HOME

HOME

21 มิ.ย. 2556

ภาวะ ตึง เครียด

ภาวะ ตึง+เครียด

ภาวะนี้ จะเกิดอาการที่เรียกว่า


ตึง.. บนใบหน้า

หน้าจะ ยับยู้ยี้ คิ้วขมวด หน้าผากย่น เกร็ง ตึง ไปหมด

โดยรวมๆ หน้า ณ ภาวะนี้ จะเหมือนตูด(ดำๆเขียวๆ) :P


 เครียด.. ภายใน(ใจ)

อันนี้ไม่รู้จะอธิบายยังไง เครียดก็คือเครียดนั่นแหล่ะ

ไม่ว่าจะเรื่องไหน กับใคร เครียดก็คือเครียด

ไม่เกี่ยวกับ เกลียด เกียจ เกียรติ แต่อย่างใด (อ่าวงง??)

ด้วยอาการเหล่านี้

เราจึงฟันธงกันว่า มันเป็นภาวะที่ไม่ดี



แต่มันไม่เสมอไปหรอกฉันว่า


ในช่วงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

เราจะมีช่วงเครียดและลั้นลาสลับกันไป

ระหว่างเรียนสนุกสนานมีความสุข

พอเข้าเทศกาลสอบปุ๊ป ก็เริ่มจะหม่นหมอง

พออ่านไม่ทันเท่านั้นล่ะ เครียดกันสุดๆ

และพอหลังจากภาวะตึงเครียดนั้น

สอบเสร็จ.. ก็กลับมาสนุกสนาน บ้าๆบอๆเหมือนเดิม


แต่ในระหว่างที่เครียดล่ะ

ในช่วงนั้นเพื่อนฉันคนหนึ่งจะชอบเครียดมากกับการอ่านหนังสือ

เพราะเขาชอบเผลอหลับเวลาที่อ่านหนังสือ

(นอนแบบหนังสือปิดหน้าอยู่แบบนั้น)

เวลาที่เขาอ่านเขาจึงมาอ่านที่ห้องของฉัน

เพราะว่ามีฉันเป็นนาฬิกาปลุก

ฉันอ่านหนังสือ เพื่อนเผลอหลับ ฉันปลุกเพื่อนตื่น ฉันหลับต่อ

ประมาณนั้น

เราอ่านหนังสือไปด้วยกัน (รึป่าว)

เวลาที่เพื่อนเครียดก็ชอบคุย หรือโทรมาหาฉัน

บ่นต่างๆนาๆ ว่าเครียด (ทุกวันนี้ก็ยังเป็น)

และฉันก็บอกไปว่า

"เครียด.. ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ"

"แกจะได้อ่านหนังสือ จะได้พยายามให้มากขึ้น"

 ..

ฉันพูดประโยคแนวๆนี้กับเพื่อนเสมอ

และนั่น.. อาจเป็นสาเหตุที่เวลาเครียดแล้วเพื่อนชอบโทรมา

เพราะเขาอาจจะอยากได้ยินประโยคนี้จากฉัน (รึป่าว?)


..

ฉันไม่ได้มองเรื่องเครียดเป็นเรื่องแย่ๆเสมอไป (มันอาจจะแย่จริง เวลาที่เครียด)

ทุกครั้งที่เครียด.. ฉันก็จะเครียด.. แต่ก็พยายามหาอะไรทำด้วย(อย่างดูการ์ตูน)

ถามว่า เวลาเครียดแล้วทำสิ่งที่ชอบ มันช่วยอะไรได้ด้วยหรอ?

ได้สิ.. แต่แค่ ณ เวลานั้นนะ

พอหมดเวลา อารมณ์ดีนั้นหายไป.. ก็กลับมาเครียดต่อ

ต่อจากเดิม

เหมือนกับว่า

พักเบรค.. เฉยๆ



เครียด.. แต่ไม่แก้ กับสิ่งที่ทำให้เครียด

ก็จะกลายเป็นเครียดสะสม

ฉันจึงพยายามมองความเครียด ให้ดีกว่าความหมายที่มันเป็น

เพราะเครียด มันทำให้เรามีความพยายาม ที่จะบรรลุ สิ่งโน่น สิ่งนี้

อย่าง...

เครียดอ่านหนังสือไม่ทัน

ก็รีบอ่านซะสิ อ่านให้รู้เรื่องด้วย

เครียดไม่มีเงินผ่อนรถ

ก็หางานใหม่ซะสิ เงินเยอะๆ (อันนี้เกิดกับตัว)

เครียดไม่มีเงินเก็บ

ก็เริ่มเก็บซะสิ น้อยๆก็คือเก็บ

เครียด หมดเรี่ยวแรง

ก็กลับบ้านซะสิ นอนพักร่างกายและใจบ้าง




สุดท้าย..

ความเครียด ก็ทำให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นๆได้ ถ้าเราพยายามพอ

เป็นดังนี้แล้ว

เมื่อถึงวัน ที่เราไปยืนอยู่ ณ จุดๆนั้น ที่เป็นเป้าหมายของเรา

ต้องขอบคุณ "ความเครียด" นะ

ที่ทำให้เราเดินหน้าต่อไป



ขอบคุณเธอนะ "ความเครียด"



-หน้ากลม-

ฉัน 3 คน

"ฉัน 3 คน"


ฉัน 1 คน ก็คือ ฉัน 1 คน
 

แต่..

วันนึง(ที่จริงก็นานแล้วล่ะ)
 

ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า
 

ฉัน 1 คน.. มีฉันอีก 2 คน
 

1 คน ที่แสดงออกมา ที่ใครๆได้เห็น และสัมผัส
 

อีก 2 คน ที่หลบซ่อน อยู่ภายในหัวของฉัน


 


ฉัน 1 คน ที่คุณๆรู้จัก
 

อาจจะเป็นคนเรียบร้อย ขรึมๆ บางครั้งก็บ้าๆบอๆ (ก็แล้วแต่ใครที่ได้สัมผัส)

แต่ฉันอีก 2 คน คุณบางคนอาจจะเคยพบ หรือไม่เคย


1 ในนั้น คือคนที่แสนดี


1 ในนั้น คือคนที่แสนเลว


หลบๆซ่อนๆ อยู่ภายใน อาจออกมาให้ได้พบเจอบ้าง


บางครั้ง แล้วแต่เวลา
 

บางเวลา แล้วแต่เหตุการณ์
 

บางเหตุการณ์ แล้วแต่คน
 

กับบางคน แล้วแต่ว่าจะเป็นใคร



 

ณ ร้านอาหาร
 

ฉัน คนที่นั่งกินข้าวอยู่กับคุณ อาจจะนั่งกินข้าวอยู่เงียบๆ
 

แต่ฉัน คนที่แสนเลวอยู่ในหัว กลับตะโกนก้องในหัวว่า
 

"แม่งเบื่อหว่ะ!! ไรของมันหว่ะ!! สนใจกูบ้าง!!"
 

