HOME

HOME

28 พ.ย. 2555

ขี้ดื้อ

ยังไงถึงเรียกว่าขี้ดื้อ

ชอบเถียง??

ไม่ฟัง??

หัวชนฝา??

ไม่ว่าจะถูก

หรือผิด

ก็มั่นใจ..??

แบบนี้เรียกว่าขี้ดื้อไหม??

..

เมื่อวานก่อน ถูกเรียกว่าเป็นเด็กขี้ดื้อ

(ที่จริงก็มีคนว่ามานานแล้ว)

ได้มีโอกาสคุย กับคนที่ไม่ค่อยได้คุย

เพราะเหตุต้องการความรู้จากเขา

ต่างคนต่างไม่รู้จักนิสัยกันจริงๆมาก่อน

คุยได้วันที่สอง

ถูกหาว่าเป็นเด็กขี้ดื้อ

ชอบเถียง

..

ก็เถียงจริงๆนั่นแหล่ะ

เพียงเพราะสิ่งที่เลือก

คิดว่ามันสมเหตุสมผล

คิดว่าคุ้มแล้ว

จึงไม่อยากให้ใครมาย้ำ

ถึงความผิดพลาด

ที่จริงก็ไม่ได้พลาด ไม่ได้ผิด

แต่สิ่งที่ได้มา และเสียไป

มันพอแล้ว

พอใจแล้ว

เท่านั้น เท่าที่ได้

แต่ก็.. ไม่อยากให้ใครมาพูดให้ได้ยิน

แต่ก็.. ยังอยากคุยกับเขา ขอความรู้

แต่ก็.. ไม่ยอมฟังสิ่งที่เขาบอก

ดูตลกๆ แต่ก็จริง

ก็ฟังนะ

แต่สิ่งที่เข้ามา

แค่อย่าให้เป็นเรื่องตัวเอง

เอาแค่ความรู้ แต่อย่าเน้นย้ำ

..

อืมมม

ไปๆมาๆ

ฉันก็ขี้ดื้อจริงๆด้วยสิ

..


เห็นเป็นกันหลายคน

เวลาที่ต้องตัดสินใจอะไรๆ

ชอบถาม ชอบปรึกษา

แต่ลึกๆ คือตัดสินใจและเลือกไปแล้ว

ที่ถาม ที่ปรึกษา แค่พอเป็นพิธี

ให้มีคนรับรู้ และซัพพอตความคิดตัวเอง

ถ้ามีคนซัพพอตก็จะดี

แต่ถ้าไม่ซัพพอต.. ก็แค่ไม่ฟัง

เงียบๆไปซะ

เชื่อว่าไม่มากก็น้อย เป็นกันทุกคน

รวมถึงหน้ากลมด้วย

..

โลกกลมๆ

ที่มีหน้ากลมขี้ดื้อ :P

ชีวิตยังมีอะไรอีกมากมาย ให้เรียนรู้..
จะพยายามไม่เป็นเด็กขี้ดื้อนาาา

22 พ.ย. 2555

น้ำตก น้ำขึ้น

ทำไม??

ตา.. ชอบไปเห็นอะไรๆที่ไม่อยากเห็น

หู..   ชอบไปได้ยินอะไรที่ไม่อยากได้ยิน

สัมผัส.. ได้เพียงอากาศ

..

สิ่งต่างๆบนโลกมีมากมาย

แต่สิ่งที่มีผลกระทบต่อจิตใจ

ใช่สิ่งที่ดี

กลับเป็นสิ่งตรงข้าม

และเข้ามาบั่นทอนจิตใจ


เวลาที่อารมณ์ดี

เห็นอะไรดีก็ดีไปหมด

แต่พอไปได้รับรู้ถึงอะไรๆที่ตรงข้าม

ที่มากระทบจิตใจ

แป๊ปเดียวจากอารมณ์ดี ก็ไม่ดี

เวลาอารมณ์ไม่ดี

จะทำให้อารมณ์ดีขึ้นมา

ช่างยากเย็นมากกว่า

ต้องใช้เวลา แรง และใจ

หนักหนาจริงๆ

สำหรับปทุชนธรรมดา

ที่ใจยังอ่อนไหว

..

ถ้าคิดเทียบอารมณ์กับน้ำตก

เวลาตกนี่ตกฮวบลงมา

แต่จะให้ขึ้นนี่ยากเย็นเหลือเกิน

หรืออาจไม่มี


กับเรื่องบางเรื่อง

กับคนบางคน

ทำน้ำตกให้เป็นน้ำขึ้น

ช่างง่ายดาย

แต่กับบางคน

ช่างไม่เห็นหนทางทำได้

..

บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำตกให้เป็นน้ำขึ้น

มาเปลี่ยนที่ตัวเราเองดีกว่า

อยากเห็นน้ำขึ้น

เพียงแค่.. เปลี่ยนมุมมอง

ตีลังกา 180 องศา

เท่านี้

น้ำขึ้นก็จะอยู่ตรงหน้า

..

