HOME

HOME

28 พ.ย. 2554

In my mind

( เพลงม่ะเกี่ยวหรอก.. แค่ชอบ.. ^^
ดื้อคนละอย่างอ่ะ >O< )


"สุข" หรือ "ทุกข์"..

มันอยู่ที่ใจ

ใจคิดเรื่อง Happy ๆ

ก็จะรู้สึกมีความสุข เบิกบานใจ

แต่ถ้าคิดแต่เรื่องเศร้าหมอง

ก็จะรู้สึกทุกข์ เช่นกัน

..

ความรู้สึกสุข-ทุกข์

อยู่ที่ปลายความคิดนิดเดียวเอง

ถึงว่า

จิตวิทยาเขาถึงให้ "Positive Thinking"

ถ้า Negative  ชีวิตก็ติดลบ

ตามนั้น

...

.

แต่เบื่อจัง

ที่สภาพจิตใจตอนนี้มันหวั่นไหว

ปรวนแปร

ขึ้นๆ ลงๆ

ควบคุมไม่ได้

ยิ่งฝืน เหมือนจะยิ่งดื้อ

... งั้นก็ปล่อยมันไป

23 พ.ย. 2554

ฝัน-เป็น-จริง

ฉันมีความฝัน

ทุกคนต่างมีความฝัน

แต่การจะได้มาซึ่งความฝัน

ต้องมีปัจจัยหลายๆอย่างเลยที่จะสนับสนุน

"Make Dream Come True"

..
เมื่อเด็กฉันไม่รู้หรอกว่าความฝันคืออะไร

"โตขึ้นอยากเป็นอะไร วาดรูปส่งเป็นการบ้านนะค่ะนักเรียน" คุณครูสอนให้ฉันรู้จักความฝัน

ในตอนนั้น คำตอบของฉันก็คือการเป็น "คุณหมอ" รักษาผู้ป่วย

ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน

แต่จำได้ว่าเล่นเป็นคุณหมอกับพี่บ่อยมาก

ผลัดกันเป็นคุณหมอ.. เป็นคนไข้.. (ถูกผ่าตัดด้วย)

เมื่อโตขึ้นมาหน่อย ก็ยังอยากที่จะเป็นอยู่

"นุ่มเป็นไม่ได้หรอก .. ขลาด.. เฉื่อย... ฯลฯ" ฉันถูกสบประมาทจากคนใกล้ชิด

แต่เหตุผลที่วันนี้ฉันไม่ใช่คุณหมอ มันไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขาๆพูดหรอกนะ

ฉันกลัวผี.. (ใครก็กลัวล่ะ) หรือความมืดก็ไม่รู้ล่ะ แต่มันไม่ใช่เหตุผล

เพราะเมื่อเราต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่.. เราก็จะไม่กลัว

ฉันเฉื่อย.. แค่เฉื่อยกับอะไรๆที่เห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องรีบเร่งไปไหน

เพราะเวลาเร่งด่วน.. ฉันก็เร็วไม่แพ้ใครหรอก

เวลาหมดคาบเรียนแล้วต้องย้ายห้อง ฉันเป็นคนเดียว(เดินคนเดียว)ที่รีบไปเข้าห้องใหม่

แล้วยังมาว่าฉันเฉื่อยอีกหรอ?..

สิ่งที่เขาๆสบประมาทมา จึงไม่ใช่ฉันสักนิด

แต่ที่ฉันไม่ได้เป็นคุณหมออย่างที่เคยคิด

เพราะฉันรู้ความสามารถของตัวเองดี

ฉันไม่ขยันพอ.. ฉันไม่มีแรงบันดาลใจพอ

คือฉันหัวไม่ถึงคุณหมอนั่นแหล่ะ ฉันก็เลยเป็นไม่ได้ (ไม่ได้เป็น)

