HOME

HOME

31 ก.ค. 2556

ดาวลูกเจี๊ยบ



เรื่องเล่า "ดาวลูกเจี๊ยบ"

ฉบับหน้ากลม




ที่นอกชนบทแห่งหนึ่งอันไกลโพ้นนนนน

มีบ้านกระท่อมหลังหนึ่ง

มีตากะยายอาศัยอยู่คู่หนึ่ง

ตาเลี้ยงไก่อยู่คู่หนึ่ง

แต่ไก่ผัวไม่รักดี มันหนีออกจากบ้านไม่รับผิดชอบมานานนม

ทิ้งไข่ 3 คู่ 1 ใบ หรือ 7 ใบ ให้แม่ไก่ฟักอย่างเดียวดาย

แต่แม่ไก่ก็ฟักลูกเจี๊ยบออกมาด้วยความรัก

ทุกตัวปลอดภัย ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดี

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น

ทุกตัวหน้าเหมือนกันเด๊ะ

เหมือนกันยิ่งกว่าแกะ

เพราะลูกเจี๊ยบไม่ใช่ลูกแกะ

ลูกเจี๊ยบเป็นลูกไก่

ลูกเจี๊ยบจึงหน้าเหมือนกันอย่างกับไก่

แม่ไก่ไม่อยากให้ลูกเจี๊ยบต้องน้อยใจพี่ๆน้องๆตัวอื่นๆ

อยากให้ทุกตัวเสมอภาพ

จึงตั้งชื่อให้ลูกๆทุกตัวว่า "ลูกเจี๊ยบ"

เจี๊ยบ! เจี๊ยบ!! เจี๊ยบ!!! เจี๊ยบ!!!! เจี๊ยบ!!!!! เจี๊ยบ!!!!!! เจี๊ยบ!!!!!!!

แม่ไก่ฟูมฟักลูกเจี๊ยบให้เป็นลูกเจี๊ยบยอดกตัญญู

ให้รู้ตอบแทนบุญคุณ ไม่ว่าจะคน สัตว์ สิ่งของ โดยเฉพาะคน

แม่ไก่เล่าเรื่องการที่ได้พบเจอตากับยายให้ลูกเจี๊ยบฟัง

"วันหนึ่งเมื่อปีกว่าๆก่อนๆ แม่ถูกรถเหยียบ แม่ไม่ตายแต่ก็เสียขาข้างหนึ่งไป เหตุที่โดนรถเหยียบ เพราะแม่อยากรู้ว่าถ้าเอาขาไปขัดไอ่ล้อรถที่วิ่งไปมาอย่างไม่สนใจใยดีสิ่งต่างๆบนท้องถนน มันจะล้มหัวคะเมนรึป่าว และผลออกมาก็คือ แม่ขาปี๊บ ใช้การไม่ได้ แม่เดินไม่ได้ กระดึ๊บๆลงข้างทาง แล้วตากับยายที่มาจากจ่ายตลาดก็มาเจอแม่ ก็ได้ช่วยชีวิตแม่ไว้ คือหักขาแม่ข้างที่ใช้ไม่ได้ออกไป เอาไปทำต้มยำตีนไก่ และแม่ก็มีชีวิตลอด ลอดมาจนมาเจอพ่อ พ่อของลูกอยู่กับตากับยายมาก่อนหน้าที่แม่จะมา แม่ไปไหน ขยับตัวไม่ได้ แม่ก็เลยโดยพ่อไก่ข่มขืน เอ้ย แม่ไปไหนไม่ได้ ก็มีพ่อของลูกมาคอยดูแลเอาใจใส่อย่างดี จนมีพวกเจ้าจนทุกวันนี้ นี่ถ้าไม่มีพ่อไก่ ไม่มีตา ไม่มียาย พวกเจ้าก็จะไม่มีวันนี้ เพราะจะไม่มีแม่เมื่อปีกว่าๆก่อนๆที่แล้ว"