.

อืมมม ไม่เลยลองเหมือนกัน

มีโอกาส

จะตีลังกาดูน้ำตก

ให้เวลา - มีเวลา

ท้องฟ้า

มีกี่สี??

สีฟ้า คราม ม่วง ส้ม แดง ... ดำ

..

ข้าพเจ้าชอบท้องฟ้าทุกสี

แต่ละสี เมื่อมองเข้าไปให้ความรู้สึกที่แตกต่าง

แต่รวมๆคือ

ท้องฟ้า..

มองแล้วสบายใจที่สุด

ปล่อยใจให้ล่องลอยออกไป

ไกลออกไป เท่าที่จะไกลได้

สุดลูกหูลูกตา

...

ท้องฟ้ายามค่ำคืน

ยามค่ำคืนเป็นสีดำ

สีดำเพราะไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์

แสงจากดวงจันทร์ก็สาดส่องความสว่างได้ไม่มาก

แม้จะเต็มดวง ท้องฟ้าก็มืดมิด

แม้ดาวจะช่วยส่งแสง ท้องฟ้าก็ยังมืดมิด

ดาวนับร้อยพันบนท้องฟ้า

ไม่สามารถมองเห็นได้ เมื่อแข่งกับแสงนีออน

แสงไฟในกรุงเทพฯ

ทั้งๆที่รู้ว่ามีอยุ่

แต่มองไม่เห็น

...

ทุกค่ำคืน

ถ้ามีโอกาสได้ออกไปนอกห้อง

หรือมีโอกาสได้ยืนที่ระเบียง

ข้าพเจ้าชอบมองท้องฟ้า

ไม่ว่ามันจะดูมืดมิด เมฆครึ้มแค่ไหน

สายตา.. ก็ยังคงช่วยกันมองหา ดวงดาว

แสงสว่างเล็กๆ บนท้องฟ้ากรุงเทพฯ

..

เมื่อวานก็เป็นอีกคืน

ที่มีเวลาพอไปยืนเล่นที่ระเบียงห้อง

ยืนปล่อยใจให้ล่องลอยไป

ตัดสิ่งรอบข้างไป

แล้วยืนอยู่กับตัวเอง

แสงสว่างเพียงน้อยนิด

แต่ก็มองเห็นว่านั่นคือดาว

หนึ่งดวง

สองดวง

สาม สี่  ห้า..

เพียงห้าดวงที่มองเห็น

ไม่นับแสงไฟหลอกลวงจากเครื่องบินที่บินโฉบมาแล้วไป

คงดูแปลกไม่น้อย

ถ้ามีคนบังเอิญเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งยืนนิ่งๆแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้า

ยืนอยู่คนเดียว

"มันจะโดดลงมาไหมเนี่ย??"

แค่ดูแปลกที่ยืนอยู่ตรงนั้นคนเดียว

แต่ไม่บ้าโดดลงไปหรอก

ต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ไม่คิดจะทำร้ายตัวเอง

..

มองฟ้า ดูดาว ชมจันทร์

เป็นความโรแมนติก ในความไม่โรแมนติก

จะโรแม๊นมากกกก

หากมีคนร่วมชม

"ดูฟ้าสิ วันนี้เป็นสีส้ม"

"ดูดาวสิ นั่นดาวไถ ดาวลูกไก่ ดาวพระศุกร์..."

"พระจันทร์วันนี้ทรงกลด กระต่ายยังตำข้าวอยู่บนนั้น"

โรแมนติกมากมาย

ยังไม่เคยนอนนับดาวจริงๆสักกะที

ส่วนที่ไม่โรแม๊นคือ

การดูอะไรๆที่ควรจะโรแมนติก แต่ดันดูคนเดียวนี่แหล่ะ

มันมีความอ้างว้างมากัดกิน เกิดเป็นความเหงา

แต่สิ่งที่ตามมา ผลตอบแทนที่ได้รับ

คือการมีเวลาให้ตัวเองบ้างนี่แหล่ะ

ไม่ว่าสมองจะคิดเรื่องหนักอึ้ง หรือเบาหวิว

แต่การได้หยุดนิ่ง

เป็นสุขในจิตใจมากมาย

..

ไม่ได้แนะให้ทำอะไรตามแบบนั้น

คนเรามักมีเวลาพักผ่อนไม่เหมือนกัน

รูปแบบก็แตกต่างตามสไตล์แต่ละคน

แต่จะฝากว่า

ให้เวลากับตัวเองบ้างนะค่ะ

โลกกลมๆจะได้ดูสดใสขึ้น

n_n

มองเห็นเหมือนกันไหม??... ดาวค้างคาว

21 พ.ย. 2555

เรื่องของเสือก

เรื่องของคนสองคน

คนสองคนย่อมรู้ดี

ซึ่งคนที่สามไม่อาจเข้าใจ

..

