HOME

HOME
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮาฮา กะ สาระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮาฮา กะ สาระ แสดงบทความทั้งหมด

13 ก.ย. 2557

หายไป



ในวันที่คลื่นลมแรง.. ลมพัดโหมกระหน่ำ

ฉันและเธอยืนอยู่เคียงข้างกัน

จนเมื่อ..

หมวกสีครีมใบโปรดของเธอถูกลมพัดปริวไป

โดยที่เธอไม่ต้องร้องขอ

ฉันรีบวิ่งตามหมวกใบนั้นไป

วิ่ง.. วิ่ง.. วิ่ง..

วิ่งจนขาสองข้างเริ่มล้า 

ลมก็ยังไม่หยุด หมวกยังคงลอยละลิ่ว

และฉันยังคงวิ่งไล่ตาม

..ฟิ้วววว!!!!

จนเมื่อคลื่นลมหายไป

หมวกสีครีมตกลงมา

ฉันรีบก้มไปหยิบ

เพื่อนำหมวกสีครีมไปคืนให้เธอ

แต่...

เมื่อฉันหันกลับไป

ฉันกลับไม่พบเธอ

เธอไม่ได้รอคอยฉันอยู่ตรงนั้น

เธอหายไป






5 มี.ค. 2557

เรื่องของ "รั่ว"

เรื่องของ "รั่ว"

รั่วคืออะไร?
รั่วคือใคร?
มันมีตาป่าว?
มีขนไหม?
ตัวนุ่มนิ่มรึป่าว?

ไม่ๆ
"รั่ว" ไม่ใช่คน ไม่ใช่สิ่งของ สัตว์เลี้ยงก็ไม่ใช่
"รั่ว" เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ

ไม่ต้องคิดไปไกลออกนอกโลกจนถึงต่างดาวแล้วไปถามหากับเอเรี่ยน (... .. .)
เพราะ "รั่ว" อยู่ใกล้ๆ ในใจทุกคน (โอ่วววว)


มาเริ่มเรื่องของ "รั่ว" ...

เมื่อถึงจุดๆนึง ซึ่งเกินขีดความเครียด ความเหนื่อยล้า ความอัดอัด โดยเฉพาะจากภายในจิตใจ จนมาถึงจุดๆหนึ่ง จุดหนึ่งของภาวะจิตใจที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "รั่ว"

ภาวะ "รั่ว" คืออะไร?
รั่ว คล้ายๆกับภาวะอารมณ์ที่ร่าเริ่ง สนุกสนาน แต่เลื่อนลอย หรืออาจจะอธิบายให้ง่ายกว่าด้วยคำๆเดียว คือ "บ้า"

"รั่ว" กับ "บ้า" นั้นแทบจะเหมือนกัน ต่างกันแค่
"รั่ว" พอมีสติ สัมปชัญญะครบ ระยะเวลาที่ตกอยู่ในภาวะนี้สั้นไม่ถึง 5 นาที
แต่ "บ้า" นั้น สติไม่มี ปัญญาไม่เกิด และเป็นอยู่นานแสนนาน อาจไม่หาย บ้าไปจนวันสุดท้ายของลมหายใจ T-T

นั่นคือความเหมือนในความต่าง หรือจะเป็นความต่างในความเหมือน (อ่าววว ต่างกันไหมนิ?)

หรือ
สองภาวะนี้เชื่อมโยงกันอยู่

รั่วจะไม่เกิด หากไม่มีความเครียดสะสม
บ้าจะไม่เป็น หากไม่เครียด ไม่ทุกข์ระทม ไม่อยากลืม ไม่... ที่พร้อมทำให้สติหลุดลอย

จริงๆ "รั่ว" อาจเป็นภาวะเริ่มต้นบ้าระยะที่ 1
คล้ายๆโรคมะเร็งที่มีหลายๆระยะ

"หมอวินิจฉัยว่าคุณเป็นบ้าในระยะเริ่มต้นอยู่ครับ ซึ่งบ้านี้จะมีอยู่ด้วยกัน 108 ระยะ นั่นหมายถึงถ้าคุณตกอยู่ในภาวะรั่วๆๆๆๆ จนครบร้อยแปดระยะ คุณต้องทำใจว่าคุณจะเป็นบ้าระยะสุดท้ายและถาวร" (โพ่นนนน)

แต่รั่วก็ยังมี "ข้อดี" อยู่อย่าง
คือหลังจากรั่ว เราจะหายเครียด และไม่พร้อมจะรั่วอีกพักใหญ่ๆ

ชีวิตนึงเรา(อาจ)จะไม่ต้องรั่วบ่อย จนบ้าสติแตก

และ "รั่ว"
ยังเรียกรอยยิ้มให้หน้าอมทุกข์ของผู้รั่วเอง และคนรอบข้าง

เพราะเวลา "รั่ว" เราจะเผลอทำอะไรเด๋อๆด๋าๆ บ้าๆบอๆ บ๊อบอร้อง "ม่ออออ!!"
(ศัพย์เด็กวัยสองขวบ : บ๊อบอ แปลว่า วัว)

จนอดที่จะขำกับสิ่งที่ตัวเองแสดงออกไปไม่ได้
คนข้างๆก็จะฮาาาา หัวเรอะได้อย่างเอร็ดอร่อยกว่าก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำตกซะอีก (ชักหิวขึ้นมาในบัดดล)

นั่นหมายความว่า "ยิ้ม" รักษา "รั่ว" ^__^

ถ้าไม่อยากบ้า ก็อย่าให้รั่วบ่อยๆ
ไม่อยากให้รั่วบ่อยๆ ก็เครียดให้น้อยลง
..
มองโลกกลมกลมให้กวัางขึ้น
กว้างขึ้นอีกเท่าตัว

ไม่มีใครให้ยิ้มด้วย ก็มองกระจกแล้วยิ้มให้กับตัวเอง
...

"กล๊มมมม กลม!"


-หน้ากลม-
กับวันรั่วๆ



22 ก.พ. 2557

แล้วเจอกันใหม่



"ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตร่วมขัน

ทำกรรมร่วมกัน เดี๋ยวได้เจอกันเอง"


เพิ่มเติมเสริมแต่งนิดหน่อย เพื่อให้ปัจจัยครบครัน สำหรับหัวข้อ "แล้วเจอกันใหม่"


เมื่อยังเด็ก ครั้งที่ได้รู้จักและกลัว "การพลัดพราก"

ไปทำบุญที่วัด กราบพระ ขอพร สิ่งที่ขอมีไม่มาก แต่หนึ่งในนั้นคือ

"ไม่ว่าชาติไหนๆขอให้ได้เกิดเป็นลูกของพ่อแม่"

(ถ้าเป็นตอนกลางคืนก็ขอแค่ให้หลับฝันดี)

เมื่อโตพอจะรู้จักกับความรัก

"ไม่ว่าจะชาติไหนๆขอให้เราได้พบกัน เป็นคู่กันทุกชาติไป" (น่านนน)

ปัจจุบัน ไม่มีคำอธิษฐานใดๆเกี่ยวกับเรื่องเถือกนี้ซะแล้ว

ขอแค่

"ให้ทุกคนที่ลูกรักมีความสุข"

"ขอความสงบมาสู่จิตใจของข้าพเจ้า"

สาธุ!!!


...

คนรอบๆตัวเราที่เรารู้จัก หรืออาจจะเคยพบเจอ

เดินผ่าน สนทนา สับตา ชอบพอ รักเลย

คือคนที่เราเคยทำบุญด้วยกันรึป่าว หรือทำกรรมร่วมกัน

กับคนที่เดินผ่านไปมา

อาจจะเคยถวายกฐินใหญ่ร่วมกัน

กับยุงที่บินมากัด ดูดเลือด

ชาติที่แล้วเราเคยกัด เคยกินเลือดเขามาใช่ไหม

ถ้าตบ "เปี๊ยะ!" ไป เขาคงจะตามมาตบในภายหลัง และอาจจะแรงกว่า

มดที่เผลอเหยียบตาย

เขาเคยเหยียบเราเมื่อชาติปางก่อนไหมนะ

กับคนที่ทำเราเจ็บช้ำ

เราอาจจะเคยทำเค้าเจ็บมากกว่า



มีคู่กัด ก็ต้องมี คู่รัก

คู่รัก ทำบุญ

คู่กัด ทำบาป

คู่กรรม คือละคร :P

เนื้อคู่กันบางคู่ อยู่ด้วยกันมีแต่ความทุกข์ยาก

แต่ก็ยังอยู่ด้วยกันได้

มีคนบอกว่า "คู่นี่เขาคงเป็นคู่กรรมคู่เวรกัน"

หมายถึงทำบาปร่วมกันมาเยอะ

ถ้าใช้กรรมบาปหมด เขาก็คงจะเจอกับความสุข เจอกรรมดีบ้าง

หรือถ้าเขาทั้งคู่หมดเวรหมดกรรมกันแล้ว กรรมดีก็ไม่เหลือแล้ว

เดี๋ยวเขาก็ต่างคนต่างไปเอง

ไปตามทางของตัวเอง


คู่รักคงไม่ต้องพูดถึง

ไม่รู้ชีวิตจะหอมหวานมากแค่ไหน

ต่อให้ทะเลาะกันแทบตาย เดี๋ยวก็เข้าใจกันเอง


แล้วคนที่รักกัน แต่อยู่ด้วยกันไม่ได้

คือไม่เคยสร้างบุญ หรือบาป ร่วมกันเลยใช่ไหม

แต่ถ้าไม่มีทั้งกรรมดีกรรมชั่ว

แล้วเขาจะมาเจอกัน และรักกันได้ไง

อืมม... เพราะอะไรหนอ

หรือเป็นความโรเรในชาติก่อน

อาจจะอธิษฐานให้ได้เป็นคู่กัน

แต่ภายหลังด้วยอะไรสักอย่างทำให้เลิกเพียรที่จะอธิษฐาน

แบบนั้นรึป่าวนะ


เจอกันแป๊ปๆ

รักกันพอหอมปากหอมคอ

แล้วก็เลิกลากันไป

เหมือนจะใช่

เหมือนจะรัก

แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ ไม่รัก ซะงั้น


น่าจะมีคนทำวิจัยเรื่องนี้บ้างนะ

แต่ก็ยังเป็นศาสตร์ที่วิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่สามารถอธิบายได้

คงต้องใช้ศาสตร์หลายๆศาสตร์มาร่วมกัน

จะเริ่มที่ศาสตร์ไหนดี??



จะเจอกัน หรือไม่ได้เจอกันอีก

ก็ทำบุญกันดีกว่านะ อย่าสร้างบาปต่อกันจะดีกว่า

ถ้าจะส่งผลถึงชาติหน้าจริง

ให้เราเจอกันดีๆ

ให้รักกันคงไม่พอ

ขอให้เราคู่กัน

ได้อยู่ด้วยกันตลอดไป



-หน้ากลม-
กับวันโลกส่วนตัว

19 ก.พ. 2557

วิวัฒนาการ เส้นทางความคิดถึง

ด้วยความคิดถึง

.. ข้าได้แต่แหงนมองดวงจันทร์เป็นหน้าเอ็ง
ฝากสายลมช่วยกระซิบบอกว่าข้าคิดถึงเอ็งมากเพียงใด
เอ็งจะคิดถึงข้าบ้างไหมหนอ?


