HOME

HOME

19 พ.ค. 2558

รัก.. ที่ไม่ควรรัก

รักแบบไหนที่ไม่ควรรัก.. สำหรับฉัน คือรักที่ไม่มีวันสมหวัง

.. แล้วฉันก็มีรักในรูปแบบนี้


ในวัยศึกษา

ฉันปล่อยอิสระให้หัวใจตัวเองรักเขาได้เต็มที่

รักใสๆหัวใจฟรุ้งฟริ้งไรงี้

รักเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ

รักที่ไม่หวังครอบครอบ (เพราะรู้ตัวดี)

รัก..ที่อยากให้เขามีความสุข

"เธอสุขฉันก็สุข เธอทุกข์ฉันก็พลอยทุกข์ไปกับเธอ"

ดังนั้นก็ทำให้เขามีความสุขดีกว่า

มันดีต่อตัวเขา และต่อตัวฉัน


..เก็บความรู้สึกไว้ข้างในหัวใจ

ล็อกกุญแจแล้วโยนทิ้งไป

ให้ความรัก เป็นความลับ


...

แล้วรักใสๆหัวใจฟรุ้งฟริ้งก็จากไป


ในวัยทำงาน

ฉันโตขึ้น และเริ่มจริงจังกับชีวิต(บ้าง)

หัวใจที่เคยให้รักเขาอย่างอิสระ

ก็เริ่มจะบีบบังคับให้กลับมา

การตระหนักรู้ว่าความรักนี้ไม่มีทางสมหวัง

ทำให้ฉันเจ็บปวด

ความพยายามหลายๆอย่างที่ไม่มีทางสมหวัง

ทำให้ฉันเหนื่อย

การเห็นเขารักใครๆ

ทำให้ฉันรู้สึกไร้ค่า


เจ็บซ้ำๆ เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก

ยิ่งทำให้ฉันอยากจะดึงหัวใจตัวเองกลับมา

แต่หัวใจไม่ใช่สิ่งของนี่สิที่จะดึงกลับมากันง่ายๆ

ไม่มีความแตกหัก ความร้าวฉาน ความเกลียดชังก็ไม่มี

หมดรักหรือก็ไม่ได้หมด

มันไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ฉันดึงหัวใจตัวเองกลับมาได้ง่ายๆเลย


เอาหัวใจตัวเองกลับมายังไม่ได้ ก็เอาตัวออกห่างมาก่อน

ฉันใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่คิดถึงและเป็นห่วงเขา

ด้วยระยะทางมันทำให้เราไกลกันอยู่แล้ว

ความพยายามก็เลยง่ายขึ้น

แต่.. ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ในหลายๆครั้ง

ที่เขากลับมา

หนทางมันช่างยากลำบาก และเนิ่นนานจริงๆ

ในเมื่อฉันยังไม่สามารถทนเห็นเขาลำบาก เจ็บ ร้องไห้ โดยไม่ยื่นมือไปช่วยได้

เห็นเขาทุกข์ ฉันก็ทุกข์ไปกับเขา

ยอมใส่เกือก เสือกไปอยู่ใกล้ๆ เป็นตัวอะไรก็ยอม



การที่ฉันอยากจะวิ่งหนีความรู้สึก

มันทำให้ฉันหมดศรัทธาในความรักของตัวเองไป

และก็เลยพลอยไม่เชื่อเรื่อง “รักไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ตัวเองที่ว่ามั่นคงยังเปลี่ยน

แล้วนับภาษาอะไรกับใจคนอื่น

(เอาตัวเองเป็นมาตรฐานซะงั้น)


ความคิดมันบอกว่าไม่ควรรัก

แต่ความจริงมันทำไม่ได้

ความคิดมันบอกให้วิ่งหนี

แต่ความจริง.. เราจะปล่อยมือจากคนสำคัญได้ยังไง


การรักเขาทำให้ฉันไม่สามารถรักคนอื่นได้

มันทำให้ฉันต้องจองคานทองนี่สิ เฮ้อออ...



-หน้ากลม-

13 พ.ค. 2558

คน - ต้นไม้


ต้นไม้..

ต้องการการดูแลเอาใจใส่

ลดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย

เราเอาใจใส่ดูแลต้นไม้ดี

เขาก็งอกงาม แข็งแรง และมีดอกเบ่งบานให้เราได้ชื่นชม



คน..