แม่ไก่เล่าจบ ลูกเจี๊ยบทั้งเจ็บตัวก็.... ทำหน้าเอ๋อรับประทาน

เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่แม่ไก่พูดเลย



ค่ำคืนหนึ่งในคืนเหน็บหนาวววว

ลูกเจี๊ยบตัวน้องสุดออกมาเดินเล่นชมนกชมไม้ ชมไก่ด้วย เพราะหลงตัวเอง

พอดีจังหวะนั้น ลูกเจี๊ยบสะดุดก้อนหิน ล้มหัวฟาด ตัวหงายเหงิบ

จังหวะนั้นเองที่ลูกเจี๊ยบได้สังเกตุเห็นอะไรสักอย่าง กระพิบๆ อยู่บนท้องฟ้า

มันมีมากมายอยู่บนนั้น มีอะไรกลมๆดวงโตๆด้วย

ลูกเจี๊ยบอยากรู้จึงวิ่งกรู่ไปหาแม่ไก่ เพื่อร้องถาม

"แม่ๆ เมื่อกี้หนู เอ้ย ลูกเจี๊ยบเห็นอะไรกระพิบๆ กลมๆ อยู่ข้างบนด้วย" ลูกไก่กระดี๊กระด๊าถามแม่ไก่

"อะไรลูก ฝันไปรึป่าว ข้างบนมีที่ไหน มันมีแค่ข้างหน้ากับข้างล่าง และข้างๆ ลูกเอาอะไรมาพูด" แม่ไก่ดุลูกไก่ที่มาปลุกทำลายความฝันอันแสนหวาน เพราะแม่ไก่กำลังฝันว่ากำลังสวีทกิ๊บกิ๊วกะพ่อไก่

"จริงๆนะแม่ เมื่อกี้ลูกเจี๊ยบสะดุดก้อนหินก็เลยเห็น" ลูกเจี๊ยบไม่ยอมแพ้

"เอ๊ะ นี่เราไปหกล้มมาหรอ ไหนดูสิ ไอ่ลูกเจี๊ยบตัวนี้นี่" แม่ไก่ดุลูกเจี๊ยบยกใหญ่ ที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ

เป็นอันว่าลูกไก่เดินจ๋อยกลับที่นอนไป


เช้ารุ่งขึ้นลูกไก่ไม่ลดละ เล่าเรื่องต่างๆให้ลูกเจี๊ยบตัวอื่นๆฟัง

ลูกเจี๊ยบตัวอื่นๆก็ได้แต่หัวเราะ ว่าโม้ ว่าเพ้อฝัน

"แกมันไอ้ไก่ขี้โม้ ขี้เหม็น" พี่ๆล้อลูกเจี๊ยบ

"เอ้อ.. พวกพี่ไม่เหม็นก็แล้วไป" ลูกเจี๊ยบน้องต่อปากต่อคำไป

เมื่อรู้ว่าพี่ๆไม่เชื่อที่พูด ลูกเจี๊ยบจึงหยุดพูด และเก็บความน้อยใจไว้ลึกๆ

"คอยดูนะ คืนนี้ลูกเจี๊ยบจะไปดูใหม่"

แล้วคืนนั้นเอง ลูกเจี๊ยบก็ออกมาข้างนอกดึกๆดื่นๆอีก

มองหาก้อนหิน

แล้วก็วิ่งใส่ให้ตัวเองสะดุดล้มอีก

ด้วยความพยายามหลายๆครั้ง

เพราะพยายามแล้วพยายามอีก ก็ล้มหงายคว่ำ ไม่ได้หงายเหงิบ

และแล้วครั้งสุดท้าย ลูกเจี๊ยบก็หงายเหงิบได้อย่างที่ตั้งใจ

ลูกเจี๊ยบลืมตาขึ้น และพบว่า

ไอ่ที่กระพิบๆ สว่างๆ ที่เห็นอยู่เมื่อคืน มาอยู่รอบๆตัวลูกเจี๊ยบนี่เอง


เช้าตรู่ แม่ไก่ไม่เห็นลูกเจี๊ยบนอนอยู่บนที่นอนก็เลยเดินไปตามหา พร้อมๆกับลูกเจี๊ยบตัวอื่นๆ

