HOME

HOME
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ด้วยรักและห่วงใย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ด้วยรักและห่วงใย แสดงบทความทั้งหมด

19 พ.ค. 2558

รัก.. ที่ไม่ควรรัก

รักแบบไหนที่ไม่ควรรัก.. สำหรับฉัน คือรักที่ไม่มีวันสมหวัง

.. แล้วฉันก็มีรักในรูปแบบนี้


ในวัยศึกษา

ฉันปล่อยอิสระให้หัวใจตัวเองรักเขาได้เต็มที่

รักใสๆหัวใจฟรุ้งฟริ้งไรงี้

รักเขาด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ

รักที่ไม่หวังครอบครอบ (เพราะรู้ตัวดี)

รัก..ที่อยากให้เขามีความสุข

"เธอสุขฉันก็สุข เธอทุกข์ฉันก็พลอยทุกข์ไปกับเธอ"

ดังนั้นก็ทำให้เขามีความสุขดีกว่า

มันดีต่อตัวเขา และต่อตัวฉัน


..เก็บความรู้สึกไว้ข้างในหัวใจ

ล็อกกุญแจแล้วโยนทิ้งไป

ให้ความรัก เป็นความลับ


...

แล้วรักใสๆหัวใจฟรุ้งฟริ้งก็จากไป


ในวัยทำงาน

ฉันโตขึ้น และเริ่มจริงจังกับชีวิต(บ้าง)

หัวใจที่เคยให้รักเขาอย่างอิสระ

ก็เริ่มจะบีบบังคับให้กลับมา

การตระหนักรู้ว่าความรักนี้ไม่มีทางสมหวัง

ทำให้ฉันเจ็บปวด

ความพยายามหลายๆอย่างที่ไม่มีทางสมหวัง

ทำให้ฉันเหนื่อย

การเห็นเขารักใครๆ

ทำให้ฉันรู้สึกไร้ค่า


เจ็บซ้ำๆ เหนื่อยแล้วเหนื่อยอีก

ยิ่งทำให้ฉันอยากจะดึงหัวใจตัวเองกลับมา

แต่หัวใจไม่ใช่สิ่งของนี่สิที่จะดึงกลับมากันง่ายๆ

ไม่มีความแตกหัก ความร้าวฉาน ความเกลียดชังก็ไม่มี

หมดรักหรือก็ไม่ได้หมด

มันไม่มีเหตุผลที่จะทำให้ฉันดึงหัวใจตัวเองกลับมาได้ง่ายๆเลย


เอาหัวใจตัวเองกลับมายังไม่ได้ ก็เอาตัวออกห่างมาก่อน

ฉันใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่คิดถึงและเป็นห่วงเขา

ด้วยระยะทางมันทำให้เราไกลกันอยู่แล้ว

ความพยายามก็เลยง่ายขึ้น

แต่.. ก็ต้องนับหนึ่งใหม่ในหลายๆครั้ง

ที่เขากลับมา

หนทางมันช่างยากลำบาก และเนิ่นนานจริงๆ

ในเมื่อฉันยังไม่สามารถทนเห็นเขาลำบาก เจ็บ ร้องไห้ โดยไม่ยื่นมือไปช่วยได้

เห็นเขาทุกข์ ฉันก็ทุกข์ไปกับเขา

ยอมใส่เกือก เสือกไปอยู่ใกล้ๆ เป็นตัวอะไรก็ยอม



การที่ฉันอยากจะวิ่งหนีความรู้สึก

มันทำให้ฉันหมดศรัทธาในความรักของตัวเองไป

และก็เลยพลอยไม่เชื่อเรื่อง “รักไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ตัวเองที่ว่ามั่นคงยังเปลี่ยน

แล้วนับภาษาอะไรกับใจคนอื่น

(เอาตัวเองเป็นมาตรฐานซะงั้น)


ความคิดมันบอกว่าไม่ควรรัก

แต่ความจริงมันทำไม่ได้

ความคิดมันบอกให้วิ่งหนี

แต่ความจริง.. เราจะปล่อยมือจากคนสำคัญได้ยังไง


การรักเขาทำให้ฉันไม่สามารถรักคนอื่นได้

มันทำให้ฉันต้องจองคานทองนี่สิ เฮ้อออ...



-หน้ากลม-

30 ธ.ค. 2557

ความรักคือความสั่นไหว


ความรักหน่อ

ทำไมเจ้าจึงสั่นไหวหัวใจฉันนักหนา





ลืมตาดูโลกมาจะ ๒๖ ปีแล้ว

ได้รู้จักความรัก แม้ไม่มากมายหลากหลาย แต่ก็มากพอให้อบอุ่นหัวใจ

รักแม่ รักพ่อ รักยาย รักพี่ รักหลานๆ

รักเพื่อน

และรักเธอ


รักอื่นๆไม่หวานอมขม เหมือนดั่งรักเธอ

รักที่เก็บไว้เป็นความลับมานาน

นานพอให้เธอแกล้งไม่รู้ หรืออาจจะไม่รู้จริงๆ

แล้ว..ความลับก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป

มันดีที่ฉันจะแสดงออก บอกเธอได้เต็มปาก

แต่ก็นั่นล่ะ มันก็ยังเป็นความรู้สึกที่ฉัน.. ทั้งยอมรับและปฏิเสธ

ฉันยอมรับว่าฉันรักเธอ

และฉันก็ปฏิเสธว่ารักเธอ

ฉันคิดว่าฉันกล้าพอ

และฉันก็ว่าฉันไม่กล้าพอ

เธอคือคนที่ฉันอยากจะเลือก

แต่ก็เป็นคนที่ไม่อยากให้เลือกฉัน


ฉันไม่อยากให้มีใครครอบครองตัวและหัวใจเธอ

อยากให้ทั้งตัวและหัวใจเธอเป็นของฉัน

ถึงอย่างนั้น ฉันก็ปล่อยเธอไป

ฉันอาจบอกเธอไปแล้วว่าฉันไม่อยากปล่อยเธอไปอีก

ถ้ามีโอกาสอีกครั้ง ฉันจะไม่ปล่อยเธอไป

แล้วโอกาสนั้นก็มา

แต่ฉันก็ยังปล่อยเธอไปอีก

ด้วยว่า

ฉันยังดีไม่พอ

ฉันยังดูแลเธอไม่ได้

ฉันไม่มีอนาคตให้เธอร่วมฝัน

และสิ่งเหล่านี้เขามี.. ฉันจึงต้องปล่อยเธอไป


เมื่อวันนั้น ฉัน.. ถูกเธอทิ้ง

ความรักของฉันมันแหลกสลายไป

ฉันรักเธอไม่ได้

ฉันเดินออกมาหนึ่งก้าว

แต่ก็จะช่วยเธอจนกว่าเธอจะเดินต่อไปไหว

และตอนนี้เธอก็เดินไหว และเริ่มออกวิ่ง

ฉันไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงนี้

ฉันจึงเดินออกมาอีกหลายๆก้าว


ฉันบอกว่าฉันปล่อยเธอไปแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น

ทุกครั้งที่รู้ว่าเธอต้องการฉัน

ฉันยังวิ่งกรู่เข้าไปหาเธอ โดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

ฉันเป็นแบบนั้น

จนลืมใครไปหลายๆคน

รวมทั้งคนที่รักฉัน



ทำไมถึงมีคนบอกว่า "ให้เลือกคนที่รักเรา"

เพราะคนที่รักเรา จะไม่มีวันทำให้เราเสียใจ

แต่ถ้าเราเลือกคนที่เรารัก เราก็จะกลายเป็นคนที่น่าสงสาร


ฉันจะเดินไกลเธอได้มากแค่ไหน

ฉันจะลองเดินดู.




วันนี้เราคงเดินมาไกลพอสมควร
ไกลพอให้เราคุย แคร์กันน้อยลง
ไกลพอให้เราไม่เห็นหัวใจกัน
ไกลพอให้หัวใจนี้เริ่มไม่สั่นไหว
และ.. ไกลพอ ในยามที่เราใกล้ ไม่รู้สึกถึงความอบอุ่น


ด้วยรัก
หน้ากลม.