ด้วยความคิดถึง

.. ลงชื่อ xxxxxxx
จ่าหน้าซองถึงyyyyy ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน
ปิดซอง แปะแสตมป์ ด้วยน้ำธรรมชาติจากปลายลิ้น
ฝากคุณบุรุษไปรษณีย์ช่วงส่งให้ถึงมือ


ด้วยความคิดถึง

.. เพจมาบอกว่าคิดถึง


ด้วยความคิดถึง

.. โทรมาฟังเสียงให้หายคิดถึง ส่งเป็นข้อความให้เธอรู้


ด้วยความคิดถึง

.. รีบกลับบ้านเปิดคอมฯ มาคุย MSN กับเธอ


ด้วยความคิดถึง

.. ทำสไลด์ แปะเพลง ลงหน้า hi5 ให้เธอหน่อย


ด้วยความคิดถึง

.. ส่องเฟสเธอสักนิดนึง "ทำอะไรอยู่นาา?"


ด้วยความคิดถึง

.. วอทแอพไปหาสักหน่อย "กินข้าวหรอยัง?"


ด้วยความคิดถึง

.. Line, Skype, Instragram, Facebook, Twitter, etc. จะติดต่อทางไหนดีละทีนี้


ด้วยความคิด...

.. จึงไม่ถึง เพราะมัวแต่คิด
ทำไมไม่โทรหา?
ทำไมไม่มาหา?

ใกล้ๆ แต่เหมือนไกลๆๆๆโคตรๆ

30 ม.ค. 2557

ทุ่งนาผืนน้อย


ข้าพเจ้าเคยมีผืนนา.. ปัจจุบันไม่มีแล้ว

ข้าพเจ้าเคยไปนา.. ปัจจุบันไม่ไปแล้ว

แต่ความหลงไหล ความทรงจำ ยังอยู่ที่ตรงนี้


ความทรงจำหยุดอยู่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็กแดง(ทำไมต้องแดง?)ยังไม่เข้าโรงเรียน
บ้านข้าพเจ้าทำนา มีนาเป็นสิบๆไร่ 
ตายายทำนา แม่ทำนา ส่วนพ่อนั้นยังทำงานอยู่ญี่ปุ่น
ที่บ้านมีรถตุ๊กๆ แต่จริงๆต้องเรียกว่ารถอีแต๋น รถสี่ล้อที่ทึกและบึกบึน
รถคันนี้เป็นของตา มารู้ในภายหลังว่ารถคันนี้มีชื่อ 
ชื่อว่า "คู่ชีวิต" 
คู่ชีวิตอยู่กับเรามานาน เป็นหนึ่งในครอบครัว ร่วมทุกข์ร่วมยากมาก็หนักหนา ไปนาทำไร่เขาก็พาเราไป พาไปให้ถึงจุดหมายและกลับบ้านอย่างปลอดภัย
เมื่อเด็ก ข้าพเจ้าชอบขึ้นคู่ชีวิต ชอบขึ้นในเวลาที่เขาพาออกไปนา ลมเย็นปะทะหน้า ดอกหญ้าริมข้างทางให้คว้ามาเล่น เล่นเป็นตัวหนอนกระดึบๆ หรือจับมาเล่น แกว่งไกวไปมาเล่นกับลม
ถนนที่ขับผ่านเป็นสีแดง ถนนดินแดง ลึกเข้าไปเริ่มเป็นดินดำ ดินดำๆ จนถึงดินเหนียวที่ท้องทุ่งนา

ข้าพเจ้าเกิดมาไม่ทันได้เล่นกับควาย ขี่หลังควายระหว่างไถนานี้ไม่เคย จำความได้ก็เห็นรถไถซะแล้ว เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ขี่หลังควาย 

มีคนเคยบอกถึงวิธีจะขึ้นหลังควาย ตอนนั้นได้ไปเดินเล่นที่แห่งหนึ่ง(จำไม่ได้) ซึ่งมีรูปปั้นควายขนาดเท่าตัวจริง(มันสูงเกินกว่าจะปีนขึ้นจริงๆ) พี่บอกว่า "ไหนลองพยายามปีนขึ้นขี่หลังให้ได้สิ" ข้าพเจ้าเดินอ้อมรูปปั้นควายหนึ่งรอบ เดินวนดูเพื่อหาจุดว่าจะปีน ถีบขาส่งตัวได้จากจุดไหนได้บ้าง ปรากฎว่า หน้าก็ไม่กล้า ข้างๆก็ไม่ถึง ตรงก้นนี่แล้วใหญ่ แต่เพราะว่าเป็นแค่รูปปั้น ข้าพเจ้าก็เลยเลือกจะจับหาง เหยียบขาหลัง แล้วส่งตัวเองขึ้น ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าข้าพเจ้าขึ้นไปเองด้วยวิธีนี้หรือเปล่า ขึ้นไปด้วยตัวเอง หรือถูกส่งขึ้นไปขี่หลังควาย แต่ วิธีที่ข้าพเจ้าเลือกขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีขึ้นที่ถูกต้องซะด้วยสิ เออแน่ะงงเลย แล้วควายตัวจริงมันไม่ดีดหรือไง? อีกวิธีเขาให้ขึ้นจากด้านหน้า อันนี้งงอีก ขึ้นยังไงล่ะทีนี้ แล้วเขาควายท่านล่ะ ??

กลับมา(ต่อ)ที่ท้องทุ่งนาสมัยยังเด็ก

ข้าพเจ้าเกือบสำลักน้ำตายที่นั่น นาซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ เบื้องล่างผืนน้ำคือพื้นโคลน ข้าพเจ้านอนในเปลที่แม่ผูกไว้ให้นอนเล่นที่กระท่อมอยู่ดีๆ ตู้มมม!!! ข้าพเจ้าโดนน้าชายจับอุ้มมาโยนลงน้ำเฉย ข้าพเจ้าจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากสีของพื้นโคลน เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น และความเค็มจากหยดน้ำตา

คันนา ทำไมคันนาเขาถึงก่อ ทำไมเขาถึงสร้าง ให้คันนาแคบขนาดนี้
ข้าพเจ้าเลยปั่นจักรยานไปเล่นที่นา ด้วยความปราดเปรียว และไม่เคยเกรงกลัวอะไร สิ้นสุดถนนที่สามารถจะปั่นไปได้ต่อ ก็ปั่นมันขึ้นคันนาแคบๆนั่นแหล่ะ ต้องใช้ความกล้า และการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม ปั่นไปได้ไม่เกิน 50 เมตร แอ๊ก!!! ตกลงสู่ผืนนา

อีกหนึ่งความทรงจำที่อบอุ่น
คือเปลยวนน้อยๆที่ผูกไว้ให้ลูกน้อยได้นอน
ข้าพเจ้าไม่มีภาพความทรงจำ หากเพียงแค่หลับตาข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึง ลมที่พัดผ่าน เสียงเชือกที่สีกับเสากระท่อม และความอบอุ่นจากเสียงร้องกล่อมของแม่ "แมวเว้าเอยมากั๊ด...."

ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวไร่ ไร่มันสำปะหรัง เคยปลูก (ปักตาลงอีกต่างหาก) แต่ไม่เคยถอน ทั้งบนไร่ของตัวเองและของคนอื่น

ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวนา หากแต่ไม่เคยหว่าน ดำ เกี่ยว ข้าวบนผืนนาของตัวเอง
แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตสมัยมัธยมต้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดำนา ด้วยกิจกรรมของทางโรงเรียน ดำนาในแปลงนาของโรงเรียน ข้าพเจ้าใส่ชุดพละ กางเกงวอม 
เราถอดรองเท้าถุงเท้าออก เราพับขากางเกงขึ้นเหนือหัวเข่า ไม่มีหมวก ไม่มีถุงมือ หรือรองเท้าบู๊ต
เราใช้สองเท้าเหยียบย้ำลงบนผืนนา ดินในนาเป็นดินเหนียว ดินเหนียวเหลวๆ เก้าเท้าซ้ายที ขวาที หยุบหยับๆอยู่ที่เท้า เราเดินไปเพียงขอบๆท้องนา เพื่อจะไม่เดินไปเบียดหรือเหยียบต้นกล้า เราถอนต้นกล้าจากนาแปลงหนึ่ง แล้วนำไปปลูกอีกแปลงหนึ่ง 
จะปลูกให้ตรงต้องเดินถอยหลังปลูก เราตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน 
กำต้นกล้าไว้มือซ้าย 
มือขวามีหน้าทีใช้หัวแม่มือกดรากต้นกล้าให้จมลงในพื้นดิน จุดละ 3-4 ต้น (ถ้ากดไม่ลึก ต้นกล้าก็จะลอยน้ำ และถ้ากดแรงไป ต้นกล้าก็จะตาย) กด ถอยหลัง กด ถอยหลัง ก้มๆ เกยๆ ก้มๆ เกยๆ
ปวดหลัง ร้อนแดด หน้าถูกเผา หลังถูกเผา
ที่เท้ามีเลือดออก (เจอเศษไม้ทิ่มเท้า)
มือเปื่อย
สุดๆคืออาการปวดเมื่อย
แต่เราไม่หวั่น
ทำต่อไป กัดฟันทำต่อไป

สุดท้าย ผ่านมา...(หลายๆวัน).. เราก็เห็นข้าวแตกรวง


ไปกินข้าวกันเถอะ



















-หน้ากลม-
กับผืนนา

23 ม.ค. 2557

หุงข้าวเผื่อ..นก


ข้าว.. เป็นอาหารหลักของคนไทย
ข้าพเจ้าเป็นคนไทย เพราะฉะนั้นข้าวจึงเป็นอาหารหลักของข้าพเจ้า

..เป็นอาหารหลัก หากแต่ขยันหุงหาอาหารเองพอ

การใช้ชีวิตอยู่หอพักเพียงลำพัง ข้าวหาใช่อาหารหลักไม่ หากแต่เป็นมาม่า ไวไว ยำยำ รสหมูสับ รสต้มยำกุ้ง รสหมูต้มยำ จำพวกน้ำ ส่วนแห้งก็เป็นมาม่าผัดขี้เมาแห้ง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอาหารหลักสำหรับมื้อเย็นของคนโสด ผู้เดียวดาย

ผู้คนสมัยใหม่มักนิยมอาหารจานด่วน ขอแค่ง่ายๆ สบายๆ ท้องอิ่ม ก็พอ ชอบง่ายๆจนลืมถึงสารอาหารที่ควรจะได้รับในแต่ละวัน และข้าพเจ้าเอง วันในแต่ละวันโดยส่วนใหญ่ก็มีชีวิตแบบคนสมัยนี้ไม่ต่าง

อาจจะเหมารวมมากเกินไปหน่อยที่จะใช้คำจำกัดกลุ่มคนด้วยพฤติกรรมการกิน รวมเป็นคนสมัยใหม่ เพราะคนสมัยใหม่บางกลุ่มก็รักสุขภาพกันมากขึ้น หันมาทานข้าวก้อง กินผัก กินเจ กินทุกอย่างที่บ่งบอกสรรพคุณว่าดูแลผิวพรรณ หน้าตา มีสารพวกอนุมูลอิสระเยอะ ย่อยง่าย ดีต่อสุขภาพ ป้องกันโรคโน่นนี่นั่น ฯลฯ ทุกวันนี้ก็มีคนกลุ่มนี้เยอะขึ้นๆ