แล้วก็เป็นที่น่าตกใจ แม่ไก่และลูกเจี๊ยบตัวอื่นๆ เห็นลูกเจี๊ยบนอนหงายเหงิบ ยิ้ม....แบบไม่หายใจ

เป็นที่เศร้าเสียใจอย่างยิ่ง

และำำพร่ำโทษตัวเองว่าไปว่าลูกเจี๊ยบ ไม่เชื่อลูกเจี๊ยบ เป็นเหตุให้ลูกเจี๊ยบต้องตาย

ลูกเจี๊ยบทุกตัว รวมถึงแม่ไก่ พร้อมเพียงกัน วิ่งสะดุดก้อนหินให้ตัวหงายเหงิบ ตายตามลูกเจี๊ยบไป

และเช่นเดียวกัน

ในค่ำคืนนั้นเอง

ตากะยายได้ทำเมนูอาหารพิเศษเลี้ยงลูกหลานที่มาเยี่ยม ด้วยเมนู "ต้มยำไก่ครอบครัว"

"ตาๆ นั่นดาวอะไรอ่ะ มันอยู่กันเป็นกระจุ๊กเลย" หลานเล็กสังเกตุเห็นกลุ่มดาวกระพริบสว่างสะไหวอยู่บนท้องฟ้า ถามขึ้น

"ไหนๆ โอ่ว!!! นั่นสินะ คงจะเป็นดาวลูกไก่" ตาตอบหลาน

"ไหนๆ หนูเห็นกี่ดวงจ๊ะ" ยายเข้ามากอดและถามหลานเล็ก

"หนึ่ง"

"สอง"

"สาม"

"สี่"

"ห้า"

"หก"

"เจ็ด"

"แปด"

.....

"เก้า"

"เก้าดวงคับ" หลานเล็กตอบ

"คับอะไรลูก" แม่ส่งเสียงหลงขึ้นถาม

"ครับ" หลานเล็กมองหน้าแม่แล้วรีบตอบ


ลูกเจี๊ยบกับแม่ไก่ อาจจะคาดไม่ถึง

ว่าการตายในครั้งนี้ นำพาให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน พ่อ1 แม่1 ลูกๆ7 

ครบ 9 พอดี



ว่างๆ ดึกๆ มืดๆ
ก็ลองใช้เวลา แหงนหน้ามองท้องฟ้า
มองหาลูกเจี๊ยบบ้างนะค่ะ





ศัพท์กลมๆ

หัวคะเมน หมายถึง หัวทิ่ม "หกคะเมนตีลังกา"

ขาปี๊บ หมายถึง ขาลีบ แบบสนิท

หงายเหงิบ หมายถึง หงายหลัง

กระดี๊กระด๊า หมายถึง กระตือรือร้น

เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ หมายถึง เดินไม่ระมัดระวัง

จ๋อย หมายถึง เสียใจ หดหู่




- หน้ากลม -

กับวันเพ้อฝัน

ปล. สดๆ ช่วย Edit ก็ดีนะ 555

28 ก.ค. 2556

หาย


เวลาที่คุณทำของหาย 

ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ คุณรู้สึกอย่างไร?

คุณร้องไห้ไหม?

คุณเสียใจมากไหม?

คุณเป็นกังวลหรือเปล่า?

คุณโทษตัวเอง โทษคนอื่น หรือโทษใคร?

แล้วคุณอยากได้คืนหรือเปล่า?