ต้องการการดูแลเอาใจใส่

ลดน้ำใจ พรวนดินความผูกพัน ใส่ปุ๋ยความรัก

เราเอาใจใส่ดูแลคนดี

เขาสุขกายสุขใจ

เราก็สุขกายสุขใจ

22 เม.ย. 2558

ไม่ยอม..ปล่อย

“รักคือการเสียสละ สละได้ทุกอย่าง แม้แต่ตัวเอง”

“รักคือความสุข สุขที่ได้เห็นคนที่รักมีความสุข ต่อให้คนที่ทำให้เขามีความสุขไม่ใช่เรา”

“รักคือการยอมรับ ยอมรับทุกอย่างที่คนรักเป็น”

ฯลฯ

มีประโยค บทความมากมาย ที่พยายามอธิบายว่า “รัก” คืออะไร


สำหรับฉัน

รักคือความรู้สึกวูบวาบเมื่อได้คิดถึงใครคนนั้น

รักคือการเสียสละ ทำทุกอย่างเพื่อให้ใครคนนั้นมีความสุข


ตลอดมาเท่าที่จำความได้ ฉันค่อยข้างจะเป็นคนขี้เกรงใจคนนะ

ดังนั้นจึงน้อยครั้งมากที่จะปฏิเสธ หรือบ่ายเบี่ยงจากการขอความช่วยเหลือ หรืออะไรๆก็แล้วแต่

เพียงแค่เกรงใจ และไม่อยากจะทำให้ใครๆต้องเสียใจ และรู้สึกไม่ดีกับเรา

ฉันจะยอมขัดใจตัวเองเพื่อเขาเหล่านั้น

แต่ครั้งนี้ขอล่ะ ในเมื่อขอให้ปล่อยกันดีๆไม่ปล่อย

ก็ขอเป็นนางชาเย็น เอ้ย! เย็นชา สักระยะยาวๆ (แค่กับเขา)


เริ่มจากการบล็อคเบอร์ บล็อคไลน์ บอกเลยว่าตอนนี้เบอร์แปลกโทรมาฉันไม่รับ

มันอาจจะเหมือนเป็นการหนีปัญหา

แต่ขอแก้ตัวให้ตัวเองนิดนึงว่า ฉันได้พูดทุกอย่างที่ควรและไม่ควรพูดไปแล้ว

ทั้งดีๆ และแย่ๆ (ไล่เลเวลตั้งแต่ไม้อ่อนจนมาถึงแท่งเหล็กกล้า)


“เบื่อ”

“รำคาญ”

“แค่ปล่อยเราไปมันจะอะไรนักหนา”

ถ้าคำพูดเหล่านี้ออกมาจากปากคนที่คุณรักมันจะเจ็บแค่ไหน

คือถ้าเป็นฉันที่ต้องมาได้ยินคำพวกนี้ซะเอง

คงเงิบและเจ็บน่าดู 

และ...ฉันคงไม่ไปวุ่นวายกับชีวิตเขาอีก ไม่ด้านพอ

เอาแค่ตอนนี้ ถ้าแค่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เป็นส่วนเกิน ก็ถอยมาหลายก้าวแล้วล่ะ


ฉันเข้าใจความรู้สึกที่เขามีให้ และซาบซึ้งมาก

แต่ฉันไม่เข้าใจ..

ถึงการพร่ำเพ้อของคุณผู้ชาย(คู่กรณี)

เขาสามารถพูดอะไรซ้ำๆกลับไปกลับมา เพื่อให้เราเห็นคุณค่าของเขา ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

และสงสัยอีกว่า ไอ่บรรดาคำแย่ๆ ที่ฉันพูดออกไปและไม่อยากจะฉายหนังหลายๆซ้ำ 

มันเคยเข้าโสตประสาทเขาบ้างหรือเปล่า?

หรือแม้แต่ความเฉยชาที่ฉันแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ เขาไม่รู้สึกบ้างเลยหรือยังไง?

(ฉันรู้ว่ามันรู้สึกเช่นไร)


ตัวอย่างเช่น “ต่อให้คนรอบตัวเราชอบคุณ แต่เราไม่ชอบคุณ ใครก็เปลี่ยนใจเราไม่ได้” 

แต่เขาตอบกลับประโยค(ใจความสำคัญ)นี้ ด้วยการโทรศัพท์ไปหาที่บ้าน หรือแม้แต่เข้าหาเพื่อนสนิทของฉัน

แล้วเอามาเล่าแบบหน้าระลื่น

ให้ตายเหอะ คือ.. เขาเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามจะบอกหรือเปล่า?


แล้วไอ่ประโยคอย่าง “ผมพร้อมจะเริ่มต้นใหม่ และอภัยให้คุณเสมอ”

คือ... ฉันผิด?

