HOME

HOME

27 เม.ย. 2557

case study #2 ตอน ตูดฉันน่าจูบ


วันเสาร์ ที่ ๒๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๗

๐๖.๕๐ น.  นาฬิกา(โทรศัพท์)ส่งเสียงเตือนปลุก ฉันงัวเงียลืมตาตื่นขึ้นมาปิดเสียงด้วยความรำคาญ พลิกตัวหงายขึ้น หรี่ตาด้วยความที่ยังไม่ชินกับแสงสว่างยามเช้า ใช้มือขวาแคะขี้ตาทั้งซ้ายและขวาที่คาอยู่เต็มเบ้า ผ่านไปเกือบ ๒ นาที ก็ถอนหายใจยาวๆก่อนจะดันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง

๐๗.๑๐ น.  ฉันเดินออกจากห้องน้ำหลังจากที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น ซึ่งจริงๆก็มีแค่แปลงฟัน ล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า บีบสบู่เหลวเพื่ออาบน้ำ และอาจจะมีปุ๊ๆบ้างเป็นบางวัน ที่หน้ากระจก ที่ฉันทำก็มีแค่หวีผม ทาครีม ลงแป้งที่คอและใบหน้า ทาลิปฯมัน แต่งตัวใส่เสื้อผ้า (วันนี้วันเสาร์ใส่ชุดตามสบาย ฉันจึงหยิบเสื้อยืด "NOOM" ที่มีตัวเดียวในโลกเพราะทำเอง ด้วยรู้สึกว่าวันนี้ต้องมีอะไรดีๆเกิดขึ้น)  แล้วก็กลับมาหวีผมอีกครั้ง เป็นอันเสร็จขั้นตอนในการแต่งองค์ทรงเครื่อง ซึ่งกระบวณการทั้งหมด ยังห่างไกลกับคำว่า "ผู้หญิง" อยู่มาก

๐๗.๒๐ น.  ฉันเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบนมหนึ่งกล่องพร้อมด้วยอาหารเช้า(ซีเรียล)ไมโล กลับมานั่งที่เก้าอี้ แล้วก็นั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย.. ก็หาไม่

๐๗.๓๓ น.  ฉันหยิบกระเป๋า กุญแจห้อง กุญแจรถ สวมรองเท้า และเปิดประตูห้องออกไปสู่โลกกว้าง

๐๗.๓๖ น.  ฉันออกเดินทางมุ่งหน้าไปทำงานที่บางปะกง (ระยะทาง ๑๒ กิโลเมตร)

.......แค่อยากมีใครมาเดินด้วยกัน อยากให้เธอกอดฉันเวลาหวั่นไหว อยากให้เขาดูแลปลอบใจ เมื่อยามเราเหงา....................... 

... ..... บอกได้แค่รัก.. มากมาย รักเธอ มากมาย ไม่มีหน่วยวัดได้หรอกความรักนี้ ที่อยู่ในใจ มันมากมาย ล้นอกซ้ายที่ฉันมี รักเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่จะรักทุกนาที... ที่ยังหายใจ.......

๐๗.๕๐ น. ฉันชะลอรถเพื่อเตรียมกลับรถเข้าสู่ถนนเส้นที่จะมุ่งหน้าเข้าบริษัท ฉันจอดอยู่เป็นคันแรก ในตำแหน่งซ้ายสุด มีอีกสองคันอยู่ด้านขวาบังวิสัยทัศน์ในการมองรถที่สัญจรวิ่งไปมา ทำให้การตัดสินใจที่จะเหยียบคันเร่งเพื่อออกตัวกลับรถมีน้อยลง ผ่านไปไม่กี่วินาที รถคันกลางออกตัว(ซึ่งคันขวาสุดยังนิ่ง) ฉันเห็นดังนั้นจึงขยับตาม แต่เพราะเมื่อรถคันนั้นออกพ้นไป และฉันมองเห็นรถที่สัญจร ในใจ "มันออกไปได้ไงรถเยอะมาก" จึงเบรค ชะลอรถจอดรออีกครั้ง

