ก็ไม่มีเหตุผลอะไรมากมายอ่ะนะ
HOME
29 พ.ค. 2555
The 8st happy anniversary part3
"หวัดดี เราชื่อจ๊ะโอ๋ เธอชื่ออะไรหรอ"
มีเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าฉัน และถามชื่อฉันขึ้นมา
"อยากรู้จัก ขอเบอร์ได้ไหม" เธอถามฉันต่อทันที
แต่ฉัน ณ ตอนนี้คือ แอบตกใจหน่อยๆ เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้คือคนเดียวกับคนที่ฉันบังเอิญจำหน้าได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาปฐมนิเทศ และเป็นคนเดียวกันกับคนที่ฉันเจอในค่ายพุทธบุตร ที่สำคัญกว่านั้นคือคนที่ฉันไม่อยากเจอหน้ากันจังๆแบบนี้
ที่ไม่อยากเจอหน้าแบบนี้เพราะว่า เมื่อตอนเข้าค่ายพุทธบุตร ฉันดันโชว์พาวความเป็นเด็กชนบทที่เคยผ่านค่ายพุทธบุตรแบบนี้มาก่อน รู้ว่าปัญหาที่พระอาจารย์สร้างขึ้นมาสอน นั้นจะสอนอะไร และควรจะทำอย่างไร
ตอนเกิดปัญหาในค่าย พระอาจารย์ขู่จะเผาธง คนแรกที่ออกไปพูดให้พระอาจารย์ฟัง กล่อมให้เปลี่ยนใจคือเด็กผู้หญิงคนนี้ ร้องห่มร้องไห้ พูดอะไรบ้างฟังไม่ชัดเจน แต่ฉันรู้เพียงว่า เรากำลังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด จุดที่พระอาจารย์ต้องการจากเรา ด้วยประสบการณ์ ด้วยเคยผ่านค่ายผู้นำมาก่อน ฉันนั่งทำใจอยู่พักใหญ่เหมือนกัน สุดท้าย ก็ยอมลุกออกจากที่นั่ง เดินตรงไปยังหน้าเวที ด้านที่มีพระอาจารย์ และเด็กหญิงผู้นั้นนั่งอยู่
"กราบนมัสการค่ะ ดิฉันนางสาววรรณิภา ชั้นม.4/5 เป็นเด็กใหม่" ฉันกล่าวทำความเคารพและแนะนำตัว
ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น ร้องห่มร้องไห้ไปกับเด็กหญิง และเด็กชายอีกคนที่มาทีหลังฉันเพื่อพูดเสริมแนวทางความคิดของฉัน ในการแก้ปัญหาของพระอาจารย์
สุดท้ายเราทุกคนก็ผ่านวันนั้นมาได้
และสิ่งที่ตามมาภายหลัง คือเขาตามหาคนสามคนที่ออกไปหน้าเวทีเพื่อแก้ปัญหาในวันนั้น ซึ่งหมายรวมถึงฉัน แต่ในวันนั้น ฉันกลับใจป๊อตไปแล้วเรียบร้อย ฉันไม่ได้ก้าวออกไปข้างหน้า เหมือนกับเด็กชายและหญิงทั้งคู่ มันเลยกลายเป็นความรู้สึกผิด เหมือนเป็นตราบาป ทำให้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเด็กหญิงคนนั้น ฉันจึงได้แต่หนีๆ เห็นเด็กหญิงคนนั้นอยู่ไกลๆ เป็นอันต้องรีบหลบหน้าไว้ก่อน กลัวเขาจะจำหน้าได้ แต่แล้วฉันก็คงจะหนีความจริงไม่พ้น
วันนี้ เราถึงได้ปะทะหน้ากันจังๆ
"เราชื่อนุ่ม" ฉันตอบเธอ
"นุ่มสมชื่อเลย ขอเบอร์ได้ไหม" เธอชมชื่อฉันพร้อมกับยืนยันที่จะขอเบอร์
"ใครให้มาขอรึป่าว" ฉันระแวงสงสัย
"ป่าวๆ สาบาน" แล้วเธอก็ยกมือขึ้นสาบาน
ฉันตลกกับท่าทางของเธอแบบนั้นมาก แต่ก็เขียนเบอร์โทรให้เธอไป
..
นี้เป็นจุดเริ่มต้น ของความรัก ระหว่างฉันกับเธอ ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2547
ขอบคุณที่เคียงข้างกันเสมอมา
ขอบคุณที่รักกัน
-หน้ากลม-
มีเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าฉัน และถามชื่อฉันขึ้นมา
"อยากรู้จัก ขอเบอร์ได้ไหม" เธอถามฉันต่อทันที
แต่ฉัน ณ ตอนนี้คือ แอบตกใจหน่อยๆ เพราะเด็กผู้หญิงคนนี้คือคนเดียวกับคนที่ฉันบังเอิญจำหน้าได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาปฐมนิเทศ และเป็นคนเดียวกันกับคนที่ฉันเจอในค่ายพุทธบุตร ที่สำคัญกว่านั้นคือคนที่ฉันไม่อยากเจอหน้ากันจังๆแบบนี้
ที่ไม่อยากเจอหน้าแบบนี้เพราะว่า เมื่อตอนเข้าค่ายพุทธบุตร ฉันดันโชว์พาวความเป็นเด็กชนบทที่เคยผ่านค่ายพุทธบุตรแบบนี้มาก่อน รู้ว่าปัญหาที่พระอาจารย์สร้างขึ้นมาสอน นั้นจะสอนอะไร และควรจะทำอย่างไร
ตอนเกิดปัญหาในค่าย พระอาจารย์ขู่จะเผาธง คนแรกที่ออกไปพูดให้พระอาจารย์ฟัง กล่อมให้เปลี่ยนใจคือเด็กผู้หญิงคนนี้ ร้องห่มร้องไห้ พูดอะไรบ้างฟังไม่ชัดเจน แต่ฉันรู้เพียงว่า เรากำลังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด จุดที่พระอาจารย์ต้องการจากเรา ด้วยประสบการณ์ ด้วยเคยผ่านค่ายผู้นำมาก่อน ฉันนั่งทำใจอยู่พักใหญ่เหมือนกัน สุดท้าย ก็ยอมลุกออกจากที่นั่ง เดินตรงไปยังหน้าเวที ด้านที่มีพระอาจารย์ และเด็กหญิงผู้นั้นนั่งอยู่
"กราบนมัสการค่ะ ดิฉันนางสาววรรณิภา ชั้นม.4/5 เป็นเด็กใหม่" ฉันกล่าวทำความเคารพและแนะนำตัว
ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น ร้องห่มร้องไห้ไปกับเด็กหญิง และเด็กชายอีกคนที่มาทีหลังฉันเพื่อพูดเสริมแนวทางความคิดของฉัน ในการแก้ปัญหาของพระอาจารย์
สุดท้ายเราทุกคนก็ผ่านวันนั้นมาได้
และสิ่งที่ตามมาภายหลัง คือเขาตามหาคนสามคนที่ออกไปหน้าเวทีเพื่อแก้ปัญหาในวันนั้น ซึ่งหมายรวมถึงฉัน แต่ในวันนั้น ฉันกลับใจป๊อตไปแล้วเรียบร้อย ฉันไม่ได้ก้าวออกไปข้างหน้า เหมือนกับเด็กชายและหญิงทั้งคู่ มันเลยกลายเป็นความรู้สึกผิด เหมือนเป็นตราบาป ทำให้ฉันไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าเด็กหญิงคนนั้น ฉันจึงได้แต่หนีๆ เห็นเด็กหญิงคนนั้นอยู่ไกลๆ เป็นอันต้องรีบหลบหน้าไว้ก่อน กลัวเขาจะจำหน้าได้ แต่แล้วฉันก็คงจะหนีความจริงไม่พ้น
วันนี้ เราถึงได้ปะทะหน้ากันจังๆ
"เราชื่อนุ่ม" ฉันตอบเธอ
"นุ่มสมชื่อเลย ขอเบอร์ได้ไหม" เธอชมชื่อฉันพร้อมกับยืนยันที่จะขอเบอร์
"ใครให้มาขอรึป่าว" ฉันระแวงสงสัย
"ป่าวๆ สาบาน" แล้วเธอก็ยกมือขึ้นสาบาน
ฉันตลกกับท่าทางของเธอแบบนั้นมาก แต่ก็เขียนเบอร์โทรให้เธอไป
..