19 พ.ย. 2557

เด็กดี.com


เมื่อวาน... มีพี่ที่ทำงานไลน์บทความหนึ่งมาให้

....



ฉันเป็นคนง่ายๆ.. สไตย์เซอๆ ที่คิดว่า ถ้าเราเป็นผู้ชายซะเองก็คงจะไม่เลือกจีบ.. .

บุคลิกฉันก็อยู่ตรงนี้แหล่ะ จืดๆ ชืดๆ ลึกๆนั่นคิดอะไรอยู่ ใครจะไปรู้ หน้านิ่งตลอด ดีใจก็แค่ยิ้ม เสียใจก็ได้แต่ทำหน้านิ่ง.. . ถึงมีเพื่อนเรียน "อ้ายก้อนหิน" "อ้ายหุ่นยนต์" บ้าง ไรงี้

แต่วันนี้.. ใจฉันบอบบางลง เพียงคนๆเดียว.. ที่เข้ามา แล้วทำให้ฉันรู้จักที่จะ "ชอบ" "ไม่ชอบ" "งอน" "ง้อ" หรือจะเป็น "รัก".. และ "เจ็บ"

การที่ได้แอบรักเธอ มันช่างทรมาน.. แต่ก็มีความสุขไปพร้อมๆกัน

เหมือนว่า.. ดีแล้วที่เป็นแบบนี้ .. อย่างให้อยู่อย่างนี้ตลอดไป

..
แล้ววันนึง การที่เราต้องห่างหายกันไป ไม่นานหรอก เพียงแค่ 1 เดือน ที่ไม่โทรหากันเลย ไม่เจอกันเลย ไม่ส่งข้อความหากันเลย.. เหตุผลคือฉันน้อยใจเธอ แต่เธอไม่เคยรู้.. มันก็เลย เงียบบบ..

มันทำให้ฉันรู้ ว่าใครกันที่รักฉัน.. ฉันเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเอง.. ฉันเรียนรุ้ที่จะไม่มีเธอ

แล้วการที่เธอหรืออาจเป็นฉัน ที่เดินถอยออกมา.. มันทำให้ฉัน.. รักเธอน้อยลง.. น้อยลง.. จนพอดี

ความ "พอดี" ณ เวลานี้.. มันทำให้ฉันมีความสุข.. ฉันจะไม่เจ็บเพราะเธอ.. จะไม่ร้องไห้เพราะเธอ อีกต่อไป.. แต่ฉัน จะมีเธอ เป็นเพื่อนฉันเสมอ.. "เดินและจับมือไปด้วยกัน".. ด้วยความบริสุทธิ์ใจ..

ขอบคุณเธอที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมาย


แด่.. เธอที่ฉันเคยรักมากที่สุด.. แต่ก็จะรักตลอดไป




งง!!! งงค่ะ..

ใคร? บทความของใคร? เขาคือใคร?

Who are she?

ใครกันที่เหมือนฉันได้ขนาดนี้


หรือจะเป็นบทความในบล็อคของฉันเอง

ฉันพยายามไล่เลียง ย้อนกลับไปตั้งแต่ต้น

แต่ก็ไม่เจอ

หายังไงก็ไม่เจอ

ฉันอยากรู้จริงๆว่าเขาคือใคร

ความรู้สึก... "ไม่ได้มีฉันแค่คนเดียวสินะ"


จนท้ายสุด

คืนต่อมา

ฉันคัดลอกบทความใส่เข้าไปในกูเกิ้ล

เจอแล้ว...



ลาก่อน "first love" .. ยินดีต้อนรับ "love friend"
เกริ่นเรื่อง: อดีตความรักของหน้ากลมๆ
15 ส.ค. 54 , View: 128 , Post : 1


บทความของฉันเอง

ที่เคยเขียนไว้ในเว็บเด็กดี

ผ่านมาแล้ว 3 ปี

จำไม่ได้ว่าตัวเองเป็นคนเขียน

ได้แต่ถามตัวเองว่า

"ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น?"


สุดท้าย...

มันก็ยังมีแค่ฉัน ที่รู้สึก.


แอบแป๊วเมื่อรู้ว่าใครคนนั้นคือฉันเอง เหอๆ

6 พ.ย. 2557

ลอยกระทง เดย์


เหมือนกับว่า

ฉันเพิ่งเห็นมันเมื่อคืนก่อน



๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

ปีที่แล้ว

เช้ามืดของวันนั้น

แม้จะช่วงเวลาสั้นๆ แต่เรายังมีกันและกัน


ปีที่แล้ว

คืนวันลอยกระทง

เธอกลับไปเจอคนรัก

ส่วนฉันกลับมาพักกับความว่างเปล่า


ฉันเจอรถติด

ทุกคนออกมาลอยกระทง

ฉันเจอคนมากมายระหว่างทาง

พวกเขามากับคนรัก บางคนมากับครอบครัว

แต่ฉันไม่มี (ครอบครัวอยู่ไกล)


ฉันถึงห้องที่ว่างเปล่า

ฉันยืนอยู่ที่ระเบียง

ฉันเฝ้ามองโคมลอยที่ถูกปล่อยมาไม่ขาดสาย


"โคม"

ที่ฉันยังไม่มีโอกาสได้สัมผัส จุดไฟ และปล่อยมันขึ้นไปบนฟ้า

จริงๆไม่ได้หาโอกาสได้ยากเย็นขนาดนั้น

เพียงแค่รอสถานที่ที่เหมาะสม และคนรักที่จะปล่อยโคมด้วยกัน


เธอเท่านั้น

คำสัญญา ที่มัดเราไว้


แต่ปีนี้... ไม่มีเงาของเธอ

และฉันก็ยังยืนมองเหล่าโคม ที่ร่องลอยขึ้นไปบนฟ้า

โคม ที่ไม่มีของเรา



เหมือนกับว่า.... 



๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ (ปี ๒๕๕๖)


ด้วยความคิดถึง

13 ก.ย. 2557

หายไป



ในวันที่คลื่นลมแรง.. ลมพัดโหมกระหน่ำ

ฉันและเธอยืนอยู่เคียงข้างกัน

จนเมื่อ..

หมวกสีครีมใบโปรดของเธอถูกลมพัดปริวไป

โดยที่เธอไม่ต้องร้องขอ

ฉันรีบวิ่งตามหมวกใบนั้นไป

วิ่ง.. วิ่ง.. วิ่ง..

วิ่งจนขาสองข้างเริ่มล้า 

ลมก็ยังไม่หยุด หมวกยังคงลอยละลิ่ว

และฉันยังคงวิ่งไล่ตาม

..ฟิ้วววว!!!!

จนเมื่อคลื่นลมหายไป

หมวกสีครีมตกลงมา

ฉันรีบก้มไปหยิบ

เพื่อนำหมวกสีครีมไปคืนให้เธอ

แต่...

เมื่อฉันหันกลับไป

ฉันกลับไม่พบเธอ

เธอไม่ได้รอคอยฉันอยู่ตรงนั้น

เธอหายไป






21 ส.ค. 2557

กระจก


ส่องกระจกอยู่ทุกวัน

แต่ไม่รู้เลยว่า

มีอะไรๆเปลี่ยนแปลงไป


"ไว้ผมยาวแล้วหรอ?"

"อ้วนขึ้นนะเนี่ย"

"นอนดึกรึป่าว ตาคล้ำๆ"

"เครียดอะไร สิวขึ้น"

"ตาบวมๆ ร้องไห้มารึป่าว?"


หลากคำถาม

แทนคำทักทายจากคนรอบข้าง

ถ้าไม่มีเขา

จะรู้หรือเปล่าว่าตัวเองเปลี่ยนไป

ส่องกระจกด้วยตาตัวเองทั้งสองข้าง

ก็ไม่สู้ตาคนใกล้เคียง


เป็นเพราะอะไร?