แล้วฉัน คนที่แสนดีอีกคน ก็ออกมาตบปากไอ่คนที่แสนเลว และบอกเบาๆว่า
 

"นั่นความสุขเขา ความสุขของเราคือการได้กินข้าวด้วยกัน กินซะให้อร่อย แค่..ให้เขามีความสุข"

 


ณ ในรถ ณ บนถนน
 

ฉัน คนที่นั่งขับรถ รถที่จอด(ติด)นิ่ง ฟังเพลงชิวๆ นั่งนิ่งๆ เงียบๆ
 

แต่ฉัน คนที่แสนเลว ร้อนใจตะโกนก้องในหัวว่า
 

"จะติดไรกันหนักหนาหว่ะ คนยิ่งรีบๆอยู่ เบียดไปทางไหนได้บ้างเนี่ย"
 

แล้วฉัน อีกคนที่แสนดี ก็ออกมาตบหัวไอ่แสนเลว แล้วบอกเบาๆว่า
 

"จะรีบไปไหน ช้าๆก็ถึงเหมือนกัน เป็นโอกาสดีที่จะได้ฟังเพลงให้เข้าโสตประสาทบ้าง หรือนั่งไง มองเมฆก้อนนั้นสิ"

 


ณ ขณะนี้
 

ฉัน คนที่นั่งพิมพ์บล็อคอยู่หน้าคอมนี้ ใครหลายคนมองเข้ามาอาจจะคิดว่า
 

"โอ่ว นุ่มขยันแหะ"
 

"โอ่ว พิมพ์เร็วอ่ะ"
 

"ทำไรอยู่น่อ พิมพ์ใหญ่เลย"
 

"เครียดป่ะนั่น"
 

!@#$%^*(_+
 

และฉัน.. ทั้งคนที่แสนดี และแสนเลว ยังคงหลับไหล
 

อาจจะยังไม่ลุกตื่นจากที่นอน ที่ห้องสี่เหลี่ยม มีกว้างคูณยาวคุณสูง


 

(กับวัน เวลา เหตุการณ์ กับบางคน ไม่รู้เหมือนกันว่าแสนดีหรือแสนเลว จะชนะ)



กับคนหน้ากลมกลม บนโลก(ส่วนตัว)กลมกลม
 

"ไม่เข้าใจหรอก"

 



-หน้ากลม-

20 มิ.ย. 2556

เรื่องเล่าจากโปสการ์ด



 เรื่องเล่า.. จากโปสการ์ด




เราเริ่มรู้จักโปสการ์ด (postcard) กันตั้งแต่เมื่อไหร่?

(น่านไง พอตั้งคำถามปุ๊ปก็ต้องถามอากู๋ปั๊ปเลย - ถามยากไปนะ)

อากู๋บอกว่า โปสการ์ด เกิดเมื่อ ค.ศ.1869 ที่ประเทศออสเตรเลีย

(โอ่ววว คุณโปสการ์ดเป็นชาวออสเตรเลียซะด้วย)

ส่วนลูกหลานโปสการ์ดเข้ามาให้พี่สยามได้รู้จักก็ สมัยรัชกาลที่ 5 โน่นล่ะ

(ว่าาแล้วว)

รู้ประวัติกันคร่าวๆแต่พอเท่านี้

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ลองถามอากู๋(เกิ้ล)ดูนะค่ะ





แล้ว..ฉันเริ่มเขียนและส่ง โปสการ์ดตั้งแต่เมื่อไหร่??


ถ้าเขียนโปสการ์ดนี่ ฉันเองก็เขียนและรู้จักมานานมากแล้ว

แต่ไอ้ส่งนี่ เพิ่งจะเคยส่งจริงๆ ก็เมื่อ มหา'ลัย ปี4


ครั้งแรกที่ส่งนั้น เพราะฉันได้ไปเที่ยวภูกระดึงกับเพื่อน

"ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันคือผู้พิชิตภูกระดึง"

ฉันยังเป็นนักศึกษา ยังไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อบรรดาพวกของฝาก ฝากใครหลายๆคน

แม้แต่เสื้อที่ภูกระดึง ยังคิดแล้วคิดอีกว่าจะซื้อดีหรือเปล่า

(และก็ไม่ได้ซื้อมา)

ร้านเสื้อ.. ถัดมาก็มีร้านเขียนโปสการ์ด

ฉันเดินดูโปสการ์ดในร้าน.. และเลือกมาน่าจะ 4 ใบ

ครั้งนั้นที่ไป ฉันยังไม่มีกล้องโปรฯทุกวันนี้

ฉันพบไปแค่กล้องดิจิตอล ธรรมดาๆ แค่พอถ่ายรูปได้

การหยิบโปสการ์ดขึ้นมาเขียน

นำมาประกอบคำบรรยายของฉัน

ภาพความทรงจำมันเด่นชัดมากกว่าไดอะรี่ที่ฉันเขียนบนนั้นอีก

ฉันบรรจงเขียนบรรยายความเหนื่อยล้าให้ตัวเอง

เขียนความสุข ที่พิชิตภูกระดึงได้ เขียนให้ตัวเอง 1 ใบ

ฉันเขียนขอบคุณเพื่อนฉัน 1 คน

ที่มอบทริปสุดพิเศษนี้ให้ พร้อมการดูแลเอาใจใส่

ฉันเขียน... ถึงที่บ้าน... 1 ใบ

ฉันเขียนไปได้แค่ 3 ใบ

เพราะข้อจำกัดของโปสการ์ด

นั่นคือ.. ถ้าไม่มีที่อยู่ ก็จบ

ฉันมีแค่ที่อยู่ของตัวเอง และก็บังคับเพื่อนให้บอกตอนจะส่งนั่นล่ะ

ก็เลยส่งได้แค่นั้น

อยากจะแนบใบเมเปิลให้นะ.. แต่ทำม่ะได้

(แอบเก็บใส่สมุดไดอะรี่กลับมา)


นั่นคือครั้งแรก กับการเขียนโปสการ์ด





ฉันเคยเจอวิกฤตการส่งโปสการ์ดครั้งหนึ่ง

เมื่อตอนไปแอ่วเหนือกับบริษัท

ครั้งนั้นฉันได้โปสการ์ดมาจากสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี

ซื้อมาไว้.. แต่ยังไม่ได้เขียน (กะมาเขียนที่พัก)

เมื่อเขียนเสร็จและถึงเวลาที่จะส่ง

ปรากฎว่า ฉันเพิ่งจะระลึกได้ว่า ตัวเองยังไม่มีแสตมป์

"แล้วจะส่งได้ไงฟร่ะ"

คืนนั้นฉันไปเดินถนนคนเดิน .. เดินตามหาร้านขายของ

สักร้านที่จะมีแสตมป์ให้ฉัน

ฉันหาไม่เจอ... จนก่อนกลับ

พี่ที่ทำงานจึงบอกให้ลองไปดูที่เซเว่น

และฉันก็ได้มา 1 ชุด.. (น่าจะ 10 ใบ)

ช่างเป็นความโชคดี ที่ฉันมีแสตมป์ติดโปรการ์ดแล้ว

(ปัจจุบันแสตมป์ชุดนั้น อยู่ติดกระเป๋ากล้องตลอด พร้อมใช้)

แต่...