ทุกคนเคยเป็นด้วยกันทั้งสองสถานะ

เป็นหนึ่งคนในคนสองคน

และเป็นหนึ่งคนที่(เสือก)เกินมา

..

ลองมาคิดในสถานะตัวเสือกกันสักหน่อย

ไม่ว่าจะตั้งใจเสือกเกินหรือไม่ตั้งใจ(เผลอเสือก)

ก็เกินมาเหมือนๆกัน

ทำไมคนถึงต้องเสือก

เสือกอยากรู้ อยากเห็น อยากโน่น อยากนี่ อยากไปหมด

งั้นข้าพเจ้าขอเป็นตัวแทนเสือก เอ้ยย ตัวแทนเฉยๆ ในการตอบความรู้สึกสักหน่อย

"ก็สนใจ.. ก็อยากรู้.. ก็แคร์.. ก็อยากมีตัวตน.. ก็รัก.. นี่นา"

มีหลายเหตุผลที่ทำให้คนหนึ่งคน ซึ่งไม่ใช่คนสองคน

คนที่เกินมา คนที่เป็นบุคคลที่สาม

กลายเป็นคนอยากเสือกขึ้นมา

ถ้าไม่รู้สึกอะไร ก็คงไม่มายืนในสถานะน่าเบื่อ น่ารังเกียจ แบบนั้นหรอกนะ

ความรู้สึกที่อยู่เหนือพฤติกรรม

การกระทำจึงแสดงออกไป

ไม่สามารถยืนดูอยู่ห่างๆ

แต่ก็เสือกเข้าไปอยู่ตรงนั้น จนได้

ถ้าไม่รัก ก็ไม่เสือกหรอก

คำเตือน : ช่วยเสือกให้พอดี พองาม :P

..

ลองคิดด้านเสือกไปแล้ว

กลับมาคิดถ้าเป็นคนสองคนหน่อย

คนสองคน บอกแล้วว่าเป็นเรื่องของคนสองคน

คนที่นอกเหนือจากนี้ จึงไม่อาจเข้าใจได้

คนสองคนเจอกัน รู้จักกัน คบกัน สนิทกัน

วัน เวลา การพูดคุย ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้

ไม่ว่าจะคบหากันในฐานะอะไร

เพื่อน พี่ น้อง คนรัก

ก็ยังเป็นเรื่องของคนสองคน

บริสุทธิใจในการคบการ

เราเป็นเพื่อนกัน

เราเป็นพี่น้องกัน

เราเป็นแฟนกัน

ไม่ว่าจะแบบไหน ก็ยังต้องมาแคร์สายตาของสังคมด้วยหรือเปล่า

ก็ต้องแคร์

แต่จะให้แคร์ทั้งหมดน่ะหรอ ไม่มีหรอก

แคร์แค่ คนที่รักก็พอ

คนที่ไม่รู้อะไร คือคนที่ไม่ได้เข้ามายืนอยู่ในจุดๆนั้น

ตัดสินคนจากภายนอก

ใช่เหตุผลที่ดี

ในการที่จะทำคนสองคนเลิกคบหากัน

แค่ลองเปิดใจให้กว้าง

ลองเชื่อใจ

คนที่คุณรักสิ

..

การยืนอยู่ท่ามกลางคนสองคน

ก็ดูอึดอัด


ยืนอยู่ไกลๆ

ก็เจ็บปวด


การเป็นคนหนึ่งในสองคน

และคนที่สามก็เป็นคนที่แคร์มาก

ดูเป็นปัญหา ที่คิดยังไงก็ไม่ตก

จะยืนตรงไหนก็ดูลำบากใจ

จะใช้มือทั้งสองข้าง จับไว้ซ้ายคน ขวาคน

ก็จำเจ็บกันทั้งหมด

ปล่อยมือข้างหนึ่งไป

ใจก็เจ็บ


รู้ว่าคนไหนสำคัญที่สุด

แต่ไม่อาจเลือก

เรื่องของคนสองคน

เรื่องของตัวเสือก

ก็เลย

ไม่มีวันจบ

..

อนิจจา เกิดมาเป็นตัว "เสือก"


..........
ในโลกกลมๆยังมีตัวเสือก

และมีโลกส่วนตัวสูง

20 พ.ย. 2555

ผสมปนเป

หลายๆอย่างที่เข้ามา

เข้ามา  แล้วผ่านไป

หลายๆอย่างที่สามารถอธิบายได้

และหลายๆอย่าง ที่ไม่สามารถอธิบาย

..

ทำไมคนต้องพูดทุกสิ่งอัน

รวมถึงสิ่งที่คิดอยู่

ไม่พูด ก็เขียนออกมา

เล่าเรื่องราว ผ่านตัวหนังสือ

ผ่านไปคนอ่าน

ไปจนถึงคนฟัง

สุดท้าย

อะไรๆก็ไม่ใช่ความลับ

..