แต่การที่ไม่ได้เป็นคุณหมอมีผลกระทบต่อฉันมาก

เพราะทำให้ฉัน.. คิดไม่ออกว่าฉันอยากเป็นอะไร ทำอะไร ในอนาคตอันใกล้

ฉันจบมัธยมปลาย และเลือกเรียนต่อคณะวิทยาฯ เคมี

บอกตามตรงไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบหรือถนัดเลย

แค่มีอาจารย์บอกฉันว่า คณะนี้ สาขานี้ หางานง่าย

ฉันก็แค่เลือกเรียนอะไร ที่มันจะง่ายกับเราในอนาคตก็เท่านั้น

จึงลงเอยที่ ม.ธรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาเคมี (น่าจะเรียนวิศวะนะนุ่ม)

ฉันไม่ใช่คนฉลาด แต่ก็ไม่ได้โง่

ฉันสามารถเรียนได้ทุกวิชา .. (เพื่อนบอกว่าฉันเป็นคนหัวไว)

ฉันก็เลยเรียนจบ ปริญญา แบบไม่ติดเอฟมาได้ล่ะมั้ง 555 (เพื่อนแช่งให้ฉันติดFเป็นเพื่อนมันตลอด)

..
ถ้า.. คุณครูให้การบ้านให้ฉันวาดรูปในสิ่งที่ฉันอยากจะเป็นอีก

ฉันจะวาดรูปตัวฉัน ครอบครัวของฉัน คนที่ฉันรัก ยืนจับมือและยิ้มอย่างสดใจ บนโลกใบใหญ่ใบนี้

(ฉันตอบไม่ตรงคำถามใช่ป่ะ?.. คุณครูน่าจะให้ฉันหนึ่งดาวแน่ๆเลย.. ก็ฉันยังไม่ค้นพบความฝันใหม่นี่นา)

..
แล้วความฝันอย่างอื่นล่ะ??

ฉันอาจจะเป็นพวกช่างฝันมากไป (ไม่เคยมีสักครั้งที่นอนหลับแล่วจะไม่ฝัน.. เกี่ยว?? "-3-)

ฉันอยากมีโน่น ทำนี่.. มากมาย

เริ่มเลยไหม?

บ้านสองชั้นของตัวเอง (มีสนามหญ้าและน้องหมาโกลเด้นวิ่งอยู่ในสวน)

รถสักคัน

กล้อง(โปรฯ)คู่ใจ

ดนตรีสักชนิด (แต่เริ่มอยากเยอะล่ะ ม่ะเอาฉิ่งนะ 5555)

สมาร์ทโฟนสักเครื่อง

ยิงปืน (เคยลองมาครั้งล่ะ แต่อยากเล่นเป็นhobby)

เทควันโด

..
ญี่ปุ่น

ทะเลอันดามัน (แถบด้ามขวานอ่ะ ภูเก็ต กระบี่ ได้หมด)

นอนดูดาวบนภูเขาสูง อากาศหนาวสุดๆ กับคนรู้ใจ (ถ้าไปกับเพื่อนไม่นับนะ)

งืมๆ

ยังมีอีกเยอะ.. เลือนลางๆ นึกออกแค่นี้อ่ะ

..
แต่ ณ ตอนนี้

เพราะมีเพื่อนคนนึงมาจุดประกายความฝัน (เรื่องกล้อง)

ฉันก็เลยพยายามตามเก็บความฝันของตัวเอง

ทีละเรื่อง.. ทีละเรื่อง

ตามความสามารถที่จะไขว่คว้ามา

แค่อธิษฐานกับดาว.. ภาวนากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ความฝันจะเกิดได้ไง

ถ้าไม่ลงมือทำ

มีโอกาสก็รีบทำ

ไม่มีโอกาส.. ก็หา

ความจริงอยู่แค่เอื้อม


20 พ.ย. 2554

บ้าพลัง

อาทิตนี้ไม่อยู่ติดห้องเลยค่ะ

ทั้งๆที่ปกตินี่แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย

ไม่ค่อยจะได้โดนแดด จนตัวนี่ขาวซีดหมดล่ะ 555

..
เมื่อวันเสาร์

มีนัดจะไปสวนหลวง ร.9 กับเก่ง สองคน

ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเข้า

อาบน้ำ แต่งตัว เดินทางไปถึง BTS แบริ่ง 8 โมงพอดี

แล่วก็นั่งรถเมย์ไปลงเซนทรัล กะจะนั่งรถตู้ไป แต่.. รถเที่ยวแรกมี 9 โมง

ก็เลยเปลี่ยนเส้นทางไปรถเมย์แทน

ลงหน้า Paradise park แล่วก็เดินๆๆๆๆ เข้าไป(ไกลพอสมควร+แดดก็ร้อน)