นี้เป็นจุดเริ่มต้น ของความรัก ระหว่างฉันกับเธอ ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2547
ขอบคุณที่เคียงข้างกันเสมอมา
ขอบคุณที่รักกัน
-หน้ากลม-
The 8st happy anniversary part2
กริ๊งงง!!!
เวลาเที่ยงตรง เสียออตดังเพื่อบอกเวลาพักกลางวัน นักเรียนต่างเริ่มปิดหนังสือ เก็บปากกาดินสอ อุปกรณ์การเรียนเข้ากระเป๋า แต่ถึงอย่างนั้นอาจารย์ก็ไม่ยอมปล่อยให้ออกจากห้องอยู่ดี บางห้องอาจารย์ปล่อยให้ไปพักแล้ว เสียงฝีเท้า เสียงผู้คนเดินเต็มระเบียงทางเดิน ไม่ใส่ใจว่าห้องที่เดินผ่านไปนั้น จะยังเรียนอยู่หรือมีอาจารย์สอนอยู่หรือเปล่า เส้นทางที่เดินไป ทุกคนต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือโรงอาหาร
เวลาผ่านไปหนึ่งนาที สองนาที.. ตอนนี้เข็มยาวเข้าใกล้เลขเจ็ด ใจฉันเต้น ตุ๊บๆ
"บุ๋มคงรออยู่ที่ตู้โทรศัพท์แล้ว" ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวาย
"ไปพักได้" อาจารย์พูด พร้อมกับท้องฉันร้อง จ๊อกๆ
"นักเรียนเคารพ" หัวหน้าตะโกนเสียงดังอย่าไม่รีรอ
"ขอบคุณค่ะ" ฉันรีบขอบคุณอาจารย์ แล้วก็รีบเร่งฝีเท้าตรงดิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์ ไม่สนใจเพื่อนร่วมห้องว่าต้องคุย หรือต้องรอใคร
"ขอโทษๆ อาจารย์ปล่อยเลทอ่ะ" ฉันร้อนตัวรีบพูดบอกบุ๋ม
"เรียนไรมาเนี่ย" บุ๋มถาม ไม่ได้แสดงอาการที่บ่งบอกว่าโกรธฉันเลย
"คณิตศาสตร์อ่ะ จารย์ไม่ยอมปล่อยสักที" ฉันตอบไป แบบว่าโล่งเลย
"จะมีที่นั่งไหมเนี่ย" ฉันพ้อขึ้นมา พร้อมกับเดินไปโรงอาหารพร้อมๆกับบุ๋ม
เราสองคนหาโต๊ะนั่งได้ อยู่นอกๆโรงอาหารหน่อย แต่ใกล้กับร้านขายน้ำ จะว่าเป็นที่ประจำของเราทั้งเช้า เที่ยง เย็น เลยก็ยังว่าได้ มีแค่โซนนี้ที่นั่งเป็นประจำ จะไปไหนมาไหนก็นัดกันที่ตรงนี้ หรือไม่ก็เป็นตู้โทรศัพท์ เราจะได้หากันเจอง่ายๆ
ฉันกับบุ๋มกินอะไรเหมือนๆกัน เที่ยงนี้เราเลือกกินขนมจีนน้ำยาไก่ แต่สั่งเน้นว่าไม่เอาเลือด เหมือนกัน และเหมือนเคย กลับมาที่นั่งเดินไปซื้อน้ำกินขวดหนึ่ง ฉันกับบุ๋มเป็นพวกกินน้ำน้อย กินน้ำขวดเดียวกินคนเดียวไม่เคยหมด เราก็เลยคิดกันว่า กินน้ำขวดเดียวกัน ผลัดกันซื้อคนละวัน น้ำหนึ่งขวด สองหลอด และต้องคนละสีด้วย ถ้าวันไหนกินเยอะก็ซื้อเพิ่มอีกขวด ฉันและบุ๋มไม่เคยเอาเปรียบกัน เรื่องเงินๆทองๆก็ด้วย ค้าง 5 บาท ก็คือค้าง 5 บาท เราจะเกรงใจกันเสมอๆ เราเคารพกันทั้งสองฝ่าย เราจึงไม่เคยทะเลาะกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ความพอดีเลยกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างฉันกับบุ๋ม
"เอาจานไปเก็บเหอะ" ฉันชวนบุ๋มเอาจานอาหารไปเก็บ
เวลาเที่ยงตรง เสียออตดังเพื่อบอกเวลาพักกลางวัน นักเรียนต่างเริ่มปิดหนังสือ เก็บปากกาดินสอ อุปกรณ์การเรียนเข้ากระเป๋า แต่ถึงอย่างนั้นอาจารย์ก็ไม่ยอมปล่อยให้ออกจากห้องอยู่ดี บางห้องอาจารย์ปล่อยให้ไปพักแล้ว เสียงฝีเท้า เสียงผู้คนเดินเต็มระเบียงทางเดิน ไม่ใส่ใจว่าห้องที่เดินผ่านไปนั้น จะยังเรียนอยู่หรือมีอาจารย์สอนอยู่หรือเปล่า เส้นทางที่เดินไป ทุกคนต่างมีจุดหมายเดียวกัน คือโรงอาหาร
เวลาผ่านไปหนึ่งนาที สองนาที.. ตอนนี้เข็มยาวเข้าใกล้เลขเจ็ด ใจฉันเต้น ตุ๊บๆ
"บุ๋มคงรออยู่ที่ตู้โทรศัพท์แล้ว" ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวาย
"ไปพักได้" อาจารย์พูด พร้อมกับท้องฉันร้อง จ๊อกๆ
"นักเรียนเคารพ" หัวหน้าตะโกนเสียงดังอย่าไม่รีรอ
"ขอบคุณค่ะ" ฉันรีบขอบคุณอาจารย์ แล้วก็รีบเร่งฝีเท้าตรงดิ่งไปที่ตู้โทรศัพท์ ไม่สนใจเพื่อนร่วมห้องว่าต้องคุย หรือต้องรอใคร
"ขอโทษๆ อาจารย์ปล่อยเลทอ่ะ" ฉันร้อนตัวรีบพูดบอกบุ๋ม
"เรียนไรมาเนี่ย" บุ๋มถาม ไม่ได้แสดงอาการที่บ่งบอกว่าโกรธฉันเลย
"คณิตศาสตร์อ่ะ จารย์ไม่ยอมปล่อยสักที" ฉันตอบไป แบบว่าโล่งเลย
"จะมีที่นั่งไหมเนี่ย" ฉันพ้อขึ้นมา พร้อมกับเดินไปโรงอาหารพร้อมๆกับบุ๋ม
เราสองคนหาโต๊ะนั่งได้ อยู่นอกๆโรงอาหารหน่อย แต่ใกล้กับร้านขายน้ำ จะว่าเป็นที่ประจำของเราทั้งเช้า เที่ยง เย็น เลยก็ยังว่าได้ มีแค่โซนนี้ที่นั่งเป็นประจำ จะไปไหนมาไหนก็นัดกันที่ตรงนี้ หรือไม่ก็เป็นตู้โทรศัพท์ เราจะได้หากันเจอง่ายๆ
ฉันกับบุ๋มกินอะไรเหมือนๆกัน เที่ยงนี้เราเลือกกินขนมจีนน้ำยาไก่ แต่สั่งเน้นว่าไม่เอาเลือด เหมือนกัน และเหมือนเคย กลับมาที่นั่งเดินไปซื้อน้ำกินขวดหนึ่ง ฉันกับบุ๋มเป็นพวกกินน้ำน้อย กินน้ำขวดเดียวกินคนเดียวไม่เคยหมด เราก็เลยคิดกันว่า กินน้ำขวดเดียวกัน ผลัดกันซื้อคนละวัน น้ำหนึ่งขวด สองหลอด และต้องคนละสีด้วย ถ้าวันไหนกินเยอะก็ซื้อเพิ่มอีกขวด ฉันและบุ๋มไม่เคยเอาเปรียบกัน เรื่องเงินๆทองๆก็ด้วย ค้าง 5 บาท ก็คือค้าง 5 บาท เราจะเกรงใจกันเสมอๆ เราเคารพกันทั้งสองฝ่าย เราจึงไม่เคยทะเลาะกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว ความพอดีเลยกลายเป็นจุดเชื่อมระหว่างฉันกับบุ๋ม
"เอาจานไปเก็บเหอะ" ฉันชวนบุ๋มเอาจานอาหารไปเก็บ
28 พ.ค. 2555
The 8st happy anniversary part1
วันนี้เมื่อ 8 ปี ที่แล้ว
อีกไม่นานก็เช้า.. ฉันยังตื่นยังลืมตา.. ยังไม่อาจข่มตานอน.. .