ผิดมากเลยหรอที่ปล่อยเขาไป


จริงๆระหว่างเราก็เป็นเพื่อนกันมานาน

ฉันคุยกับเขาในฐานะเพื่อนที่ดี

แต่เขาคุยกับฉันในอีกสถานะ

คือมั่นใจว่า ความดีจะเอาชนะซึ่งทุกอย่าง 

รวมทั้งจะสามารถทำให้ฉัน คนที่ไม่เคยคิดจะรักเขา รักเขาเข้าสักวัน

นี้คือรูปแบบที่เรายังติดต่อกันเรื่อยมา

แต่พอถึงจุดๆนึง (ไม่เกี่ยวเนื่องกับบุคคลที่สาม)

ฉันเกิดคิดว่า ไม่อยากให้เขามาจมปักอยู่กับฉัน โดยที่ไม่เหลียวมองคนอื่น 

เขาจำเป็นต้องมีใครสักคนเคียงข้าง ซึ่งไม่ใช่ฉันแน่ๆ 

(คนที่ไม่เคยมองอนาคตร่วมกับเขา มีแต่อนาคตสาวโสด)

ฉันจึงเดินออกมา ซึ่งหมายถึงหนีออกมาซะมากกว่า 

...และปล่อยเขาไป

แต่.. เขาไม่ยอมปล่อยฉันสักที


ฉันเชื่อเสมอว่า

“เวลา” จะช่วยเยียวยา


หากฉันจะผิด..

คงผิดที่ทำให้คนดีๆอย่างเขาต้องเสียใจ

และสักวันเขาจะรู้ว่าฉันไม่ใช่คนดีที่ควรได้รับความรักจากเขา


“ขอความดีทั้งมวล ช่วยเปิดดวงตาที่มืดบอดให้สว่าง”



-หน้ากลม-ใจร้าย-

10 เม.ย. 2558

NJ Together


ตั้งแต่เริ่มทำงาน ผ่านมาก็ปีที่สี่แล้ว

ทุกๆอย่างวนเวียน ซ้ำๆ เหมือนๆเดิม

เลิกงาน...

กินข้าว ดูหนัง/การ์ตูน/อ่านหนังสือ แล้วก็นอน

เช้าวันใหม่ก็ตื่นไปทำงาน

ซ้ำๆกันไป และน้อยครั้งมากที่จะมีอะไรที่แตกต่าง

แต่ที่ต่างมา ก็ยังเป็นอะไรที่ไม่ค่อยจะมีสาระ มากกว่า "พักผ่อน ผ่อนคลาย"

คนเราไม่ค่อยชอบอะไรๆที่จำเจ ซ้ำๆ

แต่คนอย่างฉันนี่ ซ้ำๆไม่เป็นไร เพราะนี่คือวิธีผ่อนคลาย คือความสุขเล็กๆ เพียงลำพัง


ต้นเดือนที่ผ่านมา...

ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะใช้เวลาหลังเลิกงานทำตัวมีสาระบ้างเลย

สาระที่เรียกว่าสาระจริงๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

เพื่อนของฉัน ชักชวนให้ทำโปรเจคด้วยกัน

เป็นโปรเจคท่องเที่ยว ของ creativemove

โปรเจคที่จะทำให้เราได้เที่ยว และหาเงินได้ด้วย

เพราะถ้าเข้าตาอาจได้เที่ยว และมีเงิน

ฉันจึงไม่รีรอที่จะตอบตกลง หลังจากที่อ่านเงื่อนไขทั้งหมด

ก็ไม่ได้เสียอะไร แค่ต้องใช้สมองที่ต้องเคาะสนิมออกซะหน่อย


เรามีการประชุมวางแผนกันอย่างจริงจัง (ใช่ไหม?)

เริ่มต้นด้วยการเลือกสถานที่เราจะลงพื้นที่กัน

ซึ่งแค่เริ่ม แค่ต้องเลือก ก็มีฮาแล้ว

เราสองคนต่างคนต่างใช้เวลาพักหนึ่งในการเลือกสถานที่สามข้อ(ตามที่กำหนด)

เพื่อนพิมพ์มาให้ก่อนให้แชทเฟส

ฉันอ่าน แล้วพิมพ์ของตัวเองลงไปเช่นกัน

"เฮ้ยยยย ไม่เหมือนกันเลยหรอ"

ฉันคิดในใจในแว๊บแรกที่อ่านที่เพื่อนพิมพ์จบแล้วเริ่มพิมพ์ของตัวเองลงไปบ้าง

"อ่อ มีเหมือนกันหนึ่งที่"

คือสถานที่ที่กำหนดมีทั้งหมด 7 ที่

คือถ้าเราสองคนเลือกมาคนละ 3 แล้วปรากฏว่าเลือกมาไม่เหมือนกันเลย

โอ่ววว ฉันคงงงล่ะว่าเราสไตล์ต่างกันมากมายขนาดนั้นเลยหรือ

แล้วเราคบหา และตลอดมาเราอยู่ด้วยกันได้อย่างไร

ฮ่าาาๆ

แต่นั่นล่ะ ในความต่างร้อยแปดพันเรื่อง

เราก็เลือกสถานที่จะลงพื้นที่เหมือนกันล่ะหนึ่ง "เกาะยาวน้อย พังงา"

เลือกได้แล้วก็มาเริ่มลุยกันเลย

....