ความโชคร้ายครั้งที่ 2 ก็มีอีกจนได้

ฉันมีโปสการ์ด

ฉันมีที่อยู่ 

(ตอนนั้นได้ส่งให้แค่ที่บ้านกับตัวเอง เพราะไม่มีที่อยู่ใครเลย)

แต่.. ฉันไม่มีตู้ไปรษณีย์

ฉันเดินหาตู้ไม่เจอ

ไปเจอ 1 ตู้ที่พืชสวนโลก..

แต่..มันดันเป็นตู้ปลอม ส่งไม่ได้อีก

ขึ้นรถทัวร์เตรียมกลับ

ก็ยังหาตู้ไม่เจอ

ตัดสินใจกะว่าจะฝากไกด์ทัวร์ ที่เป็นคนพื้นที่ส่งให้ก็ได้

แต่.. โชคร้ายยังไม่หมด

พี่เขาลงจากรถไปตอนไหนก็ไม่รู้

ซึ่งตอนนั้นรถก็แล่นออกจากเชียงใหม่ และมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯแล้ว

ฉันนั้งนอยด์มาตลอดการเดินทาง

เพราะอยากจะส่งโปสการ์ด

ณ จังหวัดที่มาเยียน

TOT ...

อารมณ์นั้นคงรามไปถึงพี่ๆที่ทำงานที่อยู่ด้วยกัน

เขาทั้งนั่งปลอบ และช่วยแก้ปัญหา.. 

แต่ปัญหา.. ก็ไม่เจอทางออก

จน.. เวลาเลยไปประมาณบ่ายๆ

รถทัวร์ค่อยๆเคลื่อนตัวช้าลงๆๆๆ

เทียบข้างทางแวะ จ.ลำปาง เพื่อให้ผู้โดยสารแวะซื้อของฝาก

โอ่ววว ช่วงเป็นความโชคดีอะไรอย่างนี้

ฉันรีบลงจากรถ เพื่อตามหาร้านโปสการ์ดอีกครั้ง

ซึ่ง... ฉันหาไม่เจออออออ T^T

จนถอดใจไปแล้ว..

จวนจะถึงเวลากลับ.. 

ฉันก็เจอร้านโปสการ์ดที่เปิดจนได้ (จะหายากไปไหน)

ฉันไม่กล้าฝากส่งเฉยๆ

ก็เลยซื้อโปสการ์ดเขามา 1 ใบ

พร้อมมอบโปสการ์ดคืนให้ 3 ใบ 

ใบที่เขียนมานานแล้วกว่า 1 วัน

ติดแสตมป์ มีข้อความ มีที่อยู่ พร้อมส่ง

โอ่ยยย นอนหลับแล้ว

สุดท้ายฉันก็ส่งโปสการ์ดเจ้าปัญหานั้นจนได้

อย่างน้อยมันก็ถูกส่งที่จังหวัดในภาคเหนือล่ะนะ 





เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ถ้าคิดจะส่งโปสการ์ด

สิ่งที่ต้องเตรียมและมี คือ

โปสการ์ด

ที่อยู่

แสตมป์

ตู้ไปรณีย์


อย่าพลาดเชียว ไม่งั้นน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า

....







น่าจะทำโปสการ์ดเป็นของตัวเองบ้างนะ



แต่..

สิ่งที่สำคัญจริงๆในการเขียนโปสการ์ด

ไม่ใช่โปสการ์ด

ไม่ใช่ที่อยู่

ไม่ใช่แสตมป์

ไม่ใช่ตู้ไปรษณีย์

เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นแค่สื่อเท่านั้น



สิ่งที่สำคัญ

คือ.. ข้อความที่บรรจงเขียนใ่ส่โปสการ์ด

ถึง.. คนสำคัญ

จาก.. คน(ไม่)สำคัญ





-หน้ากลม-







19 มิ.ย. 2556

เที่ยวไปกับหน้ากลม ตอน หาไรกินท่าเรือพลี-ศรีนิคม ชลบุรี


วันเสาร์ ที่ ๑๕ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๖

วันนี้หลังเลิกงาน พาไปยืนชิว กินลมชมวิว เดินเล่นตลาด แบบชิวๆ ตามถนนเลียบชายหาดชลบุรีกันค่ะ
ถนนเส้นนี้ ถ้าคนที่สัญจรผ่านไปมาที่ชลบุรี จะรู้จักกันดี เพราะเป็นถนนเส้นเลี่ยงเมือง (ไม่ได้หมายถึงเส้นบายพาส) ที่คนรู้เท่านั้นถึงจะใช้ เพราะอย่างที่รู้ๆกันคือ อำเภอเมืองชลบุรี รถจะติดมากกกก ยิ่งเสาร์อาทิตย์ไม่ต้องพูดถึง (เพราะตอนมาแรกๆก็เคยวิ่งทะลุตัวเมืองเพื่อจะไปเซ็นทรัล ระยะทางไม่ถึง 10 km แต่เดินทางมากกว่าครึ่งชั่วโมง ยังกะกรุงเทพฯ) ใช้เส้นนี้รถไม่ติด วิ่งไปจนสุดทาง ก็จะออกเส้นสุขุมวิท หรือจะไปอ่างศิลา บางแสน ก็ได้ รวดเร็วกว่าวิ่งเข้าใจกลางเมืองกว่าเยอะ

ฉันหลงเสน่ห์ของวิวถนนเส้นนี้ตั้งแต่ไหนไม่รู้ รู้แค่ว่า ทุกวันนี้ ฉันใช้เวลาหลังเลิกงาน มาเก็บภาพทะเลแถบนี้ประจำ ไม่ว่าจะบนห้อง(มุมสูง และกว้าง และไกล) และมุมบนถนน ใกล้ๆแบบนี้
ลมแรงๆที่พัดผ่านมาปะทะหน้า.. มันช่วยปัดเป่าความเหนื่อยล้าจากกายและใจ ได้ในชั่วขณะหนึ่ง


มุมบนถนน ใกล้ๆ
มุมบนๆ กว้างๆ ไกลๆ

เห็นเมฆก้อนนั้นไหม?
ยังกะมีอาณาจักรเมฆอยู่ข้างบน
(นานๆทีได้ถ่ายรูปน้องขวัญบ้าง)
(ปล.ลืมถ่ายคู่)

สักประมาณ ๑ ทุ่ม ก็ถึงเวลาที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว
ฉันก็เลยวิ่งยาวๆมาอีก.. มาเดินตลาดหาของกินกัน
ตลาดนี้ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่าตลาดอะไร
แต่มันอยู่ที่ "ท่าเรือพลี-ศรีนิคม" ดังป้ายค่ะ