พอถึงหน้าสวนฯ โอ่วพระเจ้า

สวนปิดปรับปรุง เพื่อเตรียมงานสำหรับวันพ่อค่ะ

เหอๆ.. ก็เลยต้องตีตั๋วกลับซะงั้น

แล่วก็เดินๆๆๆ ขอไอเย็นจากห้างฯสักนิด

จากนั้นก็นั่งรถเมย์ชิวๆ(มาก) มาลงที่จตุจักร

เพราะจุดหมายใหม่ของเราคือ สวนรถไฟ

สวนหลวง ร.9 ม่ะได้.. ขอสวนรถไฟก็ยังดี

เดินๆๆๆๆ.. เดินเยอะมาก.. แดดก็ร้อนด้วย

แถมสวนตอนนี้ก็ม่ะได้สวยเท่าไหร่ เพราะน้ำเพิ่งท่วมไป

และก็ยังหลงเหลือน้ำให้เห็นอยู่ทั่วทุกแห่ง (เป็นน้ำเน่าซะด้วย)

อยู่ที่นั่นจนถึงเย็น.. กว่าจะได้กลับ พระอาทิตก็หายไปแล้วอ่ะ

ถึงห้องปุ๊ป.. รีบอาบน้ำเลยค่ะ แล่วก็กินยาแก้ปวดสักนิด นอนดีกว่าา

เพราะว่าปวดขามากมายบวกกับร่างกายอุณหภูมิเริ่มจะแปลกๆ

แล่วก็เอาผ้าห่มผืนใหญ่มาพับรองขานอน

เพราะเคยรู้ว่าถ้าปวดขาต้องยกขาให้สูงกว่าตัว ด้วยการหาอะไรมารองขานี่แหล่ะ จะได้หายปวด

แล้วก็ได้ผล ตอนกลางคืนนอนหลับสนิทเลย

แต่ตอนเช้าๆยาคงจะหมดฤทธิ์ เพราะรุสึกปวดอยู่เหมือนกัน

แต่พอสายๆหน่อย ตื่นมาก็ไม่ปวดล่ะ เดินได้ปกติ

และวันนี้วันอาทิต

(ที่จริงตั้งใจจะไปช่วยแพ็คของน้ำท่วม แต่คนก็เยอะแล้ว จะไปปั้น EM ball ก็รู้สึกว่าจะไม่ถูกเท่าไหร่)

อยู่สยาม ไปลั้นลากับจ๊ะโอ๋

ไปหอศิลปฯ ดูอะไรที่มันศิลป์ๆ.. แต่ก็ดูม่ะเหงจะเข้าใจเลย -_-"

แล้วก็เดินกลับไปกลับมาแถวๆนั้นแหล่ะ จนพระอาทิตย์หายไปแล้วอีกตามเคย

ขากลับ แทนที่จะนั่ง BTS ไปอนุฯแล่วต่อรถเมย์เข้าหอ

ไม่อ่ะ.. ม่ะรุบ้าอะไร

เดินจากสยาม.. ไปเพลินจิตเฉย

ไกลไหม?.. ก็ไกลอ่ะ

เดินไปเรื่อยๆ

กลัวไหม? ก็นิดๆ แต่ก็เหมือนจะลืมไปแล้ว

สุดท้ายก็กลับมาปวดขาอีกตามเคย

ตอนนี้ก็กินยาไปล่ะ แล้วเด๋วก็คงจะนอน

ทำทุกอย่างเหมือนเมื่อวาน

..
ณ ตอนนี้ก็ยังถามตัวเองไม่หาย

ว่า "กรูเดินทำไมหว่ะ?"