วันก่อนฉันทำของสิ่งหนึ่งหาย

มันไม่ได้มีราคา หรือความหมายอะไรมากมาย

มันคือตุ๊กตา 1 ตัว ตัวเล็กๆ เจ้าสกั้ง ที่ฉันห้อยพวงไปกับกุญแจรถ

ฉันได้มาจากเอเชียทริค รุ่นพี่ซื้อให้ เมื่อครั้งได้รถมาใหม่ๆ

ซึ่งนั่นหมายความว่า เจ้าสกั้งนี้อยู่กับฉันไม่ถึงครึ่งปี ก็หายจากกันไปซะแล้ว

หรือเจ้าสกั้งจะน้อยใจฉัน ที่ฉันแอบคิดจะหาตัวใหม่มาแทนมัน

ฉันคิด ฉันเดินดูแล้ว ฉันอยากได้แมวจี้มาห้อย

แต่แล้วฉันก็ถอดใจ ไม่ได้หาใหม่มาแทนเก่า

เพราะฉันยังเห็นเจ้าสกั้งเป็นตุ๊กตาคู่รถฉัน เหมือนๆกับบ๊อบบี้สองตัวที่อยู่ในรถ

เพราะพวกเขาล้วนเป็นเพื่อนร่วมทางของฉัน ฉันจะทิ้งเข้าได้ยังไง

แต่แล้วด้วยความสะเพร่าฉันก็ทำเจ้าสกั้งหายไป

หายไประหว่างที่จะขึ้นรถไปทำงาน

ระยะทางไม่ถึง 200 เมตร นับแต่ก้าวขาออกจากห้อง

ฉันทำเจ้าสกั้งหล่นหายไป

รู้ตัวอีกทีว่าไม่อยู่ ก็ถึงที่ทำงานโน่น

รีบกูรีกูจอออกมาหาที่รถ บริเวณเท้าที่นั่งคนขับ แต่ก็ไร้ซึ่งเงา

เลิกงานกลับมาก็ส่องหาใต้ท้องรถคันอื่นๆ ที่เดินผ่าน แต่ก็ไม่เจอ

เจ้าสกั้งหายไปแล้วจริงๆ

ฉันยังมีความคิดถึงเจ้าสกั้งอยู่ในใจ

จนเก็บไปฝันถึง ว่าหาเจอ

แต่ความจริงคือ เจ้าสกั้งนั้นหายไปแล้วตลอดกาล


หลายๆคนคงจะตลกฉัน 

ว่าฉันจะอะไรนักหนากับตุ๊กตาตัวเดียว

แต่นั่นแหล่ะ ไม่ใช่ฉัน ไม่ผูกพัน ไม่รู้หรอก

เงินหายไปพันบาท ยังดีกว่าเจ้าสกั้งหายไปซะอีก

ถึงแม้จะซื้อสกั้งตัวใหม่มา ที่หน้าตาเหมือนเดิม

แล้วไงล่ะ มันก็ไม่ใช่สกั้งของฉันตัวเดิมซะที่ไหน

ก็คงได้แต่ทำใจล่ะนะ

อโหสิกรรมให้ฉันด้วย ที่ฉันทำเธอหายไป




ของหาย ก็อยากได้คืน

คนหาย ก็อยากได้คืน

อะไรๆหาย ก็อยากได้คืน


สิ่งที่หายไป

บางอย่างได้กลับคืน

บางอย่างไม่ได้กลับคืน

แต่ก็น้อยมาก ที่จะได้คืน ถ้าได้ทำหายไปแล้ว


คนที่หายไป

บางคนกลับคืน

บางคนหายไปตลอดกาล

และก็น้อยมากเหมือนกัน ที่จะหวนกลับคืน


ความรู้สึกที่สูญเสียไปแล้ว

จะดึงกลับคืนมาให้เหมือนเดิมได้อย่างไร

ต่อให้เป็นความรัก

ถ้าไม่ใช่รักแท้ แม้ฝืนกลับคืนมา ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป


ใจที่สูญเสียไปแล้ว จะเอากลับคืนมาได้ยังไง




-หน้ากลม-
กับวัน นั่งทำใจ

23 ก.ค. 2556

ปลายสายรุ้ง(กินน้ำ)