ทุกอย่างนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ปรากฎเพียงพอร์ทฟอลิโอของแต่ล่ะคน

เพื่อนเขียนบทความเก่ง(ไม่แปลกใจเลย) ผลงานของเพื่อนจึงส่งเป็นงานเขียนซะส่วนใหญ่

ส่วนฉันรึ? เขียนก็ไม่ได้เก่งอะไร แต่ดันอยากจะส่งบทความจากบล็อคของตัวเองบ้าง

แต่พอเจอคอมเมนท์จากเพื่อนกลับมา เงิ้บบบบค่ะ เลยขี้เกียจไปเลย (ขี้เกียจแก้น่ะ)

แต่บอกเพื่อนกลับไปแค่ว่า "เดี๋ยวจะส่งผลงานอื่นเข้าไปแทน เป็นภาพถ่ายพร้อมคำคมๆ"

นั่นแหล่ะมุมถนัดของฉันล่ะ เลือกภาพถ่ายของตัวเองที่ชอบ แล้วก็ใส่คำคมๆ บาดเฉือนไป

สั้นๆ แต่เฉียบ (ซึ่งก็เป็นอะไรๆที่เป็นปกติของชีวิตอยู่แล้ว แค่ดึกออกมา ด้วยหัวใจ)



ทุกอย่างยังดำเนินต่อไป

มาถึงการให้เหตุผลที่เลือก กับแผนประชาสัมพันธ์ และคลิปแนะนำตัว

บอกเลยว่าเหตุผลนี่ฉันตันมากเลยค่ะ เพราะฉันมีเหตุผลแค่ว่า อยากไปทะเลใต้สวยๆ และดูชีวิตชาวประมง

แค่นั้นเลย...

พอถึงวันประชุม โอ๊โหววววว เพื่อนสรรหาเหตุผลมาจากไหนเนี่ย

บอกเลยว่าฉันนึกไม่ถึงจริงๆค่ะ

เหตุผลที่เพื่อนอัดแน่นเข้าไปเต็มช่องว่างบนหน้าใบสมัคร บอกเลยว่าไม่เหลือสักบรรทัดค่ะ

จบบรรทัดได้เป๊ะม๊ากกก

แผนฯเพื่อนก็จะเขียนให้

โอ่ยบอกเลยว่าชอบค่ะ เพราะสมองของฉันมันต้องใช้เวลาเคาะสนิมนานอยู่พอสมควร

ขอเป็นแค่กองหนุน กำลังเสริม สำหรับงานเขียน หรืออะไรที่ต้องวางแผน หน้าที่นี่ยกให้เลยค่ะ ฮ่าาๆ

แต่เพื่อนก็ยอมค่ะ ยอม.. และยกคลิปให้ฉัน

ป๊าาาดดด บอกเลยเครียดค่ะ เครียดเพราะว่าไม่เคยเลยที่จะมานั่งตัดต่อวีดีโอ

ไม่เคยทำเลย

มาจนมุมหลายๆวัน แค่เลือกว่าจะใช้ตัวโปรแกรมไหนในการตัดต่อ

หลายวันจริงๆค่ะ จนวันนึงที่ได้มีโอกาสเจอเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งเขาเองก็เก่งเรื่องนี้พอสมควร

ลองสอบปากคำ เอ้ยย ถามหาคำแนะนำ เขาก็ยกโปรแกรมตัวหนึ่งให้มา sony vegas

หลังจากที่กลับมา 3 คืนค่ะ 3 คืนที่ใช้ในการเรียนรู้พื้นฐาน เทคนิคที่ต้องใช้สำหรับคลิปของเรา

ค้นหาคนสอน youtube แม้แต่ไฟล์ .pdf ร้อยกว่าหน้า อ่านมันเข้าไป หัดมันเข้าไป

เครียดค่ะ เครียดมาก เพราะกลัวจะเป็นไม่ทัน กลัวทำไม่ได้ กลัวออกมาไม่ดี

บอกเลยว่า ถ้านี่เป็นโปรเจคของฉันคนเดียว คงล่มไปแล้ว

แต่นี่เป็นโปรเจคของเราสองคน

ก็เลยต้อง "เติมน้ำมัน" ให้ถึงที่สุด



-หน้ากลม-


ปล. เติมน้ำมัน ภาษาจีนพูดว่า เจียโหยว และแปลได้อีกอย่างว่า "สู้ๆ"

ปปล.ลืมบอกที่มาของชื่อ NJ Together ค่ะ
ตอนแรก N=Noom , J=Jaoa
(รู้สึกส่วนตัวว่า NJ เหมือนเครื่องเล่นดีวีดี เพื่อนมาบอกอีกที อันนั้นมัน AJ ... แป่ว หลงผิดมาเสียนาน เอิ่กๆ)
แต่อยากได้ความหมายให้มันลึกซึ้งมากกว่านี้ มากกว่าชื่อของทีม
หันไปเจอของขวัญชิ้นหนึ่งที่เพื่อนซื้อให้ มีคำสลัก "Journey"
นี่ไง ได้ความหมายของ J แล้ว J=Journey
แล้ว N ล่ะ N อะไรดี N=New ล่ะ
NJ=New Journey
ส่วน Together เพื่อนก็เป็นคนเสนอมาเองค่ะ
เพราะบอกว่า ครั้งหนึ่งฉันเคยสะกดผิด จนต้องเปลี่ยนหนี เอามาเป็นชื่อทีมคราวนี้จะได้จำได้
แต่ประเด็นคือ ไอ่ที่ฉันเคยสะกดผิดมัน future นะ และตอนนี้ก็สะกดถูกแล้วด้วย