15 พ.ย. 2554

อีกครั้ง

สงครามจิตวิทยาที่เนิ่นนาได้จบลงแล้ว(อีกครั้ง)

โดยไม่ต้องมีการเจรจาไกล่เกลี่ย

หรือถกเถียงปัญหา

ใช้แค่ความนิ่ง เวลา.. ระยะทาง

แล้วสงครามก็จบลงแบบดื้อๆ(อีกครั้ง)

และครั้งนี้

ฉันก็เป็นฝ่ายยกธงขาว(อีกครั้ง)

ใครก็ไม่อยากแพ้

แต่เพราะความทรมาน

ที่เกิดจากความคิดถึง

มันมากกว่าความเจ็บปวดที่ได้รับ

ดังนั้นฉันขอเป็นฝ่ายยอมแพ้ดีกว่า

ฉันยอมหลอกตัวเอง

และทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง(อีกครั้ง)

แค่ขอให้เรายังมีเรา(อีกครั้ง)

ทุกอย่างอาจจะไม่เหมือนเดิม

คงเพราะสงครามที่เนิ่นนาน

ทำให้หลายๆอย่างมันดูเฉยชา.. ชาชิน.. ชาๆ.. (อะไรสักอย่าง)

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

ฉันยอมกลับมา

ยอมหลอกตัวเอง

ยอมโง่ให้ตัวเองหลอก(อีกครั้ง)

ว่า..

"แค่เรายังมีเรา ยังมีกันและกันอยู่เสมอ มันดีที่สุดแล้ว

ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน..

ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามา

ความรู้สึกที่มีให้

ก็ยังเหมือนเดิม"

..

เวลาที่เสียไปในระหว่างการทำสงครามนี้

ฉันได้คิดและทบทวนอะไรหลายๆอย่าง

ฉันเข้าใจว่า

.. การที่เราไม่เข้าใจกัน

มันอาจจะผิด

ที่จริงฉันว่าเราเข้าใจกันดีเลยล่ะ

เพียงแค่ต้องใช้เวลา.. และการคิดไตร่ตรองสักหน่อยเท่านั้น

ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหน

หลายๆครั้งฉันจึงโกรธเธอไม่ลง

แต่ก็มีหลายๆครั้งในช่วงหลังๆ

ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจหรือไม่รู้อะไร

เพียงแต่ความเหนื่อยล้า ท้อแท้ สิ้นหวัง ฯลฯ

มันทำให้ใจฉันอ่อนแอ

และไม่ยอมรับตัวตนของเธอ

ความเห็นแก่ตัว.. ความโง่ และบ้า

ทำให้ฉันปิดหูปิดตา.. ปิดใจ

ว่าไม่เข้าใจเธอ

ฉันขอโทษ

ฉันจะพยายามเข้มแข็ง

ขออีกสักครั้ง

ให้อภัยในความงี่เง่าของตัวเอง

10 พ.ย. 2554

วันนี้หายไป



"ระยะทางและเวลา 
คือสิ่งที่ทำให้รู้ค่าของคนที่เรารัก"

...

เคยมีไหม?

เคยเจอรึป่าว?

กับคนที่รู้จัก

คนที่เหมือนจะรู้จัก

แต่ วันนี้..

กลายเป็นคนที่ไม่เคยรู้จัก

คนที่คิดว่าเป็นคนที่เข้าใจ

กลายเป็นคนที่ไม่เคยเข้าใจ

คนที่เคยอยู่เคียงข้าง

กลายเป็นคนที่ห่างไกล

คนที่เคยเชื่อใจ

กลายเป็นคนที่......

คนที่คิดถึง

กลายเป็นคนที่อยากลืม

คนที่รัก

วันนี้หายไป


..
วันที่เคยแหงนหน้ามองท้องฟ้า

จ้องมองดวงดาว

แล้วมีความสุขเมื่อได้คิดถึงใครสักคน

วันนี้หายไป


..
การอยู่คนเดียว ที่ไม่เคยง้อใคร

เหลือเพียงความอ่อนแอและอ่อนไหว

ความเข้มแข็ง

วันนี้หายไป


..
พลังแห่งศรัทธา

ความว่างเปล่า

พลังแห่งตัวตน

ตัวเอง


..
สุดท้าย

เคยไหม?

