อนคนนึงมาบ้าน

ฉันช่วยแม่ทำโน่นทำนี่

และสุดท้าย แม่ลองให้ฉันทอดไข่เจียว

และ.. และ..

ฉันก็ทอด... ไข่เจียว... ไหม้ (นิดหน่อยมั้งนะ)

เพื่อนผู้โชคดี ที่ทำให้ให้นุ่มได้ทอดไข่เจียวครั้งแรกในชีวิต(และไหม้ด้วย)

ก็คือ จ๊ะโอ๋... ช่างน่าดีใจจริงๆ 555

การทอดไข่เจียวครั้งนั้น

ทำให้ฉันไม่กล้าทอดไข่เจียวอีกเลย

จนเมื่อไม่นานนี้

ฉันจึงได้ทอดมันอีกครั้ง

ฉันมาอยู่เมืองชลฯ

ที่พักฉันหาอาหารกินยากมาก

ฉันจึงต้องซื้อตู้เย็น และในนั้นฉันก็พยายามยัดๆ อะไรๆที่ฉันคิดว่าจะกินเข้าไป

และหนึ่งในนั้นก็มีไข่

ห้องฉันต้องมีไข่

เพราะเป็นอาหารที่ง่ายๆ แป๊ปเดียว จะได้กินได้เลย

ฉันกลับมาทำงานก็เหนื่อยแล้ว หิวแล้ว

ไม่อยากเสียเวลากับการทำอะไรยากๆ อีก

ก็เมนูไข่นี่แหล่ะ

วันแรกๆก็เอาเลย

ข้าวไข่เจียว

ฉันหุงข้าวเอง

จากที่เคยหุงข้าวดิบเมื่อตอนเด็กเหมือนกัน

ทำให้ฉันไม่กล้าหุงข้าวเองไปพักใหญ่ๆ

และนี่ก็ต้องกลับมาหุงเองอีกครั้ง

วันนั้นฉันทอดไข่เจียวไม่ไหม้ เย้!!!!!

สุดท้ายฉันก็สามารถก้าวข้ามความกลัวการทอดไข่เจียวได้สำเร็จ

ไม่ไหม้แล้วววว!!!! 5555

ต้องขอบคุณ ความอดอยากสินะ เอิ่กๆ

แต่

วันนั้น .. อาหารในวันนั้น ฉันกลับหุงข้าวแฉะนี่สิ

อุตส่าห์หุงตามสูตรแป๊ะ

น้ำ 1 ข้อนิ้ว.. และก็วัด ให้ท่วมข้อมือด้วย

หึหึ.. ปรากฎว่าแฉะ... ขอบคุณ

แต่วันนี้ฉันก็สามารถก้าวข้ามมาได้แล้วนะ

ทั้งเรื่องหุงข้าว และทอดไข่เจียว

ฉันไม่หุงข้าวดิบหรือแฉะ และไม่ทอดไข่เจียวไหม้แล้ว

นั้นคือความสำเร็จในชีวิตอย่างหนึ่ง

5555

ปล. มันยิ่งใหญ่นะ ^^



เอาล่ะ จะเข้าเรื่องแล้วนะ

(อ่าววว นี่มึงเพิ่งจะเข้าเรื่องรึนี่ อ่านมาซะเยอะเลย)

:P

วันนี้เป็นอีกวัน ที่ฉันกลับห้องมาหุงข้าวและทอดไข่เจียว

ข้าวฉันไม่แฉะ ไม่ดิบ

และไข่เจียวก็ไม่ได้ไหม้นะ

แต่ไข่เจียวของฉัน...

ฮือออออๆ

คือว่า ตอนแรกนะ

ฉันกะว่าจะหุงข้าว ทอดไข่เจียว และละลายน้ำพริกน้ำปลา ที่ชอบกิน

เพราะกลับมาวันนี้หิวมาก

ถึงห้องก็รีบหุงข้าวเลย

ระหว่างที่กำลังตีไข่ 2 ฟอง

ฉันก็นึกพิเรนอะไรขึ้นมาไม่รู้

เพราะขี้เกียจจะละลายน้ำพริกแยก

ก็เลยเอาพริก น้ำปลา มะนาว ผงชูรส

พวกวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการละลายน้ำพริก

เอามาใส่ในไข่ และตีๆๆๆๆ

แต่มือดันหนัก ใส่พริกไปเยอะเลย

ก็เลยต้องเอาไข่อีกฟองมาตีใส่เพิ่ม

ฉันมีพริกแห้ง ก็เลย เด็ดพริกแห้งใส่เข้าไปอีก

ไข่เจียวทอดเสร็จน่ากินเลย

แต่...

รสชาติ

"ไม่ได้เรื่อง"

เป็นเพราะความขี้เกียจโดยแท้

นี่ถ้าแยกกินอยากเมื่อก่อน

ข้าว ไข่เจียว น้ำพริก

ฉันคงมีความสุขจากการกินวันนี้มากมาย

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็กินหมดนะ

คงเพราะหิวล่ะมั้ง

5555

ไม่ได้กินข้าวมา 2 วันล่ะ (กินอย่างอื่นแทน ตามภาษานุ่ม)

กินมันหมดทุกอย่าง

ข้าวจานพูนๆ...

ไข่เจียว 3 ฟอง ที่ไม่ค่อยจะเข้าท่า

แถมกลัวแอปเปิ้ลที่ปลอกไว้จะช้ำ ไม่นากิน

ก็เอามากินต่ออีก...

แอปเปิ้ลน่าจะ เกือบ 3 ลูกได้

ตายๆ วรรณิภา

เด๋วก็เป็นหมูหรอก

(แต่ก็ยังผอมยิ่งกว่าเดิม)

กินอย่างนี้

จะมีใครเลี้ยงไหวเนี่ย

เอิ่กๆ



เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าขี้เกียจ

อย่าคิดพิเลนๆ

อย่าได้ทอดไข่เจียวแบบนี้อีก

และที่สำคัญที่สุด

... อย่ากินเยอะแบบนี้

เลี้ยงไม่ไหวเน้ออออ


- หน้ากลม -



ปปปปปล. ฉันมิกล้าถ่ายภาพลงให้ดูนะ ถึงแม้มันจะดูดี แต่มันก็แค่ภายนอกอ่ะ เราไม่ควรตัดสินอะไรจากภายนอกนะ 5555 มองให้ลึกๆ ชิมเลย แล้วจะรุว่ามันไม่อร่อยเล้ยยยย