หรือจริงๆอาจต้องถามว่า

เคยสนใจ ดูแลตัวเองบ้างไหม?


วันเวลาค่อยๆเดินผ่านไป

อายุก็มากขึ้น มากขึ้นตาม

แต่.. เรากลับไม่รู้สึกถึงความแก่ชราที่เกิดขึ้น

จะไม่รู้สึกเลย

หากไม่ลองกลับไปดูอดีตที่ผ่านมา


นั่งดูรูปภาพเก่าๆ

สิ่งที่พบคือความสดใส "วัยสดใส"

แต่เมื่อหันหน้าไปส่องกระจก

สิ่งที่พบกลายเป็นความว่างเปล่า ใน "วัยทำงาน"

วัยวุฒินั้นเปลี่ยนไป

พูดง่ายๆคือ.. แก่ไปอีกขั้น


คนที่ได้พบเจอ

แต่วันนี้อยู่ห่างไกล

เวลา.. ระยะทาง

เนิ่นนาน แสนไกล ที่ไม่ได้พบเจอ

ไกลเกินที่จะรู้ หรือสัมผัสได้ถึงความเหมือนเคย หรือเปลี่ยนแปลง

และการกลับมา

ได้พบกันอีกครั้ง

นอกจากรูปลักษณ์

อ้วน ผอม ขาว ดำ ที่เปลี่ยน

อาจสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในความรู้สึก

อาจจะมากขึ้น

หรือน้อยลง

ก็แล้วแต่ความมั่นคงของใจคน


กับความเปลี่ยนแปลง

ที่ต้องมาพบเจอในภายหลัง

ยากเกินจะทำความคุ้นเคย


ทำไม?

เราถึงไม่อยู่ใกล้ๆ

ค่อยๆรียนรู้และยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิด

ทั้งรูปลักษณ์ และความรู้สึก

ให้อยู่ดูแลกันและกัน

ทำไม?

เราไม่แก่ไปด้วยกัน



เมื่อวันที่เธอรู้สึกว่าเธอแก่

ฉันก็แก่เหมือนๆกับเธอ

เราแก่เหมือนกัน

เราอยู่ด้วยกัน

พบเจอกันทุกวัน

จนลืมไปว่า

เธอคือใคร

ฉันคือใคร

มีแต่.. เรา





-หน้ากลม-
กับวันที่อยากมีคนที่จะแก่ไปด้วยกัน

14 มิ.ย. 2557

รัก.. ให้เข้มแข็ง


"มีเพียงรักครั้งแรกเท่านั้น ที่เป็นรักที่จริงจังมากที่สุด"


มีคนบอกฉันมาแบบนั้น

สำหรับฉัน ตอนนี้คงไม่สามารถพิสูจน์มันได้

จำไม่ได้จริงๆว่าที่ผ่านมาฉันได้รักใครไปแล้วหรือยัง



กับ "หนุ่มน้อยนิว"

คนที่ไม่เคยคุย ไม่เคยได้ใกล้ชิด

แต่แค่เห็นหน้า หัวใจมันบอกว่า "แม่งหน้าตางี้สเปกเลย"

แล้วก็ผ่านไป โดยที่ไม่เคยได้เห็นหน้าเขาอีก

จบเพียงบันทึกหนึ่งหน้า บอกความรู้สึกลงไปในสมุดบันทึก


กับ "แอน" สาวน้อยจากหมู่บ้านข้างเคียง

เด็กสาวที่มาแนวแฟนคลับ

ครั้งนั้นฉันเป็นนักกีฬา ห้าว ลุย (แมนๆประมาณนั้น)

ผลคือ มีแฟนคลับเป็นผู้หญิงอยู่หลายคนเลย

ทั้งรุ่นน้อง รุ่นเดียวกัน ไปจนถึงรุ่นพี่

แต่แอนบุกยิ่งกว่า

ขอเบอร์เพื่อโทรหา

ที่อยู่เพื่อเขียนจดหมายคลาสสิกส่งตรงถึงบ้าน

โน๊ตน้อยบอกคิดถึง เป็นห่วง อยู่ทุกๆวัน

สำหรับฉัน ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ดูกุ๊กกิ๊กๆแปลกๆ

แต่เมื่อเขาเขียนมาเราก็เขียนกลับไป

มีจดหมาย มีบันทึกมากมาย

จบด้วยการย้ายถิ่นฐาน แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย


กับ "น้องปุ้มปุ้ย"

น้องสาวสุดน่ารัก บอกจริงๆว่าปลื้มเธออยู่มาก

ความเก่ง ความน่ารัก ความเรียบร้อย

ใส่ใจเขาอยู่ทุกครั้งที่พบเจอ

ได้เพียงแค่ใกล้ชิดในระยะที่เป็นได้

จบด้วยความผิดหวังในธาตุแท้ และย้ายโรงเรียน

(ปัจจุบันยังเห็นเธอวนเวียนอยู่ในเฟสบุ๊ค ทำให้คิดถึงช่วงเวลานั้นเสมอๆ)


กับ "เพื่อนรุณ"

ไม่เคยเลยไปถึงเป็นความรัก

เพียงแค่.. มันอาจดีกว่าที่มีคนมารักเราด้วยความจริงใจ

เป็นคนแรกที่มอบแหวนคู่ให้

แต่ฉันใส่มันไว้ที่ขวามือ

ใส่.. เพราะไม่ได้คิดอะไร
(เพราะถ้าคิดคงใส่นิ้วนางข้างซ้าย)

สุดท้ายก็ไม่ได้ใส่ ทิ้งไว้ที่บ้าน พี่สาวเอาไปใส่ และหายไป

(ต่อๆ)คนที่ทำให้ฉันถึงกับเคยเสียน้ำตา (แม้เพียงไม่กี่หยด)

ในวันที่เขาจะบอกลาจาก

แต่วันนั้นฉันกลับยื้อเขาไว้ (เพราะอะไร?)

และพอกลับมา ฉันกลับเป็นฝ่ายเย็นชา และเหยียบย่ำความรักของเขา

จบด้วยอยู่ห่างๆในฐานะเพื่อน (ที่เขาไม่เคยคิดซื่อ)


กับ "ลุงหมูหรือป้อ"

คนที่มอบบ๊อบบี้น้อยตัวแรกให้(ซึ่งก็ยังอยู่ดี)

และบ๊อบบี้โต๊โต(ตัวที่เคยเอาออกมากอดแค่ครั้งเดียว)

หลังจากนั้นฉันก็หลงรักบ๊อบบี้เข้าเต็มเปา

บ๊อบบี้ที่กลายมาเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนสุข

(อ่าว ไปถึงบ๊อบบี้ซะงั้น)

คนนี้เป็นเพื่อนกันแบบไม่เคยคิดอะไรเลย

เพื่อนกันพันก้าว (พาขึ้นภูกระดึงพร้อมกับบุ๋ม)

จนก้าวไม่ออก เมื่อวันที่เขาบอกรัก

แต่เพราะเป็นเพื่อนจึงทำอะไรไม่ได้มาก

ไม่อยากเสียเพื่อน

แต่ยังดีที่เราอยู่ในระยะที่ปลอดภัย

จบด้วยเขารอไม่ไหว มีแฟนไปแล้ว (ฮาาาา)


กับ "ไอ่อั้ม"

ไม่เคยเลยที่เขาจะทำอะไรๆให้

เพียงแค่ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

เมื่อครั้งนั้นฉันถึงได้ตามเขานัก

เรียกได้ว่าหลงล่ะมั้ง

หลงด้วยอะไรก็ไม่รู้เหมือนกัน

เวียนไปพบเจอ

ดูหนัง กินข้าว

ฟังเขาดีดกีต้าร์ ร้องเพลง

เฝ้าเขาเล่นเกมส์

ทิ้งเพื่อนสนิทเพื่อไปอยู่กับเขา

จบแล้ว จบด้วยความเกลียดชัง แม้จะไม่เคยได้รัก (อโหสิกรรมนะ)


