เรื่องเล่า.. จากโปสการ์ด
เราเริ่มรู้จักโปสการ์ด (postcard) กันตั้งแต่เมื่อไหร่?
(น่านไง พอตั้งคำถามปุ๊ปก็ต้องถามอากู๋ปั๊ปเลย - ถามยากไปนะ)
อากู๋บอกว่า โปสการ์ด เกิดเมื่อ ค.ศ.1869 ที่ประเทศออสเตรเลีย
(โอ่ววว คุณโปสการ์ดเป็นชาวออสเตรเลียซะด้วย)
ส่วนลูกหลานโปสการ์ดเข้ามาให้พี่สยามได้รู้จักก็ สมัยรัชกาลที่ 5 โน่นล่ะ
(ว่าาแล้วว)
แล้ว..ฉันเริ่มเขียนและส่ง โปสการ์ดตั้งแต่เมื่อไหร่??
ถ้าเขียนโปสการ์ดนี่ ฉันเองก็เขียนและรู้จักมานานมากแล้ว
แต่ไอ้ส่งนี่ เพิ่งจะเคยส่งจริงๆ ก็เมื่อ มหา'ลัย ปี4
ครั้งแรกที่ส่งนั้น เพราะฉันได้ไปเที่ยวภูกระดึงกับเพื่อน
"ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันคือผู้พิชิตภูกระดึง"
ฉันยังเป็นนักศึกษา ยังไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อบรรดาพวกของฝาก ฝากใครหลายๆคน
แม้แต่เสื้อที่ภูกระดึง ยังคิดแล้วคิดอีกว่าจะซื้อดีหรือเปล่า
(และก็ไม่ได้ซื้อมา)
ร้านเสื้อ.. ถัดมาก็มีร้านเขียนโปสการ์ด
ฉันเดินดูโปสการ์ดในร้าน.. และเลือกมาน่าจะ 4 ใบ
ครั้งนั้นที่ไป ฉันยังไม่มีกล้องโปรฯทุกวันนี้
ฉันพบไปแค่กล้องดิจิตอล ธรรมดาๆ แค่พอถ่ายรูปได้
การหยิบโปสการ์ดขึ้นมาเขียน
นำมาประกอบคำบรรยายของฉัน
ภาพความทรงจำมันเด่นชัดมากกว่าไดอะรี่ที่ฉันเขียนบนนั้นอีก
ฉันบรรจงเขียนบรรยายความเหนื่อยล้าให้ตัวเอง
เขียนความสุข ที่พิชิตภูกระดึงได้ เขียนให้ตัวเอง 1 ใบ
ฉันเขียนขอบคุณเพื่อนฉัน 1 คน
ที่มอบทริปสุดพิเศษนี้ให้ พร้อมการดูแลเอาใจใส่
ฉันเขียน... ถึงที่บ้าน... 1 ใบ
ฉันเขียนไปได้แค่ 3 ใบ
เพราะข้อจำกัดของโปสการ์ด
นั่นคือ.. ถ้าไม่มีที่อยู่ ก็จบ
ฉันมีแค่ที่อยู่ของตัวเอง และก็บังคับเพื่อนให้บอกตอนจะส่งนั่นล่ะ
ก็เลยส่งได้แค่นั้น
อยากจะแนบใบเมเปิลให้นะ.. แต่ทำม่ะได้
(แอบเก็บใส่สมุดไดอะรี่กลับมา)
นั่นคือครั้งแรก กับการเขียนโปสการ์ด
ฉันเคยเจอวิกฤตการส่งโปสการ์ดครั้งหนึ่ง
เมื่อตอนไปแอ่วเหนือกับบริษัท
ครั้งนั้นฉันได้โปสการ์ดมาจากสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี
ซื้อมาไว้.. แต่ยังไม่ได้เขียน (กะมาเขียนที่พัก)
เมื่อเขียนเสร็จและถึงเวลาที่จะส่ง
ปรากฎว่า ฉันเพิ่งจะระลึกได้ว่า ตัวเองยังไม่มีแสตมป์
"แล้วจะส่งได้ไงฟร่ะ"
คืนนั้นฉันไปเดินถนนคนเดิน .. เดินตามหาร้านขายของ
สักร้านที่จะมีแสตมป์ให้ฉัน
ฉันหาไม่เจอ... จนก่อนกลับ
พี่ที่ทำงานจึงบอกให้ลองไปดูที่เซเว่น
และฉันก็ได้มา 1 ชุด.. (น่าจะ 10 ใบ)
ช่างเป็นความโชคดี ที่ฉันมีแสตมป์ติดโปรการ์ดแล้ว
(ปัจจุบันแสตมป์ชุดนั้น อยู่ติดกระเป๋ากล้องตลอด พร้อมใช้)
แต่...