ปุ๊บ!!!!!!!!!!!
เสียงดังมาจากข้างหลังรถ ฉันจึงมองไปที่กระจกหลังเห็นรถกระบะโตโยต้าวีโก้สีดำอยู่ด้านหลัง ฉันรีบจอดรถเข้าเกียร์จอด ในใจ "เอาแล้วไง โดนชนแล้วไง ตูดรถกู" ฉันเดินลงจากรถเพื่อจะมาดูความเสียหายด้วยหน้าซีดๆ คนขับรถกระบะลดกระจกลงและโบกไม้โบกมือให้ขยับรถไปจอดที่ไหล่ทาง

ที่ข้างถนน
ฉันลงจากรถ และคู่กรณีก็ลงจากรถ ต่างคนต่างมุ่งตรงไปดูยังจุดที่เสียหายของแต่ละคัน ที่ท้ายรถฉัน ฉันพบรอยครูดสีนิดหน่อย คล้ายๆโดนสะเก็ดก้อนหินกระเด็นใส่สักสองสามเม็ดก็ไม่ต่าง ในใจ "โอ่วไม่เป็นอะไร ดีจริงๆ" แล้วจึงเดินเข้าไปถามยังคู่กรณีว่าเสียหายตรงไหนบ้าง
"รถพี่เป็นไงบ้างค่ะ"
คู่กรณีที่ลงมาเป็นชายผิวคล้ำร่างผอมบางหนวดเครารุงรังนิดหน่อยวัยประมาณสามสิบปลายๆ
"ไม่เป็นไรมาก เราจะเอาเท่าไหร่?"
ห๋าาาา เอ่อ ฉันเอ๋อไปด้วยคำตอบพร้อมคำถาม และตอบไม่ถูก จึงเดินไปที่รถตัวเองอีกครั้งเพื่อดูว่าเสียหายแค่ลอยที่ครูดจริงรึป่าว
"เดี๋ยวดูดีๆก่อนแล้วกันค่ะว่ามีแค่ตรงลอยครูดนี้รึป่าว ถ้ามีแค่นี้ก็ไม่เป็นไรค่ะ ต่างคนต่างไป"  ฉันบอกขณะพิจารณาท้ายรถของตัวเอง
"ไงเอาเบอร์พี่ไว้ ถ้ามีอะไรมากก็โทรหาพี่แล้วกัน"
ณ ตอนนั้นฉันเห็นแค่นั้นจริงๆลอยครูดเพียงไม่กี่จุด ซึ่งถ้ามองเผินๆก็แทบไม่มีอะไรแปลกไปสักนิด รอยยุบหรืออะไรก็ไม่มี ระหว่างที่แลกเบอร์ก็มีพี่ที่ทำงานแวะมาดู(ขับรถผ่านเส้นนั้นเพื่อเข้าไปทำงาน)
"รถชนหรอ เป็นอะไรรึป่าว?" พี่ที่ทำงานถามด้วยความเป็นห่วง
"ค่ะ ไม่เป็นอะไรมากแค่มีรอยขูดนิดหน่อย" แล้วพี่ที่ทำงานก็มองไปยังรอยที่เกิด และพิจารณามองในส่วนต่างๆ
"เป็นตรงนี้ด้วยนะ กันชนท้าย กิ๊ฟหลุด เคลมยากด้วย"
ห๋าาาา ตรงไหนอ่ะ ฉันไม่หยักจะมองเห็น
"อ่าว จริงๆด้วย นุ่มไม่เห็นนะเนี่ย" ฉันมองไปที่ท้ายรถด้านซ้าย บริเวณลอยต่อระหว่างตัวรถและกันชนท้ายใต้ไฟหลัง ใช่จริงๆด้วย กันชนท้ายถูกดัน ทำให้เกยออกมา ฉันหันหน้าไปหาคู่กรณี
"สงสัยต้องโทรเรียกประกันแล้วค่ะ"

