HOME
5 มิ.ย. 2556
ความเจ็บ เปื่อย
เจ็บ ไข้ ได้ ป่วย.. ตาย
เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ทุกสิ่งบนโลก ล้วนต้องพบเจอ
คนรวย คนจน สัตว์เดรัชฉาน
เมื่อพูดถึงความเจ็บป่วย ล้วนเท่าเทียมกัน
แต่มีโอกาสในการรักษา ต่างกันเท่านั้น
(ตายก็ได้เหมือนกัน)
คนรวย มีเงิน จึงได้รับการรักษาที่ดีและรวดเร็วกว่า
คนจนบางคนทำได้แค่หายามากิน ไม่มีเงินไปหาหมอ
สัตว์ยิ่งแล้วใหญ่ ได้เพียงแค่หาต้นไม้ ใบหญ้า กินแต่พอทุเลาความเจ็บป่วย
ฉันเคยเห็นสุนัขตัวหนึ่งกินหญ้า
ด้วยความสงสัย (เพราะไม่รู้)
ฉันถามยายว่า "หมามันกินหญ้าด้วยหรอยาย"
ยายได้แค่ตอบและทำหน้าสงสารสุนัขตัวนั้น "มันคงป่วย"
ทุกชีวิตล้วนมีโอกาสป่วยเท่าๆกัน
ป่วยมาก ป่วยปานกลาง ป่วยน้อย เมื่อได้ขึ้นชื่อว่าป่วยก็คือป่วย
เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ความเจ็บ คือความทุกข์ทรมานที่สุด(รึป่าว)
เมื่อเด็กฉันไม่ค่อยจะเป็นไข้หวัดเท่าไหร่
เพราะถ้าจะเป็น ฉันดันเป็นโรคนั้นๆตามความฮิตตลอด
ไข้เลือดออกระบาด ฉันก็เป็นไข้เลือดออก
หัดระบาด ฉันก็เป็นหัด
ตาแดงมา ฉันก็เป็น
เขาฮิตอะไรกันก็ฮิตตาม
เมื่อโตขึ้นมาเราจะไม่ค่อยมีความทรงจำในวัยเยาว์กันสักเท่าไหร่
หมายถึงเยาว์มากๆเลยนะ
ฉันจำครั้งที่ฉันเข้าโรงพยาบาลได้ครั้งหนึ่ง
(ไม่รู้ว่าฉันเข้า ร.พ. บ่อยรึป่าวนะ)
ครั้งนั้นฉันเป็นไข้เลือดออก
ฉันกินข้าวไม่ค่อยได้ กินยาก็อ้วกออกหมด
ร่างกายจึงไม่อาจต้านไวรัสได้
แม่ยิ่งเห็นว่าเราตัวร้อนสูง ก็ยิ่งจับเช็ดตัว
ไม่รู้ว่าแม่พยายามมากเท่าไรนะ
แต่ท้ายสุด ร่างกายของฉันก็ไม่ไหว ดันเพิ่มปอดบวมเข้ามาอีก
ฉันน่าจะมีไข้สูงมาก
คืนนั้น ลืมตาอีกที ฉันก็นอนอยู่ ร.พ.ล่ะ
เพิ่งจะมาถึง .. ฉันลืมตาอยู่บนเตียงนอนผู้ป่วย
โดนจับฉีดก้น
โดนจับใส่สายน้ำเกลือ
โดนพาเข้าลิฟ
และ.. พาเข้าห้องพัก
ที่ ร.พ.เซนแมรี่ โคราช
ฉันไม่รู้ว่าฉันนอนไปกี่คืน
แต่ในระหว่างที่อยู่ ร.พ.
ฉันจำได้ว่า ฉันกินอะไรไม่ค่อยได้
สิ่งที่ฉันกินได้กลับมีแค่ส้ม
แม่ปลอกส้มให้ฉันกิน
และระหว่างอยู่ที่นั่น
ฉันจำได้ว่า... ฉันฝันร้าย
การเข้า ร.พ. ครั้งนั้น
ฉันเกือบเอาชีวิตไม่รอด
แต่.. ฉันก็รอดมาได้
ในเช้าวันออกจาก ร.พ.
ฉันใส่เสื้อแขนยาว ขายาว (เหมือนชุดนอน) สีชมพู ขาว ลายมิกกี้เมาท์ตัวโปรด
...
และฉันก็ไม่เคยเข้า ร.พ. อีกเลย
จนเมื่อชั้นอยู่ชั้น ม.2
โรดหัดเยอรมันกำลังระบาด
และตามเคย ฉันเป็นหัดเยอรมันตั้งแต่รุ่นแรกๆ
มีผื่นตามตัว แต่ขึ้นไม่เยอะ
ฉันไป ร.ร. ฉันอยากไป ร.ร. ฉันเอาผ้าปิดปากปิดจมูก
แต่..