NJ Together


6 ม.ค. 2558

เที่ยวไปกับหน้ากลม ตอนเขาค้อ ล้อๆเล่นๆ


ช่วงเวลาหยุดยาวคงมีหลายคนออกตะลอนๆท่องเที่ยว
หรือบางคนก็อาจจะเลือกพักผ่อนอยู่ที่บ้าน

แต่สำหรับวันหยุดยาวปีใหม่ปีนี้ของหน้ากลม 
จะพาไปล้อๆเล่นๆที่ จ.เพชรบุรณ์


ขอเกริ่นนำนิดหน่อย
ปกติวันหยุดยาวของหน้ากลมจะไม่ค่อยได้ออกเดินทางสักเท่าไหร่
เพราะวันหยุด คือเวลาของครอบครัว
ส่วนที่เห็นตะลอนๆไปทั่ว(ไหม?) ก็เป็นแค่อารมณ์แบบว่า "อยากไปก็ไปโล้ดดด!!"
และทริปนี้ที่ทำให้หน้ากลมยอมแบ่งเวลาครอบครัวออกมา นั่นเพราะเพื่อนพเยียคนเดียวเลย
จะว่าแบบนั้นก็ไม่ถูกซะหมดนะ (พเยียแอบอมยิ้มแล้วก็ต้องหง๋อยเลยเมื่อเจอบรรทัดนี้ 555)
เหตุผลหลักที่ลากหน้ากลมออกเดินทางออกจากบ้านในวันหยุดยาวได้.. เพราะคุณพ่อของพเยีย
ขอไปเยี่ยม ให้กำลังใจสักหน่อย (พเยียยิ้มอีกรอบสินะ แหะๆ)

ทริปนี้เกือบจะพลาดไปแล้ว เพราะรถติดโค-ตะ-ระๆ หน้ากลมก็เลยเกิดกลัวขึ้นมาซะงั้น
แต่.. บอกแล้วว่าจะไป ก็ต้องไปให้ได้สินะ
งั้นก็ออกเดินทางโล้ดดดด
Let's Go!!!!



สวัสดีปีใหม่ วันพฤหัสบดี ที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๘

บอกเลยว่านานมากแล้วที่ไม่ได้ใช้บริการขนส่งทางบกอย่างรถทัวร์ ครั้งสุดท้ายน่าจะเมื่อ ๒ ปีก่อน ก่อนที่จะได้น้องขวัญ(รถ)มาเป็นคู่ชีวิต

แอบประหม่า ตั๋วก็ยังไม่ได้จอง ดูข้อมูลในเนตแค่ว่า "อ่อ เราต้องขึ้นรถของนครชัยทัวร์ไปลงพิษณุโลก"
ก่อนเดินทางรู้แค่นี้จริงๆ จนแล้วจนรอดต้องมีเพื่อนมาถามย้ำว่า "โทรไปจองตั๋วแล้วหรือยัง?"
"อ่าว ต้องจองด้วยหรอ" เรารึก็คิดว่ารถจะเยอะเหมือนเพิ่มรอบขึ้นมาเพื่อให้บริการช่วงวันหยุดยาว แต่ก็ลืมไปว่า นี่มันสายยาวนี่หว่า รถสายยาวขึ้นเหนือ เชียงใหม่โน่น "จองก็จอง"
สุดท้ายก็รบกวนพี่ ให้ไปซื้อตั๋วที่ บขส.ใหม่ ได้รอบ ๐๔.๑๕ น.


...ความเงียบภายในรถ ความมืดภายนอกรถ
แสงจากหลอดไฟ เงาต้นไม้ เงาของภูเขา 
ทำให้ความคิดร่องลอยไปไกล
ยากที่จะข่มตานอน (ด้วยคิดถึง)

เดินทางร่วม ๖ ชั่วโมงก็ถึงจุดหม่ย "พิษณุโลกสองแคว"


เดินทางมาถึงขนส่งด้วยเวลาตามนาฬิกา (กลัวลืมเลยถ่ายไว้) ใช้เวลาก็ ๖ ชั่วโมงนิดหน่อย ก็ยังโอเคไม่เมื่อยก้นมาก