๐๗.๕๕ น.  ฉันรีบค้นเอกสารในรถและโทรหาประกัน ใช้เวลารอสัญญาณไม่เกิน ๕ วินาทีก็มีคนรับโทรศัพท์(เป็นเสียตอบรับอัตโนมัติก่อนนะ)
"เอ่อ แจ้งเหตุรถชนค่ะ"
"ขอทราบทะเบียนรถค่ะ"
"๑กผ XXX กรุงเทพฯค่ะ"
"เจ้าของรถเป็นคุณวรรณิภานะคะ ไม่ทราบว่าขับเองรึป่าวค่ะ"
"ใช่ค่ะ"
"ค่ะ กำลังเรียนสายกับคุณวรรณิภาอยู่นะคะ ไม่ทราบว่าเหตุเกิดกี่โมง และที่ไหนค่ะ"
"เอ่อออ ประมาณเมื่อ ๕ นาทีที่แล้ว แถวๆถนนบางนา-ตราด ค่ะ ประมาณ กม.ที่ ๕๒"
"ขอทราบเบอร์ติดต่อค่ะ"
"๐๘๗XXXXXXX"
"ค่ะ จะส่งพนักงานเข้าไปนะคะ รบกวนคุณวรรณิภาพกโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวนะคะ"
"ค่ะ"
....

๐๘.๐๙ น.  มีข้อความถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์ แจ้งว่า ได้ส่งบริษัทXXX ให้ไปบริการท่านแล้ว

๐๘.๑๙ น.  มีเบอร์แปลกโทรเข้ามา และนั่นก็คือเบอร์ประกัน
"ครับจากบริษัทประกันครับ ไม่ทราบว่าเกิดเหตุที่ไหนครับ"
ก็สอบถามจุดเกิดเหตุเพิ่มเติม เพื่อจะได้ส่งคนมาถูกจุด
ระหว่างนี้ ฉันก็นั่งรออยู่ในรถ (เปิดไฟฉุกเฉินเอาไว้ด้วย) ในใจก็นึก คราวนี้แหล่ะจะได้รู้ว่าประกันมันจะบริการดี เร็ว แค่ไหน อีกใจก็เผื่อเอาไว้แล้วว่า "คงนานนนน"
ระหว่างรอก็ชะเง้อคอ ส่องส่ายมองหาว่าจะมีรถ(มอเตอร์ไซด์)ของประกันผ่านมาบ้างไหม ไม่ของเราก็ของคู่กรณีใครจะมาก่อน

๐๘.๔๒ น.  และแล้วก็มีรถมาสด้า๒ สีดำ ชะลอรถเข้ามาจอด สักพักก็มีคนออกมา พร้อมถือเอกสารและกล้องถ่ายรูปไว้ในมือ ในใจ "เดี๋ยวนี้ประกันเขาขับรถยนต์กันแล้วหรอหว่ะ ปกติเห็นแต่ขี่มอเตอร์ไซด์ ดีแท่ะ แล้วนะ พี่ทอมแกแต่งตัวเนี๊ยบมาก เห็นแล้วนึกถึงพี่ทอมที่บ้าน เหมือนกันยังไงยังงั้น"
"สวัสดีค่ะ คุณวรรณิภาใช่ไหมค่ะ รถคู่กรณีคันนี้ใช่ไหมค่ะ .... @%#)(&&%$#$^^@$^...
ถูกถามด้วยคำถาม
"จุดเกิดเหตุ? ลักษณะการชน? ถ่ายรูปและดูความเสียหาย ขอใบขับขี่ เข้าไปในรถเพื่อลอกหมายเลขตัวถัง(ตอนแรกไม่รู้เลยถามด้วยความอยากรู้) ออกมาเขียนประวัติ ในใบประวัติยังให้เราเขียนอีก ประมาณว่า ข้าพเจ้าเดินทางจากไหนมาไหน เพื่ออะไร ระหว่างที่เบรคชะลอรถเพื่อกลับรถ ก็มีคู่กรณีเข้ามาชนที่ท้าย ........."
แล้วก็รอประกันของอีกฝ่าย
(ทราบทีหลังว่าพี่ประกันเขาวิ่งรถมาจากแปดริ้ว(ด้วยความอยากรู้ว่าทำไมถึงนาน วิ่งมาจากที่ไหน จะได้พิจารณาถูกว่ามันน่าต่อไหม) เพราะจุดเกิดเหตุอยู่ในเขตของตัวจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจริงๆคือ ถ้าศูนย์รับแจ้งเหตุติดต่อไปยังจังหวัดชลบรี ก็จะใกล้และเร็วมากกว่านี้ หึหึ)