เสียงเพลงอีกวันที่ไม่มีเธอดังขึ้น.. เมื่อเวลาตีห้าสิบนาที เสียงค่อยๆดัง ค่อยๆดังขึ้นกว่าเดิม
เด็กหญิงที่ยังอยู่ในภวังค์ความฝัน ตายังคงปิด แต่มือนั้นเริ่มควานหาโทรศัพท์มือถือที่ใช้แทนนาฬิกาปลุกไปที่ข้างซ้ายของหมอนที่นุนนอน เมื่อเจอก็กดปิดเสียง มือขวายังคงกำโทรศัพท์แน่น ถอนหายใจเฮียกหนึ่ง แล้วดันตัวให้ลุกขึ้นนั่ง เพื่อสลัดความง่วงเหงาออกไปจากหัว ใช้เวลาสักครู่ใหญ่ทีเดียว ก็ลุกออกจากเตียง พับผ้าห่มเช่นเคย รีบเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำล้างหน้าแปลงฟัน แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนมัธยมปลายไปโรงเรียนเช่นทุกๆวัน
"พ่อหวัดดี.. แม่หวัดดี" พ่อกับแม่พยักหน้ารับไหว้
เด็กหญิงเดินเท้าออกไปรอรถประจำทาง นครราชสีมา-หนองตะไก้ ซึ่งรถจะมาถึงตีห้าห้าสิบโดยประมาณ ไม่เคยเกินหกโมงเช้า
เมื่อรถเทียบท่าเด็กหญิงรีบขึ้นไปจองที่นั่งฝั่งซ้ายของตัวรถ เบาะที่สอง ที่ประจำเช่นคย นั่งชิดติดกระจก วางกระเป๋าหนังสือไว้เบาะด้านข้างขวามือ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจองที่นี้แล้ว มีคนนั่งแล้ว
รถเทียบท่าเพียงครู่เดียวก็ออกรถเดินทางต่อ
ผ่านไปได้ประมาณสองกิโลเมตร ก็มองเห็นเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งข้ามถนนมา แล้วโบกให้รถหยุดรับ ซึ่งถ้าคนขับไม่สังเกตุหรือไม่ชินว่าจะต้องมีเด็กผู้หญิงหนึ่งคนโบกรถขึ้นที่ตรงนี้ ก็มีหวังเด็กคนนั้นต้องตกรถแน่ แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ตกรถ ถ้าไม่นับวันไหนที่เด็กผู้หญิงคนนั้นตื่นสาย
"คิดว่าจะไม่ทันซะล่ะ" เด็กผู้หญิงคนนั้นพูดกับฉัน
"น่ะ ตลอด!!" ฉันพูด พร้อมกับยกกระเป๋าหนังสือหนี เพื่อให้เด็กหญิงนั่ง
"บุ๋มทำการบ้านเสร็จยัง" ฉันรีบถามต่อ
"ยัง" เด็กหญิงตอบ พร้อมกับหัวเราะ
เด็กผู้หญิงคนนั้นคือเพื่อนสนิทของฉัน เธอชื่อว่าบุ๋ม
เราโตและเล่นมาด้วยกัน ตั้งแต่จำความได้ เรียนอยู่โรงเรียนเดียวกันตั้งแต่อนุบาลจนถึงชั้นประถม เราอยู่และเล่นด้วยกัน แต่ไม่เคยได้อยู่ห้องเดียวกันเลยสักครั้ง แต่เราก็สนิทกันดี เรามีอะไรๆเหมือนกันเยอะ พอขึ้นมัธยมต้น บุ๋มก็เข้าไปเรียนต่อที่ในเมือง ส่วนฉันก็ยังคงเรียนต่อที่โรงเรียนในหมู่บ้าน ระหว่างนี้เราก็เริ่มจะห่างๆกัน ไม่ค่อยได้เจอหรือเล่นด้วยกันเช่นเคย เหตุผลคือเรียนคนละที่ แ่ต่มากกว่านั้นคือ บ้านบุ๋มย้ายออกไปนอนตัวหมู่บ้านประมาณสองกิโลเมตรได้ บุ๋มอยู่นอกหมู่บ้าน ฉันอยู่ในหมู่บ้าน นานๆทีเราถึงจะได้เจอกัน แต่ก็ไม่ได้เล่นด้วยกันเหมือนก่อน เพราะต่างโตๆกันแล้ว
จนถึงเวลาสอบเข้ามัธยมปลาย คราวนี้บุ๋มมาชวนฉันไปสอบเ้ข้าเรียนที่ในเมืองบ้าง โดยส่วนตัวฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ฉันเป็นเด็กชนบท ฉันรู้สึกประหม่า แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ได้เปิดเผยถึงสิ่งที่เป็นเลย ฉันตอบตกลงกับบุ๋ม เราไปสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายด้วยกันที่โรงเรียนบุญวัฒนา โรงเรียนในเมือง แต่ก็ไม่เมืองจ๋า เพราะอยู่แถบๆชานเมือง แต่ฉันก็ชอบนะ ไม่วุ่นวายดี
สุดท้ายเราก็สอบติดด้วยกันทั้งคู่ แต่อยู่คนละห้อง บุ๋มอยู่ทับเจ็ด ฉันอยู่ทับห้า แต่เราก็นัดกินข้าวด้วยกันตลอด
"เจอกันที่ตู้โทรศัพท์ตอนเที่ยงเด้อ" ฉันบอกบุ๋มก่อนจะแยกย้ายกันเข้าห้องเรียน
"เออ ไปล่ะ" บุ๋มตอบฉันแค่นั้น
To be continue..
24 พ.ค. 2555
หายเหนื่อย
On visite site @PVD for varification CDM
..
"เหนื่อย"
เหนื่อยก็เหนื่อยได้หลายอย่าง
เหนื่อยกาย.. หรือใจ
และ เหตุผลที่เหนื่อยมีมากมาย
งาน
งานทั่วไป
งานเสริม
งานประจำ
คน
คนทั่วไป
คนใกล้ชิด
คนรัก
งานเยอะ งานน่าเบื่อ ก็เหนื่อยและท้อ
คน มองเห็นคนเยอะ ขัดลูกหูลูกตา ก็หงุดหงิดและเหนื่อย
แต่นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้
ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อย น่าจะเป็น "ความอ่อนแอ"
ความอ่อนแอ
กำจัดได้ด้วยความเข้มแข็ง
ความเข้มแข็งหามาได้ด้วยกำลังใจ
กำลังใจอาจหาได้ด้วยคนหลายคน
แต่กำลังใจที่เข้มแข็ง
ต้องได้จากคนที่รัก
เดาว่าเป็นอย่างนั้น
...