ตามป้ายเลยค่ะ
ยาววว ไปสุดถนน
เรือเล
ถึงที่หมายก็จอดรถมันข้างๆทางนั่นแหล่ะค่ะ
แต่วันนั้นได้จังหวะมีรถออกพอดี ก็เลยไม่ต้องขับไปไกล
ถ้าไม่โชคดี ก็... ยาวววค่ะ จอดแล้วเดินกลับมาเอา เอิ่กๆ

นั่งกินมันกลางตลาดนี้แหล่ะ
ป. อา ปลา ผ. เอา เผา
ปลานึ่งมะนาว



ซ้ายตลาด.. ขวาบ้าน.. ชาวเล

เดินยาววว เลยค่ะ หลักๆก็เป็นอาหารทะเล
ส่วนใหญ่ก็จะซื้อและนั่งกินกันที่ตลาดกันเลย
กุ้ง หอย ปู ปลา มีหมด
ถ้าถามว่าราคาแพงไหม???..
"แพง!!!!"
"แต่ถูกกว่าตามร้าน"
คุณภาพอาหาร.. ตามตลาดค่ะ
อย่าคาดหวังมาก
เพราะเรากินแค่ ให้หายอยากอาหารทะเลเฉยๆ

วันนั้นฉันก็จัดมาเลย
กุ้ง 2 จาน.. 200 บาท (แม่ค้าถามน้ำจิ้มซีฟู้ดอย่างดี ว่า "รวมกันได้ไหมค่ะ?" ปรากฎว่า ไม่ได้ใส่มาในถุง" -*-"
ปลานึ่งมะนาว 1 ตัว.. 250 บาท (จะให้น้ำเยอะไปไหน)
ปู(เล็ก)ทอดกรอบ 50 บาท (เนื่องจากขี้เกียจแกะปูทะเล)
หอยนางลม 50 บาท
ส้มตำปูม้า 50 บาท
ขนุนหวาน 50 บาท

จบรายการอาหารมื้อดึก... สำหรับ 2 คน
ซื้อกลับมาทานที่ห้อง
หิวจัด.. โซ้ยแหลก ตั้งแต่ 2 ทุ่ม ยัน 3 ทุ่ม.. นั่งกินแบบพุงกาง ชิวๆ

... หายอยากแล้วค่ะ... ^^










...
ต่อไป.. เป็น 
เรื่องไร้สาระของผู้เขียน.. ไม่ต้องอ่านก็ได้





เหตุการณ์สะเทือน... กระเพาะและลำไส้หลังจากนั้น

..
โดยปกติฉันจะไม่ค่อยมีปัญหากับท้องไส้เลย แน่นท้อง อย่างมาก เดี๋ยวก็หาย ไม่ว่าจะกินจุจนหน้าเขียว แต่พักแป๊ปๆ ก็เป็นปกติ
แต่.. คืนนั้นไม่เหมือนกัน

ฉันนอนปวดท้องเกือบทั้งคืน .. คิดว่าอาหารจะเป็นพิษ แต่ก็ไม่ได้อ้วก หรือท้องเสียแต่อย่างใด
นอนๆ หลับๆ ตื่นๆ ด้วยความภวงค์
นอนปวดท้อง.. แต่ตอนเช้าก็เข้าห้องน้ำเป็นปกติ
.. เช้าแล้ว.. แทนที่จะหายปวด กลับกลายเป็นว่า ยังไม่หายปวดท้องเลย นอนปวดท้อง แต่ท้ายสุดก็ยังออกไปกินฟูจิกับว่าที่.. ระหว่างไปยังพอทนไหว กินยังพอทนไหว.. แต่เมื่อลุกออกจากร้าน อาหารปวดท้องเริ่มกลับมาอีกครั้ง คราวนี้หมดแรงค่ะ รีบไปร้านยาซื้อยา บอกคนขายยาตามอาการที่รู้สึก(หวั่นทุกครั้งเวลาต้องอธิบายอาการผิดปกติของร่างกาย เพราะกลัวพูดไม่ถูก) สุดท้าย เขาจัดยามาให้ 2 อย่าง ยาปรับการทำงานของลำไส้ และยาแก้ปวดเกร็งท้อง ได้ยาแล้ว..ขอกลับห้องโดยด่วนค่ะ ไม่ได้อยากเข้าห้องน้ำนะ แค่ว่า.. ไม่มีแรงที่จะเดิน หรือยืนแล้ว

กลับมาห้องบ่ายๆ นอนๆ ดูการ์ตูน อ่านหนังสือ.. ด้วยอาการปวดท้องไม่หาย แต่ร่างการค่อยๆมีแรงเช้าวันจันทร์จึงลุกออกจากเตียงไปทำงาน
ถึงที่ทำงานบอกลูกน้องก่อนเลยว่า "วันนี้นุ่มมาไม่เต็มนะ"
เพราะรู้ว่าเราอาการปวดยังอยู่ และอาจจะช่วยเขาได้ไม่เต็มที่
พี่ที่ทำงานก็บอกว่า "ดูนุ่มซูบไปเลยนะ"
น่านไง.. นี่แค่ 1 วันนะ
วันจันทร์ทั้งวัน เวลาทำงาน มีแค่อาการปวดท้องเล็กน้อย มื้อเที่ยงก็กินข้าวเป็นปกติ.. เริ่มมีแรงกลับมา

หลังเลิกงานอยากกินมาม่าจัด ไม่รู้ว่าทำไมถึงอยากกิน แต่ถึงห้องก็จัดแจงต้มมาม่ากินไปซะ 1 ห่อบิ๊กแพ็ค ใส่ไข่ 1 ฟอง ผักกาดขาวหน่อยๆ กินมันทั้งร้อนๆ ลวกปากไป แต่ก็โซ้ยแหลก จนหมดจาน อิ่มแปล้เลยล่ะ

แต่.. หลังจากที่ความสุขจากการกินยังไม่ทันจะหาย และซึมซับความอร่อยได้ไม่เต็มที่ อาการปวดท้องก็มาอีกแล้ว คราวนี้ปวดรุนแรง จึงรีบอาบน้ำและนอนพัก
แต่ไม่เท่าไหร่ก็นอนไม่ได้ เพราะปวดท้องไปหมด นอนหงาย นอนตะแคงซ้าย ตะแคงขวา นอนยังไงก็ไม่ได้ จนในที่สุด... ก็เข้าห้องน้ำมาอ้วก.. -O-"
แล้วก็กลับมานอนพักอีกครั้ง.. คราวนี้อาการภวงค์เหมือนเดิม จนนอนไม่ค่อยจะหลับ อาการปวดท้องยังรู้สึกอยุ่ตลอดเวลา.. จนเช้า.. นอนก็ไม่ได้นอน ปวดก็ยังปวดท้องอยู่.. ก็เลยตัดสินใจลาป่วยไป ขอนอนพัก เผื่อจะหายดี.. และก็ได้นอนสมใจ.. อาการตึงๆในท้องยังมี แต่ก็ไม่ได้ปวดมากอะไร จึงไม่ได้ไปหาหมอแต่อย่างใด.. กินโจ๊ก กินอาหารอ่อนๆ รสไม่จัด กินอาหารเด็ก อย่างข้าวกับหมูหยอง .. กินโจ๊ก