เวลาผ่านไปแล้วผ่านไปเล่า
ประกันของอีกฝ่ายก็ยังไม่มา
พี่คู่กรณีก็เดินมาคุยด้วย โน่น นี่ นั่น สุดท้ายก็เข้าไปนั่งรอที่ร้านอาหารแถวๆนั้น คุยถึงอาชีพ ที่มาที่ไป ถูกคอไหมไม่รู้ แต่ก็คุยกันเรื่อยเปื่อย ส่วนพี่ประกันน่ะหรอ คงนั่งแชทเฟส ไม่ก็ไลน์อยู่ในรถมาสด้า๒โน่น

๐๙.๕๓ น.  ประกันของอีกฝ่ายเพิ่งจะมาถึง (รู้ในภายหลังว่าบึ่งตรงมาจากศรีราชา ไกลมากกก)
ไม่ได้คุยอะไร ยื่นแค่ใบขับขี่ให้ รับคืนพร้อมใบเคลม แล้วพี่ประกันก็จัดการให้ทุกอย่าง บอกไปได้
ฉันก็บึ่งตรงเข้าไปทำงานสิจ๊ะ ซึ่งอีกแค่ ๒๐๐ เมตรด้วยระยะการกระจัด ก็จะถึงที่ทำงานล่ะ

ที่ทำงานอยู่แค่เอื้อม.... มือไปสแกนนิ้วมือเข้างาน
แต่ก็ไปไม่ถึง สุดท้ายก็กินลาพักร้อนไป ๒ ชั่วโมง T^T



-หน้ากลม-
กับวันได้ประสบการณ์ ถูกจูบเบาๆที่ตูด ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่ป่วย
แต่....... เสียเวลา ฉิบ!!!

ปล.ตั้งแต่มาทำงานที่นี่ คิดแหล่ะว่าวันนี้ เหตุการณ์นี้ ต้องเกิดขึ้นสักวัน ที่ตรงจุดนี้ด้วย เพราะมันเป็นจุดที่เสี่ยงมากๆ และๆๆๆเขาก็ชนกันบ่อย ครั้งหนึ่งชนกันต่อหน้าต่อตาเลย ... แค่วันนั้นเราไม่ซวย แต่วันนี้ซวย เพราะเสื้อ "NOOM" ตัวเดียวในโลกป่ะเนี่ย?????




"ต่อให้ขับรถดี ใจเย็นแค่ไหน... เมื่อถึงคราวซวย  ไม่ไปชนเขา เขาก็มาชนเรา"

"ก็ระวังๆให้มากที่สุด ได้เท่านี้ละนะ"





บริเวณชนเห็นแค่รอยติ๊ดเดียว


จุดหนักมันอยู่ที่ตรงนี้ เบินเลย ไม่สังเกตุดีๆไม่เห็นจริงๆนะเออ




25 เม.ย. 2557

แค้นฝังหุ่น


ฉันเป็นผู้หญิง

แต่หลายๆเวลาก็ยากจริงๆที่จะเข้าใจอารมณ์ผู้หญิงด้วยกัน

ผู้หญิงมีหลากหลายอารมณ์

หลากหลายเพราะความแปรปรวน ความอ่อนไหว

ยิ้มอยู่ดีๆ เผลอแป๊ปเดียวร้องไห้

ซึมอยู่ดีๆ อาจจะหัวเราะร่า

ผู้หญิงมีอารมณ์ที่ฝังลึก

อย่าทำให้ติดใจ(เกลียด)เชียว


วันนี้รู้สึกหน่ายกับอารมณ์ "แค้นเคือง"

ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ของตัวเอง

หากเป็นของคนรอบข้าง

ต้นเหตุเพราะ "พัดลม 1 ตัว"

ย้ำว่าพัดลม 1 ตัว แค่ "หนึ่ง" เท่านั้น

พัดลมมีขาขนาด 24 นิ้ว

มันทำให้เกิดเป็นความแค้นเคืองได้ยังไง

มันก็ยืนอยู่เฉยๆ ส่ายหน้าบ้าง ตรงๆบ้าง

จะบรรยายยังไงดีให้เห็นภาพ

จะเขียนแผนผังก็เอาไว้นึกขึ้นได้จะมาเขียนแปะเพิ่มเติม

เอาเป็นว่า

ลองนึกภาพตามนะ

มีคนยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ 6 คน

ระยะห่างแต่ละคนประมาณ 1 วา

พัดลม 24" 1 ตัวพัดให้โดนให้หมดไม่ได้แน่

ดังนั้น ทุกคนจึงมีพัดลมขนาดเล็ก 14" คนละตัว พัดจ่อหน้าอยู่ตลอดเวลา

แล้วไอ่พัดลม 24" ก็จะยืนเฉยๆโดยไม่ทำหน้าที่ที่เกิดมาเป็นพัดลมก็ไม่ได้อีก

มันจึงต้องทำงาน โดยเลือกพัดให้โดนคนได้เพียง 4 จาก 6

แทนที่เรื่องจะจบ เพราะทุกชีวิต ทุกสิ่งของ ล้วนมีและทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว

กระนั้นก็ยังมีหนึ่งในคนที่โชคร้ายไม่โดนพัดลม 24" เดินไปปิดเจ้าตัวนี้ซะ

แล้วยังไงต่อ เจ้าของพัดลม 24" หัวหน้าคนทั้ง 6 คน เดินมาเห็น

"ผมให้พัดลมคุณแล้วทำไมถึงไม่เปิด"

เขาก็เปิดต่อสิค่ะ

แล้วคนมือดีมือเดิมก็เดินไปปิดอีก

(อ่าวนี่ใครหัวหน้าลูกน้องเนี่ย)

และแล้วความเคืองก็เกิดขึ้น

ไม่ใช่กับเจ้าของพัดลมกับมือดีปิด

แต่เกิดกับคนปิดกับคนโดน(พัดลม)

ไอ่คนปิดเคืองไอ่คนโดน

ไอ่คนโดนก็เคืองไอ่คนปิด

พัดลม 1 ตัว ก่อให้เกิดความแค้นเคือง

ไม่รู้จะไปอิจฉาอะไรกันขนาดนั้น

ทั้งๆที่คุณๆแต่ละคนก็มีพัดลมจ่ออยู่ตรงหน้าหนึ่งตัวอยู่แล้ว

ไม่พองั้นหรอ

คนว่า "กูไม่ได้ ใครก็อย่าหวังจะได้" แบบนั้นรึป่าว??


ถ้าถามถึงปัจจุบันไอ่พัดลมตัวนี้ยังอยู่ไหม?

ใช่ มันยังอยู่ ยังยืนอยู่ที่เดิม และทำหน้าที่เป่าพัดให้กับคน 2 คนซึ่งเป็นผู้โชคดีได้ครอบครอง

เรื่องนี้จบลง แต่ยังคงความบาดหมางไว้กับคนทั้งสองฝ่าย

ผ่านมาแล้วมากกว่าหนึ่งปี

แต่ความบาดหมาง ความเคือง ยังคงอยู่(ไม่ลึกมาก)


งงไหม?