เมื่อวานรู้สึกเหนื่อย
อยากกลับไปอ้อนคนที่รอ
แต่ก็กลับไม่ได้
อยากนอนหนุนตักให้หายเหนื่อย
แต่ก็ทำไม่ได้
วันนี้ก็ยังไม่หาย
แต่คิดไว้แล้วว่าจะกลับไปอ้อน
ก็เลยพอที่จะทำให้หายใจคล่องหน่อย
แต่พอรู้ว่าไม่อยู่แล้ว
รู้สึกหมดแรงจนไม่อยากทำอะไร
เมื่อวาน.. หัวเด็ดตีนขาดยังไงพรุ่งนี้ก็จะกลับไปให้ได้
วันนี้.. อยากอยู่บ้านอีกนานๆ วันจันทร์กลับได้ไหม
ได้หม่ำข้าวที่บ้านแค่มื้อเย็นเมื่อวานมื้อเดียว
ในเมื่อจุดหมายไม่มีที่ให้ชาร์ตแบต
ก็อยากจะชาร์ตให้มันเต็มซะที่นี่
...
รู้สึกถึงความเหนื่อยล้า
เวลาที่เหนื่อย
เวลาที่อ่อนแอ
อยากมีใครสักคน
ขอแค่ได้เห็นหน้า
อยากนอนหนุนตักนิ่งๆ
อยากกอด
ให้ใจได้พักผ่อน
สลัดความเหนื่อยล้าออกไป
ชิ้วๆ
..
ก็นะ
ชินแล่วม่ะช่ายรึ??
ก็อยู่คนเดียวนี่
5555 ^O^"
..
"เหนื่อย"
เหนื่อยก็เหนื่อยได้หลายอย่าง
เหนื่อยกาย.. หรือใจ
และ เหตุผลที่เหนื่อยมีมากมาย
งาน
งานทั่วไป
งานเสริม
งานประจำ
คน
คนทั่วไป
คนใกล้ชิด
คนรัก
งานเยอะ งานน่าเบื่อ ก็เหนื่อยและท้อ
คน มองเห็นคนเยอะ ขัดลูกหูลูกตา ก็หงุดหงิดและเหนื่อย
แต่นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้
ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อย น่าจะเป็น "ความอ่อนแอ"
ความอ่อนแอ
กำจัดได้ด้วยความเข้มแข็ง
ความเข้มแข็งหามาได้ด้วยกำลังใจ
กำลังใจอาจหาได้ด้วยคนหลายคน
แต่กำลังใจที่เข้มแข็ง
ต้องได้จากคนที่รัก
เดาว่าเป็นอย่างนั้น
...
เมื่อวานรู้สึกเหนื่อย
อยากกลับไปอ้อนคนที่รอ
แต่ก็กลับไม่ได้
อยากนอนหนุนตักให้หายเหนื่อย
แต่ก็ทำไม่ได้
วันนี้ก็ยังไม่หาย
แต่คิดไว้แล้วว่าจะกลับไปอ้อน
ก็เลยพอที่จะทำให้หายใจคล่องหน่อย
แต่พอรู้ว่าไม่อยู่แล้ว
รู้สึกหมดแรงจนไม่อยากทำอะไร
เมื่อวาน.. หัวเด็ดตีนขาดยังไงพรุ่งนี้ก็จะกลับไปให้ได้
วันนี้.. อยากอยู่บ้านอีกนานๆ วันจันทร์กลับได้ไหม
ได้หม่ำข้าวที่บ้านแค่มื้อเย็นเมื่อวานมื้อเดียว
ในเมื่อจุดหมายไม่มีที่ให้ชาร์ตแบต
ก็อยากจะชาร์ตให้มันเต็มซะที่นี่
...
รู้สึกถึงความเหนื่อยล้า
เวลาที่เหนื่อย
เวลาที่อ่อนแอ
อยากมีใครสักคน
ขอแค่ได้เห็นหน้า
อยากนอนหนุนตักนิ่งๆ
อยากกอด
ให้ใจได้พักผ่อน
สลัดความเหนื่อยล้าออกไป
ชิ้วๆ
..
ก็นะ
ชินแล่วม่ะช่ายรึ??
ก็อยู่คนเดียวนี่
5555 ^O^"
22 พ.ค. 2555
แบบไหน?
ถามว่า "เป็นเพื่อนกันแบบไหน?"
..
แล้วกับคำนิยามของคำว่า "เพื่อน"
คนที่อยู่เคียงข้างเสมอ
คนที่ยื่นมือมาให้เมื่อล้ม
คนที่คุยกันได้แทบจะทุกเรื่อง
คนที่...
แบบไหนล่ะ ถึงเรียกว่าเพื่อน
..
กับคำนิยามของคำว่า "คนรัก"
คนที่อยู่เคียงข้างเสมอ
คนที่ยื่นมือมาให้เมื่อล้ม
คนที่คุยกันได้แทบจะทุกเรื่อง
คนที่...
แบบไหน ถึงเรียกว่าคนรัก
.............
..
=_="
..
แล้วกับคำนิยามของคำว่า "เพื่อน"
คนที่อยู่เคียงข้างเสมอ
คนที่ยื่นมือมาให้เมื่อล้ม
คนที่คุยกันได้แทบจะทุกเรื่อง
คนที่...
แบบไหนล่ะ ถึงเรียกว่าเพื่อน
..
กับคำนิยามของคำว่า "คนรัก"
คนที่อยู่เคียงข้างเสมอ
คนที่ยื่นมือมาให้เมื่อล้ม
คนที่คุยกันได้แทบจะทุกเรื่อง
คนที่...
แบบไหน ถึงเรียกว่าคนรัก
.............
..
=_="
19 พ.ค. 2555
ละครเวทีครั้งแรก
ละครเวทีเรื่องแรก
เรื่องเล่าคืนเฝ้าผี 2012
วันศุกร์ 18 พ.ค.55 @เมืองไทยรัชดาลัยเธียเตอร์ เอสพานาท
มีโอกาสไปดูละครเวทีครั้งแรกในชีวิตมา
ตั๋ว 2 ใบ ไปดูกับเพื่อนคนสนิท
ราคาบัตร 1,500 บาท สองใบก็ 3,000 บาท
ใช้เงินก้อนที่คิดไว้ว่าจะเก็บไปเที่ยวด้วยกัน เกลี้ยงเลย
คิดว่าไม่มีเวลาไปเที่ยว ก็เลยเอาไปดูละครซะ หึหึ
จินตนาการไว้อย่างดี ตั้งแต่รู้ว่าจะไปดู
วันทั้งวันก่อนไปดูก็แอบตื่นเต้น ทั้งๆที่ทำงาน แต่ก็ตื่นเต้น
บอกพี่ที่ทำงานว่าจะรีบกลับ เพราะจะไปดูละครเวที
ภาวนาสาธุๆ ฝนอย่าได้ตก และมันก็ไม่ตก ได้แต่ครึ้มๆ
ไปถึงเอสพานาทตอนทุ่มตรง
หาไรหม่ำๆก่อนเข้าโรงละคร
เข้าร้านเย็นตาโฟ..
คำแรกไม่อร่อย(ไม่เคยกินเย็นตาโฟ) กลิ่นแปลกๆ
แต่กินไปกินมา. .. เอ๊ะ ก็รสชาติก็ไม่เลวนี่
สั่งชามะนาวมากิน.. เปรี้ยวจี๊ดเลย หึหึ
ยิ่งคนไม่ค่อยจะมีแรงอยู่
อาจเพราะมีพิษไข้อยู่หน่อยๆ
ตัวร้อนๆ ปวดหัวๆ
ทำงานทั้งวัน
เหนื่อย เมื่อย
อารมณ์ก็เลยไม่ค่อยจะดีเลย
ละครเวทีเริ่มแสดงประมาณสองทุ่มสิบห้า
ใช้เวลาแสดงทั้งหมดชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้
การชมครั้งแรกนี้ธรรมดาเกินคาด
คิดว่าจะน่ากลัว แอบหลอนก่อนไปดูแล่วเชียว
แต่น่ากลัวเลย
แต่ก็ยังทำให้นุ่มตกใจได้ทีนึงนะ
ตอนเสียงปืน.. ก็มันดังนี่นา.. ปั้ง!!