งั้นขอให้คำจำกัดความสำหรับคนที่กินมาม่าเป็นอาหารหลักใหม่ว่า คนสมัยใหม่ผู้หกระเหเร่ร่อนอยู่หอพักเดียวดายและนิยมเส้น

ถึงแม้จะกินมาม่าหรือไม่กินเป็นส่วนใหญ่ วันบางวันที่รู้สึกอยากกินข้าว รู้สึกเหมือนร่างกายอยากได้รับสารอาหาร ขอข้าวสักคำเพื่อเพิ่มพลัง ข้าพเจ้าก็จะลุกขึ้นมาหุงข้าว ทอดไข่ ละลายน้ำพริก กินเองบ้าง หุงข้าวสำหรับสองมื้อหนึ่งท้องอิ่ม เพราะถ้าจะหุงเพียงแค่น้อยนิดข้าพเจ้าเลือกที่จะไม่หุงมากกว่า รู้สึกเสียดายไฟที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน (แต่ไม่เคยนึกถึงเวลาชาร์ตโทรศัพท์หรือแล็บทอป) ทุกครั้งที่หุงก็เลยหุงไปเผื่อไว้กินสองเวลา

ไม่แปลกที่จะหุงข้าวเยอะหน่อย แต่แปลกที่ว่า หุงข้าวทีไร มื้อที่สองไม่เคยจะได้กินสักที
ที่ไม่ได้กินนี่ไม่ใช่ว่าบูดเสียหรืออย่างไร เพียงแต่ไม่ออกไปกินข้าวข้างนอก ก็เป็นต้องมีธุระประจำ ข้าวอีกครึ่งที่เหลือจึงไม่ค่อยจะได้ลงสู่กระเพาะของข้าพเจ้าเท่าไหร่

แล้วเอาไปไหน ทิ้ง?
ไม่ ข้าพเจ้าไม่เคยทิ้งข้าวลงถังขยะ หมายถึง ถ้าข้าพเจ้ารู้ว่าข้าวที่เหลือยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง อยู่บ้านที่โคราช ถ้าเหลือก็จะเอาให้หมากิน หรือถ้าเหลือแบบสะอาดไร้อาหารเจือปน ก็จะตากแห้งให้นกกาได้มาจิกกิน หรือตากไว้ เอามาทำข้าวทอดกินต่อ ซึ่งนั่นก็อร่อยพอตัว ข้าพเจ้าชอบกินมาตั้งแต่เด็ก หากแต่โตแล้วหากินยาก คือไม่มีคนทอดให้กิน
มาอยู่นี่ อยู่หอพัก ข้าพเจ้าไม่ทิ้งข้าวลงถังขยะให้เสียเปล่า ข้าพเจ้าเห็นนก ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนกทุกๆเช้า นกเหล่านี้มาร้องส่งเสียงอรุณสวัสดิ์ข้าพเจ้าเสมอๆ ข้างนอกระเบียงมีนก และที่นั่น ข้าพเจ้าน่าจะตอบแทบการทักทาย ด้วยข้าวสักหน่อย ข้าพเจ้าเอาข้าวที่เหลือในหม้อไปตากไว้ที่ระเบียง เจ้านกต่างก็มาจิกกิน มากันเป็นกลุ่ม มาเป็นเดี่ยวๆก็มี นานๆทีมาครั้ง แต่ไม่ว่าจะนานยังไง ข้าวที่ตากไว้สักวันก็จะหมดไป หมดแบบไม่เคยเหลือซากให้เห็นเลยว่าเคยมีข้าวอยู่ตรงนั้น

ตอนนี้ที่ระเบียง ก็เลยเป็นที่ตากข้าวให้นกกิน

แบ่งๆกันกินไป

เจ้าจะได้มาหาฉันบ่อยๆ



-หน้ากลม-
กับวันที่หิวข้าว(มากๆ)

20 ม.ค. 2557

ชายขอบ กกน.


ชายขอบมันเริ่มต้นจากเครื่องแบบการแต่งกายในการทำงาน..

บริษัทที่ข้าพเจ้าอยู่มีฟอร์มการแต่งการที่ค่อนข้างจะง่ายๆ เรียบๆแบบโปโลๆ โปโลนี่ไม่ได้หมายถึง "POLO" ที่เป็นยี่ห้อเสื้อผ้าราคาแพง แต่เป็นโปโลที่เป็นเสื้อคอปก แขนสั้น สีน้ำเงินเข้ม ปักโลโก้บริษัทที่หน้ากระเป๋าอกข้างซ้าย ตรงหัวใจพอดิบพอดี หรือเขามีนัยบอกให้พนักงานรักบริษัทก็อาจจะเป็นได้

ส่วนบนมีเสื้อฟอร์มเป็นเสื้อแขนสั้นคอปกสวมใส่ ส่วนล่างจึงไม่พ้นกางเกงขายาวสีเข้ม ดำ กรม น้ำเงินเข้ม หรืออาจจะเป็นแดงเข้มก็คงจะไม่ผิด เพราะแดงเข้มก็เข้มเหมือนกัน สุภาพไหม? แล้วมันไม่สุภาพตรงไหน ก็กางเกงยังเป็นกางเกงขายาวๆ แต่.. ถ้าคุณกล้า ก็ใส่มา ถ้าฝ่ายบุคคลเรียกหา ก็ฝากถามเขาด้วยว่า "ผมผิดกฎตรงไหน?" ถัดลงมาจากกางเกงก็ส่วนของรองเท้า รองเท้าที่ใส่ควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น ผ้าใบหรือหนัง หรือแฟชั่น ก็ว่าไป แต่ของข้าพเจ้าเองนี่เพื่อความปลอดภัยจัดเลยรองเท้าเซฟตี้เสริมหัวเหล็ก หนักข้างละ 0.5 kg รวมสองข้างก็ 1 kg ในการเดินทำงานจึงกลายเป็นการออกกำลังกายของข้าพเจ้าไปได้ในตัว เพราะต้องลากรองเท้าหนักตั้งหนึ่งกิโลกรัมเดินไปเดินมาให้ขากระชับ หรือว่ามันจะบวมเป็นกล้ามนี่ก็ไม่แน่ หากการทำงาน 8 ชม. ข้าพเจ้าเดินไปเดินมา เดินมาเดินไปสัก 3 ชม.ก็พอ พอดีให้ดูดีมีกล้ามเป็นมัดๆ

ชุดฟอร์มของข้าพเจ้าจบอยู่แค่นี้ มีแค่นี้จริงๆ ทำงานอยู่ 6 วัน ก็ใส่มันอยู่แบบนี้

มาถึงการทำงาน ช่วงนี้งานที่โรงงานค่อนข้างจะยุ่ง ต้องทำโน่นทำนี่นั่นอยู่เยอะเหมือนกัน ไม่ว่าแผนกไหนๆ เพราะงานจะเป็นกระบวนการต่อๆกันมา คนน้อย ไม่พอกับงานที่จัดว่าเยอะ ข้าพเจ้าจึงต้องร่วมด้วยช่วยกัน ลงมือช่วยเขาทำบ้าง ตอนแรกก็แค่ทำนิดๆ เสนอตัวหน่อยๆ ตอนนี้เลยกลายมาเป็นงานประจำ ประจำจนกว่าชิ้นงานที่ลูกค้าสั่งจะครบ ตอนนี้ก็ผ่านมาได้ครึ่งทาง อีกแค่อาทิตย์หน้าส่วนที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ก็จะหมดไป

ข้าพเจ้าทำอะไร?
ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าแผนกผลิตวัตถุดิบยางสำหรับการผลิตสินค้าทั้งหมด ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้า แต่ไม่มีคนเตรียมงาน เตรียมยางสำหรับจะให้ขึ้นรูปส่งให้แผนกต่อไป ข้าพเจ้าก็เลยเสนอตัวช่วยเตรียมในส่วนนี้
วันหนึ่ง เผอิญว่าใส่กางเกงหลวมไปหน่อย และไม่ได้รัดเข็มขัดมา มันจึงค่อนข้างที่จะยากในการนั่งยองๆแล้วจะไม่ทำให้เห็นกางเกงชั้นในโผล่ชายขอบออกมาให้โลกได้เห็น ข้าพเจ้านั่งๆลุกๆ ก้มๆเงยๆ เอาเสื้อซับในก็แล้ว ก็ยังต้องระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา หากโรงงานมีแต่ผู้หญิงข้าพเจ้าคงจะไม่อะไร แต่นี่ไม่ใช่ คนที่เตือนข้าพเจ้าคนแรกให้ระวังเรื่องกางเกงนั้นก็คือผู้ชาย
"อย่าหาว่าพี่ทะลึ่งนะ นั่งระวังๆข้างหลังหน่อย"
ข้าพเจ้าไม่เห็นเป็นความทะลึ่งแต่อย่างไร ตอบกลับไปว่า
"ขอบคุณค่ะ" แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานต่ออย่างระวังมากกว่าเดิม
พอลูกน้องเดินมาก็ถามว่า "เนี่ยทำไมไม่บอกว่าโชว์กกน.ในโรงงาน"
ลูกน้องตอบกลับมาว่า "ก็กลัวจะหาว่าทะลึ่ง"
นั่นไง มีคนคิดแบบนี้อยู่จริงๆ

หากจะว่าเขาไม่บอกก็ไม่ถูก ไปว่าคนที่บอกก็ยิ่งผิด แต่คนเรานี้ไม่เหมือนกัน ผู้หญิงเราคิดไม่เหมือนกัน บางคนก็เหมือนกับข้าพเจ้า ที่น้อมรับการแจ้งเตือนด้วยความยินดี หากแต่ก็ยังมีอีกหลายๆคน ซึ่งอาจจะมากกว่ากลุ่มคนที่คิดเหมือนข้าพเจ้า ที่คิดว่าคำเตือนนี้คือความทะลึ่ง ประมาณว่าถ้าไม่มองก็ไม่เห็น ไม่พูดออกมา ยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเข้าไปอีก จึงไม่แปลกที่ผู้ชายที่เห็นเลือกที่จะไม่เตือน เพียงแค่หลบสายตาทำเป็นไม่เห็นไป (หรืออาจจะนั่งจ้องอ่านกินมันอยู่อย่างนั้น)

เมื่อพูดถึงความจริง สิ่งที่เห็นก็คือเห็น ที่รู้สึกก็คือรู้สึก
เห็นไปแล้วจะแกล้งมองไม่เห็นก็ได้ หลอกใครๆได้ แต่หลอกตัวเองไม่พ้น จะไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ ถ้าเห็นชายขอบ กกน. ของผู้หญิงแล้วไม่เตือนเขา..