คนหนึ่งสัมผัสได้

แต่อีกคนอาจไม่รู้

ไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะคนเราไม่ได้เหมือนกัน

..


ยังคงมีอีกหลายเรื่องราว

ที่ไม่อาจพูด

เขียนออกมาเป็นตัวหนังสือ

สัมผัส

เพื่ออยากให้รับรู้

รักมากแค่ไหน

ก็เท่าเดิม

ยังเจ็บในหัวใจ

..

จะเชื่อใจได้ไหม?

ถ้าไม่มีใจให้เชื่อ

..

ให้ชิน

กับการต้องอยุ่คนเดียว

อย่าชิน

ที่มีใครสักคนอยู่ข้างกาย

เพราะอะไรหลายๆอย่าง

ให้ชีวิตเป็นของเราเอง

..

ขอเวลาปรับ

ทั้งตัวและหัวใจ

1 + 1 + 1 = 2 ?

1 + 1 + 1 = 2 ?

สมการนี้ไม่ใช่สมการคณิตศาสตร์

เพราะถ้าเป็นคณิต ก็คงจะผิดเต็มๆ

แล้วคุณคิดว่าไง

เข้าถึงความรู้สึกของคนที่คิดสมการนี้ขึ้นได้หรือเปล่า?

..

1 + 1 เหมาะที่จะ = 2

แต่ถ้าอีก + 1

ก็ยังเท่ากับ 2

เพราะ 1 ตัวหลัง

ไม่ควรบวกไปตั้งแต่แรก

พยายามบวกเข้า แล้วลบ 1 ตัวแรก

แต่กลับโดน 1 ตัวกลาง - 1 ตัวหลังออก

วกไปวนมา

แล้วก็ดูงงๆ

กับสมการ.. ไม่เข้าท่า

16 พ.ย. 2555

ฝังลืม

โลกกลมๆ

ไม่ได้มีเพียงตัวเราคนเดียว

การมีชีวิตอยู่บนโลกกลมๆ

การร่วมอยู่กับผู้อื่น

สังคม

และมีชีวิตอย่างไร

เดินอย่างไร

ให้ตัวเองมีความสุข

ไม่ไปเหยียบเท้าคนข้างหน้า

ไม่ล้มใส่คนข้างหลัง

คนข้างๆยังเดินไปด้วยกัน

จะเดินอย่างไร???

..

หนึ่งเหตุผล

หรืออาจไม่ต้องมีเหตุผล

ของความรัก

ในการที่จะมองข้าม

ความผิดพลาด

ความบาดหมาง

เสียสละสิ่งเล็กๆ

และเลือกที่จะข้ามไป

ทิ้งไว้ข้างหลัง

แล้วอย่าได้กลับไปหยิบขึ้นมา

ขุดหลุมฝังเลยน่าจะดีกวา

ฝังลืม

.............

ที่จริงก็ไม่ได้ลืมหรอก

แค่อย่ากลับไปมองมัน

..

มองบ่อยๆ

แล้วเราจะอยู่บนโลกกลมๆนี้ได้อย่างไร

.

คนเดียวหรอ

ไม่ล่ะ

มันเหงามากมาย

14 พ.ย. 2555

ลึกๆ

โดยธรรมชาติของมนุษย์

เบื้องลึกในจิตใจ

ยังมีอะไรมากมายที่ซ่อนเล้น

คนรอบข้างไม่สามารถล้วงถึง

หรือ

แม้แต่ตัวเขาเอง

..

ในการใช้ชีวิตหนึ่งวัน

ของคนหนึ่งคน

ไม่รู้ว่า

ความเป็นตัวเขา

มีกี่สไตล์

มีกี่หน้าให้เปลี่ยน

ไปทำงาน

สวมบทพนักงานดีเด่น

เลิกงานไปกินข้าว

สวมบทจอมตะกละ

ไปสังสรรกับเพื่อน

สวมบทจอมพูดมาก

กับคนรัก

โค-ตะ-ระ ดีเลิศ

กับคนบางกลุ่ม

หลายๆกลุ่ม

แบ่งแยกนิสัย

ความเป็นตัวตนออกไป

ไม่รู้จะแตกกิ่งก้านได้ สาขาได้ขนาดไหน

หรือมีหน้าเดียว

แต่

ไม่มีใครล้วงลึกถึง

พวกโลกสองใบ

หนึ่งใบสำหรับสังคม

อีกใบสำหรับตัวเอง ที่มากกว่า

พวกโลกส่วนตัวสูงอ่ะนะ

..

หลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง

หลายๆความคิด หลายๆนิสัย

ที่ยังไม่เคยเข้าใจ

ไม่ใช่ไม่คิดพยายามเข้าใจ

แต่พยายามแล้ว ก็ยังไม่เข้าใจ

เพราะเอื้อมไม่ถึง

...