สะดุ้งเอามือขึ้นมาปล้องหูเฉยเลย
เหอๆ นิดนึง
ละครธรรมดา ฮาซะมากกว่าอีกต่างหาก ทั้งๆที่มานหนังผีนะ
...
เอาเปงว่า.. . เสียดายตังค์จัง 3,000 เชียวนะ
เอาไปฮันนีมูนเกาะขามดีกว่าอีก T^T
..
ถ้าต้องตายเพราะความเหงาหรอ.. .
ฉันคงตายเพราะถูกทิ้งซะมากกว่า...
เจ็บ T-T
by NaaKomm
17 พ.ค. 2555
สักคน
ทำไม?
"รัก" ถึงไม่ต้องการเหตุผล
"เกลียด" บางทีก็ไม่ต้องการเหตุผล
..
บาง "ความรู้สึก"
ก็ยากกว่าจะยกเหตุผลมาอธิบาย
...
อยากเป็นคนที่เธอรัก
แต่ก็ไม่อยากจะเรียกร้องอะไร
ช่วงหนึ่งของชีวิต
ความอบอุ่นที่ได้รับกลับมา
ความรักเล็กๆ อาจกำลังพอดี
อยากมีใครสักคน
แต่เอาเข้าจริงก็อย่าจะดีกว่า
อาณาเขต โลกกลมๆ
มันเล็กลง เล็กลง
แต่เอาเข้าจริงๆๆๆ
ก็ "เหงา" ใช่ไหมล่ะ
ปากบอกว่าอยู่คนเดียวได้
ใจเข้มแข็งพอหรือเปล่า
ปากบอกว่าอยู่คนเดียวดีกว่า
ใจเหงาๆอยู่ใช่ไหม
จริงๆ
ก็มีความสุขดีไม่ใช่หรอ
เมื่อไม่ต้องคิดอะไร
เมื่อวันนึงที่อ่อนล้า
ยังมีคนให้สบตา
ยังมีคนให้พูดคุย
ยังมีคนให้ซบไหล่
ยังมีคนให้หนุนตัก
ยังมีคนให้กุมมือ
ยังมีคน... ให้กอด
ความอบอุ่น
มอบพลังให้ชีวิตนี้สู้ต่อไป
แต่ความอ้างว้าง
มอบเพียงความเหงา ความหดหู่ เท่านั้น
...
ชีวิต.. ต้องมีใครสักคน
..
อืมมม
กลับบ้านกันไหม?
"รัก" ถึงไม่ต้องการเหตุผล
"เกลียด" บางทีก็ไม่ต้องการเหตุผล
..
บาง "ความรู้สึก"
ก็ยากกว่าจะยกเหตุผลมาอธิบาย
...
อยากเป็นคนที่เธอรัก
แต่ก็ไม่อยากจะเรียกร้องอะไร
ช่วงหนึ่งของชีวิต
ความอบอุ่นที่ได้รับกลับมา
ความรักเล็กๆ อาจกำลังพอดี
อยากมีใครสักคน
แต่เอาเข้าจริงก็อย่าจะดีกว่า
อาณาเขต โลกกลมๆ
มันเล็กลง เล็กลง
แต่เอาเข้าจริงๆๆๆ
ก็ "เหงา" ใช่ไหมล่ะ
ปากบอกว่าอยู่คนเดียวได้
ใจเข้มแข็งพอหรือเปล่า
ปากบอกว่าอยู่คนเดียวดีกว่า
ใจเหงาๆอยู่ใช่ไหม
จริงๆ
ก็มีความสุขดีไม่ใช่หรอ
เมื่อไม่ต้องคิดอะไร
เมื่อวันนึงที่อ่อนล้า
ยังมีคนให้สบตา
ยังมีคนให้พูดคุย
ยังมีคนให้ซบไหล่
ยังมีคนให้หนุนตัก
ยังมีคนให้กุมมือ
ยังมีคน... ให้กอด
ความอบอุ่น
มอบพลังให้ชีวิตนี้สู้ต่อไป
แต่ความอ้างว้าง
มอบเพียงความเหงา ความหดหู่ เท่านั้น
...
ชีวิต.. ต้องมีใครสักคน
..
อืมมม
กลับบ้านกันไหม?
4 พ.ค. 2555
สอบใบขับขี่รถยนต์
เริ่มต้นเดือนใหม่ ด้วยการออกตะเวนล่าทำใบขับขี่
วันแรก.. วันที่ 1 พฤษภาคม 2555
ตื่นนอนตีห้าครึ่ง (กว่าจะตื่น) อาบน้ำแต่งตัวออกจากห้องประมาณ 6.15 น.
นั่งพี่วินไปรอรถสาย 205 ไปลงคลองเตย แล่วเดินไปต่อ MRT ศูนย์สิริกิติ์
เพื่อจะไปรอคิว ทำใบขับขี่ที่สำนักงานขนส่งจตุจักร
ถึงสัก 7.10 น. ได้ เดินๆๆๆ เข้าไป โอ้ววว คนมหาสาร สัก 300 กว่าคนได้
ไปยืนต่อแถวด้วยใจแป้วๆไปแล้วล่ะว่าจะไม่ได้คิว แต่ก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น
ประตูเปิดตอน 8 โมง คนแห่กรูเข้าไปข้างใน เบียดเสียดกัน น่าอึดอัดที่สุด (อากาศก็สุดจะร้อน)
พนักงานที่นั่นป่าวประกาศ
"วันนี้รับแค่ 50 คิว ใครที่เกินให้รับบัตรคิวแล่วนัดวันเข้ามาอีกครั้ง"
"คนที่โทรมาจองคิวไว้ให้แยกออกมาตรงนี้ค่ะ"
-_-"
จำนวนคนที่จอง กะจากสายตา มากกว่าไอ่คนที่ได้บัตรคิววันนี้แน่ๆ
แต่วันนั้นก็ยังยืนต่อแถวอยู่ เพื่อถามข้อมูล (รมณ์แบบไปแล่วครึ่งนึง)
และก็ไม่ได้เรื่อง สุดท้ายก็เดินออกจากตึก
ผ่านผู้คนอีกมากมายที่ยังหลั่งไหลเข้ามาทำธุระของตัวเอง
(ณ ตอนนั้นรมณ์ก็ไปแล้วร้อนเปอร์เซ็นต์)
เดินออกมาไม่พูดจา ไม่รายงานผลกับใคร
เดินๆๆๆ จะไปไหนดีหว่ะ