ไม่นานเพื่อนพเยียก็มารับที่ขนส่ง แล้วพาไปเยี่ยมคุณพ่อที่โรงพยาบาลนเรศวรฯ

เคยคุยกับคุณพ่อก่อนหน้าที่จะเดินทางมาเยี่ยมว่า "เดี๋ยวไปวิ่งแข่งกันนะคะ"
แต่กลายเป็นว่าต้องพักไว้ก่อน
คุณพ่อบอกว่า "เจอกันครั้งหน้างานนุ่ม" น่านไง "หนูยังขายไม่ออกเลยค่ะ"


หายเร็วๆนะคะ แข็งแรงๆ หนูจะไปงานลูกสาวคุณพ่อ ^^

จบจุดประสงค์หลักของการเดินทางไปแล้ว (ใช่ไหม)
เรามาเดินทางไปลั้นลากันดีกว่า

ทริปนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางทั้งหมด ๕ คน
เจ้ยุ้ย(พี่เยียร์) พี่อัก(แฟนเจ้ยุ้ย) น้องแอม(ลูกพี่ลูกน้องเยียร์) พเยีย(เพื่อนหน้ากลม) และหน้ากลม
ไม่มีแผนใดๆ ก็ตะลอนๆไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงที่พัก


กว่าจะยัดบรรดากระเป๋า สัมภาระสำหรับการเดินทาง (โดยเฉพาะเสื้อผ้าสาวๆ) ใส่ท้ายรถโตโยต้าอาลติทของเจ้ยุ้ยได้ เวลาก็เลยไปบ่ายโมงกว่าๆแล้ว เวลานี้กองทัพต้องเดินด้วยท้อง
เจ้าบ้านตกลงกันพาแขก(หน้ากลม) ไปลองชิมก๋วยเตี๋ยวห้อยขา อยู่ใกล้ๆสวนนเรศวรฯ(คิดว่าจำไม่ผิดนะ) ก็ไปตามแผนที่เลยล่ะกันง่ายๆ มีหลายร้านให้เลือก แต่เจ้เขาก็พาไปชิมที่ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาป้ากฐิน อร่อยไม่อร่อย แต่เจ้าของร้านเล่าประวัติซะเป็นตาแซ่บ (แซ่บอะไรกัน อ่านต่อ)

พอดีโต๊ะที่เรานั่ง(นั่งขัดสมาธิบนพื้น) อยู่ข้างหน้าโต๊ะเก็บเงินที่มีเจ้าของร้านนั่งอยู่พอดี
ไม่รู้ว่าเริ่มต้นที่ไหน จบยังไง จำไม่ได้ แต่จำได้ในสาระที่ไร้สาระว่า (เอาแค่คีย์เวิร์ด)

"ร้านมีประวัติยาวนาน ก่อตั้งตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๐"

"คุณลุงมีเมียมาแล้ว ๙๙ คน คนที่นั่งทำก๋วยเตี๋ยวอยู่นั่นคือคนที่ ๙๙"

"ย้ำ ๙๙"

ถามว่าสมาชิกร่วมเดินทางทุกคนคิดอะไรอยู่???
แต่รู้ ไม่บอก ไม่พูด
รู้แค่ว่า "เรารีบกิน รีบจ่ายเงิน รีบเผ่นเถอะ"

สาระๆ "ก๋วยเตี๋ยวอร่อยดีนะ ถั่วเยอะๆ นัวๆ"



คุณลุงเจ้าของร้าน นั่งรอเก็บตังค์
นัวๆ แบบถั่วๆ สูตรโบราณ (เขาว่างั้น)


มากินแล้ว ไม่ห้อยขาไม่ได้ เดี๋ยวไม่ถึง ^^





กองทัพอิ่มแล้ว เราๆก็เดินทางกันต่อ

ระหว่างการเดินทาง ทั้งไปและกลับ ดีเจเจ้ยุ้ยจะเปิดเพลงเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก เปลี่ยนอีกรอบ แล้วก็เปลี่ยนอีก เปลี่ยนเอาใจลูกทัวร์ เอาเพลงที่มันกินใจ และแหกปากร้องเพลงกันได้ทุกคน แต่ถึงร้องไม่ได้ ก็คลอๆสักนิดก็ยังดี

"อ่าว รู้ชื่อเพลง เอาไป ๒๐ บาท" 

"อ๊าว ร้องได้เอาไปอีก ๒๐ บาท"

เจ้ยุ้ยกระตุ้นลูกทัวร์มาก คุณครูพเยียซึ่งง่วงมากถึงกลับต้องยอมแพ้ ตื่นมาแหกปากร้องเพลงไปกับคนอื่นๆ (หวังเงิน ๒๐ บาทสินะ ฮ่าๆๆ)
สุดท้ายมีแค่น้องแอมที่ได้ไป ๒๐ บาท


เพลงนี้ต้องซ้อมไว้ ร้องประสานเสียงในงานแต่งเจ้ยุ้ย


สนุกสนาน บันเทิง เริงร่าบนรถพอสมควร
ก็ลงแวะมาถ่ายรูปชมวิวบ้าง
ที่แรกเลย ROUTE 12
จะเรียกว่าเป็นจุดพักรถก็ได้
พักรถ ชมวิว ซื้อของ ถ่ายรูป ตามภาษาคนอารมณ์ดี