.. แต่วันรุ่งขึ้นก็ไปทำงาน อย่าง(พยายาม)เป็นปกติ

..
จากเหตุการณ์นี้..
รู้สึกแปลกใจกับร่างกายตัวเองมากกว่า
ทั้งๆที่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องท้องไส้ แม้จะไม่กินข้าว กินข้าวผิดเวลา ก็ไม่เคยจะมีอาการใดๆ หรือเป็นก็หาย แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน
ฉันว่า... ฉันคงอ่อนแอเกินไปแล้วล่ะ


การอยู่คนเดียวมันทำให้เรากลัวอะไรหลายๆอย่างนะ
เราไม่มีใครมาดูแล
เราไม่มีใครที่ต้องดูแลด้วยเหมือนกัน
ดังนั้น
เราก็ต้องดูแลตัวเอง


ฉันกินข้าวได้น้อยแบบนี้เดี๋ยวก็ผอมแย่เลยสิเนี่ย
วันนี้ชั่ง น.น. เหลือ 47 หน่อยๆ
จากเมื่อก่อน 48-49ปลายๆ
ชักจะผอมไปล่ะ


สิ่งที่ทำให้รู้สึกเสียใจมากที่สุด
จากใจเลย
"ฉันกินเยอะไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้วววว" T^T

เอาน่าๆ แค่พักนี้เท่านั้นล่ะ


..
ถามว่าตอนนี้ยังปวดอยู่ไหม?

ก็ปวดอยู่นิดๆนั่นแหล่ะ



.. ดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะค่ะ (ฉันด้วย)



ปล.ไม่ได้ว่าอาหารเขาไม่หร่อย หรือไม่สะอาดนะ ฉันแค่ไม่แข็งแรงเอง (คนอื่นเขาก็กินกันได้ มากันเยอะเลย)

14 มิ.ย. 2556

ถอด.. เสื้อ



"ถอดเสื้อกันไหม?..... จะถอดก็รีบถอด....
ถอดออกแล้วสบาย... เดี๋ยวพี่พาไป..........."

(กรุณาอ่านด้วยท่วงทำนองเพลง "กินตับ" ของพี่เท่ง)


อากาศมันร้อนนะว่าไหม?

ประเทศไทย อุณหภูมิปกตินี่ขยับไป 40 องศาเซลเซียสแล้วมั้ง

ร้อนๆๆๆ

แม้หน้านี้จะเป็นหน้าฝน

แต่ก็ไม่วายที่จะมีอากาศร้อน  ร้อนแบบอบอ้าว

อยู่ในที่อบๆหน่อย เหงื่อแตก เหงื่อไหลไคลย้อน ถึงตาตุ่มแล้วมั้ง


ร้อนจนอยากจะถอดเสื้อ

เห็นผู้ชายบางคน พอร้อนหน่อย เหงื่อออกหน่อย ก็ถอดเสื้อ

โชว์หุ่นที่ไม่ค่อยจะมีกล้าม

โชว์กระดูก.. โชว์ไขมันหน้าท้อง.. โชว์หัวนมดำๆ :P (ทะลึ่งล่ะ)

มันน่าอิจฉาจริงๆนะนี่

เกิดมาเป็นผู้หญิง เลยไม่สามารถถอดเสื้อในที่สาธารณะได้อย่างชาย

ที่จริงถามว่าถอดได้ไหม?

ถอดได้หล่ะ ใครจะไปว่าอาร๊ายย!!

เพียงแค่ค่านิยมในประเทศหลายๆประเทศ

อย่างไทย ผู้หญิงไทยเขาไม่ถอดกัน


ลองนึกถึงประเทศในแถบทะเลทราย

ประชาชนเขานุ่งน้อยห่มน้อย ไม่เห็นจะมีใครว่าอะไร

ชายนุ่มผ้าเตี่ยวผืนเดียว.. หญิงก็แค่มากกว่าหน่อย

ไม่เห็นมีใครใส่เสื้อ

โชว์นม เด้งดึ๋ง เด้งดึ๋ง . .. หรือเหี่ยวๆ ก็ม่ะเห็นจะมีอะไร

จะเกิดอาญชยากรรมรึ? ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องนมๆ


กลับมาต่างวัฒนธรรม

ที่ประเทศไทย

ชายแต่งตัวเรียบร้อย

หญิงแต่งตัวมิดชิด

เอ่ออ.. หมายถึงมิดชิดในส่วนที่สงวนนะ (ปัจจุบันนุ่งน้อยห่มน้อยมั่กๆ)

ถ้าอากาศประเทศไทยเปลี่ยนไป

แบบร้อนมากกกกกก

ผู้หญิง.. จะถอดเสื้อบ้างจะได้ไหม

ถอดแบบให้เท่าเทียมชายอ่ะ

แต่ก็อย่างว่านะ

ปุ๊ปปั๊ปคงจะไม่ได้

เพราะถ้ามึงเดินถอดเสื้อนะ

ไม่โดนจับเข้าคุก ไปโรงพยาบาลบ้า

ก็โดนข่มขืนมันตรงนั้นล่ะ

ทำเหมือนไม่เคยเห็นนม

แค่เห็นหัวนม อารมณ์ทางเพศมันขึ้นรึงั๊ย???

(เอ่อ.. เริ่มใส่อารมณ์เยอะไปล่ะ)


เอาเห๊อะ

ถอดไม่ได้ก็ไม่ถอด

ไว้ถอดตอน.......

อาบน้ำ .. พอล่ะ

(คิดลึกนะนั่น)

หรือไม่

รอค่านิยมมันเปลี่ยนไป

(ค่านิยมมันมีอิทธิพลเยอะขนาดนั้นเลย)


... งั้นก็

มาถอดเสื้อกันเห๊อะ

ไปอาบน้ำนะ

:P


-หน้ากลม-




ปล. แล้วคุณผู้ชายไม่กลัวคุณผู้หญิงข่มขืนบ้างหรือค่ะ >.<

ลูกพี่ - ลูกน้อง

วันนี้ไม่ได้มาเวิ้นเว้อเกี่ยวกับครอบครัวแต่อย่างใด

แต่จะมาบ่น

เอ้ย!! ม่ะช่าย

มาแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน

..