กับ "พี่โจ้"

รุ่นพี่สุดน่ารัก

ณ ห้วงเวลานั้นที่ได้สบตา

คือช่วงเวลาที่ฉันอายที่สุด เขินจนหน้าแดง

ไม่ถึงกับรัก ชอบหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆฉันปลื้มในหน้าตา(สมัยโน้นน่ารักมาก)

ครั้งหลังได้มาเจอ พยายามทอดสะพาน

เป็นคนเดียวจริงๆที่ฉันเอ่ยปากชวนกลับบ้านด้วยกัน

หรือแม้แต่อยากให้พาไปเที่ยว

แต่พี่เขาก็ไม่เคยก้าวข้ามมา

เพียงแค่ยืนอยู่ที่ตีนสะพานอีกข้าง

เพราะเขาคิดว่า เราอยู่สูงเกินไป

จบด้วยความรู้สึกดีๆ ที่ไม่เคยลืม (เอ๊ะ หรือยังไม่จบ)


กับ "คุณเอกหรือคุณบอล"

คนที่ฉันเปิดใจให้มากที่สุด

อาจเพราะเขามีสิ่งที่ฉันโหยหา

การดูแล ความเอาใจใส่ ความรัก ความหวังดี

ทุกๆอย่างที่เขามอบให้

มอบให้ในช่วงเวลาที่ฉันต้องการมันยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

มีเขาอยู่ด้วย ฉันจะไม่ฟุ้งซ่าน

และลืมเลือนเรื่องที่เข้ามาทำให้จิตใจฉันอ่อนแรง

เพียงแต่.. การแวะเวียนมาหาในภายหลังจากนั้น

มันกลายเป็นความอึดอัด

และฉันพบว่า ฉันอยากอยู่คนเดียว

ด้วยรู้สึกผิดต่อใครอีกคน

จบด้วยความไม่เข้าใจ และฉันที่เฉยชา(เขาว่างั้น)


กับ "นายทหารเอ"

คนดีๆ ดีมากกก ดีจนแทบจะเกินไป

ต่อให้ฉันเย็นชา รำคาญ เขาก็ไม่เคยย่อท้อ

คิดว่าสักวันฉันจะต้องใจอ่อน

เพียงแค่.. วันนี้ฉันเพียงรู้สึกดี

ที่มีคนเป็นห่วง คนที่คิดถึง

คนที่อยู่ด้วยในห้วงเวลาเหงาๆ

จริงๆคือ ฉันดีใจที่มีเขาเป็นเพื่อน

ตอนนี้ยังไม่จบ

แต่ฉันคิดว่าฉันรู้ตอนจบของบทนี้แล้ว

(จะต้องทำเขาเจ็บอีกแค่ไหน กว่าเขาจะยอมแพ้
แล้ววันที่เขายอมแพ้ ฉันจะเสียใจไหมนะ)


กับคนสุดท้าย "จ๊ะโอ๋"

คนที่ทำให้ฉันยิ้มและร้องไห้ได้ในเวลาเดียวกัน (เก็บน้ำตา)

สมัยโน้น แอบมองหา พร้อมๆกับหลบหน้า

ผ่านๆมาก็เป็นเพื่อนคุย แชร์ชีวิตกันและกันอยู่ทุกวันๆ ทุกๆคืน (สมัยโน้นไม่รู้มีอะไรคุยกันนักหนา)

คิดถึง เป็นห่วงอยู่เสมอ (หลายๆครั้งก็เกินไป จนลืมห่วงตัวเอง)

ยอมลำบากลำบนไปหาถึงอีกฟากของกรุงเทพ (เอกมัย)

เอาใจ ยอม(เกือบ)ทุกอย่าง

ใจอ่อนให้กับความเป็นเขาอยู่ตลอด

แคร์เขามาก(เกินไป)

(หลายๆครั้งก็อยากให้เขา(พยายาม)แคร์ฉันบ้าง)

ในวันที่ฉันอ่อนแอ เขามักจะอ่อนแอยิ่งกว่า (จะบังเอิญไปไหน)

ฉันจึงต้องเข้มแข็ง เพื่อที่จะดูแลเขา (เคยดูแลกันรึป่าว??)

...เพียงแต่ มันคืออะไร

ความรัก งั้นหรอ???

จนเมื่อฉันแน่ใจว่ามันใช่ความรัก

แต่หรือ ฉันจะเข้าใจผิดไป

ฉันยังไม่มีโอกาสได้พิสูจน์เรื่องนี้

เพียงแค่ตอนนี้ฉันเชื่อว่ามันใช่

ฉันอยากให้เขาเป็นคนที่เดินไปพร้อมๆกับฉัน

เป็นคนที่ฉันอยากดูแล และดูแลฉัน

อยากให้เป็นคนที่ฉันเห็นหน้าตอนแก่ (แก่ไปพร้อมๆกัน)

ตอนนี้ยังไม่จบ เพราะฉันยังยื้อไม่อยากให้จบ

(แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำไมถึงฝืนมาได้นานและไกลขนาดนี้
หากชั่งน้ำหนักของรอยยิ้มเทียบกับหยดน้ำตก ไม่รู้จริงๆว่าอันไหนหนักกว่ากัน)

แม้จะรู้ถึงตอนจบดี

แต่ก็นั่นแหล่ะ เพราะว่ารู้ดี รู้มากเกินไป

ฉันจึงไม่สามารถยอมรับตอนจบได้

เพียงแค่ปล่อยให้มันเป็นไป

จนกว่าจะถึงเวลาที่ตอนจบมาถึง

แต่ก็ไม่รู้อีกว่า

กับช่วงเวลาแบบนี้

ตอนจบจะมาถึงเร็วกว่าที่คิดหรือเปล่า

ยังปล่อย

ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้




-หน้ากลม-
กับวันที่.. ไม่รู้ว่าใจจะเข้มแข็งได้อีกนานแค่ไหน




18 พ.ค. 2557

จาก.. บวม

เดินทางกลับบ้าน มีโอกาสได้รื้อห้องนอน
และพบจดหมายฉบับหนึ่งบนชั้นหนังสือ.....



แด่.. เฉื่อย

เรื่องมันเกิดขึ้นมาเพราะว่าฉัน

เห็นเธอนั้นนอนอยู่ฝั่งตรงข้าม

จำได้ไหมตอนเข้าค่ายพุทธรรม

เรานอนห้องเดียวกันสามวันเลย

บังเอิญเราได้อยู่ห้องเดียวกัน

มันช่างขัดใจฉันมากเหลือหลาย

แถมอยู่กลุ่มเดียวกันอีก "โอ๊ย! อยากตาย"

ฉันจะทนอยู่ได้แค่ไหนเชียว

เธอเริ่มออกพฤติกรรมความเรียบร้อย

แต่บ่อยบ่อยดูออกไปทาง "เฉื่อย"

เธอก็เป็นของเธอมาเรื่อย

ใครว่า "เฉื่อย" ก็ยังเฉื่อยอยู่ต่อไป

ตอนแรกแรกนึกว่าอยู่ในเมืองหรอก

เห็นหน้าตาเธอออกจะไบรท์ๆ

วันหนึ่งเธอออกสำเนียง "หนองตะไก้"

ปุ๋ยช่วยไปเอา "ไม้กวด" ให้เค้าที

เรื่องภาษาท้องถิ่นไม่ต้องห่วง

ไปถาม "กวง" ห้องเจ็ดก็ได้นี่

เธอรู้สึก "เอ๊ะใจ" อยู่หลายที

เล่นเอาตัวฉันนี้แสนงงงวย

ทนทนอยู่กับเธอมาสามปี

เตรียมใจอยู่หลายนาทีว่าต้องจาก

กลัวจะดีใจจนออกนอกหน้ามาก

วันที่จากต้องแอ๊บเศร้าจึงเข้าที

จะปฎิเสธยังไงว่าไม่รัก

อยู่กันมานานนักยากจะหนี

ความรักเพื่อนเพิ่มขึ้นทุกนาที

และยังเป็นอย่างนี้ตลอดมา

เคยได้ยินบ้างไหมที่เขาบอก

"รักนะแต่ไม่แสดงออก" ให้รู้ว่า

รู้สึกรักและเป็นห่วงเสมอมา

ถึงแม้จะต้องลาจากกันไป

ขอให้เธอจำไว้อยู่อย่างหนึ่ง

ว่าถึงเพื่อนไม่ได้คุยเช้าสาย

ความเป็นเพื่อนยังคงอยู่แม้ห่างไกล

อยู่ที่ไหน "เฉื่อย" ก็ยังเป็นเพื่อนเรา...