ถ่ายรูปกันอิ่มแล้ว ก็เดินทางกันต่อ
สถานที่ต่อไปคือ "วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว"
แก้วจะไปซ่อนอยู่ที่ไหน ไปหากัน

(ทางเข้าวัดอาจจะมีหลายช่องทางให้เลือก แต่ขับไปจนถึงทางเข้าที่มีป้ายบอกชัดเจน ทางนั้นสะดวกที่สุด  ถ้าเลี้ยวไปก่อน อาจจะรู้สึกเหมือนกับว่า ขึ้น-ลง ภูเขาไปหลายลูก)












เข้าไปเย็นๆ.. ออกมาซะมืดเลย


ไม่รอช้า รีบบึ่งไปหาที่พักซะก่อนที่จะมืดไปกว่านี้
รีสอร์ทที่เลือกพัก ชื่อ "ลีปันดา" อยู่ อ.เขาค้อ
ทางเข้าเลยจากที่ว่าการอำเภอเขาค้อไปประมาณ ๓๐๐ เมตร อยู่ฝั่งตรงข้าม
ทางเข้าหายากม๊าาากก
คงด้วยว่าเวลานั้นก็มืดมากแล้ว ไหนจะมีตลาดอยู่ใกล้ๆทางเข้าอีก ทำให้ทางเข้าสังเกตได้ยาก แม้จะมีป้ายรีสอร์ทติดไว้เป็นแถวมากมาย (แต่ป้ายรีสอร์ทลีปันดา ดันไฟไม่ติด แล้วจะหาเจอไหมล่ะค่ะ) แต่ก็วนรถหลายรอบกว่าจะเจอ
และสุดท้าย.. ก็มาถึง



เอ๊ะ เรานอนเต้นท์กันนะ รู้แล้วนะ เอาไปกางเอง จัดเอง ห่มผ้าห่มหนาๆเอา (ค่าที่ ๑๐๐ บาท)

เพิ่งรู้ว่าห้องน้ำรวมสำหรับผู้เข้าพักแบบเต้นท์มีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ด้วย ตื่นเต้นมาก
แต่....
เครื่องทำน้ำร้อนนะ ไม่ใช่เครื่องทำน้ำอุ่น ใช้แก๊ส จุดแก๊ส ให้ไฟจากแก๊สต้มน้ำ แม่เจ้าร้อนจ๊าก ต้องเปิดน้ำจากก๊อกเย็นๆผสมถึงจะพอดี
แต่...
โชคร้ายที่หน้ากลมไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับน้ำร้อน
เพราะ.... น้ำจากเครื่องทำน้ำอุ่นไม่ไหลซะงั้น มีแต่น้ำจากก๊อก หน้ากลมก็เลยได้อาบน้ำเย็นๆจากก๊อก ด้วยเวลาขณะนั้นประมาณ ๒๓ นาฬิกา .. กรี๊ดดด!!!! ถ้าทำได้ก็อยากจะกรี๊ดดังๆอ่ะนะ น้ำเย็นสุดๆ

ไม่รู้ว่าคนอื่นจะหนาวมากไหม?
แต่คืนนี้หน้ากลมขอจัดเต็ม
เสื้อกล้าม ๑, เสื้อคอเต่า ๑, เสื้อแขนยาวคอกลม ๑, เสื้อกันหนาวตัวนอก ๑, ผ้าพันคอ ๑, หมวก ๑, เกงเล
(ตัวกลมเลย ฮ่าาา)

เวลายามค่ำที่นั่นไม่มีอะไรมาก ทุกคนมุดอยู่ในเต้นท์ แต่หน้ากลม พเยีย น้องแอม เราออกมาเดินฟินถ่ายรูปก่อนเข้านิทรา (ในรีสอร์ท... ข้างๆ ฮ่าาา)





เขาค้อยามค่ำคืน

คืนนี้อากาศช่างเหน็บหนาว
ไร้ซึ่งแสงดาว 
มีเพียงแสงจันทร์ให้ชื่นชม
ร่ำร้อง "จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง...."




วันศุกร์ ที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๘ เวลา ๐๕.๑๑ น. อรุณสวัสดิ์เขาค้อ

ไม่มีใครตื่นมานั่งฟินเป็นเพื่อน
ก็ฟินคนเดียวก็ได้
งอน!!