ขึ้นมาก็เป็นรูปเลย เอิ่กๆ

อธิบายหน่อยแล้วกันค่ะ

รูปนี้ถ่ายแถวๆปราจีนบุรีค่ะ ก่อนจะขึ้นเขาปักฯ(กบินบุรี) 
ระหว่างเดินทางกลับบ้านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ออกเดินทางหลังจากเลิกงาน 17 นาฬิกาหน่อยๆ
จากบางปะกง มุ่งสู่โคราชบ้านเอง
ไม่รู้ว่าฝนตกหนักมาจากที่ไหน แต่ ณ ที่ที่จอดอยู่นั้น เพียงแค่หยดฝนกำลังมา(ปอยๆ)
ถึง ณ จุดๆนี้ ก็เป็นเวลาก่อนพระอาทิตย์จะตกนิดหน่อย ทุ่มนิดๆ
เล็งอยู่นานว่าจะถ่ายดีไหม
สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว จอดรถข้างทาง แล้วจัดแจงหยิบกล้องขึ้นมายิง ยิงไป 4 นัด (โดนแ่ค่นัดเดียว)


ที่ลงทุน(เว่อ)ตัดสินใจจอดรถนี้ไม่ใช่เหตุผลพิเศษพิโสอะไร
เพียงแค่อยากถ่ายภาพรุ้งมาตั้งนานแล้ว
เมื่อก่อนก็เคยถ่าย แต่ได้แค่พยายามถ่าย
เพราะกล้องเป็นกล้องมือถือ ซึ่งรุ่นเก๋ามาก จึงมองไม่เห็นอะไร แม้แต่เส้น
วันนี้ก็เลยลองใหม่ ด้วยกล้อง Cannon 550D Lens fit 18-55mm (มีเลนส์ตัวเดียว)
ปรากฎว่า ได้แค่เส้น ไม่ได้สี (ดังภาพ)
จ๋อยกันเลยทีเดียว (ไม่ยอมถ่ายไฟล์ลออีกต่างหาก)


เมื่อเด็ก
ไม่สิ เมื่อจำความได้
ฉันก็มีความฝันเกี่ยวกับรุ้งกินน้ำมากมาย
โดยเฉพาะ
ฉันฝัน.. .. เรียกว่าจินตนาการมากกว่า
แต่ไหนแต่ไรมา

ฉันอยากรู้ว่า

"ที่ต้นสายรุ่งนั้นอยู่ที่ไหน?"

"ปลายสายรุ้งมีจริงรึป่าว?"

"ถ้าืยืนอยู่ที่ปลายสายรุ้งสักด้าน มันจะมีบันไดให้ฉันเดินขึ้นไปไหม?"

"แล้วถ้าขึ้นไปบนรุ้งได้.. บนนั้นจะมีอะไร? และที่ปลายทาง ฉันจะไปอยู่ ณ ที่แห่งใด"


ตลกใช่ไหมค่ะ?
ถ้าตลกฉันก็ไม่ว่าอะไรนะ
เพราะนั่นคือฝันของฉัน
และฉันก็ไม่อายที่จะบอกว่า
"ตอนนี้ฉันอายุ 24 ปี ฉันก็ยังถามคำถามตัวเอง ด้วยคำถามเดิมๆเฉยๆเรื่อยมา"


หลายๆครั้งที่ฉันเห็นรุ้งกินน้ำ
และเห็นว่า(คิดว่า)ปลายสายรุ้งอยู่ไม่ไกล
ฉันอยากเหลือเกิน
อยากจะวิ่ง รีบวิ่งไปที่หลายสายรุ้งนั้น ก่อนที่มันจะหายลับไป
ถ้าอยู่บนรถ ฉันก็จะเพ่งมองไปที่ปลายสาย และ(จินตนาการ)โบยบินไป ณ ที่ตรงปลายสายรุ้งนั่น


ฉันรู้ว่าฉันไปไม่ถึง

แต่ฉันก็มีความสุข
แค่ได้มอง และฝันถึง



เพียงไม่ถึงนาทีที่ฉันเคลื่อนรถออกสู่ท้องถนน
มุ่งตรงไปหาคนที่ฉันรัก
สายรุ้งนั้น ก็หายลับไป
ถูกความมืดมิดเข้ามากลืนกิน


-หน้ากลม-

กับวันเปลี่ยวๆ

พี่สาว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

เป็นวันเกิดของพี่สาวฉันเอง "พี่นุ้ย"

นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ฉันเปลี่ยนใจกลับบ้านในอาทิตย์นี้

ก่อนเดินทางกลับบ้าน
ฉันตั้งใจออกไปซื้อเค้ก S&P มาให้พี่
ฉันออกไปซื้อ
ฉันซื้อมาเซอร์ไพรซ์ให้พี่
ฉัน.. แค่อยากอะไรที่ดูพิเศษๆ ให้พี่บ้าง


ตลอด 24 ปีที่ฉันกับพี่ได้รู้จักกัน
ไม่นับ 2 ปีกว่าๆ ที่พี่อาจจะรอคอยฉันอยู่ (ยังไม่เกิด)
เท่าที่จำความได้
เราก็เป็นเพื่อนเล่นกันมาตลอด
เป็นเพื่อน มากกว่าเป็นพี่ซะอีก
เราเล่นด้วยกัน เราทะเลาะกัน
เราแย่งของเล่นกัน
(พ่อชอบซื้อตุ๊กตามาเหมือนกันเด๊ะ 2 ตัว ท้ายสุดก็แยกไม่ออกว่าของใคร แล้วก็ทะเลาะแย่งกัน)
เราด่ากัน ด่าด้วยคำหยาบๆสารพัด
แต่ทำไม่ได้อย่างเดียวคือ ด่าพ่อล้อชื่อแม่ (เพราะพ่อแม่เราคนเดียวกัน)
เราทั้งดีทั้งร้ายใส่กัน แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นลงไม้ลงมือ ตีกันเลยสักครั้ง

ถ้าถามว่าฉันเป็นคนติดพี่ไหม?
ไม่ล่ะ เพราะอย่างที่บอก เราอยู่กันแบบเพื่อนมากกว่าพี่
ฉันแทบจะไม่เคยรู้สึกเลยว่าฉันมีพี่กับเขาด้วย

ถ้ารู้สึกจริงๆ ก็ตอนที่อยู่มหา'ลัย
ในเวลาที่ไกลกัน
และรู้ว่าเบื้องหลังหลายๆอย่าง ฉันก็มีพี่ที่รู้สึกเหมือนเป็นเพื่อน คอยช่วยเหลือมาตลอด
ฉันก็เลยมีพี่ มาตั้งแต่ตอนนั้นล่ะมั้งนะ 555

พ่อกับแม่มักจะกลัวว่าฉันกับพี่จะไม่กินเส้นกัน ในเวลาที่ให้อะไรๆไม่เท่ากัน
เวลาที่ให้ฉัน ก็จะบอกพี่ว่า "นุ้ยอย่าน้อยใจ อิจฉาน้องนะ"
เวลาที่ให้พี่ ก็จะบอกฉันว่า "นุ่มอย่าน้อยใจ อิจฉาพี่นะ"
พูดในประโยคเหมือนๆกัน
ก็เข้าใจนะว่าทำไมพ่อกับแม่ถึงรู้สึกแบบนั้น
แต่ก็นะ
จะไปแก่งแย่งชิงดีอะไร กับคนที่เราเรียกว่า "พี่" ว่า "น้อง"

เราโตๆกันแล้ว
เรามีเหตุและผล
ถึงเราจะคุยกันน้อย
แต่เราก็รู้ว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม

อ่าาาา
นี่อาจเป็นเหตุผลหลักๆว่าทำไมฉันถึงรักครอบครัวของฉัน
เพราะฉันรู้ว่า ไม่ว่าเราจะไกลกันแค่ไหน คุยกันน้อยยังไง
นานแค่ไหนที่ไม่ได้พบหน้า
แต่ฉันก็รู้เสมอว่า เมื่อถึงวันที่ฉันเดินกลับบ้าน
ที่ฉันจะมีความอบอุ่นมอบให้ฉัน
ทุกอย่างยังเหมือนเดิม


ถามว่าเดินทางกลับบ้านเหนื่อยไหม?
เหนื่อยสิ
ไกลก็ไกล มืดก็มืด ง่วงก็ง่วง อันตรายก็อันตราย
กลับคนเดียวอีก
แต่ว่า .. ฉันมีคนที่รอฉันอยู่ที่ปลายทาง
ฉันเลยมีแรงเดินทางต่อไป