อาจารย์ประจำชั้นก็บอกให้ฉันกลับมามา
ฉันหยุดเรียนร่วมอาทิตย์เหมือนกัน
ก่อนที่จะรู้ว่าเป็นหัด แม่พาไปหาหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยโรค
และผลก็ออกมาตามคาด ฉันเป็นหัด
หมอให้นอน ร.พ.
แต่.. เพราะไม่มีใครว่างมาเฝ้า
ฉันจึงต้องกลับมาพักที่บ้าน.. ด้วยความระวังคนจะติดโรคด้วย
ครั้งนั้นฉันจึงชวดที่จะได้นอนนอกบ้านไป
ฉันกินข้าวไม่ได้ กินแล้วอ้วก
กินได้แต่มาม่า และต้องเป็นมาม่ารสหมูสับ
ตอนนั้นแม่ทำรสอื่นมาให้กิน
ปรากฎว่า ฉันกินไปก็อ้วกอีก
โดนดุอยู่เหมือนกัน
แต่... แม่ก็ทำมาม่ารสหมูสับมาให้ใหม่
ไม่นาน ฉันก็ไปเรียนได้ปกติ โดยไม่มีแผลเป็นตามตัว
และครั้งนั้นคือครั้งสุดท้ายที่ฉันไปหาหมอที่ ร.พ.
..
ฉันเคยป่วยหนักเหมือนกันครั้งหนึ่ง
เมื่อตอนอยู่ ม.5
ฉันเป็นไข้หวัด ตัวร้อนจี๋
ตอนแรกกลับมาจาก ร.ร.ก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นไข้
ปวดหัว กลับมาถึงบ้าน เข้าห้องนอน และหลับไปโดยที่ชุด นร.ยังไม่ได้เปลี่ยน
และเพราะพิษไข้ ฉันหลับไปโดยที่ไม่รู้สึกตัวเลย
แม่คงเห็นฉันหายเข้าห้องไปนาน ไม่ออกมากินข้าว
แม่จึงเอากุญแจไขเข้าไปในห้อง
เห็นว่าฉันตัวร้อนจี๋
รีบเช็ดตัว หาข้าว หายามาให้กิน
ดึกๆ ก็มาเช็ดตัวใหม่ เช็ดแล้วเช็ดอีก
เพราะว่าตัวฉันอุณหภูมิไม่ได้ลดลงเลย
พยายามด้านการรักษาเต็มที่แล้ว
คราวนี้ก็หวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์
แม่เอาพระมาคล้องคอให้
เป็นองค์พระพุทธโสธร ตัวเหรียญเป็นใบโพธิ์ องค์เล็กๆ
และทุกวันนี้ฉันยังพก และคล้องคอทุกครั้ง เมื่อยามต้องเดินทางไกล
..
ความพยายามของแม่เป็นผล
เช้ามาฉันตัวหายร้อนแล้ว แต่ก็ยังปวดหัวอยู่บ้าง
ฉันเป็นหัวหน้าห้อง.. สมุดเซนต์ชื่ออยู่กับฉัน
หน้าที่หลายๆอย่าง ฉันจึงต้องโทรไปบอกเพื่อน ฝากงานให้ทำแทน
แต่ด้วยความไม่สบายใจ สัก 7 โมงหน่อยๆได้ ฉันจึงขอให้พ่อไปส่งฉันที่ ร.ร.
ถึงก็เข้าเรียนพอดี
ช่วงเช้าไข้ยังไม่มี .. ตกบ่ายมันมาแล้ว
ช่วงบ่ายฉันไข้ขึ้นหนัก.. แต่ฉันก็ไม่ได้ไปห้องพยาบาล กินยา หรืออย่างไร
ฉันยังเดินเรียนกับเพื่อนๆ
ระหว่างเดินเปลี่ยนคาบวิชาเรียน ฉันจำได้แม่นเลย
ด้วยพิษไข้ มันทำให้ฉันไม่มีแรงแม้แต่จะเดิน
ฉันได้แต่เกาะลาวบันไดเดินขึ้นไป ชั้นแล้วชั้นเล่า จนถึงชั้น 8
ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆ ในกลุ่ม ฉันจึงถึงห้องเรียนโดยสวัสดิภาพ (ไม่ตกบันไดไปซะก่อน)
พอถึงเวลาเลิกเรียน
ฉันก็กลับบ้านพร้อมกับบุ๋ม (เพื่อนรัก)
ตัวฉันเองแทบจะไม่มีแรงที่จะเดินอยู่แล้ว
ต้องเดินแข่งกับเวลาไปขึ้นรถด้วย เพราะรถจะมาตอนประมาณ 5 โมงเย็น
เดินๆๆ ค่อยๆเดินไป
พอถึงสะพานลอย ฉันตกใจมาก เพราะรถมันมาเร็วกว่าเวลา
เห็นอยู่ไกลๆที่ไฟแดงใกล้ๆ
แค่เดินฉันยังไม่มีแรง แล้วนับภาษาอะไรกับการวิ่ง