ตอนแรกคิดว่าถ้าทำบัตรเสร็จสัก4โมงเย็น จะเข้าไปเดินเล่นที่สวนรถไฟ
แต่แพลนมันผิดไปหมด
นั่งหมดแรง สมองทำงานหนัก ว่า "เอาไงดีหว่ะ? จะทำไงต่อดี"
รู้นะว่าต้องทำบัตร 2วัน แต่ที่มาเนี่ย อย่างน้อยขออบรม4ชม.แล่วค่อยสอบวันหลังดีกว่า
แต่นี่อุตส่าห์มา แต่ไม่ได้ทำอะไรสักกะอย่างนอกจากนัดวัน
แล่วจะทำไปทำไม
หมดแรงนั่งอยู่ที่บ้ายรถเมย์สักพัก
เพื่อนโทรมาบอกว่าได้คิวแล้ว
เพื่อนอีกคนโทรมาบอกว่าที่อื่นก็อบรม2วัน
นั่งคิดจะกลับไปทำที่บ้าน
หาเบอร์โทรติดต่อขนส่งที่บ้านได้ แต่ผลก็คือ2วันเหมือนกัน
ถ้ามันวันเดียวคงตีตั๋วกลับโคราชโดยไม่คิดอะไรอีก
แต่ก็ทางตันอีกครั้ง
ตัดสินใจนั่งรถเมย์กลับห้อง โดยไม่กินอะไรเลยทั้งข้าวและน้ำ
กลับมาถึงก็เปิดคอมฯ เล่นเนต
หาเบอร์ของสถานที่สอบอื่นๆ และติดต่อสอบถามข้อมูล
โชคดีหน่อย ได้ข้อมูลของที่ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1 (บางขุนเทียนหรือหัวกระบือ)
ว่ารับวันละ 80 คิว เสร็จภายใน 1วัน
มีความหวังขึ้นมาหน่อย ก็เลยนั่งเล่นเนต กินหนม แล้วก็ดูรีบอร์น
วันนี้ก็เลยหมดวันไปด้วยการดูรีบอร์นจนจบภาค
วันที่สอง... 2 พฤษภาคม 2555
คราวนี้เอาใหม่ ตื่นมันตั้งแต่ตี5 อาบน้ำแต่งตัวแล่วก็รีบนั่งแท็กซี่ไปบางขุนเทียน
ถึงตั้งแต่ 6 โมงหน่อยๆ.. คิดว่ายังไม่มีใครมาก็เลยหาที่นั่งอ่านหนังสือรอ
จนเกือบจะเจ็ดโมงเช้า คนเริ่มมากันแล้ว ก็เลยเดินไปหน้าตึก
"อ่าว มีคนมาแล่วนี่หว่า"
เลยรีบตรงไปต่อแถวเพื่อรอเข้าตึก
นับจำนวนคนแล้วเรายังอยู่ 1 ใน 80 อยู่ ก็เลยรอต่อไป
ไอ่คนมาใหม่ก็แซงเข้าไปจัง ถ้าเดินไปบอกให้ต่อแถวจะถูกยิงตายไหมน่อ
เวลาเดิมประมาณ 8 โมง ประตูก็เริ่มเปิด
คนก็กรูเข้าไปเช่นเคย แต่ก็เป็นระเบียบมากกว่าที่จตุจักรเยอะอ่ะ
ขึ้นไปต่อแถวเพื่อยื่นเอกสารอีกครั้ง
นับจำนวนคนอีก เราก็ยังอยู่ 1 ใน 80 อยู่ดี.. ชื่นใจจริง
พอไปถึงได้คิว 148 "อ่าว เฮ้ย"
ระหว่างเตรียมเอกสารเขาก็เปิดขั้นตอนการสอบให้ดู
ดูจบก็ประกาศ
".. หนึ่งวันจะรับคิวแค่ 80 ท่าน ท่านที่เกินจนถึง 150 จะได้เข้าอบรม แต่จะไม่ได้สอบปฏิบัติ ต้องเป็นวันอืน.. .. ส่วนที่เกินไปกว่านี้ จะได้เข้าทดสอบสายตาความไว.. และนัดวันเข้ามาอีกที.. .. "
-_-"
โดนหลอกให้มาอีกแล้วหรอหว่ะเนี่ย
มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง จำได้ว่าก่อนเข้ามาในตึก เขาเป็นคนที่สองของแถว เข้ามาเป็นคนแรกๆเลย
แต่.. จากที่ดูแล้ว เขาได้คิวที่มากกว่า 80 เป็นไปได้ไงหว่ะเนี่ย
ส่วนไอ่คิวที่ 1-80 ไม่คุ้นหน้าเลย หึหึ.. เขามาแทรกหรือจองอีกแล้วใช่ไหม
แล้วเมื่อวานถามไปว่าจองได้ไหม ก็บอกไม่ให้จองไม่ใช่รึไง ไรหว่ะเนี่ยรมณ์เสียอีกแล้ว
แต่ ณ จุดๆนี้ ..
"ก็ได้หว่ะ แค่อบรมและสอบข้อเขียนก็ยังดี ว่างวันไหนก็ค่อยมาสอบปฏิบัติ ให้มันจบๆไปสักที"
ทดสอบสายตา.. ให้อ่านสีที่ชี้
ทดสอบความไว.. ให้เหยียบคันเร่งแล่วก็เบรค
ทดสอบการกะระยะ.. ให้ปรับแท่งให้ตรงกัน
ทดสอบการมอง.. ให้ใช้หางตามองอ่านไฟ
ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี
แล้วก็เข้าห้องรอเวลาเริ่มอบรม
อบรมตั้งแต่ 9 โมงเช้า 11โมง พัก30 นาที
ต่อ 11.30 ถึง บ่ายครึ่ง
จบแล้วก็ลงไปทำข้อสอบ
สอบผ่านเครื่อง ได้คะแนนมาแค่ 26 ใน 30
ผ่านเกณฑ์
ส่งปุ๊ป เรียกปั๊ป ยังไม่ทันจะดูเฉลยเลย
แต่ก็ผ่านแล้วล่ะ
รอเรียกชื่ออีกครั้งรอรับใบนัด
ได้ใบนัดมาก็เข้าไปถามข้อมูลสักหน่อย
"พี่ค่ะ คนที่ได้คิว 1-80 ถ้าสอบไม่ผ่านมันจะมีที่ว่าง พวกคิวร้อยกว่าๆ จะแทรกแทนเข้าไปได้ไหมค่ะ?"