จาก.. บวม




ขอบคุณสำหรับมิตรภาพ

-หน้ากลม- 
-เฉื่อย-



"ความเป็นเพื่อน"

อาจจะอยู่ตรงนี้เอง

ตรงที่... แม้ว่าเรา

จะไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา..

ไม่ได้ติดต่อกันตลอดเวลา..

ไม่.. แม้แต่จะนึกถึงกันตลอดเวลา

แต่เราก็มั่นใจได้เสมอว่า

หัวใจของเรา

เปิดรับกันและกัน.. ตลอดเวลา

โรงเรียนบุญวัฒนา รุ่น ๓๒
ม.๖/๕

10 พ.ค. 2557

ฉันตายแล้ว


"ฉันจะตายเมื่อไหร่...

เธอจะจากไปเวลาไหน...

เวลาไหน

เมื่อไหร่

ที่เราต้องจากลา...

ไม่รู้จริงๆ"




"นุ่มๆ ได้ข่าวว่าจะผู้ชุมนุมจะย้ายฐานจากบางนามาอยู่ชลบุรีนะ" พี่ที่ทำงานรีบวิ่งแจ้นมาแจ้งข่าว

"จริงอ่ะค่ะ เมื่อไหร่อ่ะค่ะ งี้ต้องหนีป่าว" ฉันตกใจมากกับข่าวที่ได้ยิน และทำตัวไม่ถูก

"พี่ว่าไม่นานนี้ล่ะ เนี่ยมีนักข่าวมาเตรียมทำข่าวเต็มไปหมดเลย" พี่อธิบายสถานการณ์เพิ่มเติม


ตายล่ะหว่า จะทำยังไงดี


เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามายึดบริเวณพื้นที่ที่ฉันอยู่ ณ เวลานั้น
กลุ่มผู้ชุมนุมสวมชุดเครื่องแบบคล้ายทหาร และถืออาวุธแบบที่ทหารถือ ซึ่งฉันไม่รู้จริงๆว่าเขาเรียกว่ารุ่นอะไร และ ณ เวลานั้น ฉันก็ไม่ได้สนใจมันด้วย

พี่ที่ทำงานรีบนั่งยองๆก้มหลบและเอามือวางไว้ที่ศีรษะ และฉันก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกัน

แต่ความรู้สึกมันมากกว่านั้น

ฉันนั่งก้มหลบเข้ามุมกำแพง ไม่นานนักก็มีผู้ชุมนุมคนหนึ่งสวมเครื่องแบบคล้ายทหาร และถือปืนแบบทหารเดินมาที่ด้านหลัง ใช้ปืนจ่อมาที่ขมับด้านซ้ายของฉัน และฉันรู้สึกได้ถึงแรงกดที่อัดเข้ามา


ปัง!!!!!!!!!!!!!


นี่ฉันตายแล้วสินะ



"ในช่วงขณะที่วิญญาณออกจากร่าง 

ฉันไม่รู้สึกเจ็บ 

ไม่รู้สึกถึงซึ่งสิ่งใดแล้ว

มีเพียงคนที่ฉัน....ยังเป็นห่วง"


ฉันยืนงงมองดูร่างของตัวเอง ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง  แล้วฉันจะทำยังไงต่อ

"ถ้าอยากไปหาใคร ไปลาใคร ก็คิดถึงคนนั้นให้มากๆ แล้วเราจะไปปรากฏ ณ ที่แห่งนั้น ใกล้ๆเขาเอง"  มีวิญญาณชายหนุ่มซึ่งร่องลอยอยู่บริเวณนั้น บอกให้ฉันรู้ถึงการหายตัว และปรากฏตัว

"อ่อ... หรอค่ะ ขอบคุณค่ะ" ฉันตกใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นว่ามีวิญญาณอื่นอยู่บริเวณนั้นด้วย และแปลกใจหน่อยๆ ว่าวิญญาณ หรือผี ไม่ได้มีหน้าตาผิดไปจากมนุษย์เลย เพียงแค่ฉันไม่เคยมองเห็น ก็คิดไปต่างๆ ว่าผีต้องหน้าเกลียดหน้ากลัว เพิ่งรู้ตัวก็เมื่อตายแล้ว ว่าฉันคิดผิด


คนที่ฉันอยากไปหาน่ะหรอ ก็ต้องเป็นพ่อกับแม่อยู่แล้ว


ฉันพยายามรวบรวมสมาธิ คิดถึงแม่ คิดถึงหน้าแม่ คิดถึงบ้าน และไม่นานฉันก็ไปปรากฏตัวอยู่ที่หน้าบ้าน และเวลานั้นก็ดึกมากแล้ว

แม่นอนอยู่ คงจะหลับสนิทเลยทีเดียว ฉันยืนมองดูแม่อยู่แบบนั้นเงียบๆ แต่ไม่นานแม่อาจจะรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของฉัน แม่ลืมตาลุกขึ้นนั่ง

"อ่าว นุ่มกลับมาแล้วหรอ" แม่พูดขึ้น เมื่อเห็นว่าฉันยืนอยู่นอกมุ้ง

"จ่ะ" ฉันเดินเข้าไปในมุ้ง ไปนอนอยู่ข้างๆแม่

"แม่ แม่อย่าลืมกินยานะ แล้วก็อย่าเสียใจมากนะในวันที่นุ่มไม่อยู่แล้ว....."

ฉันพร่ำพูดสิ่งต่างๆที่อยากจะบอกแม่ แต่ไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ และแม่ได้พูดอะไรต่อ พ่อก็เข้ามานอนเหมือนพ่อจะมองไม่เห็นฉัน ฉันจึงลุกออกมา และให้พ่อเข้าไปนอนแทนที่ น่าแปลก เมื่อฉันมองเข้าไปในมุ้งอีกครั้ง แม่ยังนอนหลับสนิท ไม่ได้ลืมตาตื่นคุยกับฉันสักนิด สิ่งที่เกิดขึ้นคงเรียกว่าเข้าฝันสินะ


"ในช่วงเวลาที่ฉันเดินออกมา

ฉันรู้สึกสบายใจ และใจหายพร้อมๆกัน

สบายใจที่ฉันได้เจอพ่อกับแม่

และใจหาย เมื่อฉันจะไม่ได้เจอท่านอีก"



แล้วฉันจะไปไหนอีก


ฉันนึกถึงเพื่อนสนิทฉันสองคน

คนหนึ่งคือ จ๊ะโอ๋

และอีกคนคือ บุ๋ม

ฉันเลือกที่จะไปหาจ๊ะโอ๋ก่อน แต่น่าแปลกว่า ฉันคิดถึงหน้าเขาเท่าไหร่ คิดถึงที่ที่เขาอยู่ยังไง ร่างกายฉันก็ไม่หายวับไปไหนเลย ได้เพียงแค่ลอยเคว้งคว้างอยู่บนอากาศ ในค่ำคืนที่มืดมิด

ฉันเลยเปลี่ยนไปหาบุ๋มก่อน ฉันคิดถึงหน้าบุ๋ม แล้วฉันก็ไปปรากฏอยู่ห่างจากบุ๋มไม่เกิน ๑๐ เมตร ได้อย่างง่ายดาย