ฉันบอกบุ๋มว่า "บุ๋มวิ่งไปก่อนเลย บอกเขาให้รอแป๊ป"
บุ๋มดูจะลังเลหน่อยๆ ทั้งเป็นห่วง และกลัวว่าจะไม่ทันรถ
(เพราะถ้าไม่ทันนี่ต้องรออีกเป็นชั่วโมง)
แต่สุดท้ายบุ๋มก็วิ่งล่วงหน้าไปก่อนเพื่อหยุดรถ
และ... โชคก็ยังดีหน่อย รถมันติดไฟแดงเป็นคันแรกเลย
ฉันกับบุ๋มจึงไม่พลาดรถ
และฉันก็ไม่ต้องรีบเดินอีกแล้ว
(ฉากนี้ถ้าฉันเป็นผู้กำกับหนังนะ
ซูมกล้องมาที่เท้าของฉัน ค่อยๆขยายออกเป็นมุมกว้างให้เห็นทั้งตัว
เห็นสีหน้าที่ไร้ซึ่งเลือด สีหน้าแห่งความเหน็ดเหนื่อย ซีดเซียว
ขยายเป็นวงกว้างอีกให้เห็นว่าอยู่บนสะพานลอย
ฉันพูด "บุ๋มไปก่อนเลย วิ่งไปก่อนเลย ไม่ต้องเป็นห่วงเค้า"
น้ำเสียงที่ดูอิดเลย
ตัดภาพไปที่บุ๋ม
บุ๋มแสดงสีหน้าลังเล บุ๋มยืนตะแขงข้าง หันไปที่ทางรถ แต่หน้าหันมามองดูฉัน
"เด๋วเค้าจะไปบอกรถให้รอนะ"
บุ๋มบอกและวิ่งไปจนถึงกลางสะพานลอย
วิ่งไปพร้อมๆกับมองดูรถเมย์ที่กำลังจะวิ่งมา
ตัดภาพไปที่รถเมย์ ที่ฉันกับบุ๋มรอคอย
คนขับรถสูบบุหรี่ ปาดซ้ายทีขวาที บ่งบอกความเป็นตีนผี
ตัดภาพไปทั่วรถเมย์ ว่ามีเด็กเล็กแดง ผู้ใหญ่ปะปลาย แต่มีนักเรียนเป็นส่วนใหญ่
รถเบรค... ผู้โดยสารเกือบหัวทิ่ม
ตัดภาพออกมาในท้องถนน .. รถหยุดวิ่ง ติดไฟแดง
ตัดภาพอีกครั้งมาที่สะพานลอย บุ๋มเห็นรถหยุดวิ่งแล้ว
จึงเดินหันหลังกลับ.. กลับมาเดินไป พร้อมๆกับนุ่ม)
ครั้งนั้นเป็นครั้งที่เป็นไข้หนักที่สุดเท่าที่จำได้
โดยปกติฉันเป็นไข้ ฉันยังมีเรี่ยวแรงพอที่จะทำอะไรอยู่บ้าง
แต่ครั้งนั้น ไม่มีเลยสักนิด ก้าวขาแทบไม่ออก
ไม่รู้ว่าฉันฝืนร่างกายมาเรียนเพื่ออะไร
ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อนกันไปหมด
.. แต่.. ฉันก็ได้เรียนรู้นะ ว่า "เพื่อน" มีความหมายแค่ไหน
ขอบคุณทุกๆคน
.. ปีนึง ฉันจะเป็นไข้หนักๆ สักครั้งนึง หรืออาจจะไม่มี
เท่าที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีอะไรหนักหนา
แต่ที่ทำให้แย่ไปหมด คือความขี้เกียจ.. มันทำให้ไม่มีแรงแม้แต่จะลุก
ปวดหัวนิดหน่อย ก็บอกว่าปวดเยอะ
สุดท้าย... ก็เปื่อยหนักจริงๆ .. ดังที่เคยเป็นเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
เป็นหนัก ก็เพราะไอ่ความขี้เกียจนี่แหล่ะ
เพราะตัวเองแท้ๆ
...
เริ่มงงว่าฉันรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆทำไม
ก็ไม่ทำไมหรอก
ฉันแค่อาจจะเปื่อย
เพราะอากาศมันเปลี่ยนแปลงบ่อยซะเหลือเกิน
และเพราะอะไรหลายๆอย่าง
ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า "นอยด์"
ไม่อยากกิน
ไม่อยากพูด
ไม่อยากดูการ์ตูน
ไม่อยากอ่านหนังสือ
ไม่อยากทำอะไรๆ
อยากแต่นอนๆๆๆ
และกับสภาพแวดล้อมแบบนี้นะ
เหอๆ... -*-"
ดูแลสุขภาพกันด้วยนะค่ะ
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
สาธุ!!!
-หน้ากลม-
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น