"ดวงตา เป็นหน้าต่างของหัวใจ"

และ

ฉันไม่สามารถมองตาเธอ

แล้วเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในใจเธอ ได้เลย

และเธอเอง

ก็คงจะเป็นเช่นกัน

ในเมื่อ

เงียบ เป็นปกติ

..

หรือ

คนไม่ชอบสบตากัน

ก็เลยงงๆ :P

9 พ.ย. 2555

ออม "เหนื่อย"

หลายๆครั้งที่เกิดอาการท้อ

รู้สึกเหนื่อยล้า ขึ้นมาที่กาย ลามไปถึงหัวใจ

หรืออาจเป็นเหนื่อยใจ.. แล้วลามไปถึงกาย

ไม่รู้ว่ายังต้องเหนื่อยมากแค่ไหน

อีกนานเท่าไหร่

สะสมๆ อัดเก็บเอาไว้

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเต็ม

..

เหมือนๆกับหยอดกระปุ๊ก

แต่ต่างกันที่ผลลัพท์

มีกระปุ๊กอยู่สองกระปุ๊ก

ประปุ๊กหนึ่งไว้ใส่ความเหนื่อย

อีกกระปุ๊กไว้หยอดเงิน

หยอดทุกๆวันที่มี

วันไหนเหนื่อยก็หยอด

มีเงินก็หยอด

หยอดๆๆๆๆๆ

ป๊อกกก!!! ป๊อกก!!! ตุ๊บ!!! ตุ๊บ!!!

เสียงแตกต่างไปตามปริมาณอัดแน่นที่เพิ่มมากขึ้น

วันไหนได้ไปซื้อของขวัญให้ตัวเอง

ก็แอบเปิดก้นกระปุ๊ก

ปริมาณก็ลดลงไป

แล้วก็เริ่มหยอดใหม่ ด้วยใจที่จดจ่อ รอให้เต็มอีกครั้ง

กระปุ๊กเหนื่อย

ถึงเวลาได้พักผ่อนกาย พักผ่อนใจ

ความเหนื่อยก็ระเหย ค่อยๆหายออกมา

แต่ก็น้อยเหลือเกิน

อยากให้เจ้ากระปุ๊กเหนื่อย หายไป

ข้างในว่างเปล่า

แต่ทำไมมันถึงไม่ได้ลดลงไปเลย

วันไหนที่เต็ม

ก็ต้องทุบมันออกมา

คงจะเหนื่อยน่าดู

ความเหนื่อยที่กระจายออกมาจากกระปุ๊กที่ถูกทุบให้แตก

ไม่เหมือนกับกระปุ๊กเงิน

ทุบมาแล้วชื่นใจ

..

กระปุ๊กของคุณใกล้เต็มหรือยัง

ของฉันพร้อมจะระเบิดแล้ว

8 พ.ย. 2555

"ความสุข" ที่หาไม่ได้

"ความสุข"

ยังมีใครอีกหลายๆคนมองหาซึ่งสิ่งนี้อยู่

โหยหา และไคว่คว้าหามาครอบครอง

หรือใครบางคนที่มีครอบครอง

แต่ไม่สามารถเก็บไว้ได้

..

มีประโยคที่เกี่ยวกับความสุขประโยคนึง

บอกว่า "ความสุขหน้าตาเป็นเช่นไร?"

แล้วจริงๆหน้าตาเป็นแบบไหนล่ะ

..

สำหรับข้าพเจ้า

การได้ยินคำว่า "ความสุข"

สิ่งแรกๆที่ผุดขึ้นมา ก็คือหน้าของใครหลายๆคน

แม่ พ่อ ยาย พี่นุ้ย ทุกคนในครอบครัว

จ๊ะโอ๋ บุ๋ม ยุ้ย เยียร์ เพื่อนๆที่รัก

ตามมาด้วยคนใกล้ชิด ที่อยู่ด้วยแล้วอบอุ่น

สถานที่ต่างๆที่เคยไป ที่ไปแล้วทำให้รู้สึกสบายใจ

ความสุขของข้าพเจ้า เลยเป็นแฟดกับความสบายใจ

และหน้าตาคล้ายๆ กับคนที่รัก

.. กับคนเหล่านี้ คือความสุขที่ถาวร

..
ไม่คิดถึงความสุขชั่วคราว

คิดถึงไปก็สุขเพียงไม่กี่นาที

ก็เหมือนเงินเดือนออกอ่ะ

ออกกลางเดือนครั้ง สิ้นเดือนครั้ง

หนึ่งเดือนจึงมีความสุข 2 ช่วงเวลา

กลางเดือนกับต้นเดือน

ความสุขแป๊ปๆตอนเห็นเงินในบัญชีงอก ออกดอกออกผล

แต่ไม่นาน ก็ต้องนั่งหง๋อย ตอนเงินไอ่ที่เข้าๆมา

ค่อยๆทยอยเดินออกไป

มันเดินเข้ามา มันก็เดินออกไป

เหมือนอะไรหลายๆอย่าง

ที่เข้ามาในชีวิต

แล้วก็จากไป

ทิ้งไว้แค่ความทรงจำ

ไม่ว่าจะดี หรือไม่ดี ไม่ว่าจะน่าจดจำไหม

แต่สมองมันก็บอกให้จดจำ

ถ้าเรื่องราวมันมาจากคนที่รัก

..