"อ๋อ มีคิวอื่นที่นัดไว้อีก 20 คิวแล้วค่ะ"
-_-"
จบกันเลยทีเดียว
วันนี้ก็กลับไปแบบหมดแรงอีกครั้ง
ด้วยเพราะไม่ได้กินข้าวอีกแล้ว
ขากลับ แวะ Asiatique the riverfront
หม่ำสปาเก็ตตี้ เบรทสติ๊ก.. นั่งกินลมไป
วันที่สาม... 3 พฤษภาคม 2555
วันนี้ตัดสินใจลางานอีกครั้ง
คราวนี้แค่ครึ่งวัน เพื่อมาสอบขับรถตอนเช้า
ถึงแปดโมงหน่อยๆด้วยรถแท็กซี่อีกครั้ง
ยื่นใบนัดแล้วก็ลงมารอแถวๆสนามสอบ
กว่าจะเริ่มสอบตั้ง 9 โมงกว่าๆเลยแน่ะ
รอตั้งนาน แดดก็ร้อน หิวก็หิว
ยืนรอไป อมเมนทอสไป
ได้คิวมา 25 .. แต่ 25 นี่หมายถึงคิวจองรถนะ
กว่าจะถึงคิว ได้ขับจริงตอน 11 โมงนิดๆอ่ะ
ขึ้นรถได้ หาเมนทอสมาอมเป็นอันดับแรกเลย แก้อาการตื่น
รถเช่าที่ใช้สอบเป็น city ออโต้ ใหม่ๆเลย
ก็โอเค รถคันเล็กดี
ท่าที่ใช้สอบมี 3 ท่า
ท่าแรก.. ขับรถตรงๆเข้าไปในซองแล่วก็ถอยออกมาไม่ให้ชนกรวยก็พอ ด่านนี้ผ่านไปอย่างง่ายดาย เพราะเราก็แค่ขับเข้าไปตรงๆ ออกตรงๆ ไม่ต้องหักไปไหน ให้พวงมาลัยอยู่ตรงไหนตรงนั้น ก็ผ่านแล่ว
จากนั้นขับไปเรื่อยๆตามป้ายสัญญาณจราจร
ท่าที่สองเลี้ยวเข้ามาขับชิดฟุตบาทด้านซ้าย ระยะไม่เกิน 25 cm ด้านหน้าอยู่แถวๆป้ายหยุด
ด่านนี้โชคดีหน่อย พี่ที่คุมสอบโบกมือให้ด้วยว่า ชิดอีกๆ ^^ ด่านนี้ก็เลยผ่านฉลุย ตอนแรกกลัวตกท่านี้ที่สุดอ่ะ
ท่าที่สามท่าสุดท้าย ถอยเข้าซองจอดชิดฟุตบาทด้านซ้าย ท่านี้ก็กลัวมากๆเหมือนกัน เพราะว่าไม่เคยลองเลย ก่อนหน้านี้พอรู้ว่าต้องสอบ ก็เลยได้แค่จินตนาการ ดูยูทูปช่วย สังเกตการขับของผู้สอบคนอื่น ผลที่ออกมา.. ก็ผ่านฉลุยเช่นกัน
ดีใจที่สุด ที่พกความมั่นใจมาด้วย ถึงแม้จะน้อยนิดนะ
อ่อ ดีใจที่พกเมนทอสมาด้วย ช่วยได้เยอะเลย ^^
รูปบัตรดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใส่เสื้อสีซีดมา ตากแดดเหงื่อออกตั้งแต่เช้า หน้าซีดไม่ไหวแล้ว หึหึ
เดินทางกลับด้วยรถหลายๆๆต่อ
ด้วยการนั่งสองแถวมาลงปากทาง
ข้ามสะพานลอยไปขึ้้น 147 (เจอพัดลม) ลงบิ๊กซีดาวคะนอง
(แต่ไม่เคยถึงสักที เพราะระหว่างทางจะเห็นไอ่สาย 75 ที่จะขึ้นอยู่ข้างหลัง ก็เลยลงก่อน กะลงนี่ขึ้นอีกคันพอดี .. แต่ก็เหมือนฟ้าจะแกล้งอีกครั้ง ตอนที่ลง อิสายนั้นแซงไปเฉยเลย แล้วนู๋ก็ต้องรอคันใหม่)
ต่อ 75 มาลงถนนตก (เลี้ยวเข้าเส้นถนนเจริญกรุง)
เดินๆๆๆ มาขึ้น 89 ลงพระราม3ซอย53
เดินๆๆๆ เข้าออฟฟิต
นั่งรถ 4 ต่อเลย 555 -_-"
ตกบ่ายลงไปลาคุณแอน
ด้วยเหตุผล..
"ท้องเสียค่ะ" พร้อมกับหน้าซีดๆ
55555
วันแรก.. วันที่ 1 พฤษภาคม 2555
ตื่นนอนตีห้าครึ่ง (กว่าจะตื่น) อาบน้ำแต่งตัวออกจากห้องประมาณ 6.15 น.
นั่งพี่วินไปรอรถสาย 205 ไปลงคลองเตย แล่วเดินไปต่อ MRT ศูนย์สิริกิติ์
เพื่อจะไปรอคิว ทำใบขับขี่ที่สำนักงานขนส่งจตุจักร
ถึงสัก 7.10 น. ได้ เดินๆๆๆ เข้าไป โอ้ววว คนมหาสาร สัก 300 กว่าคนได้
ไปยืนต่อแถวด้วยใจแป้วๆไปแล้วล่ะว่าจะไม่ได้คิว แต่ก็ยังยืนอยู่ตรงนั้น
ประตูเปิดตอน 8 โมง คนแห่กรูเข้าไปข้างใน เบียดเสียดกัน น่าอึดอัดที่สุด (อากาศก็สุดจะร้อน)
พนักงานที่นั่นป่าวประกาศ
"วันนี้รับแค่ 50 คิว ใครที่เกินให้รับบัตรคิวแล่วนัดวันเข้ามาอีกครั้ง"
"คนที่โทรมาจองคิวไว้ให้แยกออกมาตรงนี้ค่ะ"
-_-"
จำนวนคนที่จอง กะจากสายตา มากกว่าไอ่คนที่ได้บัตรคิววันนี้แน่ๆ
แต่วันนั้นก็ยังยืนต่อแถวอยู่ เพื่อถามข้อมูล (รมณ์แบบไปแล่วครึ่งนึง)
และก็ไม่ได้เรื่อง สุดท้ายก็เดินออกจากตึก
ผ่านผู้คนอีกมากมายที่ยังหลั่งไหลเข้ามาทำธุระของตัวเอง
(ณ ตอนนั้นรมณ์ก็ไปแล้วร้อนเปอร์เซ็นต์)
เดินออกมาไม่พูดจา ไม่รายงานผลกับใคร
เดินๆๆๆ จะไปไหนดีหว่ะ
ตอนแรกคิดว่าถ้าทำบัตรเสร็จสัก4โมงเย็น จะเข้าไปเดินเล่นที่สวนรถไฟ
แต่แพลนมันผิดไปหมด
นั่งหมดแรง สมองทำงานหนัก ว่า "เอาไงดีหว่ะ? จะทำไงต่อดี"
รู้นะว่าต้องทำบัตร 2วัน แต่ที่มาเนี่ย อย่างน้อยขออบรม4ชม.แล่วค่อยสอบวันหลังดีกว่า
แต่นี่อุตส่าห์มา แต่ไม่ได้ทำอะไรสักกะอย่างนอกจากนัดวัน
แล่วจะทำไปทำไม
หมดแรงนั่งอยู่ที่บ้ายรถเมย์สักพัก
เพื่อนโทรมาบอกว่าได้คิวแล้ว
เพื่อนอีกคนโทรมาบอกว่าที่อื่นก็อบรม2วัน
นั่งคิดจะกลับไปทำที่บ้าน
หาเบอร์โทรติดต่อขนส่งที่บ้านได้ แต่ผลก็คือ2วันเหมือนกัน
ถ้ามันวันเดียวคงตีตั๋วกลับโคราชโดยไม่คิดอะไรอีก
แต่ก็ทางตันอีกครั้ง
ตัดสินใจนั่งรถเมย์กลับห้อง โดยไม่กินอะไรเลยทั้งข้าวและน้ำ
กลับมาถึงก็เปิดคอมฯ เล่นเนต
หาเบอร์ของสถานที่สอบอื่นๆ และติดต่อสอบถามข้อมูล
โชคดีหน่อย ได้ข้อมูลของที่ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1 (บางขุนเทียนหรือหัวกระบือ)
ว่ารับวันละ 80 คิว เสร็จภายใน 1วัน
มีความหวังขึ้นมาหน่อย ก็เลยนั่งเล่นเนต กินหนม แล้วก็ดูรีบอร์น
วันนี้ก็เลยหมดวันไปด้วยการดูรีบอร์นจนจบภาค
วันที่สอง... 2 พฤษภาคม 2555
คราวนี้เอาใหม่ ตื่นมันตั้งแต่ตี5 อาบน้ำแต่งตัวแล่วก็รีบนั่งแท็กซี่ไปบางขุนเทียน
ถึงตั้งแต่ 6 โมงหน่อยๆ.. คิดว่ายังไม่มีใครมาก็เลยหาที่นั่งอ่านหนังสือรอ
จนเกือบจะเจ็ดโมงเช้า คนเริ่มมากันแล้ว ก็เลยเดินไปหน้าตึก
"อ่าว มีคนมาแล่วนี่หว่า"
เลยรีบตรงไปต่อแถวเพื่อรอเข้าตึก
นับจำนวนคนแล้วเรายังอยู่ 1 ใน 80 อยู่ ก็เลยรอต่อไป
ไอ่คนมาใหม่ก็แซงเข้าไปจัง ถ้าเดินไปบอกให้ต่อแถวจะถูกยิงตายไหมน่อ
เวลาเดิมประมาณ 8 โมง ประตูก็เริ่มเปิด
คนก็กรูเข้าไปเช่นเคย แต่ก็เป็นระเบียบมากกว่าที่จตุจักรเยอะอ่ะ
ขึ้นไปต่อแถวเพื่อยื่นเอกสารอีกครั้ง
นับจำนวนคนอีก เราก็ยังอยู่ 1 ใน 80 อยู่ดี.. ชื่นใจจริง
พอไปถึงได้คิว 148 "อ่าว เฮ้ย"
ระหว่างเตรียมเอกสารเขาก็เปิดขั้นตอนการสอบให้ดู
ดูจบก็ประกาศ
".. หนึ่งวันจะรับคิวแค่ 80 ท่าน ท่านที่เกินจนถึง 150 จะได้เข้าอบรม แต่จะไม่ได้สอบปฏิบัติ ต้องเป็นวันอืน.. .. ส่วนที่เกินไปกว่านี้ จะได้เข้าทดสอบสายตาความไว.. และนัดวันเข้ามาอีกที.. .. "
-_-"
โดนหลอกให้มาอีกแล้วหรอหว่ะเนี่ย
มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง จำได้ว่าก่อนเข้ามาในตึก เขาเป็นคนที่สองของแถว เข้ามาเป็นคนแรกๆเลย
แต่.. จากที่ดูแล้ว เขาได้คิวที่มากกว่า 80 เป็นไปได้ไงหว่ะเนี่ย
ส่วนไอ่คิวที่ 1-80 ไม่คุ้นหน้าเลย หึหึ.. เขามาแทรกหรือจองอีกแล้วใช่ไหม
แล้วเมื่อวานถามไปว่าจองได้ไหม ก็บอกไม่ให้จองไม่ใช่รึไง ไรหว่ะเนี่ยรมณ์เสียอีกแล้ว
แต่ ณ จุดๆนี้ ..