ที่จะเลิกเห็นแก่ตัว

แล้วมองโลกให้กว้าง.. กว่าที่เคย

.....


"ระยะทางและเวลา 
จะทำให้รู้ว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน"

หายไปแล้ว..



@ปรีดาวิว ชั้น7 ตอนเย็นๆก่อนเลิกงาน

8 พ.ย. 2554

อีกครึ่งของหัวใจ

เพลง : อีกครึ่งของหัวใจ

ศิลปิน : Basketband

อัลบั้ม : One One




ตั้งแต่วันที่เราได้พบ ฉันเองก็รู้สึก
ว่าโลกใบนี้และชีวิตฉัน นั้นคงไม่เหมือนเดิม
เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา
เพราะสายตาของเธอทำให้...ฉันหวั่นไหว
เหมือนเวลามันหยุดหมุนไป
ความรู้สึกของฉันข้างในมันละลาย

ตั้งแต่นั้นฉันจึงได้รู้ ว่ามีอีกหลายอย่าง
ที่ขาดและหายไปจากชีวิต ก็คืออีกครึ่งใจ
ที่เธอเดินและนำเข้ามา
เข้ามาเติมให้เต็มหัวใจ ฉันใช่ไหม
นี่เรื่องจริงหรือแค่ฝันไป
เสียงหัวใจเราเต้นพร้อมกันได้ยินไหม

เธอคือเธอ ที่เป็นทุกๆอย่าง เป็นดังดวงดาวและตะวัน
เป็นดังฤดูร้อน ที่ทำให้ฉันได้สดใส
เธอเย็นดังฤดูฝนโปรยปราย
เป็นดังฤดูหนาวที่ฉัน ยังคงเฝ้ารอและตามหา

เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา
เพราะมีเธอคนเดียวเปรียบเหมือนทุกอย่าง
ถ้าฉันยังไม่ได้พบเธอ เหมือนหัวใจไม่ได้พบเจอ...
อีกครึ่งของหัวใจ

ผ่านคืนวันฉันจึงได้รู้ และก็ยิ่งรู้สึก
ว่าสิ่งดีๆในชีวิตฉัน อยู่ที่เธอ...นั่นไง
หัวใจเธอที่เธอให้มา
เข้ามาเติมให้เต็มหัวใจ ฉันใช่ไหม
คือเรื่องจริงไม่ได้ฝันไป
เสียงหัวใจเราเต้นพร้อมกันได้ยินไหม

เธอได้ยินหรือเปล่า...

เธอคือเธอ ที่เป็นทุกๆอย่าง เป็นดังดวงดาวและตะวัน
เป็นดังฤดูร้อน ที่ทำให้ฉันได้สดใส
เธอเย็นดังฤดูฝนโปรยปราย
เป็นดังฤดูหนาวที่ฉัน ยังคงเฝ้ารอและตามหา

เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา
เพราะมีเธอคนเดียวเปรียบเหมือนทุกอย่าง
ถ้าฉันยังไม่ได้พบเธอ เหมือนหัวใจไม่ได้พบเจอ...
อีกครึ่งของหัวใจ

เธอคือเธอ ที่เป็นทุกๆอย่าง เป็นดังดวงดาวและตะวัน
เป็นดังฤดูร้อน ที่ทำให้ฉันได้สดใส
เธอเย็นดังฤดูฝนโปรยปราย
เป็นดังฤดูหนาวที่ฉัน ยังคงเฝ้ารอและตามหา

เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา
เพราะมีเธอคนเดียวเปรียบเหมือนทุกอย่าง
ถ้าฉันยังไม่ได้พบเธอ เหมือนหัวใจไม่ได้พบเจอ...
อีกครึ่งของหัวใจ

..............................................

ซ่าน

เหมือนกับว่า..