ความสุขที่หามาได้

ความสุขที่หามาไม่ได้

ความสุขที่ไม่มีอีกแล้ว

ความสุขที่มีตลอดไป

..

หน้าตา "ความสุข" ของคุณเป็นแบบไหน

และ

คุณอยากมี "ความสุข" แบบไหน

7 พ.ย. 2555

ดวง


เมื่อวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2555 ด้วยเวลา 18.00 น. ข้าพเจ้าออกเดินทางกลับบ้านหนองตะไก้ ด้วยเหตุผลเพียงว่า พ่ออยากให้ไปเสริมดวง

ก่อนหน้านี้พ่อได้ไปวัดเขาอังคาร ที่บุรีรัมย์ จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนแนะนำให้รู้จักวัดนี้ และพระครูที่อยู่ที่นั่น ทำบุญ ดูตำหรับตำรา ของพี่นุ้ย กับตอง ได้สะเดาะเคราะห์ ส่วนของข้าพเจ้า เห็นว่าต้องเสริมดวง เพราะเทวดาไม่ปกปัก ไม่อยู่ด้วยตลอดเวลา

โดยส่วนตัวไม่ชอบเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ไม่ค่อยเชื่อ แต่ก็ไม่เคยรบหลู่ และเพราะลึกๆในใจ บอกตัวเองเสมอว่า ทุกอย่างมันอยู่ที่การกระทำของเรา ตัวเรา ใจเรา เป็นผู้กำหนด

ตอนแรกที่พ่อบอกอยากให้กลับบ้านอาทิตย์ แต่ก็บอกพ่อไปว่าจะกลับอาทิตย์ถัดไป ถกเถียงกันสักพัก เริ่มรู้สึกถึงความรุนแรงในน้ำเสียงของทั้งสองฝ่าย ก็เลยพยายามจบด้วยการบอกว่า “เด๋วดูอีกที” แต่พ่อก็ไม่วายที่จะบอกกลับมาอีกว่า “รีบๆกลับ จะได้ทำให้มันเสร็จๆ”  เข้าใจว่าพ่อหวังดี แต่ก็อย่างว่า ในเมื่อใจมันออกจะต่อต้านเล็กน้อยถึงปานกลาง

แต่ท้ายสุด ข้าพเจ้าก็กลับบ้าน ด้วยอะไรหลายๆอย่าง

กลับด้วยรถตู้สายโชคชัยตอนสองทุ่ม กว่าจะถึงเกือบๆเที่ยงคืน ตลอดการเดินทางความรู้สึกพูดได้คำเดียวว่า “หิว” หิวมาก ทำยังๆก็ไม่หายหิว พยายามหลับก็แล้วจะได้ลืมก็ไม่หลับ นั่งหิวตลอดการเดินทาง ทำให้รู้ซึ้งเลยว่า “ความหิวนี่ช่างทรมานเสียนี่กระไร” ลงจากรถตู้ ให้พ่อมารับอีกต่อ แต่ถามว่า “ซื้อก๋วยเต๋วไหม?” และด้วยเวลาเกือบๆเที่ยงคืนแบบนี้ ก็เลยตอบกลับไปอย่างไม่ต้องคิดว่า “ไม่อ่ะ กลับบ้านเลย” .. แต่ก็ไม่วายจะเข้าถึงบ้าน แม่ก็ถามด้วยประโยคเดิมอีก แต่คราวนี้ข้าพเจ้ากลับตอบด้วยประโยคใหม่ “พ่อแวะซื้อแป๊ป” .. เอิ่กๆ แล้วความหิวก็เอาชนะนุ่มจนได้สิ กลับมาถึงบ้านก็รีบๆๆกินๆๆ ก๋วยเต๋วต้มยำ ไม่รู้ว่ามันอร่อยหรือเพราะหิว แต่ก็กินหมด กินเสร็จก็รีบๆอาบน้ำ เวลาผ่อนไปจะตีสองอยู่แล้ว ก็เลยรีบๆนอนมันซะที่ผมยังไม่แห้ง และกว่าจะหลับนะ ตื่นอีกทีตีห้าคร่า ไม่รู้จะตื่นขึ้นมาทำไม แล้วก็ได้นอนต่ออีกแป๊ปนึงก็ต้องลุกขึ้นไปอาบน้ำ.. เพื่อเดินทางไปบุรีรัมย์ ไปวัดเขาอังคาร