และงอนที่สุดคือ ตื่นออกมาล้างหน้าแปลงฟัน เดินไปเดินมาสักพัก ตั้งกล้องถ่ายรูปท้องฟ้า ธีมดวงดาวชัดๆ แต่กลายเป็นว่า ดวงดาวถูกบดบังด้วยแสงจันทร์มากเกินไป ถ่ายไม่ได้ ไม่รู้จะไปไหน เลยว่าจะกลับเข้าไปนอนเล่นต่อในเต้นท์สักหน่อย กลับมา "อ่าว เพื่อนเยียร์ค่ะ ออกไปแป๊ปเดียวคุณเธอพลิกตัวมากินที่ที่หน้ากลมเคยนอนซะหมดเลยนะ ไม่มีที่ให้แทรกเลย"
สุดท้ายจึงจำใจเดินจากมา ไปนั่งฟินคนเดียวที่เรือนรับรอง






เช้าแล้ว
ลมยังพัดโหม
หอบเอาอากาศแสนเหน็บหนาวมาปะทะทั่วร่างกาย
หน้าชา แขนชา ขาชา 
น่าเสียดาย ที่เช้านี้ไม่มีเธอ
หัวใจเริ่มชา
ไร้ซึ่งหมอกสีจางๆ


เขาค้อยามเช้าๆ






นั่งฟินอากาศเย็นๆ จิบกาแฟ โซ้ยมาม่า ข้าวเหนียวหมูปิ้ง
เก็บสัมภาระเดินทางกันต่อ
ต่อๆๆๆๆ ต่อข้างๆรีสอร์ทไปถ่ายรูปสักนิด
(รีสอร์ทเราวิวชมหมอกสวย แต่สถานที่ไม่สวย - เลือกเอา)







ออกมาจากรีสอร์ทเราก็วางแผนเดินทางกันไปต่อยังอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
คิดไว้จะไปถ่ายภาพสวยๆที่อุทยานฯ โดยเฉพาะหินปุ่ม

ระยะทางช่างแสนไกล

เราแวะกันถ่ายภาพที่ "แทนรักทะเลหมอก" กันก่อนแล้วกัน

มีเด็กดอยขายของอยู่แถวๆนั้นด้วย คุณครูเลยชวนมาแช๊ะด้วยซะเลย
(ไอ่คนที่กลางแขนข้างหลัง อย่าให้รู้นะว่าเป็นลูกบ้านไหน หึหึ)

สวยๆ

จริงๆนะ ให้คะแนนความพยายามเต็ม ๑๐ ค่ะ
สุดย๊อดด!!!!



ไม่อยากจะชมตัวเองนะ
แต่ถ่ายรูปตัวเองด้วยการตั้งขาตั้งกล้องนี่แจ่มมาก "นายแน่มากหน้ากลม" ฮ่าๆๆๆ



แวะอีกแวะ จิบกาแฟสักหน่อย
(หน่อยเดียวจริงๆ)
"อร่อยไหม?"
"ตอบ!"





จุดพักทุกที่... เน้นวิวจริงๆ
วิวสวยทุกจุด
ท้องฟ้า ภูเขา ต้นไม้... สุดลูกหูลูกตา



เกือบถอดใจไปหลายครั้ง
แต่เราก็ขึ้น(เขา)มา
มาเรื่อยๆ ขึ้นเรื่อยๆ
แม้ไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ก็ได้มา... ภูทับเบิก









ถนนคดเคี้ยวมาก.. มากเป็นงู








พาชมวิวกันแบบเต็มๆแล้ว


.. รถติด เย็นมากแล้ว กว่าจะไปถึงคงจะมืดซะก่อน
และก่อนที่จะมืดและอันตราย
เราก็เดินทางกลับกันดีกว่า
กินลมชมวิวมาเยอะแล้ว
แค่นี้ก็คุ้มแล้ว...


ขึ้นๆ ลงๆ พบเจออุปสรรคบ้าง ราบเรียบบ้าง ก็เหมือนกับชีวิตนั่นแหล่ะ

โปสการ์ดเพื่อคนพิเศษ
(แอบน้อยใจร้านขายโปสการ์ดที่ทุกวันนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับภาพถ่ายบนโปสการ์ดเลย
ภาพไม่สวย ไม่ได้บรรยากาศ ขายแพง มันจะขายได้ยังไง มีแต่คนประเภทที่ชอบส่ง จึงจำใจซื้อส่ง
โปสการ์ด คือ ความทรงจำ ... ควรทำให้มันเป็นความทรงจำที่สวยงาม... นะ)




ขอบคุณที่ร่วมเดินทาง
ขอบคุณที่อยู่เคียงข้าง
ขอบคุณที่ยังมีกัน
(ความหมายมันเหมือนกันนะ)

ขอบคุณที่รักกัน




สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘
เดินทางโดยสวัสดิภาพค่ะ


เพราะยังหายใจ.. ชีวิตจึงต้องเดินทาง

หน้ากลม

ปล.ขอขอบพระคุณผู้ร่วมเดินทางทุกๆคน ผู้สนับสนุนการเดินทางอย่างเป็นทางการ
ปปล.ต่อนะต่อ เพื่อน!!

ขอบคุณค่ะ ซึ่งเลย อบอุ่นเลย ^^