"ก็ได้หว่ะ แค่อบรมและสอบข้อเขียนก็ยังดี ว่างวันไหนก็ค่อยมาสอบปฏิบัติ ให้มันจบๆไปสักที"
ทดสอบสายตา.. ให้อ่านสีที่ชี้
ทดสอบความไว.. ให้เหยียบคันเร่งแล่วก็เบรค
ทดสอบการกะระยะ.. ให้ปรับแท่งให้ตรงกัน
ทดสอบการมอง.. ให้ใช้หางตามองอ่านไฟ
ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี
แล้วก็เข้าห้องรอเวลาเริ่มอบรม
อบรมตั้งแต่ 9 โมงเช้า 11โมง พัก30 นาที
ต่อ 11.30 ถึง บ่ายครึ่ง
จบแล้วก็ลงไปทำข้อสอบ
สอบผ่านเครื่อง ได้คะแนนมาแค่ 26 ใน 30
ผ่านเกณฑ์
ส่งปุ๊ป เรียกปั๊ป ยังไม่ทันจะดูเฉลยเลย
แต่ก็ผ่านแล้วล่ะ
รอเรียกชื่ออีกครั้งรอรับใบนัด
ได้ใบนัดมาก็เข้าไปถามข้อมูลสักหน่อย
"พี่ค่ะ คนที่ได้คิว 1-80 ถ้าสอบไม่ผ่านมันจะมีที่ว่าง พวกคิวร้อยกว่าๆ จะแทรกแทนเข้าไปได้ไหมค่ะ?"
"อ๋อ มีคิวอื่นที่นัดไว้อีก 20 คิวแล้วค่ะ"
-_-"
จบกันเลยทีเดียว
วันนี้ก็กลับไปแบบหมดแรงอีกครั้ง
ด้วยเพราะไม่ได้กินข้าวอีกแล้ว
ขากลับ แวะ Asiatique the riverfront
หม่ำสปาเก็ตตี้ เบรทสติ๊ก.. นั่งกินลมไป
วันที่สาม... 3 พฤษภาคม 2555
วันนี้ตัดสินใจลางานอีกครั้ง
คราวนี้แค่ครึ่งวัน เพื่อมาสอบขับรถตอนเช้า
ถึงแปดโมงหน่อยๆด้วยรถแท็กซี่อีกครั้ง
ยื่นใบนัดแล้วก็ลงมารอแถวๆสนามสอบ
กว่าจะเริ่มสอบตั้ง 9 โมงกว่าๆเลยแน่ะ
รอตั้งนาน แดดก็ร้อน หิวก็หิว
ยืนรอไป อมเมนทอสไป
ได้คิวมา 25 .. แต่ 25 นี่หมายถึงคิวจองรถนะ
กว่าจะถึงคิว ได้ขับจริงตอน 11 โมงนิดๆอ่ะ
ขึ้นรถได้ หาเมนทอสมาอมเป็นอันดับแรกเลย แก้อาการตื่น
รถเช่าที่ใช้สอบเป็น city ออโต้ ใหม่ๆเลย
ก็โอเค รถคันเล็กดี
ท่าที่ใช้สอบมี 3 ท่า
ท่าแรก.. ขับรถตรงๆเข้าไปในซองแล่วก็ถอยออกมาไม่ให้ชนกรวยก็พอ ด่านนี้ผ่านไปอย่างง่ายดาย เพราะเราก็แค่ขับเข้าไปตรงๆ ออกตรงๆ ไม่ต้องหักไปไหน ให้พวงมาลัยอยู่ตรงไหนตรงนั้น ก็ผ่านแล่ว
จากนั้นขับไปเรื่อยๆตามป้ายสัญญาณจราจร
ท่าที่สองเลี้ยวเข้ามาขับชิดฟุตบาทด้านซ้าย ระยะไม่เกิน 25 cm ด้านหน้าอยู่แถวๆป้ายหยุด
ด่านนี้โชคดีหน่อย พี่ที่คุมสอบโบกมือให้ด้วยว่า ชิดอีกๆ ^^ ด่านนี้ก็เลยผ่านฉลุย ตอนแรกกลัวตกท่านี้ที่สุดอ่ะ
ท่าที่สามท่าสุดท้าย ถอยเข้าซองจอดชิดฟุตบาทด้านซ้าย ท่านี้ก็กลัวมากๆเหมือนกัน เพราะว่าไม่เคยลองเลย ก่อนหน้านี้พอรู้ว่าต้องสอบ ก็เลยได้แค่จินตนาการ ดูยูทูปช่วย สังเกตการขับของผู้สอบคนอื่น ผลที่ออกมา.. ก็ผ่านฉลุยเช่นกัน
ดีใจที่สุด ที่พกความมั่นใจมาด้วย ถึงแม้จะน้อยนิดนะ
อ่อ ดีใจที่พกเมนทอสมาด้วย ช่วยได้เยอะเลย ^^
รูปบัตรดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใส่เสื้อสีซีดมา ตากแดดเหงื่อออกตั้งแต่เช้า หน้าซีดไม่ไหวแล้ว หึหึ
เดินทางกลับด้วยรถหลายๆๆต่อ
ด้วยการนั่งสองแถวมาลงปากทาง
ข้ามสะพานลอยไปขึ้้น 147 (เจอพัดลม) ลงบิ๊กซีดาวคะนอง
(แต่ไม่เคยถึงสักที เพราะระหว่างทางจะเห็นไอ่สาย 75 ที่จะขึ้นอยู่ข้างหลัง ก็เลยลงก่อน กะลงนี่ขึ้นอีกคันพอดี .. แต่ก็เหมือนฟ้าจะแกล้งอีกครั้ง ตอนที่ลง อิสายนั้นแซงไปเฉยเลย แล้วนู๋ก็ต้องรอคันใหม่)
ต่อ 75 มาลงถนนตก (เลี้ยวเข้าเส้นถนนเจริญกรุง)
เดินๆๆๆ มาขึ้น 89 ลงพระราม3ซอย53
เดินๆๆๆ เข้าออฟฟิต
นั่งรถ 4 ต่อเลย 555 -_-"
ตกบ่ายลงไปลาคุณแอน
ด้วยเหตุผล..
"ท้องเสียค่ะ" พร้อมกับหน้าซีดๆ
55555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