ด้วยระยะนี้บุ๋มจึงเห็นฉันได้ไม่ยาก แต่เพราะตอนนี้ฉันเป็นเพียงวิญญาณ บุ๋มจึงเห็นฉันเพียงแค่แว๊บเดียว

"ผ่องๆ เมื่อกี้เห็นนุ่มไหม เหมือนจะเห็นแว๊บๆ" บุ๋มถามพี่ชายของเขา พร้อมกับขยี่ตาตัวเองไปพราง

"ไม่นี่" พี่ผ่องมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นฉัน ซึ่งจริงๆคือ เขามองผ่านร่างฉันไปมากกว่า


เมื่อพี่ผ่องเดินหายไป ฉันจึงเดินเข้าไปให้ใกล้บุ๋มมากขึ้น ในระยะที่ห่างกัน ๓ ช่วงแขน ฉันก็ปรากฏร่างให้บุ๋มเห็น

"บุ๋มกลัวเค้าไหม เค้าเป็นแค่วิญญาณนะ" ฉันหยุดยืนในระยะที่จะไม่ทำให้บุ๋มกลัว

"ไม่นี่... ได้ไงหว่ะ" บุ๋มดูตกใจหน่อยๆ แต่ก็ไม่ได้วิ่งหนีฉันไป บุ๋มดูจะรวบรวมสติได้มากกว่าที่คิด

"เค้าถูกยิงตายหว่ะ พวกผู้ชุมนุมน่ะ ตายแบบไม่รู้สึกอะไรเลย ฮ่าๆๆๆ" ฉันบอกบุ๋มถึงสาเหตุการตาย แต่ก็ยังคงบทสนทนาของเราเอาไว้ เพราะฉันไม่อยากให้บุ๋มร้องไห้

"บุ๋ม......................"


ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยม ชลบุรี



"ฉันไม่รู้จริงๆ

ว่าเวลาไหน

เมื่อไหร่

ที่เราต้องลาจากกัน


จะตายเมื่อไหร่

วันนี้

พรุ่งนี้

ฉันก็ยังไม่รู้....


ก็จะทำ

ในสิ่งที่จะไม่ทำให้ฉัน หรือใคร

ต้องเสียใจ"




-หน้ากลม-
กับวันฝันดราม่า แต่ความรู้สึกยังอยู่ เต็มหัวใจ

5 พ.ย. 2556

แค่ยืนอยู่ตรงนี้

@ถนนเลียบหาด ชลบุรี
 
 
ในวันที่ชีวิตนั้นสับสน
 
ในวันที่ใจมันอ่อนล้า
 
ในวันที่รู้สึกเหว่ว้า
 
ฉันจะอยู่เคียงข้างเธอ
 
:P
 
 
....
 
ในวันที่อ่อนแรง
 
ท้องฟ้า สายลม ทะเล นกน้อย
 
ถึงจะเพียงไม่นาน
 
ขอแค่ใจได้พักผ่อนบ้าง
 
 
ดีกว่า
 
แค่ได้ยืนอยู่ตรงนี้
 
 
 
 


28 ก.ค. 2556

หาย


เวลาที่คุณทำของหาย 

ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ คุณรู้สึกอย่างไร?

คุณร้องไห้ไหม?

คุณเสียใจมากไหม?

คุณเป็นกังวลหรือเปล่า?

คุณโทษตัวเอง โทษคนอื่น หรือโทษใคร?

แล้วคุณอยากได้คืนหรือเปล่า?



วันก่อนฉันทำของสิ่งหนึ่งหาย

มันไม่ได้มีราคา หรือความหมายอะไรมากมาย

มันคือตุ๊กตา 1 ตัว ตัวเล็กๆ เจ้าสกั้ง ที่ฉันห้อยพวงไปกับกุญแจรถ

ฉันได้มาจากเอเชียทริค รุ่นพี่ซื้อให้ เมื่อครั้งได้รถมาใหม่ๆ

ซึ่งนั่นหมายความว่า เจ้าสกั้งนี้อยู่กับฉันไม่ถึงครึ่งปี ก็หายจากกันไปซะแล้ว

หรือเจ้าสกั้งจะน้อยใจฉัน ที่ฉันแอบคิดจะหาตัวใหม่มาแทนมัน

ฉันคิด ฉันเดินดูแล้ว ฉันอยากได้แมวจี้มาห้อย

แต่แล้วฉันก็ถอดใจ ไม่ได้หาใหม่มาแทนเก่า

เพราะฉันยังเห็นเจ้าสกั้งเป็นตุ๊กตาคู่รถฉัน เหมือนๆกับบ๊อบบี้สองตัวที่อยู่ในรถ

เพราะพวกเขาล้วนเป็นเพื่อนร่วมทางของฉัน ฉันจะทิ้งเข้าได้ยังไง

แต่แล้วด้วยความสะเพร่าฉันก็ทำเจ้าสกั้งหายไป

หายไประหว่างที่จะขึ้นรถไปทำงาน

ระยะทางไม่ถึง 200 เมตร นับแต่ก้าวขาออกจากห้อง

ฉันทำเจ้าสกั้งหล่นหายไป

รู้ตัวอีกทีว่าไม่อยู่ ก็ถึงที่ทำงานโน่น

รีบกูรีกูจอออกมาหาที่รถ บริเวณเท้าที่นั่งคนขับ แต่ก็ไร้ซึ่งเงา

เลิกงานกลับมาก็ส่องหาใต้ท้องรถคันอื่นๆ ที่เดินผ่าน แต่ก็ไม่เจอ

เจ้าสกั้งหายไปแล้วจริงๆ

ฉันยังมีความคิดถึงเจ้าสกั้งอยู่ในใจ

จนเก็บไปฝันถึง ว่าหาเจอ

แต่ความจริงคือ เจ้าสกั้งนั้นหายไปแล้วตลอดกาล


หลายๆคนคงจะตลกฉัน 

ว่าฉันจะอะไรนักหนากับตุ๊กตาตัวเดียว

แต่นั่นแหล่ะ ไม่ใช่ฉัน ไม่ผูกพัน ไม่รู้หรอก

เงินหายไปพันบาท ยังดีกว่าเจ้าสกั้งหายไปซะอีก

ถึงแม้จะซื้อสกั้งตัวใหม่มา ที่หน้าตาเหมือนเดิม

แล้วไงล่ะ มันก็ไม่ใช่สกั้งของฉันตัวเดิมซะที่ไหน

ก็คงได้แต่ทำใจล่ะนะ

อโหสิกรรมให้ฉันด้วย ที่ฉันทำเธอหายไป




ของหาย ก็อยากได้คืน

คนหาย ก็อยากได้คืน

อะไรๆหาย ก็อยากได้คืน


สิ่งที่หายไป

บางอย่างได้กลับคืน

บางอย่างไม่ได้กลับคืน

แต่ก็น้อยมาก ที่จะได้คืน ถ้าได้ทำหายไปแล้ว


คนที่หายไป

บางคนกลับคืน

บางคนหายไปตลอดกาล

และก็น้อยมากเหมือนกัน ที่จะหวนกลับคืน


ความรู้สึกที่สูญเสียไปแล้ว

จะดึงกลับคืนมาให้เหมือนเดิมได้อย่างไร

ต่อให้เป็นความรัก

ถ้าไม่ใช่รักแท้ แม้ฝืนกลับคืนมา ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป


ใจที่สูญเสียไปแล้ว จะเอากลับคืนมาได้ยังไง




-หน้ากลม-
กับวัน นั่งทำใจ

5 ก.ค. 2556

เส้นใยผูกพัน

"เส้นใยผูกพัน"


 
เวลาทุกนาที
 
เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
 
นั่นทำให้..
 