กำลังหนีอะไรบางอย่าง??..

วิ่งหนีความรู้สึก

วิ่งหนีความคิด

วิ่งหนีตัวเอง


..
คนเราเมื่อจนมุม หมดหนทาง

คงทำอะไรๆได้ทุกอย่าง.. เลยรึป่าว??

ทำร้ายคนอื่น

หรือถ้าทำไม่ได้ ก็เลือกที่จะทำร้ายตัวเอง

เป็นแบบนั้นหรือป่าว??

..
เอาชนะใจตัวเองให้ได้

นั่นคือชัยชนะที่แท้จริง

..
นั่นสินะ

การจะเอาชนะคนอื่นว่ายากแล้ว

แต่การจะเอาชนะใจตัวเองให้ได้นี่ มันยากยิ่งกว่า

การหยุดความคิด.. ความรู้สึก.. สิ่งที่ปรารถนา

การพยายามควบคุมสิ่งเหล่านี้

ให้เป็นไปตามใจ

เมื่อคิดฟุ้งซ่าน.. ก็ข่มให้นิ่งเสีย

ความรู้สึกที่ไม่ดี.. ก็ปล่อยไป

หรือสิ่งที่ปรารถนา แห่งความละโมบโลภมาก .. ก็ปัดเป่าออกไปด้วยคำว่า "พอ"

การพูดแบบนี้ พูดออกมา มันง่าย

การจะคิดให้ได้.. ไม่ได้ง่ายแต่ก็ไม่ยาก

แต่การจะทำให้ได้ในสิ่งที่พูดนี่สิ ยากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น

คำสัญญา

คนที่ให้ความสำคัญกับมัน ก็เลยต้องเจ็บเสมอๆ

แต่กับคนที่พอไปที ก็แค่ผ่านเลยไป


..
ทำไมคนเราชอบตั้งคำถาม

ไม่ว่าคำถามที่ถาม

จะมีหรือไม่มีคำตอบ

คำถามกับคำตอบ

คำไหนสำคัญกว่ากัน?

แต่คำถามก็มาก่อนคำตอบ

ดังนั้นคำถามน่าจะสำคัญมากกว่ารึป่าว?

แต่ถ้าคำถามไม่มีคำตอบ

คำถามก็จะกลายเป็นเพียงประโยคๆหนึ่งที่ผ่านเลยไป

คำตอบก็น่าจะสำคัญ

อ่าาา เริ่มงงๆกับตัวเองล่ะ

สรุปว่าเราอย่าแบ่งความสำคัญดีกว่า

เพราะทุกอย่าง

จริงๆแล้วย่อมมีความสำคัญด้วยกันทั้งนั้น

ไม่สำคัญกับสิ่งหนึ่ง

แต่ต้องมีบางสิ่งที่สำคัญ

..
กับคนก็เหมือนกัน

ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่สำคัญกับคนคนหนึ่ง

แต่ต้องมีสักคนล่ะ ที่เขาให้ความสำคัญกับเรา

คนที่จะไม่ทิ้้งกัน

1 พ.ย. 2554

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม



กลับไป.. กลับมา

ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ กทม. อีกแล้ว

เพราะหน้าที่การงาน

ถึงไม่อยากกลับก็ต้องกลับ


น้ำท่วม กทม.

ต้องใช้เวลาเดินทาง คูณ 2 จากปกติ

ตอนนี้เลยกลายเป็น 6 ชม.

สำหรับการเดินทางจาก กทม.-หนองตะไก้.. จากหนองตะไก้-กทม.

เมื่อยก้น ปวดเนื้อปวดตัวไปตามๆกัน

ก็นั่งรถตู้นี่นะ.. (กะจะย่นเวลา แต่ได้ติ๊ดนึง)


ระหว่างการเดินทาง

ตลอด 6 ชม.

หัวของฉัน ใจของฉัน มันโครตจะฟุ้งซ่านเลย

เรื่องที่คิดหลักๆ....