อยากบอกจริงๆว่าเตือนเหอะ อย่าน้อยๆชายขอบ กกน. จะได้ไม่เพ่นพ่านออกสู่สายตาโลก แค่สายตาเราก็พอ ยอมให้เขาโกรธสักนิด ถ้าเขาอยากจะโกรธ ยอมทะลึ่งก็ได้เพื่อสันติสุขของโลก


วันนี้เห็นชายขอบ กกน.
วันไหนเห็นร่องตูด ค่อยเอาเงินเหรียญไปหยอด


-หน้ากลม-
กับวันชายขอบๆ

14 ม.ค. 2557

เฉื่อย


หากตอนนี้คุยอยู่กับนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ก็จะบอกว่า "เฉื่อย" คือแก๊สที่ปรากฎอยู่ในหมู่ VIII ของตารางธาตุ (อันนี้ตอบฮ้วนๆ แบบย่อแล้วย่ออีกสำหรับคำตอบที่จะได้มาจริงๆจากปากนักวิทย์ฯที่คงตอบได้ยืดยาวหลายหน้ากระดาษA4)

แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไปอย่างเราๆ คงนึกถึงได้แค่ความเอื่อย เฉื่อย แฉะ อืด อาด ยืด ยาด ..โย้ว เย้ว (อันนี้ไม่เกี่ยวล่ะ) อันนี้แบบนามธรรม ถ้าเป็นรูปธรรมก็คงจะเป็นไม่เจ้าเต่าที่คลานอืดอาด หรือแทบไม่ขยับ กับหนอนตัวเล็กๆที่กระดึบแล้วกระดึบอีก ก็ไปได้ไม่ไกล แต่หากวันไหนที่หนอนมัน กระดึบๆๆๆๆแบบถี่ๆ ก็ไปไกลได้อยู่เหมือนกันนะ

เฉื่อยไม่ใช่ขี้ ที่ชอบเกียจและคร้าน และไม่ใช่ตัวอะไรที่มีขน หรือมีกระดองเป็น ต.เต่าหลังตุม เฉื่อยไม่สามารถบอกรูปร่างหน้าตาได้ เพราะเฉื่อยมีหน้าตาได้ทุกแบบ อาจจะบังเอิญไปเหมือนยายที่อยู่ที่บ้านก็ไม่แน่  เฉื่อยอาจไม่ได้วัดกันที่รูปร่างหน้าตา จะหล่อสวย ขี้ริ้วขี้เหร่ มีขนไม่มีขน มีเกล็ดไม่มีเกล็ด ก็เฉื่อยได้ด้วยกันทั้งนั้น แค่ว่า ท่าทางมันใช่ มันก็เฉื่อยเหมือนๆกัน 

ความเชื่องช้านั่นแหล่ะเฉื่อย อย่าถามกลับนะว่าเชื่องช้าเป็นยังไง เอาเป็นว่าถ้าคุณอ่านหนังสือออก ก็เชื่อได้ว่าคุณคงเข้าใจคำสองคำนี้แล้วอย่างถ่องแท้

ความประณีต เชื่องช้า เฉื่อย เอื่อย อืดอาด จริงๆความหมายไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแค่ว่าจะใช้คำไหนเท่านั้น คำที่ดูดีอย่างประณีต คำที่ทรมานใจคนฟังอย่างอืดอาดยืดยาด มันก็เฉื่อยเหมือนกันแหล่ะน่า

ค่อยๆเดิน ไปอย่างช้าๆ เพราะไม่รีบ ก็ถูกกล่าวหาว่าอืดอาดยืดยาด
ทำงานอย่างประณีต ทำให้เสร็จช้ากว่าคนอื่น ก็ถูกกล่าวหาว่าเฉื่อย
นั่นแหล่ะคือสิ่งที่ข้าพเจ้าเจอมา
ถ้าจะมอบฉายาว่า "เฉื่อย" ให้ข้าพเจ้าก็จะไม่ว่าอะไร
ขอน้อมรับ เพราะไม่รู้ว่าจะรีบร้อนไปไหน

ถ้าขับรถช้าก็จะหาว่าเฉื่อยเป็นเต่าคลานอีกรึป่าว?
ปีใหม่ที่ผ่านมาข้าพเจ้ากำลังหัดตัวเองให้ทำตัวเป็นคนเฉื่อย เฉื่อยอืดอาดในการขับรถยนต์ บอกว่าหัดคงจะไม่ถูกสักเท่าไหร่ เรียกว่าบังคับตัวเองใกล้เคียงมากกว่า ปกติข้าพเจ้าก็ไม่ใช่คนขับรถเร็วมาก ไม่เร็วมากในระดับตีนผี แต่ก็ไม่ช้าในระดับคุณทวดขับ แต่ถ้าเทียบในระดับของคนปกติทั่วไปก็ค่อนข้างจะเร็วในระดับเริ่มต้น เริ่มต้นที่ 90-110km/hr ในระยะขับขี่ไม่เกิน 20km และในระยะทางไกลไปกว่านี้ ก็จะอยู่ประมาณ 110-140km/hr และโดยเฉพาะเส้นทางที่ว่าง ไร้รถ และไร้ซึ่งตำรวจตรวจจับ ความเร็วก็จะเร็วอยู่ปลายๆมากหน่อย เร็วที่ไหน ก็แค่นับคันที่แซงหน้าเราได้ง่ายกว่าคันที่เราแซงมาเท่านั้นเอง

ผลของการบังคับตัวเองมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น และให้ได้คิด 
ที่รับไม่ได้คือเจอรถจ่อตูด หมายถึงตูดรถนะ ก็อยากให้พี่เขาดูเลนข้างๆบ้าง ว่ารถสิบล้อมันอยู่ข้างๆ รอก่อนได้ไหม เดี๋ยวหลบให้ อีกแค่ไม่กี่วินาที อย่าเอาไฟมาส่องตา เพราะไม่งั้นเมื่อคุณพี่ขับแซงไปได้แล้ว อาจจะมีรถคันที่คุณพี่แซงเมื่อกี่นี้ขับจ่อตูดและส่องไฟสูงใส่ตาคุณพี่ (อันนี้นิสัยเสียล่ะ) 

แต่สิ่งที่ดีกว่าจากการทำตัวเฉื่อยในการขับขี่มันมีอะไรมากกว่านั้นมาก การได้มองสิ่งรอบข้างบ้าง ก็มอบความสงบให้อยู่พอตัว ต้นไม้ บ้านเรือน ที่ค่อนๆเคลื่อนไปข้างหลัง นกที่บินผ่านหน้ารถไป ผู้คน ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบข้าง มันมีอะไรให้ชื่นชมอยู่มาก (ไม่ได้ชมจนลืมว่าขับรถอยู่เป็นพอ) การต้องเดินทางไกล เพียงลำพัง(ไม่นับตุ๊กตาหมาเต็มรถ) นอกจากเสียงเพลงที่จะช่วยกำจัดความเงียบ ก็มีสิ่งรอบข้างนี่แหล่ะที่จะช่วยขจัดความเหงา

ถ้าต้องใช้เวลาอยู่บนรถนานกว่า 8 ชั่วโมงครึ่ง
ก็ขอใช้เวลานี้ที่เคยเบื่อหน่าย มาทำให้เป็นเวลาเรียนรู้โลกกว้างดีกว่า


ถ้าไม่รีบไปไหน ก็อยากให้ลองมา "เฉื่อย" กันดูนะ
ช้าๆได้พร้าเล่มงาม


ช้าาาา "เฉื่อย" อย่างงดงาม :P

- หน้ากลม -
กับวันเฉื่อยๆ

19 ธ.ค. 2556

ฟิวฯ ฟิวฯ

21:21 น.
ว่าจะนอนอยู่แล้วเชียว

คืนนี้ก็ยังเป็นคืนที่เหน็บหนาว ที่จริงก็ไม่ได้จะหนาวขนาดนั้น
หากเป็นเพราะ 4 วันก่อนหน้านี้ ยังบ่นอยู่เลยว่าอากาศร้อน "ร้อนในเดือนธันวาฤดูหนาว"
เพราะจากร้อนๆ วันดีคืนดีลมมรสุมเข้าพัดมาจากจีน ปรากฏวันนี้อากาศเปลี่ยนฉับพลันหลังจากฝนกระหน่ำเทในคืนวันจันทร์ เช้ามา น้ำเย็น อากาศหนาว จึงกลายเป็น เหน็บ และหนาว ไปเลย

คืนนี้ยังคงนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มสีฟ้าลายโดเรม่อนผืนโปรด ผ้าห่มผืนนี้อยู่ร่วมชะตากรรมด้วยกันมาก็นานจนเรียกได้ว่าคุ้มคุ้ม ซื้อมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแรกๆ ที่งานย่าโม โคราชบ้านเอ๋ง ผ่านมาจนตอนนี้ที่ทำงานมาได้เกือบสองปีแล้ว นานแล้วแต่ก็ยังห่มผืมเดิมไม่เปลี่ยน คงเพราะอยู่ด้วยกันมานาน เป็นผ้าที่มีกลิ่นที่คุ้นเคย สีหม่นๆที่คุ้นตา พูดจริงๆแบบอายหน่อยๆว่า ถ้าวันดีคืนดีเอาผ้าห่มไปปั่นซัก ก็ต้องทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

คืนนี้.. ก็ยังคงนอนไม่หลับ แม้ว่าภายในห้องจะเงียบ และมืด(ปิดไฟ) แม้จะมีความล้าจากงาน เพลียด้วยการใช้สมอง แม้จะห่มผ้า กอดบ๊อบบี้ นอนขดตัว แต่สมองยังคงทำงาน มีผลให้เกิดอาการมึนๆ ตาสว่างทั้งๆที่ล้าแทบลืมไม่ขึ้น

ภายใต้ผ้าห่มโดเรม่อน ตอนนี้สมองโลดแล่นไปไกลถึงฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตกันเลยที่เดียว ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่(มาก) ที่ไปบ่อยๆเมื่อนึกถึงของกินสมัยเป็นนักศึกษา มีความทรงจำมากมากที่นั่น เป็นนัองก็แค่มหาวิทยาลัย

Pizza company.. ครั้งหนึ่งหลังจากที่เรียนเสร็จ เย็นวันนั้นเพื่อนๆในแก๊งชวนกันมากินพิซซ่า เรียกแท็กซี่ในมหาวิทยาลัย นั่งอัดกันมาขนาดที่พี่คนขับอยากจะเตะก้นออกจากรถเลยทีเดียว แต่พี่คนขับก็ไม่ได้ทำ มาส่งถึงที่ แต่เชื่อว่าระหว่างเดินทางพี่เขาต้องคิดแน่ๆ ออกหนัาขนาดนั้น
ที่ร้านพิซซ่า เรากินกันอย่างหนักหน่วงมาก โดยกระเพาะของสตรี เชื่อว่าสามารถรับจำนวนพิซซ่าได้2ชิ้นในจำนวนเต็มอัตรา แต่เพราะเป็นสตรีเพศ หากกินเยอะก็กลัวจะอ้วน หรือดูเป็นคนกินจุ ชิ้นเดียวกับสลัดเป็นพอ แต่ถ้าถามถึงแก๊งนี้ หาได้แบ่งเพศชายหรือสตรีไม่ หากกินได้ก็กิน 2 ชิ้น 3 ชิ้นก็กินมาแล้ว กินจนผู้ชายยอมแพ้เลยก็ยังมี ครั้งนี้ก็เช่นกัน พิซซ่า 2 ชิ้น บวกเบรดสติ๊กเกือบครึ่ง น้ำอัดลมอีก ผลออกมาคือ "หน้าเหลือง เดินไม่ไหว กลับเถอะ"