ถึงวัดประมาณแปดโมงครึ่ง ด้วยความว่าอยู่บนเขา(ไม่สูงมาก) อากาศก็เลยค่อนข้างที่จะเย็นนิดๆ(ก็หน้าหนาวแล้วนี่นา) จัดเตรียมของไปถวาย แล้วพระท่านก็ดูตำราให้

สรุปง่ายๆ ที่ตำราบอก อายุ 24 การงานจะดี “งาน” “เงิน” “ชื่อเสียง” จะค่อยๆวิ่งขึ้นในอายุ 24-28ปี แต่ทั้งนี้ต้องระวังด้วย เพราะมองแง่ได้สองอย่าง ไม่ขึ้นสูงสุดก็ ลงสุดๆเหมือนกัน วาสนาเงินทองเลข1 แต่ตกคอขาด ... แต่ก็ถือว่าดี แล้วท่านก็ทักเรื่องเพื่อน เรื่องคนใกล้ชิด.. ทุกๆตำรา จะทักแบบนี้เหมือนๆกันเลย ว่าให้ระวังเพื่อน... อายุ 28 จะเจอเนื้อคู่ เนื้อคู่จะเสริมกัน อาจไม่ต้องทำงานแล้ว คือมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ต้องลำบากเป็นลูกจ้างแล้ว.. สาธุ!! แต่อายุ 29 ต้องระวังเรื่องสุขภาพ ... บทสรุปของตำรา ก็คือตัวเราเองนี่แหล่ะ จะเลือกงานไหนให้ได้ดี จะเลือกคู่ครองแบบไหน จะไปทางไหน ขาฉันเป็นคนเดิน ..หวังว่าจะมีอะไรชักนำ ดลใจ (รึป่าว?)
วัดเขาอังคาร

เพิ่มคำอธิบายภาพ
ไหว้พระขอพร พระสารีริกธาตุ
ภาพผนังโบสถ์ ภาษาอังกฤษคร้าาา อินเตอร์
เทียนๆ ธุปๆ
ริมถนนข้างๆ ปราสาทเมืองต่ำ







กลับจากวัดก็ไปเที่ยวปราสาทเขาพนมรุ้งสักหน่อย ไม่ได้มามากกว่าสิบปี จำไม่ได้ว่ามาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ รู้แค่ว่าเด็กมาก เด็กขนาดที่ว่า เดินหลง เข้าออกประตูโน้น ประตูนี้ของปราสาท จนหาใครไม่เจอเลยสักคน .. ที่จำได้เพราะมันคือความหวาดกลัว ครั้งแรกที่หลง และกลัวเอามากๆเลย แต่สุดท้าย ก็เดินหาจนเจอแม่ หรือแม่เดินทางเราก็ไม่รู้นะ

เหมือนกันม่ะ?? คุงแม่ กะคุงพี่
สมาชิก.. ครบ!!! [เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด]
ลูกกะแม่
ตากะหลาน
ยายปล่อยพลังงง!!! ใส่หลานนนน .. อ๊ากกก!!! [จะบาปไหมน่อ -*-"]















ปราสาทเขาพนมรุ้ง



ภาพวันนั้นที่เห็น จำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ว่าเมื่อสิบปีก่อน ปราสาท สถานที่ หน้าตาเป็นยังไง? หรือ เพราะมันเปลี่ยนไปเยอะนะ ความทรงจำเก่าๆบอกว่าฉันเจอดินแดงตรงทางขึ้น แต่ตอนนี้กลับเป็นบันไดปูน เข้าระยะปราสาทก็เป็นบันไดก้อนอิฐ.. อืมๆ จำอะไรไม่ได้เลยนะ รู้แค่ว่าเคยมา แล้ว “หลง”

กลับจากวัดก็พาที่บ้านไปกินบุฟเฟ่หมูกะทะกันต่อ กว่าจะกลับมาบ้าน กว่าจะได้นอนอีกที ก็เกือบเที่ยงคืนไปแล้ว
และตื่นเช้ามา ก็ได้ออกไปหาเพื่อนนิดหน่อย และก็ให้เพื่อนพาเข้าไปในโรงเรียนประถม (โรงเรียนบ้านหนองตะไก้) เห็นแล้วนึกถึงความหลัง

อาบน้ำ กลับ กทม. ไปทำงานดีกว่านะ

สามวันที่ผ่านมาโคตรเหนื่อยเลย อยู่บนรถทั้งวัน เหนื่อยรถจริงๆ





















...........