กับที่ทำงานใหม่

ตอนนี้ผ่านมาได้ 2 เดือนครึ่งแล้ว

ทุกๆอย่างเริ่มลงตัว

วันทำงานทุกวัน.. หมดไปอย่างรวดเร็ว

เหมือนกับว่า

ฉันรู้ว่าเวลานี้ฉันต้องไปทำอะไร

เสร็จแล้วต้องทำอะไรต่อ

และต้องเร่งงานให้เสร็จภายใน 1 วัน

(ถ้าวันไหนมีการ relax พูดคุยระหว่างหัวหน้า กะ ลูกน้อง(ฉัน) ก็จะไม่เสร็จ)

งานจึงจบอยู่แค่ 1 วันทำงานนั้น


ฉันเข้ามาอยู่ที่ทำงานใหม่

ด้วยตำแหน่งระดับหัวหน้าแผนก

ซึ่งผิดคาดเหมือนกัน ว่าฉันจะมาได้ไกลขนาดนี้ (ไกลแม้กระทั่งคนรู้จัก(ใจ))

เหมือนก้าวกระโดด สู่ตำแหน่งและงานที่ดีกว่า

ฉันเป็นหัวหน้า

ฉันมีคนงานในสังกัด 4 คน

ฉันเป็นลูกพี่ (แต่อายุเกือบน้อยสุด)

เขาๆเป็นลูกน้อง (แต่อายุงานนี่นะ หึหึ)

ตลอด 2 เดือนเราทำงานกัน 5 คน

ก็ราบรื่นดี

จนเมื่อ...

ลูกน้องฉัน 2 คน ลาออกไป

ตอนนี้ฉันเหลือลูกน้อง 2

และฉัน.. จาก 8 ชม. อยู่โรงงาน 1-2 ชม.

กลายเป็นว่า จาก 8 ชม. อยู่โรงงานมากกว่า 4 ชม.

มันเริ่มมาแบบนี้ได้ 2 อาทิตย์ล่ะ

แต่.. เหมือนกับว่า ร่างกายฉันจะยังไม่ชิน

นอนเร็วทุกคืน แต่ก็ยังไม่หายเหนื่อย


วันนี้ ลูกน้อง 2 คน.. หายไป 1 คน

เหลือแค่คนเดียวทำงาน

ฉันก็เลย... ต้องไปเป็นลูกน้องของลูกน้องอีกที

ได้เข้ามานั่งออฟฟิตแค่ เช้า 1 .. บ่าย(น่าจะ) 1

โอ่วววว

มันช่างเป็นวันที่เหน็ดเหนื่อยโดยแท้

วันใช้แรงงาน หยาดเหนื่อยไหลลงถึงตูด :P

ตัวดำ หน้าดำ .. หึหึ

แต่ก็อย่างว่านะ.. มันคือหน้าที่



ฉันไม่เชิงว่าบ่นการใช้แรงงาน

ไม่เชิงว่าบ่นการที่ต้องลดตัวเองลงมาเป็นลูกน้อง

ฉันไม่ได้ถือ เรื่องนี้

ตรงข้ามด้วยซ้ำ

ดีซะอีก

มันทำให้ฉันมีโอกาสได้เรียนรู้

เรียนรู้การทำงานจริง (ยืนดูเฉยๆไม่มีประโยชน์อะไร)

เรียนรู้จิตใจลูกน้องแต่ละคน

ใจเขา ใจเรา

เพราะเรายังต้องทำงานร่วมกัน


บางครั้ง... หลายๆครั้ง

เป็นลูกพี่บ้าง.. เป็นลูกน้องบ้าง

สนุกจะตาย


เหนื่อยก็พัก

ปวดเมื่อยก็นวด

ง่วงก็นอน

อยากทำอะไรก็ทำ


ชีวิตมันก็มีเท่านี้แหล่ะ

เรียนรู้กับมันดีกว่า



ฉันไม่อยากติดอยู่กับอดีต

ฉันไม่อยากมองไกลไปอนาคตมาก

ฉันอยากอยู่แค่ปัจจุบัน

ปัจจุบันที่.....

มุมดีๆในวันทำงาน
(ก็ยางที่ฉันผสมนี่แหล่ะ)
 

-หน้ากลม-

13 มิ.ย. 2556

หมอน..ข้าง

"หมอน.. ข้าง"

นอนๆ นอน
นอนยังไงให้หลับสบาย

 

บางคนนอนฟูกนุ่มๆ
บางคนนอนเสื่อก็พอ
บางคนไม่เอาสักอย่าง
นอนแบบพื้นๆ ขอหมอนผ้าห่มพอ

 

บางคนนอนห่มผ้า
บางคนนอนไม่ห่มผ้า
บางคนนอนขอแค่หมอนพอ

 

บางคนนอนกอดผ้าขนหนู (ติดมาแต่น่อย)
บางคนนอนกอดผ้าขนแมว
เอ้ย!! ม่ะช่ายๆ มีแต่ผ้าขนหนู
:P (แอบเล่นมุก เสี่ยวๆ) "มึงทำอะไร?" 555
บางคนต่อ
บางคนนอนกอดตุ๊กตา
บางคนนอนกอดคนรัก
บางคนนอนกอด.. หมอนข้าง

(เย่!! เข้าประเด็นได้ล่ะ)

 

"หมอน"
ทุกคนนอนต้องมีหมอน
หรือหาไม่ได้ก็ต้องหาอะไรมาหนุนแทนหมอน
แต่ "หมอนข้าง"
มีก็ได้ไม่มีก็ได้

 

ในวันที่เดียวดาย
ก็นอนกอดหมอนข้าง (แทนคนรัก)
ในวันที่ไม่เดียวดาย
ก็นอนกอดคนรัก (ถีบหมอนข้างตกเตียงไป)

 


หมอนข้างมีไว้ทำอะไร??
ถ้าเป็นฉันเมื่อสมัยเด็กๆ
หมอนข้างมีไว้กั้นตกเตียง
หมอนข้างมีไว้ถีบตกเตียง (แล้วก็ตกตามไป)
หมอนข้างมีไว้ให้นอนเกยขา
หมอนข้างมีไว้เป็นที่พาดขา เวลาที่ปวดเมื่อย
แค่นั้น..

แต่พอโตขึ้นมาหน่อย
หมอนข้างก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับฉัน
ฉันไม่จำเป็นต้องกอดหมอนข้าง (เพราะไม่ได้อยากกอดอะไร)
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้กั้นตกเตียง (เพราะนอนไม่ดิ้น)
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เกยขา (เพราะนอนเรียบร้อย)
ฉันจึงไม่มีหมอนข้าง... ข้างกาย

เข้ามหา'ลัย ฉันได้รู้จักกับบ๊อบบี้ (เพื่อนคนหนึ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด ใส่เสื้อด้วย)
และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันนอนกอดเรื่อยมา
มีลูกบ๊อบบี้.. มีแม่.. แล้วก็มีพ่อ.. ฉันมีครอบครัวบ๊อบบี้






ตัวลูกยังอยู่ที่ห้องชลฯ
ตัวพ่ออยู่ในถุงที่บ้านโคราช
ส่วนตัวแม่กลายเป็นบ๊อบบี้แบนอยู่กรุงเทพฯ
(พรากลูกพรากแม่เขาไหมน่อเรา)

 