คนรู้จักคิดถึงกัน และเป็นห่วงกันสินะ

 
กับคนที่เดินผ่านไปมาอาจจะไม่ได้คิดอะไร
 
แต่.. กับคนที่เคยสบตากันครั้งหนึ่ง
 
แค่นั้นก็เกิดเส้นใยความผูกพันบางๆขึ้นแล้ว
 
ยิ่งเคยคุยกัน
 
อยู่ด้วยกัน
 
รักกัน
 
นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
 
ว่าเส้นใยที่เรียกว่าความผูกพัน 

จะหนาและแข็งแกร่งสักเพียงไหน

 
เมื่อก่อนฉันคิดเสมอว่า
 
เวลา ระยะทาง ไม่ได้มีผลอะไรกับความผูกพันนี้เลย
 
จนเมื่อฉันโตมากขึ้น
 
ฉันคิดได้ว่า..
 
เวลา ระยะทาง ไม่มีผล.. 

ตราบเท่าที่ใจคนยังเหมือนเดิม

 
น่าเสียดาย
 
ที่ความโกรธ 

ความรังเกียจ 

ความหงุดหงิด 

ความไม่พอใจ

ความไม่เข้าใจ
 
มันกัดเซาะเส้นใยความผูกพัน
 
ได้ดี และเร็วกว่า เวลา ระยะทาง
 
นั่นหมายความว่า
 
ต่อให้อยู่ด้วยกัน
 
ไอ้เส้นใยความผูกพัน 

ก็ขาดได้ ด้วยใจคน

 

แม้ความรักไม่เกิด
 
ก็ขอให้ความผูกพัน
 
ยังอยู่กับเรา
 
ชั่วนิรันดร์

 


-หน้ากลม-

20 มิ.ย. 2556

เรื่องเล่าจากโปสการ์ด



 เรื่องเล่า.. จากโปสการ์ด




เราเริ่มรู้จักโปสการ์ด (postcard) กันตั้งแต่เมื่อไหร่?

(น่านไง พอตั้งคำถามปุ๊ปก็ต้องถามอากู๋ปั๊ปเลย - ถามยากไปนะ)

อากู๋บอกว่า โปสการ์ด เกิดเมื่อ ค.ศ.1869 ที่ประเทศออสเตรเลีย

(โอ่ววว คุณโปสการ์ดเป็นชาวออสเตรเลียซะด้วย)

ส่วนลูกหลานโปสการ์ดเข้ามาให้พี่สยามได้รู้จักก็ สมัยรัชกาลที่ 5 โน่นล่ะ

(ว่าาแล้วว)

รู้ประวัติกันคร่าวๆแต่พอเท่านี้

ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ก็ลองถามอากู๋(เกิ้ล)ดูนะค่ะ





แล้ว..ฉันเริ่มเขียนและส่ง โปสการ์ดตั้งแต่เมื่อไหร่??


ถ้าเขียนโปสการ์ดนี่ ฉันเองก็เขียนและรู้จักมานานมากแล้ว

แต่ไอ้ส่งนี่ เพิ่งจะเคยส่งจริงๆ ก็เมื่อ มหา'ลัย ปี4


ครั้งแรกที่ส่งนั้น เพราะฉันได้ไปเที่ยวภูกระดึงกับเพื่อน

"ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันคือผู้พิชิตภูกระดึง"

ฉันยังเป็นนักศึกษา ยังไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อบรรดาพวกของฝาก ฝากใครหลายๆคน

แม้แต่เสื้อที่ภูกระดึง ยังคิดแล้วคิดอีกว่าจะซื้อดีหรือเปล่า

(และก็ไม่ได้ซื้อมา)

ร้านเสื้อ.. ถัดมาก็มีร้านเขียนโปสการ์ด

ฉันเดินดูโปสการ์ดในร้าน.. และเลือกมาน่าจะ 4 ใบ

ครั้งนั้นที่ไป ฉันยังไม่มีกล้องโปรฯทุกวันนี้

ฉันพบไปแค่กล้องดิจิตอล ธรรมดาๆ แค่พอถ่ายรูปได้

การหยิบโปสการ์ดขึ้นมาเขียน

นำมาประกอบคำบรรยายของฉัน

ภาพความทรงจำมันเด่นชัดมากกว่าไดอะรี่ที่ฉันเขียนบนนั้นอีก

ฉันบรรจงเขียนบรรยายความเหนื่อยล้าให้ตัวเอง

เขียนความสุข ที่พิชิตภูกระดึงได้ เขียนให้ตัวเอง 1 ใบ

ฉันเขียนขอบคุณเพื่อนฉัน 1 คน

ที่มอบทริปสุดพิเศษนี้ให้ พร้อมการดูแลเอาใจใส่

ฉันเขียน... ถึงที่บ้าน... 1 ใบ

ฉันเขียนไปได้แค่ 3 ใบ

เพราะข้อจำกัดของโปสการ์ด

นั่นคือ.. ถ้าไม่มีที่อยู่ ก็จบ

ฉันมีแค่ที่อยู่ของตัวเอง และก็บังคับเพื่อนให้บอกตอนจะส่งนั่นล่ะ

ก็เลยส่งได้แค่นั้น

อยากจะแนบใบเมเปิลให้นะ.. แต่ทำม่ะได้

(แอบเก็บใส่สมุดไดอะรี่กลับมา)


นั่นคือครั้งแรก กับการเขียนโปสการ์ด





ฉันเคยเจอวิกฤตการส่งโปสการ์ดครั้งหนึ่ง

เมื่อตอนไปแอ่วเหนือกับบริษัท

ครั้งนั้นฉันได้โปสการ์ดมาจากสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี

ซื้อมาไว้.. แต่ยังไม่ได้เขียน (กะมาเขียนที่พัก)

เมื่อเขียนเสร็จและถึงเวลาที่จะส่ง

ปรากฎว่า ฉันเพิ่งจะระลึกได้ว่า ตัวเองยังไม่มีแสตมป์

"แล้วจะส่งได้ไงฟร่ะ"

คืนนั้นฉันไปเดินถนนคนเดิน .. เดินตามหาร้านขายของ

สักร้านที่จะมีแสตมป์ให้ฉัน

ฉันหาไม่เจอ... จนก่อนกลับ

พี่ที่ทำงานจึงบอกให้ลองไปดูที่เซเว่น

และฉันก็ได้มา 1 ชุด.. (น่าจะ 10 ใบ)

ช่างเป็นความโชคดี ที่ฉันมีแสตมป์ติดโปรการ์ดแล้ว

(ปัจจุบันแสตมป์ชุดนั้น อยู่ติดกระเป๋ากล้องตลอด พร้อมใช้)

แต่...

ความโชคร้ายครั้งที่ 2 ก็มีอีกจนได้

ฉันมีโปสการ์ด

ฉันมีที่อยู่ 

(ตอนนั้นได้ส่งให้แค่ที่บ้านกับตัวเอง เพราะไม่มีที่อยู่ใครเลย)

แต่.. ฉันไม่มีตู้ไปรษณีย์

ฉันเดินหาตู้ไม่เจอ

ไปเจอ 1 ตู้ที่พืชสวนโลก..

แต่..มันดันเป็นตู้ปลอม ส่งไม่ได้อีก

ขึ้นรถทัวร์เตรียมกลับ

ก็ยังหาตู้ไม่เจอ

ตัดสินใจกะว่าจะฝากไกด์ทัวร์ ที่เป็นคนพื้นที่ส่งให้ก็ได้

แต่.. โชคร้ายยังไม่หมด

พี่เขาลงจากรถไปตอนไหนก็ไม่รู้

ซึ่งตอนนั้นรถก็แล่นออกจากเชียงใหม่ และมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯแล้ว

ฉันนั้งนอยด์มาตลอดการเดินทาง

เพราะอยากจะส่งโปสการ์ด

ณ จังหวัดที่มาเยียน

TOT ...

อารมณ์นั้นคงรามไปถึงพี่ๆที่ทำงานที่อยู่ด้วยกัน

เขาทั้งนั่งปลอบ และช่วยแก้ปัญหา.. 