เจียงลูกชิ้นปลา... ร้านนี้จะกินบ่อยมากกับคนที่แอบชอบ(ตอนนั้น) เรียกบ่อยเห็นจะไม่ได้ เพราะนานๆครั้งเราถึงจะเจอกันที ร้านนี้ขายก๋วยเตี๋ยว ไม่รู้ว่าอร่อยหรือยังไง แต่เขาชอบเลือกมานั่งร้านนี้ประจำ หรือเพราะคนน้อย เบื่อความวุ่นวายด้วยนิสัยก็อาจจะใช่ แต่โดยส่วนตัวแล้ว ณ สมัยนั้นไม่ได้เป็นคนชอบกินก๋วยเตี๋ยว เริ่มกิน เริ่มชอบ ก็เพราะเขานั่นแหล่ะ เมนูที่สั่งก็จะเป็นเล็กต้มยำคนละชามและมีลวกจิ้มเป็นกองกลาง ปริมาณไม่พออิ่มแต่ก็พอปะทังท้องไปต่อของหวานได้โดยไม่รูัสึกผิด สีประจำร้านนี้คือสีเขียว ทั้งชามและตะเกียบมีสีเขียว ชาวพลาสติก ช้อน ตะเกียบพลาสติก เพื่อลดต้นทุนเรื่องภาชนะนี่เอง ด้วยความเป็นตะเกียบพลาสติก บวกกับเส้นเล็กก๋วยเตี๋ยว ความลื่นไหลดั่งคนเล่นสเกตน้ำแข็งก็บังเกิดขึ้น การใช้ตะเกียบพลาสติกจำต้องใช้ความชำนาญขั้นสูง หากขั้นไม่สูงก็จะเกิด คีบไม่ขึ้น ถึงขึ้นก็ไถลลงกลับมากองตามเดินในชามเขียว และถ้ามากกว่านั้นอีกคือ กระเด็นใส่เสื้อ และเขาก็โดนประจำ ชุดนักศึกษาสีขาวๆที่ใส่มาเป็นต้องมีรอยเป็นดวงๆ หลายๆดวงอย่างเด่นชัด บ่นๆ แต่ก็กินจนเกลี้ยง
ร้านนี้เคยทำเกือบตายมาหนึ่งหน เพราะเลือกพริกที่ใช้ปรุงมาไม่เผ็ด คนปรุงเลยทะเล่อทะล่าใส่ไปซะเยอะจัดกลัวจะไม่มีรสชาติ แค่ซดน้ำชิมรสเท่านั้น สำลัก พริกลงคอ แสบคอ กินต่อไม่ได้ จบ เราจบกันแค่นี้เจียง จะไม่เข้าไปใช้บริการแกอีก ตราบเท่าที่.. เขาคนนั้นจะไม่ชวนไปกิน

โซนเกมส์... ชั้นบนสุดนี้เป็นจุดมุ่งหมายหลักในการเดินทางมาฟิวฯก็ว่าได้ หลังจากการเรียนอันหนักหน่วง เครียดแล้วเครียดอีก หรือไม่เครียด ก็ต้องมาปลดปล่อยกันที่นี่แหล่ะ
ชู้ดบาส เกมส์นี้คือเกมส์โปรด เป็นการเสียเงินเหรียญสิบบาทที่คุ้มค่า เรียกทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เหงื่อ และกล้ามแขน ความตื่นเต้นในการกระตุ้นตังเองให้รัวชู้ดให้มากที่สุด และเล็งให้ลงเยอะที่สุด ผ่านด่านแรก 100 คะแนน ด่าน2 250 คะแนน ด่าน3 400 คะแนน และด่าน4 เก็บสถิติ ที่ยากที่สุดคือด่านแรก หากไม่แม่นและเร็วจริง และมีคู่หูที่ดีเยี่ยม รู้จังหวะกันและกัน จะผ่านด่านนี้และก้าวต่อไปได้ยังไง


ให้อดีตเป็นความทรงจำที่แสนหวาน
ปัจจุบันเป็นเพื่อนที่เคียงข้าง
อนาคต.. ให้เราเดินไปพร้อมๆกัน


คืนนี้.. ให้หลับฝันดี
ไปพร้อมกับวันวาน



-หน้ากลม-
พรุ่งนี้ฉันจะไปฟิวฯ
by Naakomm's iPhone

23 ก.ย. 2556

ลืม


สิ่งที่เสียใจงั้นหรอ?

คือการลืมจุดมุ่งหมายของตัวเองไปเสียสนิท

ตอนนั้นไม่เสียใจหรอก ไม่เสียดาย หรือรู้สึกว่าเสียอะไรทั้งนั้น

แต่หากเมื่อเวลาผ่านไป แล้วจิตใต้สำนึกที่อยู่ก้นบึ้งมันโผล่ขึ้นมา

เชื่อไหม? นั่นล่ะคือความเสียใจ

ผ่านไปเป็นชั่วโมง วัน สัปดาห์ เดือน หรืออาจถึงปีจนกว่าจะลืม


การลืมจุดมุ่งหมายที่ได้เคยตั้งใจไว้

ไม่แยกว่าเป็นจุดมุ่งหมายแต่เดิมเริ่มแรก หรือที่เปลี่ยนแปลงมาแล้ว ไม่ว่าจะกี่ครั้ง

นั่นก็คือจุดมุ่งหมาย

การลืมจุดมุ่งหมายไป

ก็เหมือนครั้งหนึ่งได้ลืมไปว่าตัวเองมีความหวัง


คนขี้ลืมนั้นมีมากมาย

ลืมโน่น ลืมนี่ ลืมเรื่องราว

แต่

คนเราไม่มีวันลืมหายใจ

นอกจากจะกลั้นหายใจเอง


ลืม

ลืมด้วยตัวเอง

ลืม

ลืมด้วยคนอื่น


ลืมด้วยตัวเอง

ไม่แย่เท่าลืมเพราะคนอื่น

เพราะคนอื่น

ไม่ได้หมายถึงแค่ว่าถูกเขาล่อลวงให้ลืม

แต่หมายรวมถึงเพราะมีเขาเราจึงลืมเอง


เช่น

การลืมตัวตน

ฉันชินกับการอยู่คนเดียว

ฉันชินกับการไปไหนคนเดียว

วันหนึ่ง

ฉันชินกับการอยู่กับเธอ

ฉันชินกับการไปไหนกับเธอ

ทั้งๆที่จุดมุ่งหมายแรกคือการทำอะไรด้วยตัวเอง

กลับการเป็นว่า

ฉันจะไม่ไปไหน ไม่ทำอะไร

ถ้าไม่ใช่กับเธอ


เรื่องราวมันช่างซับซ้อน

ตั้งใจจะไปคนเดียว พอมีเธออยู่ เธอไม่ร่วมเดิน ก็ไม่ไป

หยุดมันอยู่แค่ตรงนั้น

ทั้งๆที่ อยู่คนเดียวอาจไปได้ไกลกว่านี้แท้ๆ


นั่นมันมุมมองของคนโสดอย่างฉันนะ

ถ้ามีใครสักคน แล้วไปได้ไกลกว่า

จงไป

:P




-หน้ากลม-
กับวันที่รู้สึกว่า "ลืม"


ปล. ลืมอะไรก็ลืมไป แต่อย่าลืมหายใจนะ

ปปล. ที่หายไป ไม่ได้หายไปไหน แค่รู้สึกเหนื่อย เบื่อ...  ไม่พร้อมเดินทาง

18 ก.ย. 2556

ภูมิคุ้มกัน


"ภูมิคุ้มกัน"


เชื่อจริงๆ

ว่าสภาวะแวดล้อมจะมีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

การอยู่ใกล้อะไร หรือใครมากๆ ก็มักจะติดนิสัย การแสดงออก มาด้วยบ่อยๆ

ทั้งโดยที่รู้ตัว หรือไม่รู้ตัว

และไม่ว่าจะนิสัยดีๆ หรือเสียๆ ก็สามารถติดมาได้หมด

เหมือนเป็นโรคติดต่อ

สามารถแพร่เชื้อได้ ไม่ต้องสัมผัส แค่อยู่ใกล้ๆ

สำหรับนิสัยดีๆ อยากติดก็ติดไป อะไรที่ว่าดีก็ทำไป เลียนไป จนเป็นนิสัย ก็ดี

แต่นิสัยเสียๆ จะทำยังไงให้ตัวเองไม่ติด สร้างภูมิคุ้มกัน หรืออย่างไร

หลายๆคนอาจจะบอกว่า "ก็อย่าไปใกล้สิ"

นั่นคือทางออกสำหรับคนที่ไม่ต้องอยู่ใกล้ หรือพบปะกัน

แต่เมื่อได้ชื่อว่า คนใกล้ตัว ใกล้ขนาดนี้แล้วจะไกลได้อย่างไร

เลี่ยงไม่ได้ ก็สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง

แล้วจะสร้างอย่างไรล่ะ?

สร้างที่กายไม่ได้ ต้องสร้างที่ใจ

แล้วสร้างภูมิฯที่ใจยังไงล่ะ?

สร้างความเป็นตัวตน

แล้วอะไรคือเป็นตัวตน?

.....


สิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกต่าง

คือความรู้ผิดชอบชั่วดี

เอาเป็นว่าเรารู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี

อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

เราต่างรู้ๆกันดี

ไม่ว่าสิ่งที่ดีหรือไม่ดีนั้น จะมาจาก

คำสั่งสอน 

หรือกฎกติกาทางสังคม

อะไรเทือกนี้

เราต่างรู้

แต่สิ่งที่ทำให้คนแต่ละคนต่างกันไปอีก

นั่นคือจิตใต้สำนึก

ทำ หรือไม่ทำ

อยู่แค่นี้เอง

นั่นหมายความว่า

เราพึงระลึก และยึดมั่นในสิ่งที่ทำ ที่ดี

เราเป็นอย่างไร เคยดีอย่างไร ก็จงดีต่อๆไป

คนรอบข้างจะเป็นอย่างไร

แต่เราอย่าเสียตัวตนของเราเอง

ตระหนักรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไรนั่นล่ะ

ภูมิคุ้มกันดีๆนี่เอง



-หน้ากลม-
กับวันมีสาระ

หมายเหตุ
ไม่ได้คิดจะมาสอนใครหรืออย่างไหร
เพียงแค่ เตือนสติตัวเอง
ผิดถูก ก็แค่ความคิด ของหน้ากลม

20 ส.ค. 2556

ลิฟท์


ติ๊งง!!!!
(ลิฟท์เปิด)

"ชั้นไหนครับ?"

"7 ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

บทสนทนาง่ายๆ ประจำลิฟท์


แต่สิ่งที่ฉันกำลังจะถามถึง

นั่นคือความเงียบ ภายในลิฟท์มากกว่า


คำถามแรก

"คุณหายใจกันรึป่าว?"

สมมตินะสมมติ

สถานการคือ มีคน2คน เป็นแฟนกัน คุยกันกะหนุงกะหนิงเลยล่ะ แต่พอ ติ๊งง!! มีคนเข้ามาเพิ่ม คือบุคคลที่สามน่ะ ที่เข้ามาเพิ่ม ก็เดินเข้าไป แต่แล้ว ความเงียบ ก็เข้าครอบคุมอาณาบริเวณของลิฟท์ สี่เหลี่ยมๆอันน้อยนิด ภายในลิฟท์ตัวนั้น เราแทบไม่ได้ยินเสียงใดๆ แม้แต่เสียง...ลมหายใจ

ทำไมกัน??