ภาพโรงเรียนบ้านหนองตะไก้ ปี 2555 (ไม่มี before มีแต่ after)


ต้นไทรใหญ่ จุดเดียวที่โรงเรียน เมื่อก่อนมีชิงช้าให้นั่งด้วย แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว

กิ่งนี้ไง ที่คืนปีนเล่น แล้วก็ลงทางเสา 5555

เสาธงโรงเรียน ทุกเช้าต้องเข้าแถวไล่จากซ้ายมือไปขวา ป.1-ป.6 "เตรียมเคารพธงชาติ"


ซากอาคารอนุบาลที่เคยอยู่ เดาว่าเขามีงบมา แต่ทำไมไม่สร้างใหม่สักที คิดถึงอาคารไม้ที่เคยวิ่งเล่น แล้วถูกดุ

อาคารเฉลิมพระเกียรติ ป.1 ป.2 และ 3 อยู่ที่นี่ มีห้องสมุดอยู่ชั้นล่างซ้ายมือ และเคยมานั่งร้อยพวงมาลัย พับใบตอง


วันนี้..

ก็ยังมีอะไรมากมาย

ให้จดจำ

2 พ.ย. 2555

สัญญา

คำ "สัญญา"

หนึ่งคำ

ความหมาย

ที่ลึกซึ้ง

....

คุณเคยสัญญา อะไร กับใคร ไว้ไหม?

หรือ เคยให้ใคร สัญญา อะไร กับคุณไหม?

..

เมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ชั้นปี 2

เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าได้กลับมาใกล้ชิดกับเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันเลย

เป็นคนที่ข้าพเจ้าแคร์มาก

บ่อยๆครั้ง จะมีคำสัญญาออกมาจากปากของข้าพเจ้า

".... สัญญาจะ...." หรือ "... สัญญานะ"

ทั้งให้คำมั่นเอง และ ขอคำมั่น สัญญา

..

จำไม่ค่อยได้ว่าทำไมช่วงนั้น คำสัญญาถึงได้ออกมาจากปากของข้าพเจ้าบ่อยนัก

ลึกๆแล้ว ในใจต้องการสิ่งใดจากเขา หรือตัวเองแน่

..
ความกลัวรึป่าว

ความคาดหวัง

ความอยาก/ปรารถณา

..

โดยส่วนตัวเป็นคนขี้กลัว เป็นคนขี้ขลาด

แต่ไม่ค่อยแสดงออก.. กลัวหนอน โดนหลอกหนอนตอนเด็ก แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนี แสดงออกตรงข้ามว่าไม่กลัว จับตัวนิ่มๆมันด้วยซ้ำ เพื่อไม่ให้เขาหลอก ไม่ให้เขารู้ว่า "กูกลัวนะ"

วกมาเรื่องเดิม
การขอคำมั่น(สัญญา) จากใครสักคน

สำหรับข้าพเจ้าเอง คงเป็นการกลบเกลื่อนความกลัวของตัวเองมากกว่า

กลัวว่าสิ่งหนึ่งๆ อะไรสักอย่าง จะไม่มี ไม่เกิดขึ้น จึงต้องขอคำมั่นจากคู่กรณี

อาจเป็นเพราะเมื่อก่อน (หาเหตุผลมาปกป้องตัวเอง)

บ่อยๆครั้ง มักต้องผิดหวังเสมอๆ กับใครหลายๆคน (ไม่ได้หมายความว่าอกหัก)

ชอบคาดหวัง ว่าคนโน้น คนนี้ จะทำสิ่งโน้น จะให้สิ่งนี้ แก่เรา

เพราะความคาดหวังสูง

เมื่อผิดหวัง จึงเจ็บหนักเอาการ

และเพื่อไม่อยากให้ตัวเองต้องผิดหวัง จึงได้ขอคำมั่นจากคนเหล่านั้น

"สัญญานะ"

และ ในเมื่อเราขอ ก่อนที่จะขอร้องให้ใครทำอะไรให้เรา เราก็ต้องให้เขาก่อน

ให้คำมั่นกับเขา เพื่อให้เขาเองก็ให้คำมั่นกับเรา

คิดดีๆ

ความคาดหวังก็ไม่ได้หายไปไหนเลย

เหมือนแก้ปัญหาไม่ตรงจุดนั่นแหล่ะ

สิ่งที่ควรแก้ ควรจะลดความคาดหวังมากกว่า ถึงจะตรงจุด ถึงจะไม่เจ็บ

แต่การให้คำมั่นกับคนอื่น.. เราต้องรักษาให้มั่นนะ

สัญญาไป ต้องทำให้ได้ แม้ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ตาม

ไม่รู้ว่าคุณจะเป็นคนรักษาคำมั่น"สัญญา" รึป่าว

แต่ข้าพเจ้าคนนึง คนหนึ่งบนโลกกลมๆ

ที่จะรักษาคำๆนี้ตลอดไป

..
ถ้าคิดว่าทำไม่ได้

ก็อย่าพูดมันออกมา

"สัญญานะ"