แต่ปัญหา.. ก็ไม่เจอทางออก

จน.. เวลาเลยไปประมาณบ่ายๆ

รถทัวร์ค่อยๆเคลื่อนตัวช้าลงๆๆๆ

เทียบข้างทางแวะ จ.ลำปาง เพื่อให้ผู้โดยสารแวะซื้อของฝาก

โอ่ววว ช่วงเป็นความโชคดีอะไรอย่างนี้

ฉันรีบลงจากรถ เพื่อตามหาร้านโปสการ์ดอีกครั้ง

ซึ่ง... ฉันหาไม่เจออออออ T^T

จนถอดใจไปแล้ว..

จวนจะถึงเวลากลับ.. 

ฉันก็เจอร้านโปสการ์ดที่เปิดจนได้ (จะหายากไปไหน)

ฉันไม่กล้าฝากส่งเฉยๆ

ก็เลยซื้อโปสการ์ดเขามา 1 ใบ

พร้อมมอบโปสการ์ดคืนให้ 3 ใบ 

ใบที่เขียนมานานแล้วกว่า 1 วัน

ติดแสตมป์ มีข้อความ มีที่อยู่ พร้อมส่ง

โอ่ยยย นอนหลับแล้ว

สุดท้ายฉันก็ส่งโปสการ์ดเจ้าปัญหานั้นจนได้

อย่างน้อยมันก็ถูกส่งที่จังหวัดในภาคเหนือล่ะนะ 





เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

ถ้าคิดจะส่งโปสการ์ด

สิ่งที่ต้องเตรียมและมี คือ

โปสการ์ด

ที่อยู่

แสตมป์

ตู้ไปรณีย์


อย่าพลาดเชียว ไม่งั้นน้ำตาจะเช็ดหัวเข่า

....







น่าจะทำโปสการ์ดเป็นของตัวเองบ้างนะ



แต่..

สิ่งที่สำคัญจริงๆในการเขียนโปสการ์ด

ไม่ใช่โปสการ์ด

ไม่ใช่ที่อยู่

ไม่ใช่แสตมป์

ไม่ใช่ตู้ไปรษณีย์

เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นแค่สื่อเท่านั้น



สิ่งที่สำคัญ

คือ.. ข้อความที่บรรจงเขียนใ่ส่โปสการ์ด

ถึง.. คนสำคัญ

จาก.. คน(ไม่)สำคัญ





-หน้ากลม-







13 มิ.ย. 2556

หมอน..ข้าง

"หมอน.. ข้าง"

นอนๆ นอน
นอนยังไงให้หลับสบาย

 

บางคนนอนฟูกนุ่มๆ
บางคนนอนเสื่อก็พอ
บางคนไม่เอาสักอย่าง
นอนแบบพื้นๆ ขอหมอนผ้าห่มพอ

 

บางคนนอนห่มผ้า
บางคนนอนไม่ห่มผ้า
บางคนนอนขอแค่หมอนพอ

 

บางคนนอนกอดผ้าขนหนู (ติดมาแต่น่อย)
บางคนนอนกอดผ้าขนแมว
เอ้ย!! ม่ะช่ายๆ มีแต่ผ้าขนหนู
:P (แอบเล่นมุก เสี่ยวๆ) "มึงทำอะไร?" 555
บางคนต่อ
บางคนนอนกอดตุ๊กตา
บางคนนอนกอดคนรัก
บางคนนอนกอด.. หมอนข้าง

(เย่!! เข้าประเด็นได้ล่ะ)

 

"หมอน"
ทุกคนนอนต้องมีหมอน
หรือหาไม่ได้ก็ต้องหาอะไรมาหนุนแทนหมอน
แต่ "หมอนข้าง"
มีก็ได้ไม่มีก็ได้

 

ในวันที่เดียวดาย
ก็นอนกอดหมอนข้าง (แทนคนรัก)
ในวันที่ไม่เดียวดาย
ก็นอนกอดคนรัก (ถีบหมอนข้างตกเตียงไป)

 


หมอนข้างมีไว้ทำอะไร??
ถ้าเป็นฉันเมื่อสมัยเด็กๆ
หมอนข้างมีไว้กั้นตกเตียง
หมอนข้างมีไว้ถีบตกเตียง (แล้วก็ตกตามไป)
หมอนข้างมีไว้ให้นอนเกยขา
หมอนข้างมีไว้เป็นที่พาดขา เวลาที่ปวดเมื่อย
แค่นั้น..

แต่พอโตขึ้นมาหน่อย
หมอนข้างก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับฉัน
ฉันไม่จำเป็นต้องกอดหมอนข้าง (เพราะไม่ได้อยากกอดอะไร)
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้กั้นตกเตียง (เพราะนอนไม่ดิ้น)
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เกยขา (เพราะนอนเรียบร้อย)
ฉันจึงไม่มีหมอนข้าง... ข้างกาย

เข้ามหา'ลัย ฉันได้รู้จักกับบ๊อบบี้ (เพื่อนคนหนึ่งซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด ใส่เสื้อด้วย)
และนั่นก็เป็นสิ่งเดียวที่ฉันนอนกอดเรื่อยมา
มีลูกบ๊อบบี้.. มีแม่.. แล้วก็มีพ่อ.. ฉันมีครอบครัวบ๊อบบี้






ตัวลูกยังอยู่ที่ห้องชลฯ
ตัวพ่ออยู่ในถุงที่บ้านโคราช
ส่วนตัวแม่กลายเป็นบ๊อบบี้แบนอยู่กรุงเทพฯ
(พรากลูกพรากแม่เขาไหมน่อเรา)

 

จนถึงเมื่อปีที่แล้ว (เพื่อนแย่งไปทับ.. เป็นบ๊อบบี้แบน)
ฉันไม่ได้นอนกอดบ๊อบบี้ หรือหมอนข้าง หรืออะไร
นอกจากตัวเอง (ในวันที่เหน็บหนาว)
.. (ถึงอยากจะมีอะไรให้กอดบ้างก็ตามทีเหอ)
เอิ่กๆ

จนวันนี้ .. ฉันมีหมอนข้างเป็นของตัวเอง (รึป่าว)
ฉันมาอยู่คนเดียว ก็เลยซื้อหมอนข้าง
เพียงเพราะ... ไม่อยากให้เตียงต้องว่างเปล่า (นอนคนเดียวมันกว้างไป)

เริ่มต้นจากมีหมอนข้างด้วยเหตุผลนี้
ต่อๆมาเราก็เริ่มใกล้ชิดกัน
จนวันนี้ที่ฉันนอนกอดหมอนข้างทุกคืน

 


นอนกอดหมอนข้าง..
..ด้วยความคิดถึง


 

-หน้ากลม-


 

รับหมอนข้างสักใบ
หรือคนรัก.. สักคนไหมค่ะ 555+

28 พ.ค. 2556

28 พฤษภาคม


28 พฤษภาคม 2547

"ยินดีที่ได้รู้จัก"



28 พฤษภาคม 2548

"ยินดีที่ได้ใกล้ชิด"



28 พฤษภาคม 2549

"ยินดีที่ได้เป็นเพื่อนกัน"



28 พฤษภาคม 2550

"ยินดีกับชีวิตใหม่ รั้วมหา'ลัย"



28 พฤษภาคม 2551

"ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง.. หลายๆครั้ง"



28 พฤษภาคม 2552

"ยินดีที่ได้รัก"



28 พฤษภาคม 2553

"ยินดีที่เวลา ไม่ได้มีผลต่อความรู้สึก"


28 พฤษภาคม 2554

"ยินดีที่ระยะทาง ไม่ได้มีผลต่อความผูกพัน"



28 พฤษภาคม 2555

"ยินดีที่ได้ดูแล"



28 พฤษภาคม 2556

"ยินดีที่ได้อยู่ตรงนี้"


28 พฤษภาคม ....

"ยินดีที่ได้รักกัน"




ยังไม่ลืมนะ "28 พฤษภาคม" 





-ส่วนลึก-