คำตอบของฉันนะ

ฉันยังหายใจ แค่ยืนสงบนิ่ง และหายใจอย่างแผ่วเบา
ไม่ได้กลัวว่าจะไปแย่งอากาศกันหายใจนะ
หรือแม้แต่กลิ่นที่คนอื่นๆอาจจะพกมาด้วย
การหายใจแผ่วเบานั้น แค่กลัวว่าคนอื่นจะได้ยินเสียงหายใจ
เด๋วจะไปรบกวนคนอื่น

555


คำถามที่สอง

"ทำไมต้องยืนจับจองมุม หรือแนบชิดติดผนังลิฟท์"

สมมตินะสมมติ

ติ๊งง!!!

คนที่1 เข้ามาในลิฟท์ คนนี้แน่นอน ยืนที่มุมขวาติดกับแผงควบคุม

ติ๊งง!!!

คนที่2 เข้ามาในลิฟท์ คนนี้ก็จะเดินเข้าไปในตัวลิฟท์ และยืนอยู่ที่มุมซ้ายใน หันหน้าออกลิฟท์ ส่วนคนแรกร้อยละ 99 ยืนหันหน้าทำความรู้จักกับแผงควบคุม

ติ๊ง!!!

คนที่3และ4เข้ามาพร้อมกัน คุณนึกออกม่ะว่าเขาจะยืนตรงไหน แน่นอนเขาต้องยืนคาประตูนั่นล่ะ พร้อมกับยืนหันหน้าออก ทำความรู้จักกับประตูลิฟท์ ด้วยท่าสงบนิ่ง ส่วนคนแรกอาจจะเริ่มถอยห่างจากแผง เข้าจับจองพื้นที่ด้านขวาในของลิฟท์

ติ๊ง!!!

คนที่5และ6เข้ามา คราวนี่จะไปยืนตรงไหนกันล่ะ และแน่นอนร้อยละ80 จะแทรงตัวเข้าไปยืนยังจุดกลางของลิฟท์ พร้อมกับคนที่3และ4แยกตัวยืนห่างจากกัน คนหนึ่งยืนที่มุมซ้ายใกล้ประตูลิฟท์ อีกคนเป็นคนกดลิฟท์ไว้ชัวร์ ส่วนการยืนนั้น ทุกคนน่าจะหันหน้าเข้าหาประตูพร้อมออก ด้วยท่าสงบนิ่ง พร้อมหายใจที่แผ่วเบา

เป็นอันยืนครบมุมล่ะ
หร้อมๆกับรู้ส่วนประกอบ สภาพลิฟท์เป็นอย่างดี

คำตอบๆของฉันนะ

ฉันจับจองมุม เพื่อให้ได้มุมอันเปงส่วนตัวในพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ อย่างน่อยก็มีหลังและด้านข้าง1ด้านที่ติดกับผนัง

555


การขึ้นลิฟท์หนึ่งครั้ง

ก็สามารถบอกอะไรได้หลายๆอย่างนะ

ลิฟท์สะท้อนน้ำใจ

ลิฟท์สะท้อนมารยาท

ลิฟท์สะท้อนนน.. เงาตัวเอง



- หน้ากลม -

31 ก.ค. 2556

ดาวลูกเจี๊ยบ



เรื่องเล่า "ดาวลูกเจี๊ยบ"

ฉบับหน้ากลม




ที่นอกชนบทแห่งหนึ่งอันไกลโพ้นนนนน

มีบ้านกระท่อมหลังหนึ่ง

มีตากะยายอาศัยอยู่คู่หนึ่ง

ตาเลี้ยงไก่อยู่คู่หนึ่ง

แต่ไก่ผัวไม่รักดี มันหนีออกจากบ้านไม่รับผิดชอบมานานนม

ทิ้งไข่ 3 คู่ 1 ใบ หรือ 7 ใบ ให้แม่ไก่ฟักอย่างเดียวดาย

แต่แม่ไก่ก็ฟักลูกเจี๊ยบออกมาด้วยความรัก

ทุกตัวปลอดภัย ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น

ทุกตัวหน้าเหมือนกันเด๊ะ

เหมือนกันยิ่งกว่าแกะ

เพราะลูกเจี๊ยบไม่ใช่ลูกแกะ

ลูกเจี๊ยบเป็นลูกไก่

ลูกเจี๊ยบจึงหน้าเหมือนกันอย่างกับไก่

แม่ไก่ไม่อยากให้ลูกเจี๊ยบต้องน้อยใจพี่ๆน้องๆตัวอื่นๆ

อยากให้ทุกตัวเสมอภาพ

จึงตั้งชื่อให้ลูกๆทุกตัวว่า "ลูกเจี๊ยบ"

เจี๊ยบ! เจี๊ยบ!! เจี๊ยบ!!! เจี๊ยบ!!!! เจี๊ยบ!!!!! เจี๊ยบ!!!!!! เจี๊ยบ!!!!!!!

แม่ไก่ฟูมฟักลูกเจี๊ยบให้เป็นลูกเจี๊ยบยอดกตัญญู

ให้รู้ตอบแทนบุญคุณ ไม่ว่าจะคน สัตว์ สิ่งของ โดยเฉพาะคน

แม่ไก่เล่าเรื่องการที่ได้พบเจอตากับยายให้ลูกเจี๊ยบฟัง

"วันหนึ่งเมื่อปีกว่าๆก่อนๆ แม่ถูกรถเหยียบ แม่ไม่ตายแต่ก็เสียขาข้างหนึ่งไป เหตุที่โดนรถเหยียบ เพราะแม่อยากรู้ว่าถ้าเอาขาไปขัดไอ่ล้อรถที่วิ่งไปมาอย่างไม่สนใจใยดีสิ่งต่างๆบนท้องถนน มันจะล้มหัวคะเมนรึป่าว และผลออกมาก็คือ แม่ขาปี๊บ ใช้การไม่ได้ แม่เดินไม่ได้ กระดึ๊บๆลงข้างทาง แล้วตากับยายที่มาจากจ่ายตลาดก็มาเจอแม่ ก็ได้ช่วยชีวิตแม่ไว้ คือหักขาแม่ข้างที่ใช้ไม่ได้ออกไป เอาไปทำต้มยำตีนไก่ และแม่ก็มีชีวิตลอด ลอดมาจนมาเจอพ่อ พ่อของลูกอยู่กับตากับยายมาก่อนหน้าที่แม่จะมา แม่ไปไหน ขยับตัวไม่ได้ แม่ก็เลยโดยพ่อไก่ข่มขืน เอ้ย แม่ไปไหนไม่ได้ ก็มีพ่อของลูกมาคอยดูแลเอาใจใส่อย่างดี จนมีพวกเจ้าจนทุกวันนี้ นี่ถ้าไม่มีพ่อไก่ ไม่มีตา ไม่มียาย พวกเจ้าก็จะไม่มีวันนี้ เพราะจะไม่มีแม่เมื่อปีกว่าๆก่อนๆที่แล้ว"

แม่ไก่เล่าจบ ลูกเจี๊ยบทั้งเจ็บตัวก็.... ทำหน้าเอ๋อรับประทาน

เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่แม่ไก่พูดเลย



ค่ำคืนหนึ่งในคืนเหน็บหนาวววว

ลูกเจี๊ยบตัวน้องสุดออกมาเดินเล่นชมนกชมไม้ ชมไก่ด้วย เพราะหลงตัวเอง

พอดีจังหวะนั้น ลูกเจี๊ยบสะดุดก้อนหิน ล้มหัวฟาด ตัวหงายเหงิบ

จังหวะนั้นเองที่ลูกเจี๊ยบได้สังเกตุเห็นอะไรสักอย่าง กระพิบๆ อยู่บนท้องฟ้า

มันมีมากมายอยู่บนนั้น มีอะไรกลมๆดวงโตๆด้วย

ลูกเจี๊ยบอยากรู้จึงวิ่งกรู่ไปหาแม่ไก่ เพื่อร้องถาม

"แม่ๆ เมื่อกี้หนู เอ้ย ลูกเจี๊ยบเห็นอะไรกระพิบๆ กลมๆ อยู่ข้างบนด้วย" ลูกไก่กระดี๊กระด๊าถามแม่ไก่

"อะไรลูก ฝันไปรึป่าว ข้างบนมีที่ไหน มันมีแค่ข้างหน้ากับข้างล่าง และข้างๆ ลูกเอาอะไรมาพูด" แม่ไก่ดุลูกไก่ที่มาปลุกทำลายความฝันอันแสนหวาน เพราะแม่ไก่กำลังฝันว่ากำลังสวีทกิ๊บกิ๊วกะพ่อไก่

"จริงๆนะแม่ เมื่อกี้ลูกเจี๊ยบสะดุดก้อนหินก็เลยเห็น" ลูกเจี๊ยบไม่ยอมแพ้

"เอ๊ะ นี่เราไปหกล้มมาหรอ ไหนดูสิ ไอ่ลูกเจี๊ยบตัวนี้นี่" แม่ไก่ดุลูกเจี๊ยบยกใหญ่ ที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ

เป็นอันว่าลูกไก่เดินจ๋อยกลับที่นอนไป


เช้ารุ่งขึ้นลูกไก่ไม่ลดละ เล่าเรื่องต่างๆให้ลูกเจี๊ยบตัวอื่นๆฟัง

ลูกเจี๊ยบตัวอื่นๆก็ได้แต่หัวเราะ ว่าโม้ ว่าเพ้อฝัน

"แกมันไอ้ไก่ขี้โม้ ขี้เหม็น" พี่ๆล้อลูกเจี๊ยบ

"เอ้อ.. พวกพี่ไม่เหม็นก็แล้วไป" ลูกเจี๊ยบน้องต่อปากต่อคำไป

เมื่อรู้ว่าพี่ๆไม่เชื่อที่พูด ลูกเจี๊ยบจึงหยุดพูด และเก็บความน้อยใจไว้ลึกๆ

"คอยดูนะ คืนนี้ลูกเจี๊ยบจะไปดูใหม่"

แล้วคืนนั้นเอง ลูกเจี๊ยบก็ออกมาข้างนอกดึกๆดื่นๆอีก

มองหาก้อนหิน

แล้วก็วิ่งใส่ให้ตัวเองสะดุดล้มอีก

ด้วยความพยายามหลายๆครั้ง

เพราะพยายามแล้วพยายามอีก ก็ล้มหงายคว่ำ ไม่ได้หงายเหงิบ

และแล้วครั้งสุดท้าย ลูกเจี๊ยบก็หงายเหงิบได้อย่างที่ตั้งใจ

ลูกเจี๊ยบลืมตาขึ้น และพบว่า

ไอ่ที่กระพิบๆ สว่างๆ ที่เห็นอยู่เมื่อคืน มาอยู่รอบๆตัวลูกเจี๊ยบนี่เอง


เช้าตรู่ แม่ไก่ไม่เห็นลูกเจี๊ยบนอนอยู่บนที่นอนก็เลยเดินไปตามหา พร้อมๆกับลูกเจี๊ยบตัวอื่นๆ

แล้วก็เป็นที่น่าตกใจ แม่ไก่และลูกเจี๊ยบตัวอื่นๆ เห็นลูกเจี๊ยบนอนหงายเหงิบ ยิ้ม....แบบไม่หายใจ

เป็นที่เศร้าเสียใจอย่างยิ่ง

และำำพร่ำโทษตัวเองว่าไปว่าลูกเจี๊ยบ ไม่เชื่อลูกเจี๊ยบ เป็นเหตุให้ลูกเจี๊ยบต้องตาย

ลูกเจี๊ยบทุกตัว รวมถึงแม่ไก่ พร้อมเพียงกัน วิ่งสะดุดก้อนหินให้ตัวหงายเหงิบ ตายตามลูกเจี๊ยบไป

และเช่นเดียวกัน

ในค่ำคืนนั้นเอง

ตากะยายได้ทำเมนูอาหารพิเศษเลี้ยงลูกหลานที่มาเยี่ยม ด้วยเมนู "ต้มยำไก่ครอบครัว"

"ตาๆ นั่นดาวอะไรอ่ะ มันอยู่กันเป็นกระจุ๊กเลย" หลานเล็กสังเกตุเห็นกลุ่มดาวกระพริบสว่างสะไหวอยู่บนท้องฟ้า ถามขึ้น

"ไหนๆ โอ่ว!!! นั่นสินะ คงจะเป็นดาวลูกไก่" ตาตอบหลาน

"ไหนๆ หนูเห็นกี่ดวงจ๊ะ" ยายเข้ามากอดและถามหลานเล็ก

"หนึ่ง"

"สอง"

"สาม"

"สี่"

"ห้า"

"หก"

"เจ็ด"

"แปด"

.....