จนถึงเมื่อปีที่แล้ว (เพื่อนแย่งไปทับ.. เป็นบ๊อบบี้แบน)
ฉันไม่ได้นอนกอดบ๊อบบี้ หรือหมอนข้าง หรืออะไร
นอกจากตัวเอง (ในวันที่เหน็บหนาว)
.. (ถึงอยากจะมีอะไรให้กอดบ้างก็ตามทีเหอ)
เอิ่กๆ

จนวันนี้ .. ฉันมีหมอนข้างเป็นของตัวเอง (รึป่าว)
ฉันมาอยู่คนเดียว ก็เลยซื้อหมอนข้าง
เพียงเพราะ... ไม่อยากให้เตียงต้องว่างเปล่า (นอนคนเดียวมันกว้างไป)

เริ่มต้นจากมีหมอนข้างด้วยเหตุผลนี้
ต่อๆมาเราก็เริ่มใกล้ชิดกัน
จนวันนี้ที่ฉันนอนกอดหมอนข้างทุกคืน

 


นอนกอดหมอนข้าง..
..ด้วยความคิดถึง


 

-หน้ากลม-


 

รับหมอนข้างสักใบ
หรือคนรัก.. สักคนไหมค่ะ 555+

12 มิ.ย. 2556

วันฝนพรำ



"ย่างเข้าเดือนห๊ก ฝนก็ต๊กพร่ำๆ..." ฝนเดือนหก

"วันนี้ฝนตก ไหลลงที่หน้าต่าง เธอคิดถึงฉันบ้าง ไหมน่อเธอ.. " ฝนตกที่หน้าต่าง

มีอยู่หลายเพลงด้วยกัน ที่ในยามฝนตก เราๆจะคิดถึง



 

อาทิตย์นี้มีพายุเข้า
ฝนตกทุกวัน
แต่หลายๆคนก็ยังต้องเดินทาง



 


เมื่อวันอาทิตย์ฉันขับรถกลับมาจากบ้าน
ออกจากโคราช เข้ากรุงเทพฯ
ออกจากกรุงเทพฯ เข้าชลฯ
ยังไม่เคยมีสักครั้งเลยที่น้องขวัญจะไม่เปียกฝน
เมื่อครั้งต้องออกจากบ้าน...

 

ระหว่างทางที่เข้าชลฯ ฝนตกหนักมาก
ทั้งเหนื่อย เมื่อย ยังจะมาเจอฝนอีก
มันน่าเบื่อมากๆเลย ณ เวลานั้น


เมื่อเช้าฝนก็ตก
ตกตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อเช้าก็ยังตก
ฝนตก รถติด ?
ไม่หรอก ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯ
รถไม่ติด แต่รถก็ยังเยอะเป็นปกติ
ไม่ว่าจะรถใหญ่ รถเล็ก
และยิ่งรถมอไซด์ยิ่งต้องระวัง
ระวังจะไปเบียดเขา

 

ถนนเส้นสุขุมวิทช่วง อ.เมืองชลบุรี
ไม่รู้ว่าที่กลับรถจะเยอะไปไหน
แต่ระที่ห่างกันไม่ถึง 500 เมตร
ยิ่งมีที่กลับรถเยอะ ยิ่งต้องระวังอีกแล้ว
ไม่รู้ว่าวันไหนไปไปเสยตูดรถชาวบ้านเขา
ไอ่คันที่รอกลับรถนี่แหล่ะ
รถรอกลับรถก็เสียวตูด
ไอ่คนขับวิ่งเลนขวาก็เสียวหน้า
ตูดกับหน้า คงได้จูบกันสักวัน :P

 

เมื่อเช้าต่อ
เมื่อเช้าฝนตก ตกแค่พอประมาณ
ไม่หนัก แต่ก็ไม่ถึงกับปอย
ฉันขับรถออกไปทำงานเช่นทุกวัน
วันนี้ออกมาเช้าหน่อย เลยขับรถชิวๆ
และมีโอกาสได้ชื่นชมฝน

 

ตั้งแต่เดินขึ้นรถ
มีช่วงระยะทางระหว่างที่จอดรถกับตัวตึกที่ฉันต้องเปียกฝน
แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ไม่ได้กางร่มเพื่อหลบฝน
เพราะฝนตกไม่หนัก
และที่สำคัญ ฉันอยากให้ตัวฉัน หัวฉัน ได้มีโอกาสเปียกฝน
ระยะทางไม่ถึง 10 เมตร ที่ฉันต้องเดินตากฝนไปขึ้นรถ
ฉันไม่ได้รีบวิ่งหนีฝน
ฉันเดินด้วยความเร็วปกติ
และ.. ฉันคิด
ฉันอยากกลับไปเป็นเด็ก
ฉันอยากวิ่งเล่นน้ำฝนเหมือนเมื่อยังเด็ก

 


วันหนึ่ง
เมื่อครั้งเป็นเด็ก เมื่อวันที่ฝนตกหนัก ฟ้าไม่แรงมาก
ฉันต้องใช้ความกล้ามากมาย
ลองขอแม่เล่นน้ำฝนดู
แปลกที่วันนั้นแม่อนุญาต
ทั้งๆที่โดยปกติ เด็กๆจะไม่มีโอกาสได้เล่นน้ำฝนเลย
แค่เปียกฝนเข้าบ้าน ก็จะโดนไล่ไปอาบน้ำ สระผมแล้ว
แต่วันนั้น.. ฉันได้รับอนุญาตให้เล่นน้ำฝนได้

 

ฉันวิ่งเล่นน้ำฝนกับพี่ วิ่งๆๆๆ วิ่งไล่กัน วิ่งไปตามถนน
วิ่งไปให้ฝนหยดใส่หน้า
ยืนอ้าปากแหงนหน้าขึ้นฟ้า ให้ฝนหล่นใส่ปาก
ยืนกินน้ำฝน .. แต่หลับตาปี๋
น้ำฝนเย็นๆปะทะหน้า
หยดใส่หน้า สาดใส่หัว หยดแล้วหยดเล่า
น้ำฝน.. เย็นสดชื่นเป็นที่สุด

 

ฉันอยากกลับไปเป็นเด็ก และเล่นน้ำฝนอีกครั้ง
หรือไม่.. สักวันฉันไปวิ่งเล่นน้ำฝนดีไหมนะ


 

ฉันขับรถออกมาทำงาน
ขับรถชมหยดฝน ชมสายฝน
ฉันชอบเวลาที่ฝนหล่นที่หน้ากระจก
ฉันชอบมองหยดฝนเล็กๆ
ที่ค่อยๆๆๆ วิ่ง(ไหล)
วิ่งไปหาอีกเม็ด
รวมกันเป็นหยดใหญ่
แล้วก็วิ่ง(ปลิว)หายไป
หยดแล้วหยดเล่า

ฉันเห็นรถหลายๆคัน
ใช่ที่ปัดน้ำฝน ปัดแล้วปัดอีก
แต่รถฉัน
น้องขวัญของฉัน ฉันไม่ค่อยชอบปัดน้ำฝน
ฉันจะไม่ปัด จนกว่าน้ำฝนจะบังตามากไปแล้วจริงๆ