บอกเลย "งง"

งงว่าทำไมถึงได้แค้นเคืองกันขนาดนั้น

เรื่องไม่เป็นเรื่อง

นั่นแหล่ะผู้หญิง

ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงอารมณ์รุนแรง โดยเฉพาะไม่เคยยอมใคร

จะฝังลึกจริงๆ

อย่าทำให้ผู้หญิงแค้น

แม้เรื่องไม่เป็นเรื่องเธอก็จะจดจำชั่วชีวิตเลยทีเดียว



...
กับเรื่องนี้แล้วก็กลับมานึกถึงตัวเอง

"ฉันเคยแค้นเคืองใคร แล้วเป็นแค้นฝังหุ่นหรือเปล่า?"

.... ... ... ...........

อืมมมมมมมมมม

เมื่อก่อนสมัยประถมปลายจนถึงมัธยมต้นมีหนึ่งคนล่ะ

เพื่อนร่วมรุ่น ไม่สิ คนร่วมรุ่น

เพศชาย ฟันเหยิน ชื่อ "ไอ่เมย์"

เมื่อตอนประถมทำไมถึงเกลียดมัน

เพราะมันชอบแกล้ง

และเคยวิ่งฟัดกันจนทำให้นิ้วหัวแม่มือเท้าห้อเลือด

มันทำให้เราเจ็บ ก็เลยเกลียดมันมาก

เจอหน้ากันไม่ได้ ด่าพ่อล้อแม่กันตลอด

เป็นขั้นหนักจนถึงขึ้นผู้ใหญ่ต้องไปเจรจากันเลยทีเดียว

โดยคุณยายฉันเอง ไปหาพ่อแม่ไอ่เมย์ถึงบ้านเลยค่ะ

ไม่รู้ว่าไปพูดยังไง ต่อจากนั้นไอ่เมย์ก็ไม่เคยแกล้งฉันอีกเลย


จนเวลาผ่านมาถึงมัธยมปีที่ 2

ขณะที่ฉันปั่นจักรยานกลับบ้านหลังเลิกเรียน

แค่ผ่านประตูรั้วหน้าโรงเรียนมาได้ไม่ไกลเกิน 200 เมตร

ปั้ง!!!!!

ไอ่เมย์มันปั่นจักรยานมาเบียด แล้วถีบปั้งเข้าบริเวณล้อหลังรถจักรยานฉัน

(จักรยานสีเขียวตราจระเข้ เพิ่งได้มาใหม่ซะด้วย)

แล้วไงต่อ

ล้มสิค่ะ

รถจักรยานฉันล้ม

หมายถึงฉันล้มลงพร้อมกับจักรยาน

หัวเข่าและแขนถลอกทั้งสองข้าง

(หัวเข่าด้านขวาลึกสุด ทุกวันนี้ยังเห็นเป็นรอยแผลเป็นนิดหน่อย)

แผลที่คางอีกเล็กน้อย

เจ็บสุดๆเลยบอกตรงๆ

แต่ฉันก็กัดฟันปั่นจักรยานต่อไปจนถึงบ้าน

ที่บ้านตกใจกันใหญ่

เสื้อผ้าเลอะเปอะเปื้อน ทั้งฝุ่น ทั้งเลือด

จอดรถได้รีบล้างแผล ทำแผลกันใหญ่

สงสารตัวเองจริงๆ

(ทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมฉันถึงโดนถีบ?????)


วันต่อมาก็ไปโรงเรียนปกติ

(เพราะเป็นคนไม่ชอบหยุดเรียนอยู่แล้ว ขนาดเป็นหัดเยอรมันก็ยังจะไปโรงเรียน จึงกวนอาจารย์ที่ปรึกษาต้องมาสั่งห้ามไม่ให้ไปโรงเรียน)

ไม่ปกติก็แค่การเดินเหิน และมีปัญหากับการนั่งนี่แหล่ะ

เพราะมีแผลที่หัวเข่าทั้งสองข้าง การงอขาจึงไม่ต้องพูดถึง

งอขาไม่ได้ คือถ้าจะให้นั่งขัดสมาธิ ก็ฆ่าฉันซะเถอะ เจ็บเว่อร์

เดินก็กระโผกกระเผก

โอ่ยยย การมีแผลตามข้อพับเป็นอะไรที่ทรมานจริงๆ

แค่นึกถึงก็เจ็บแปลบๆแล้ว

แล้วไอ่เมย์ล่ะเป็นยังไงบ้าง

มันเงียบไปอยู่เหมือนกัน

ไม่รู้ว่าสำนึกผิดที่ทำฉันเจ็บ

หรือเพราะโดนอาจารย์ที่ปรึกษาดุเอายกใหญ่

ก็ฉันเป็นลูกรักนี่นา (หัวหน้าห้อง) 5555

หลังจากเหตุการณ์นั้น

ไอ่เมย์ก็ไม่เคยมายุ่งเกี่ยวกับฉันอีกเลย

จนถึงปัจจุบัน

ส่วนสิ่งที่ฉันได้รับ

คือบาดแผลตามร่างกาย

และความแค้นที่ฝังลึก(แต่อยู่ตื้นๆพร้อมที่จะออกมาโลดแล่นได้ตลอด)

เห็นหน้าไอ่เมย์ทีไรเป็นต้องนึกถึงเหตุการณ์พวกนี้

แล้วก็เกลียดมัน

แม้จะผ่านมาหลายๆๆๆปีแล้ว

แต่ก็ยังตะขิดตะขวางใจอยู่ดี

อโหสิกรรมให้กันดีกว่านะ

ต่างคนต่างอยู่เถอะ


...
เรื่องนี้มันมีเหตุผลให้แค้น

แล้วเรื่องอื่นๆมีอีกไหมหน๋อ...

..

นึกไปก็ไม่น่าจะมีแล้วนะ

พอโตมาแล้วก็ไม่ค่อยได้ไปยุ่งกับใคร

หรือใครทำให้โกรธถึงขั้นเกลียดก็ไม่มีนะ

หรือแม้แต่จะให้โกรธแบบธรรมดา

ก็ยากอยู่นะ

ฉันไม่ค่อยโกรธใครสักเท่าไหร่

หรือถ้าโกรธจริงๆก็คงจะเดินหนีละมั้ง

นิ่ง...

เงียบ....

ดีกว่า

เข้าสโลแกน

"เงียบ... คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด"

5555



-หน้ากลม-
กับวันรำลึกความหลัง
กับวันเอือมๆกับอารมณ์แปรปรวน

24 เม.ย. 2557

ชิน ไม่ชิน


เกิดความสงสัยกับความรู้สึก(ธรรมดา)อีกตามเคย

ว่าทำไม "คนเราน้อยคนจะชินกับความเหงา ความโดดเดี่ยว"

เหงานิด อยู่คนเดียวหน่อย ก็คิดถึง โน่น นี่ นั่น

โดยเฉพาะคนที่ไม่ทำให้เหงา(ใจ)

ทำไมไม่ชินกับความเหงาบ้าง

สับเปลี่ยนกับความชินในการมีใครสักคน(เป็นอย่างน้อย)

ชินกับการอยู่เพียงลำพัง

แล้วพอมีใครสักคนเข้ามาก็รู้สึกเบื่อ รำคาญ บ้าง

เอาให้หนักแบบว่าคนที่สำคัญก็ยังทำให้รู้สึกอึดอัด



โดยธรรมดาของความรู้สึก

ความต้องการอยู่เพียงลำพังดูไกลริบหรี่

ถึงแม้เราจะเกิดมาหนึ่ง แล้วก็จะไปเพียงหนึ่ง

แต่การเดินทางระหว่างหนึ่งแรกและหนึ่งสุดท้าย

ไม่ได้มีแค่หนึ่ง... มี สอง สาม สี่ .... เรื่อยไป

ใจโดยส่วนใหญ่จึงยอมรับให้มีมากกว่าหรือเท่ากับสอง

หนึ่ง... สอง... หนึ่ง



การอยู่คนเดียวในภาวะจิตใจปกติคงไม่ทำให้รู้สึกเท่าไหร่

แต่หากอยู่คนเดียวในภาวะไม่ปกติ

อาจจะท้อ หรือเหนื่อยล้า หรือ....