"เก้า"

"เก้าดวงคับ" หลานเล็กตอบ

"คับอะไรลูก" แม่ส่งเสียงหลงขึ้นถาม

"ครับ" หลานเล็กมองหน้าแม่แล้วรีบตอบ


ลูกเจี๊ยบกับแม่ไก่ อาจจะคาดไม่ถึง

ว่าการตายในครั้งนี้ นำพาให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน พ่อ1 แม่1 ลูกๆ7 

ครบ 9 พอดี



ว่างๆ ดึกๆ มืดๆ
ก็ลองใช้เวลา แหงนหน้ามองท้องฟ้า
มองหาลูกเจี๊ยบบ้างนะค่ะ





ศัพท์กลมๆ

หัวคะเมน หมายถึง หัวทิ่ม "หกคะเมนตีลังกา"

ขาปี๊บ หมายถึง ขาลีบ แบบสนิท

หงายเหงิบ หมายถึง หงายหลัง

กระดี๊กระด๊า หมายถึง กระตือรือร้น

เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ หมายถึง เดินไม่ระมัดระวัง

จ๋อย หมายถึง เสียใจ หดหู่




- หน้ากลม -

กับวันเพ้อฝัน

ปล. สดๆ ช่วย Edit ก็ดีนะ 555

21 มิ.ย. 2556

ภาวะ ตึง เครียด

ภาวะ ตึง+เครียด

ภาวะนี้ จะเกิดอาการที่เรียกว่า


ตึง.. บนใบหน้า

หน้าจะ ยับยู้ยี้ คิ้วขมวด หน้าผากย่น เกร็ง ตึง ไปหมด

โดยรวมๆ หน้า ณ ภาวะนี้ จะเหมือนตูด(ดำๆเขียวๆ) :P


 เครียด.. ภายใน(ใจ)

อันนี้ไม่รู้จะอธิบายยังไง เครียดก็คือเครียดนั่นแหล่ะ

ไม่ว่าจะเรื่องไหน กับใคร เครียดก็คือเครียด

ไม่เกี่ยวกับ เกลียด เกียจ เกียรติ แต่อย่างใด (อ่าวงง??)

ด้วยอาการเหล่านี้

เราจึงฟันธงกันว่า มันเป็นภาวะที่ไม่ดี



แต่มันไม่เสมอไปหรอกฉันว่า


ในช่วงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย

เราจะมีช่วงเครียดและลั้นลาสลับกันไป

ระหว่างเรียนสนุกสนานมีความสุข

พอเข้าเทศกาลสอบปุ๊ป ก็เริ่มจะหม่นหมอง

พออ่านไม่ทันเท่านั้นล่ะ เครียดกันสุดๆ

และพอหลังจากภาวะตึงเครียดนั้น

สอบเสร็จ.. ก็กลับมาสนุกสนาน บ้าๆบอๆเหมือนเดิม


แต่ในระหว่างที่เครียดล่ะ

ในช่วงนั้นเพื่อนฉันคนหนึ่งจะชอบเครียดมากกับการอ่านหนังสือ

เพราะเขาชอบเผลอหลับเวลาที่อ่านหนังสือ

(นอนแบบหนังสือปิดหน้าอยู่แบบนั้น)

เวลาที่เขาอ่านเขาจึงมาอ่านที่ห้องของฉัน

เพราะว่ามีฉันเป็นนาฬิกาปลุก

ฉันอ่านหนังสือ เพื่อนเผลอหลับ ฉันปลุกเพื่อนตื่น ฉันหลับต่อ

ประมาณนั้น

เราอ่านหนังสือไปด้วยกัน (รึป่าว)

เวลาที่เพื่อนเครียดก็ชอบคุย หรือโทรมาหาฉัน

บ่นต่างๆนาๆ ว่าเครียด (ทุกวันนี้ก็ยังเป็น)

และฉันก็บอกไปว่า

"เครียด.. ก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ"

"แกจะได้อ่านหนังสือ จะได้พยายามให้มากขึ้น"

 ..

ฉันพูดประโยคแนวๆนี้กับเพื่อนเสมอ

และนั่น.. อาจเป็นสาเหตุที่เวลาเครียดแล้วเพื่อนชอบโทรมา

เพราะเขาอาจจะอยากได้ยินประโยคนี้จากฉัน (รึป่าว?)


..

ฉันไม่ได้มองเรื่องเครียดเป็นเรื่องแย่ๆเสมอไป (มันอาจจะแย่จริง เวลาที่เครียด)

ทุกครั้งที่เครียด.. ฉันก็จะเครียด.. แต่ก็พยายามหาอะไรทำด้วย(อย่างดูการ์ตูน)

ถามว่า เวลาเครียดแล้วทำสิ่งที่ชอบ มันช่วยอะไรได้ด้วยหรอ?

ได้สิ.. แต่แค่ ณ เวลานั้นนะ

พอหมดเวลา อารมณ์ดีนั้นหายไป.. ก็กลับมาเครียดต่อ

ต่อจากเดิม

เหมือนกับว่า

พักเบรค.. เฉยๆ



เครียด.. แต่ไม่แก้ กับสิ่งที่ทำให้เครียด

ก็จะกลายเป็นเครียดสะสม

ฉันจึงพยายามมองความเครียด ให้ดีกว่าความหมายที่มันเป็น

เพราะเครียด มันทำให้เรามีความพยายาม ที่จะบรรลุ สิ่งโน่น สิ่งนี้

อย่าง...

เครียดอ่านหนังสือไม่ทัน

ก็รีบอ่านซะสิ อ่านให้รู้เรื่องด้วย

เครียดไม่มีเงินผ่อนรถ

ก็หางานใหม่ซะสิ เงินเยอะๆ (อันนี้เกิดกับตัว)

เครียดไม่มีเงินเก็บ

ก็เริ่มเก็บซะสิ น้อยๆก็คือเก็บ

เครียด หมดเรี่ยวแรง

ก็กลับบ้านซะสิ นอนพักร่างกายและใจบ้าง




สุดท้าย..

ความเครียด ก็ทำให้เราไปถึงเป้าหมายนั้นๆได้ ถ้าเราพยายามพอ

เป็นดังนี้แล้ว

เมื่อถึงวัน ที่เราไปยืนอยู่ ณ จุดๆนั้น ที่เป็นเป้าหมายของเรา

ต้องขอบคุณ "ความเครียด" นะ

ที่ทำให้เราเดินหน้าต่อไป



ขอบคุณเธอนะ "ความเครียด"



-หน้ากลม-

20 มิ.ย. 2556

เรื่องเล่าจากโปสการ์ด



 เรื่องเล่า.. จากโปสการ์ด




เราเริ่มรู้จักโปสการ์ด (postcard) กันตั้งแต่เมื่อไหร่?

(น่านไง พอตั้งคำถามปุ๊ปก็ต้องถามอากู๋ปั๊ปเลย - ถามยากไปนะ)

อากู๋บอกว่า โปสการ์ด เกิดเมื่อ ค.ศ.1869 ที่ประเทศออสเตรเลีย

(โอ่ววว คุณโปสการ์ดเป็นชาวออสเตรเลียซะด้วย)

ส่วนลูกหลานโปสการ์ดเข้ามาให้พี่สยามได้รู้จักก็ สมัยรัชกาลที่ 5 โน่นล่ะ

(ว่าาแล้วว)

รู้ประวัติกันคร่าวๆแต่พอเท่านี้

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ลองถามอากู๋(เกิ้ล)ดูนะค่ะ





แล้ว..ฉันเริ่มเขียนและส่ง โปสการ์ดตั้งแต่เมื่อไหร่??


ถ้าเขียนโปสการ์ดนี่ ฉันเองก็เขียนและรู้จักมานานมากแล้ว

แต่ไอ้ส่งนี่ เพิ่งจะเคยส่งจริงๆ ก็เมื่อ มหา'ลัย ปี4


ครั้งแรกที่ส่งนั้น เพราะฉันได้ไปเที่ยวภูกระดึงกับเพื่อน

"ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันคือผู้พิชิตภูกระดึง"

ฉันยังเป็นนักศึกษา ยังไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อบรรดาพวกของฝาก ฝากใครหลายๆคน

แม้แต่เสื้อที่ภูกระดึง ยังคิดแล้วคิดอีกว่าจะซื้อดีหรือเปล่า

(และก็ไม่ได้ซื้อมา)

ร้านเสื้อ.. ถัดมาก็มีร้านเขียนโปสการ์ด

ฉันเดินดูโปสการ์ดในร้าน.. และเลือกมาน่าจะ 4 ใบ

ครั้งนั้นที่ไป ฉันยังไม่มีกล้องโปรฯทุกวันนี้

ฉันพบไปแค่กล้องดิจิตอล ธรรมดาๆ แค่พอถ่ายรูปได้

การหยิบโปสการ์ดขึ้นมาเขียน

นำมาประกอบคำบรรยายของฉัน

ภาพความทรงจำมันเด่นชัดมากกว่าไดอะรี่ที่ฉันเขียนบนนั้นอีก

ฉันบรรจงเขียนบรรยายความเหนื่อยล้าให้ตัวเอง

เขียนความสุข ที่พิชิตภูกระดึงได้ เขียนให้ตัวเอง 1 ใบ

ฉันเขียนขอบคุณเพื่อนฉัน 1 คน

ที่มอบทริปสุดพิเศษนี้ให้ พร้อมการดูแลเอาใจใส่

ฉันเขียน... ถึงที่บ้าน... 1 ใบ

ฉันเขียนไปได้แค่ 3 ใบ

เพราะข้อจำกัดของโปสการ์ด

นั่นคือ.. ถ้าไม่มีที่อยู่ ก็จบ

ฉันมีแค่ที่อยู่ของตัวเอง และก็บังคับเพื่อนให้บอกตอนจะส่งนั่นล่ะ

ก็เลยส่งได้แค่นั้น

อยากจะแนบใบเมเปิลให้นะ.. แต่ทำม่ะได้

(แอบเก็บใส่สมุดไดอะรี่กลับมา)


นั่นคือครั้งแรก กับการเขียนโปสการ์ด





ฉันเคยเจอวิกฤตการส่งโปสการ์ดครั้งหนึ่ง

เมื่อตอนไปแอ่วเหนือกับบริษัท

ครั้งนั้นฉันได้โปสการ์ดมาจากสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี

ซื้อมาไว้.. แต่ยังไม่ได้เขียน (กะมาเขียนที่พัก)

เมื่อเขียนเสร็จและถึงเวลาที่จะส่ง

ปรากฎว่า ฉันเพิ่งจะระลึกได้ว่า ตัวเองยังไม่มีแสตมป์

"แล้วจะส่งได้ไงฟร่ะ"

คืนนั้นฉันไปเดินถนนคนเดิน .. เดินตามหาร้านขายของ

สักร้านที่จะมีแสตมป์ให้ฉัน

ฉันหาไม่เจอ... จนก่อนกลับ

พี่ที่ทำงานจึงบอกให้ลองไปดูที่เซเว่น

และฉันก็ได้มา 1 ชุด.. (น่าจะ 10 ใบ)

ช่างเป็นความโชคดี ที่ฉันมีแสตมป์ติดโปรการ์ดแล้ว

(ปัจจุบันแสตมป์ชุดนั้น อยู่ติดกระเป๋ากล้องตลอด พร้อมใช้)

แต่...