ความโชคร้ายครั้งที่ 2 ก็มีอีกจนได้
ฉันมีโปสการ์ด
ฉันมีที่อยู่
(ตอนนั้นได้ส่งให้แค่ที่บ้านกับตัวเอง เพราะไม่มีที่อยู่ใครเลย)
แต่.. ฉันไม่มีตู้ไปรษณีย์
ฉันเดินหาตู้ไม่เจอ
ไปเจอ 1 ตู้ที่พืชสวนโลก..
แต่..มันดันเป็นตู้ปลอม ส่งไม่ได้อีก
ขึ้นรถทัวร์เตรียมกลับ
ก็ยังหาตู้ไม่เจอ
ตัดสินใจกะว่าจะฝากไกด์ทัวร์ ที่เป็นคนพื้นที่ส่งให้ก็ได้
แต่.. โชคร้ายยังไม่หมด
พี่เขาลงจากรถไปตอนไหนก็ไม่รู้
ซึ่งตอนนั้นรถก็แล่นออกจากเชียงใหม่ และมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯแล้ว
ฉันนั้งนอยด์มาตลอดการเดินทาง
เพราะอยากจะส่งโปสการ์ด
ณ จังหวัดที่มาเยียน
TOT ...
อารมณ์นั้นคงรามไปถึงพี่ๆที่ทำงานที่อยู่ด้วยกัน
เขาทั้งนั่งปลอบ และช่วยแก้ปัญหา..
แต่ปัญหา.. ก็ไม่เจอทางออก
จน.. เวลาเลยไปประมาณบ่ายๆ
รถทัวร์ค่อยๆเคลื่อนตัวช้าลงๆๆๆ
เทียบข้างทางแวะ จ.ลำปาง เพื่อให้ผู้โดยสารแวะซื้อของฝาก
โอ่ววว ช่วงเป็นความโชคดีอะไรอย่างนี้
ฉันรีบลงจากรถ เพื่อตามหาร้านโปสการ์ดอีกครั้ง
ซึ่ง... ฉันหาไม่เจออออออ T^T
จนถอดใจไปแล้ว..
จวนจะถึงเวลากลับ..
ฉันก็เจอร้านโปสการ์ดที่เปิดจนได้ (จะหายากไปไหน)
ฉันไม่กล้าฝากส่งเฉยๆ
ก็เลยซื้อโปสการ์ดเขามา 1 ใบ
พร้อมมอบโปสการ์ดคืนให้ 3 ใบ
ใบที่เขียนมานานแล้วกว่า 1 วัน
ติดแสตมป์ มีข้อความ มีที่อยู่ พร้อมส่ง
โอ่ยยย นอนหลับแล้ว
สุดท้ายฉันก็ส่งโปสการ์ดเจ้าปัญหานั้นจนได้
อย่างน้อยมันก็ถูกส่งที่จังหวัดในภาคเหนือล่ะนะ
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ถ้าคิดจะส่งโปสการ์ด
สิ่งที่ต้องเตรียมและมี คือ
โปสการ์ด
ที่อยู่
แสตมป์
ตู้ไปรณีย์
อย่าพลาดเชียว ไม่งั้นน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า
....
น่าจะทำโปสการ์ดเป็นของตัวเองบ้างนะ
แต่..
สิ่งที่สำคัญจริงๆในการเขียนโปสการ์ด
ไม่ใช่โปสการ์ด
ไม่ใช่ที่อยู่
ไม่ใช่แสตมป์
ไม่ใช่ตู้ไปรษณีย์
เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นแค่สื่อเท่านั้น
สิ่งที่สำคัญ
คือ.. ข้อความที่บรรจงเขียนใ่ส่โปสการ์ด
ถึง.. คนสำคัญ
จาก.. คน(ไม่)สำคัญ
-หน้ากลม-