มันยากจริงๆที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า

ก้าวขาซ้าย ..ข้างขาซ้ายก็ไม่มีขาอื่นๆ

ก้าวขาขวา.. ข้างขาขวาก็ไม่มีขาของใคร

จะก้าวเพียงแค่ก้าวเดียวก็ก้าวไม่ออก

แต่ได้ยืนนิ่งๆ ให้ขาซ้ายอยู่คู่กับขาขวา(ของตัวเอง)

แล้วมันจะมีค่าอะไร



หลายคนยอมก้าวถอยหลัง

เพื่อให้ขาซ้ายเจอกับขาขวาของผู้อื่น

และหลายๆคนก็วิ่งเขย่งก้าวกระโดด

เพื่อให้ขาขวาทันกับขาซ้ายของใครอีกคน

คุ้มไหมไม่รู้

แค่รู้ว่ามันดีที่ยังมีขาของอีกคนอยู่ข้างๆ



มันเป็นความรู้สึกล้วนๆ

ซึ่งจริงๆคือ

เราไม่เคยต้องอยู่คนเดียวเลยสักเวลา

อย่างน้อยก็ยังมีครอบครัว พ่อ แม่ พี่น้อง

ที่แม้บางครั้งตัวอาจห่างไกลกัน

อาจหกระเหเร่ร่อน อยู่ห่างกันแสนไกล

แต่ด้วยความรู้สึก

ไม่เคยห่างกัน

ความคิดถึงยังมีให้

ความห่วงใยยังมอบให้เสมอ

และรักชั่วนิรันดร์

(จดจำไว้ในวันที่อ่อนล้า)



ในวันที่รู้สึกว่าอยู่เพียงลำพัง

ก็ยังเป็นแค่ความรู้สึกนั่นแหล่ะ

พอไม่เห็นภาพว่ามีใครๆบ้างเป็นห่วง และคิดถึง

จิตใจก็จะมืดมิด

มองไม่เห็นแม้เพียงคนที่สำคัญที่สุด

จิตใจที่มืดมิด นี่มันมืดสนิทจริงๆ

อยากไว้อาลัยและลาขาดจากกันตลอดไป




"ในวันที่อ่อนล้อ ทุกอย่างก็อ่อนแอ

จิตใจด้านมืดปรากฎ

แสงสว่างก็ไม่อาจส่องถึง

ความเหงาเข้ากัดกิน

ความโดดเดี่ยวเข้ารุมเร้า

เสียงสาดซัดจากก้นบึ้ง

ความรู้กลายเป็นความไม่รู้

คนใกล้ตัวกลายเป็นคนไม่รู้จัก

คนรักกลายเป็นคนน่ารังเกียจ

ไม่มีมิตร หรือแม้แต่ศัตรู

ความอ่อนแอหน๋อ

ฉันคงไม่อาจสลัดได้ ด้วยความเคยชิน"



ในวันที่เหงา

ขอน้อมรับความโดดเดี่ยวเข้าสู่จิตใจ

ในวันที่อ่อนล้า

ขอน้อมรับความเหน็ดเหนื่อยเข้าสู่จิตใจ

แต่หากวันใดจิตใจมืดมิด

ขอดวงตา(ใจ)นี้ยังมองเห็นแสงสว่าง




-หน้ากลม-
กับวันที่...
รู้ว่าเหงา..
รู้ว่าคิดถึง..
รู้ว่าไปไม่ถึง..
และรู้ว่าไม่เคยโดดเดี่ยว..
และรู้สุดท้าย.. ไม่ชิน