ความโชคร้ายครั้งที่ 2 ก็มีอีกจนได้

ฉันมีโปสการ์ด

ฉันมีที่อยู่ 

(ตอนนั้นได้ส่งให้แค่ที่บ้านกับตัวเอง เพราะไม่มีที่อยู่ใครเลย)

แต่.. ฉันไม่มีตู้ไปรษณีย์

ฉันเดินหาตู้ไม่เจอ

ไปเจอ 1 ตู้ที่พืชสวนโลก..

แต่..มันดันเป็นตู้ปลอม ส่งไม่ได้อีก

ขึ้นรถทัวร์เตรียมกลับ

ก็ยังหาตู้ไม่เจอ

ตัดสินใจกะว่าจะฝากไกด์ทัวร์ ที่เป็นคนพื้นที่ส่งให้ก็ได้

แต่.. โชคร้ายยังไม่หมด

พี่เขาลงจากรถไปตอนไหนก็ไม่รู้

ซึ่งตอนนั้นรถก็แล่นออกจากเชียงใหม่ และมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯแล้ว

ฉันนั้งนอยด์มาตลอดการเดินทาง

เพราะอยากจะส่งโปสการ์ด

ณ จังหวัดที่มาเยียน

TOT ...

อารมณ์นั้นคงรามไปถึงพี่ๆที่ทำงานที่อยู่ด้วยกัน

เขาทั้งนั่งปลอบ และช่วยแก้ปัญหา.. 

แต่ปัญหา.. ก็ไม่เจอทางออก

จน.. เวลาเลยไปประมาณบ่ายๆ

รถทัวร์ค่อยๆเคลื่อนตัวช้าลงๆๆๆ

เทียบข้างทางแวะ จ.ลำปาง เพื่อให้ผู้โดยสารแวะซื้อของฝาก

โอ่ววว ช่วงเป็นความโชคดีอะไรอย่างนี้

ฉันรีบลงจากรถ เพื่อตามหาร้านโปสการ์ดอีกครั้ง

ซึ่ง... ฉันหาไม่เจออออออ T^T

จนถอดใจไปแล้ว..

จวนจะถึงเวลากลับ.. 

ฉันก็เจอร้านโปสการ์ดที่เปิดจนได้ (จะหายากไปไหน)

ฉันไม่กล้าฝากส่งเฉยๆ

ก็เลยซื้อโปสการ์ดเขามา 1 ใบ

พร้อมมอบโปสการ์ดคืนให้ 3 ใบ 

ใบที่เขียนมานานแล้วกว่า 1 วัน

ติดแสตมป์ มีข้อความ มีที่อยู่ พร้อมส่ง

โอ่ยยย นอนหลับแล้ว

สุดท้ายฉันก็ส่งโปสการ์ดเจ้าปัญหานั้นจนได้

อย่างน้อยมันก็ถูกส่งที่จังหวัดในภาคเหนือล่ะนะ 





เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ถ้าคิดจะส่งโปสการ์ด

สิ่งที่ต้องเตรียมและมี คือ

โปสการ์ด

ที่อยู่

แสตมป์

ตู้ไปรณีย์


อย่าพลาดเชียว ไม่งั้นน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า

....







น่าจะทำโปสการ์ดเป็นของตัวเองบ้างนะ



แต่..

สิ่งที่สำคัญจริงๆในการเขียนโปสการ์ด

ไม่ใช่โปสการ์ด

ไม่ใช่ที่อยู่

ไม่ใช่แสตมป์

ไม่ใช่ตู้ไปรษณีย์

เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นแค่สื่อเท่านั้น



สิ่งที่สำคัญ

คือ.. ข้อความที่บรรจงเขียนใ่ส่โปสการ์ด

ถึง.. คนสำคัญ

จาก.. คน(ไม่)สำคัญ





-หน้ากลม-







8 มิ.ย. 2556

การเดินทางของความคิด

"การเดินทางของความคิด"

วันนี้ฉันลางาน 1 วัน
เพราะไม่ได้กลับมานานร่วม 2 เดือน
ฉันออกจากชลฯ 06.25 น. ถึงบ้านด้วยเวลา 10.11 น. โดยสวัสดิภาพ
ฉันเดินทางด้วยน้องขวัญ
เดินทางร่วมกับแฮปปี้ เบอร์รี่ และเพื่อนอีก1คน

ฉันเลือกเดินทางกลับบ้านตามถนนหมายเลข 304
มีวิ่งทางลาด(ไฟแดงเยอะไปไหน) ขึ้นเขา ลงเขา
มีโอกาสได้กินบรรยากาศ ป่าๆเขาๆ บ้าง
ปัญหาสำหรับเส้นทางนี้คือ
ธรรมชาติมันมากไป สิ่งมีชีวิตจึงมากตาม
สองข้างทางเต็มไปด้วยผีเสื้อ
(ปกติก็มี แต่ยิ่งหน้านี้ ยิ่งมากกว่า)
สองข้างทางมีศพน้องหมามากกว่า3ตัว


ชนน้องหมาในแต่ล่ะตัว
"แม่งโผล่มาได้ไง"
"มึงอยากตายรึ"
"ตายห่าไปแล้วมั้ง"
"ไอ่เชี้ย รถกูบุบแล้วมั้ง"
&:)/@);@

"มันจะตายไหม"
"ขอให้มันไม่เป็นอะไร"
"....."

ร้อยคำครหา
สิบคำรู้สึกผิด
เพราะเป็นคน จะเอาไรมากกับสัตว์เดรัชฉาน

แบบนั้นรึป่าว?


ส่วนการชนผีเสื้อหนึ่งตัว
"............."
ทุกอย่างนิ่งสนิท
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


จิตใจของคน... 
เรื่องพวกนี้คงมองเป็นเรื่องปกติ มากไป
ชนหมา ฆ่าสัตว์ บี้มด
คงไม่สามารถสกิดจิตสำนึกใดๆให้ทำงาน

สิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ พอจะสกิดได้บ้าง
แล้วกับสิ่งเล็กๆล่ะ
อย่างผีเสื้อ


....
วันหนึ่งเมื่อสัก 5 ปีที่แล้ว
ระหว่างการเดินทางเข้ากรุงเทพฯกับพ่อ
พ่อขับรถ ฉันนั่งอยู่ข้างๆพ่อ
น้อยครั้งที่จะได้นั่งในตำแหน่งนี้
เพราะเป็นที่นั่งประจำของแม่
แต่ครั้งนั้นแม่ไม่ได้ไป ฉันจึงได้มีโอกาสนั่งข้างหน้าบ้าง
การนั่งหน้ามันทำให้วิวทิวทัศน์มันกว้างมากขึ้น
ฉันเห็นอะไรหลายๆอย่าง
รถ ต้นไม้ พื้นถนน
..ฝูงผีเสื้อ
ที่บินมาชนรถ หรือ รถขับไปชน
วันนั้นภาพมันสกิดใจฉันมาก
ฉันกดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนคนหนึ่ง(ช่วงนั้นคุยกันแทบจะตลอดเวลา)
ตั้งคำถามไปว่า
"รถชนผีเสื้อ ผีเสื้อมันจะตายไหม?"
ฉันถามไป ทั้งๆที่รู้คำตอบของคำถามอยู่แล้ว
แต่ฉันก็คาดหวังอยากได้ยินตอบว่า "มันไม่เป็นอะไร"
แต่ความจริงของคำตอบคือ "ตาย"
เมื่อก่อนฉันอาจจะเคยเห็นภาพอุบัติเหตุชนผีเสื้อตายมาบ้าง
แต่วันนั้น แค่ครั้งนั้น ที่ได้เอาอุบัติเหตุที่เป็นปกตินี้มาคิด
มันทำให้ฉันนิ่งไปพักใหญ่ๆ
เพราะสงสารชะตากรรมของผีเสื้อ
ผีเสื้อนับร้อยๆศพที่ตายอยู่บนท้องถนน
แต่หาได้มีใครใส่ใจ และมองเห็นมัน

แค่ครั้งนั้น
จากวันนั้นจนถึงวันนี้
ฉัน...
จากผู้โดยสาร กลายมาเป็นคนขับบ้าง
ภาพทุกอย่างมันชัดเจนมากกว่าตำแหน่งข้างคนขับซะอีก
การเดินทางกลับบ้านครั้งนี้
ผีเสื้อนับร้อยตลอดเส้นทางบนเขา
มากกว่าสิบที่ฉันชน
ฉันอาจจะนิ่ง
และเดินหน้าสู่จุดหมายต่อไป
แต่
มันไม่ได้หมายความว่า
รอยแต่ละรอยบนกระจก
จะไม่สกิดหัวใจของฉัน

การเดินทางครั้งนี้
เพื่อนฉันคงรู้สึกไม่ต่างกัน
คงมีความรู้สึกเดียวกันกับฉันเมื่อ5ปีก่อน
"ขับรถช้าหน่อยก็ได้นะ"
...
"ปกติผีเสื้อเยอะแบบนี้หรือเปล่า"
...
"สงสารมัน"
....

(ขอโทษที่วันนี้ขับรถเร็วไปเยอะเลย)



ฉันไม่ใช่คนดี
ฉันไม่ใช่แม่พระ
ฉันมีความมืดดำอยู่ในจิตใจ
ฉันเป็นคนธรรมดาทั่วๆไป

พอได้คิด.. มันก็จะคิดต่อๆไป
เป็นธรรมดา

ถ้าคนอื่นได้มานั่งคิดเหมือนฉัน
เขาก็จะรู้สึกเหมือนกันนั่นล่ะ
ฉันยังเชื่อว่า..
ไม่ว่าจะลึกแค่ไหน
ความดียังมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน


อุทิศให้ผีเสื้อนับล้าน ที่จบชีวิตด้วยอุบัติเหตุนี้

-หน้ากลม-


ปล.ขออภัยสำหรับคำไม่สุภาพ :P