ไม่อยากจะพูดถึงมันล่ะ

เพราะมันไม่มีค่าอะไรแล้ว

ไม่มีอะไรน่าจดจำ

ไม่น่าเสียเวลาและปวดหัวกับเรื่องมันเลย


นอกเหนือจากเรื่องนี้

ฉันก็ใช้เวลาในการมองท้องฟ้า

จินตนาการกับก้อนเมฆที่มองเห็น

ปลา.. มิกกี้เมาท์.. น้องหมา.. ฯลฯ

แล้วแต่จะมองเห็นอ่ะ

ในแต่ละก้อน สามารถมองได้หลายรูปแบบ

ถ้าเราคิดจะมองให้ต่าง

ก้อนเมฆหนึ่งก้อน

ลองเผลอลืมมันสักนิดสิ

กลับไปมองอีกครั้ง

รูปร่างที่เราเคยเห็น.. ก็หายไปแล้วล่ะ

เป็นรูปร่างใหม่

หรืออาจจะสลายหายไปแล้วก็ได้

หรืออาจจะไปรวมกับก้อนเมฆอีกก้อน


ฉันชอบมองดูท้องฟ้า

ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน

กลางวัน.. ฉันมีก้อนเมฆ ท้องฟ้าสีฟ้าที่กว้างใหญ่

ฉันปล่อยให้ความฝัน และจินตนาการ ได้ร่องลอยออกไป

ไปกับความยิ่งใหญ่ กว้างไกลของท้องฟ้า

มองท้องฟ้าทีไร

จะรู้สึกสงบมากๆเลย


ท้องฟ้ายามค่ำคืน...

ให้ความรู้สึกอีกแบบ แต่ก็ไม่ต่างกันมาก

แม้จะมืดมิด มองไม่เห็นอะไร

แต่ยังมีแสงสว่างของดวงดาว และพระจันทร์

ทุกค่ำคืนถ้าฉันได้ออกไปมองดูท้องฟ้า

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ

พระจันทร์อยู่ไหนนาา

อยู่นั่นไง

กระต่ายก็ตีลังกาอยู่ในนั้นด้วย

มันน่ารักใช่ไหมล่ะ กระต่ายน้อยตัวนั้นน่ะ

แล้วต่อจากพระจันทร์

ฉันก็มองดูดาว

ดาวไถอยู่ไหนนาา

ดาวลูกไก่..

แล้วถ้าเป็นฤดูหนาว ฉันก็จะมองหากลุ่มดาวค้างคาวด้วย

เออแปลกจัง

ทำไมฉันถึงไม่มองหาดาวพระศุกร์ก่อนนะ

ทั้งๆที่มันต้องเป็นดาวที่ส่องสว่างที่สุด และมองเห็นได้ง่ายที่สุด

แต่ฉันไม่เคยมองหามันเลย

ยกเว้นว่ามันจะเด่น สะดุดตาฉัน

ฉันถึงจะมองเห็นมัน

ท้องฟ้าที่มืดมิด กับดวงดาวที่สุกสะกาว

มันเป็นอะไรที่สวยงามที่สุด

ความมืดมิด

แม้จะทำให้ฉันกลัวเสมอๆ

แต่ถ้ามีแสงจากดวงดาวให้ได้มองเห็น

ฉันไม่เคยกลัวมันเลย

ความมืดมิด.. มันทำให้ใจฉันสงบไปอีกแบบ

สงบแบบปลงๆ

เพราะฉันมองไม่เห็นอะไรเลย

นอกจากความมืดมิดนั้น

ฉันรู้สึกเหมือนฉันอยู่กับตัวของฉันเอง

มีเพียงแค่ฉัน

กับดวงดาวเท่านั้น


ทุกๆครั้งที่ฉันมองท้องฟ้า

ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน

สิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้ง

ขำกับความเป็นเด็กที่ยังคงเห็นปลาก้อนเมฆว่ายน้ำอยู่บนท้องฟ้า

สงบและผ่อนคลายกับดวงดาวบนท้องฟ้า ที่ไม่เคยหายไปไหน


ทุกๆอย่าง

คือการหาความสุขให้ตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ

แค่แหงนหน้ามองท้องฟ้า