ในเวลาแบบนี้
ฉันไม่พลาดที่จะใช่สายตาเพลิดเพลินไปกับสายฝน
ฉันชอบฝนนะ


ชอบ.. เวลาเปียก (ถ้าฉันอยากเล่น ถ้าไม่ได้เล่นและต้องออกไปข้างนอกก็ขออย่าให้ตก :P)
ชอบ.. เสียง (ที่หยดลงบนพื้นดิน ต้นไม้ หลังคา หรือแม้กระทั่งในแก้วลองน้ำฝน(รั่ว)ในบ้าน)
ชอบ.. ความเย็น ความสดชื่น ที่มอบให้


 

ด้วยความเพลินเพลิน
...
แล้วฉันก็มาเจอน้ำท่วมหน้าบริษัท 5555


 

-หน้ากลม-

8 มิ.ย. 2556

การเดินทางของความคิด

"การเดินทางของความคิด"

วันนี้ฉันลางาน 1 วัน
เพราะไม่ได้กลับมานานร่วม 2 เดือน
ฉันออกจากชลฯ 06.25 น. ถึงบ้านด้วยเวลา 10.11 น. โดยสวัสดิภาพ
ฉันเดินทางด้วยน้องขวัญ
เดินทางร่วมกับแฮปปี้ เบอร์รี่ และเพื่อนอีก1คน

ฉันเลือกเดินทางกลับบ้านตามถนนหมายเลข 304
มีวิ่งทางลาด(ไฟแดงเยอะไปไหน) ขึ้นเขา ลงเขา
มีโอกาสได้กินบรรยากาศ ป่าๆเขาๆ บ้าง
ปัญหาสำหรับเส้นทางนี้คือ
ธรรมชาติมันมากไป สิ่งมีชีวิตจึงมากตาม
สองข้างทางเต็มไปด้วยผีเสื้อ
(ปกติก็มี แต่ยิ่งหน้านี้ ยิ่งมากกว่า)
สองข้างทางมีศพน้องหมามากกว่า3ตัว


ชนน้องหมาในแต่ล่ะตัว
"แม่งโผล่มาได้ไง"
"มึงอยากตายรึ"
"ตายห่าไปแล้วมั้ง"
"ไอ่เชี้ย รถกูบุบแล้วมั้ง"
&:)/@);@

"มันจะตายไหม"
"ขอให้มันไม่เป็นอะไร"
"....."

ร้อยคำครหา
สิบคำรู้สึกผิด
เพราะเป็นคน จะเอาไรมากกับสัตว์เดรัชฉาน

แบบนั้นรึป่าว?


ส่วนการชนผีเสื้อหนึ่งตัว
"............."
ทุกอย่างนิ่งสนิท
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


จิตใจของคน... 
เรื่องพวกนี้คงมองเป็นเรื่องปกติ มากไป
ชนหมา ฆ่าสัตว์ บี้มด
คงไม่สามารถสกิดจิตสำนึกใดๆให้ทำงาน

สิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ พอจะสกิดได้บ้าง
แล้วกับสิ่งเล็กๆล่ะ
อย่างผีเสื้อ


....
วันหนึ่งเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว
ระหว่างการเดินทางเข้ากรุงเทพฯกับพ่อ
พ่อขับรถ ฉันนั่งอยู่ข้างๆพ่อ
น้อยครั้งที่จะได้นั่งในตำแหน่งนี้
เพราะเป็นที่นั่งประจำของแม่
แต่ครั้งนั้นแม่ไม่ได้ไป ฉันจึงได้มีโอกาสนั่งข้างหน้าบ้าง
การนั่งหน้ามันทำให้วิวทิวทัศน์มันกว้างมากขึ้น
ฉันเห็นอะไรหลายๆอย่าง
รถ ต้นไม้ พื้นถนน
..ฝูงผีเสื้อ
ที่บินมาชนรถ หรือ รถขับไปชน
วันนั้นภาพมันสกิดใจฉันมาก
ฉันกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนคนหนึ่ง(ช่วงนั้นคุยกันแทบจะตลอดเวลา)
ตั้งคำถามไปว่า
"รถชนผีเสื้อ ผีเสื้อมันจะตายไหม?"
ฉันถามไป ทั้งๆที่รู้คำตอบของคำถามอยู่แล้ว
แต่ฉันก็คาดหวังอยากได้ยินตอบว่า "มันไม่เป็นอะไร"
แต่ความจริงของคำตอบคือ "ตาย"
เมื่อก่อนฉันอาจจะเคยเห็นภาพอุบัติเหตุชนผีเสื้อตายมาบ้าง
แต่วันนั้น แค่ครั้งนั้น ที่ได้เอาอุบัติเหตุที่เป็นปกตินี้มาคิด
มันทำให้ฉันนิ่งไปพักใหญ่ๆ
เพราะสงสารชะตากรรมของผีเสื้อ
ผีเสื้อนับร้อยๆศพที่ตายอยู่บนท้องถนน
แต่หาได้มีใครใส่ใจ และมองเห็นมัน

แค่ครั้งนั้น
จากวันนั้นจนถึงวันนี้
ฉัน...
จากผู้โดยสาร กลายมาเป็นคนขับบ้าง
ภาพทุกอย่างมันชัดเจนมากกว่าตำแหน่งข้างคนขับซะอีก
การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้
ผีเสื้อนับร้อยตลอดเส้นทางบนเขา
มากกว่าสิบที่ฉันชน
ฉันอาจจะนิ่ง
และเดินหน้าสู่จุดหมายต่อไป
แต่
มันไม่ได้หมายความว่า
รอยแต่ละรอยบนกระจก
จะไม่สกิดหัวใจของฉัน

การเดินทางครั้งนี้
เพื่อนฉันคงรู้สึกไม่ต่างกัน
คงมีความรู้สึกเดียวกันกับฉันเมื่อ5ปีก่อน
"ขับรถช้าหน่อยก็ได้นะ"
...
"ปกติผีเสื้อเยอะแบบนี้หรือเปล่า"
...
"สงสารมัน"
....

(ขอโทษที่วันนี้ขับรถเร็วไปเยอะเลย)



ฉันไม่ใช่คนดี
ฉันไม่ใช่แม่พระ
ฉันมีความมืดดำอยู่ในจิตใจ
ฉันเป็นคนธรรมดาทั่วๆไป

พอได้คิด.. มันก็จะคิดต่อๆไป
เป็นธรรมดา

ถ้าคนอื่นได้มานั่งคิดเหมือนฉัน
เขาก็จะรู้สึกเหมือนกันนั่นล่ะ
ฉันยังเชื่อว่า..
ไม่ว่าจะลึกแค่ไหน
ความดียังมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน


อุทิศให้ผีเสื้อนับล้าน ที่จบชีวิตด้วยอุบัติเหตุนี้

-หน้ากลม-


ปล.ขออภัยสำหรับคำไม่สุภาพ :P