-หน้ากลม-



ปล.ง่วงมากกกก กับการขับรถกลับแต่เช้ามืดคนเดียว
ฝนตกหนัก มองไม่เห็นทาง มืดก็มืด ไหนยังมีโค้ง มีกิ่งไม้หัก ที่ต้องระวังอีก
ลงมาจากเขาได้ ทางเรียบหน่อย จะหลับในให้ได้เลยสิเรา

"เดินทางปลอดภัยค่ะ"

"ถึงโดยสวัสดิภาพ"

"ราตรีสวัสดิ์ ที่เวลา 20.35 น."




5 ก.ค. 2556

เส้นใยผูกพัน

"เส้นใยผูกพัน"


 
เวลาทุกนาที
 
เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
 
นั่นทำให้..
 
คนรู้จักคิดถึงกัน และเป็นห่วงกันสินะ

 
กับคนที่เดินผ่านไปมาอาจจะไม่ได้คิดอะไร
 
แต่.. กับคนที่เคยสบตากันครั้งหนึ่ง
 
แค่นั้นก็เกิดเส้นใยความผูกพันบางๆขึ้นแล้ว
 
ยิ่งเคยคุยกัน
 
อยู่ด้วยกัน
 
รักกัน
 
นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
 
ว่าเส้นใยที่เรียกว่าความผูกพัน 

จะหนาและแข็งแกร่งสักเพียงไหน

 
เมื่อก่อนฉันคิดเสมอว่า
 
เวลา ระยะทาง ไม่ได้มีผลอะไรกับความผูกพันนี้เลย
 
จนเมื่อฉันโตมากขึ้น
 
ฉันคิดได้ว่า..
 
เวลา ระยะทาง ไม่มีผล.. 

ตราบเท่าที่ใจคนยังเหมือนเดิม

 
น่าเสียดาย
 
ที่ความโกรธ 

ความรังเกียจ 

ความหงุดหงิด 

ความไม่พอใจ

ความไม่เข้าใจ
 
มันกัดเซาะเส้นใยความผูกพัน
 
ได้ดี และเร็วกว่า เวลา ระยะทาง
 
นั่นหมายความว่า
 
ต่อให้อยู่ด้วยกัน
 
ไอ้เส้นใยความผูกพัน 

ก็ขาดได้ ด้วยใจคน

 

แม้ความรักไม่เกิด
 
ก็ขอให้ความผูกพัน
 
ยังอยู่กับเรา
 
ชั่วนิรันดร์

 


-หน้ากลม-

จากลา

"จากลา "



 

เมื่อมีพบ ก็ต้องมีจากลา
จากแบบได้พบเจอกันใหม่
หรือจากแบบไปตลอดกาล

เมื่อเช้า
ฉันได้รับข่าวจากเพื่อนสนิท
ว่าเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตไป
ฉันไม่อยากจะเชื่อเพื่อนเลยสักนิด
เหมือนครั้งหนึ่งที่เพื่อนคนเดิมนี้
โทรมาบอกว่าเพื่อนในกลุ่มเสียชีวิตเช่นกัน
จนเมื่อเห็นกับตาตัวเอง หน้าชา น้ำตาไหล
และตระหนักว่า เรื่องที่เพื่อนบอกคือเรื่องจริง
ส่วนวันนี้ ฉันก็ยังไม่เชื่อสนิทใจ
นั่นเพราะ
เพื่อนคนนี้ฉันไม่เคยเจอเขาเลยมานาน
(อาจเพราะฉันไม่ค่อยได้กลับบ้าน
หรือเมื่อกลับบ้านฉันก็อยู่แต่ในบ้าน
ถ้าเขาไม่ขับรถผ่าน หรือมาซื้อของ ฉันก็จะไม่ได้พบเจอใครๆ)
กลับบ้านเมื่อเดือนที่ผ่านมา
ฉันได้เจอเพื่อนคนนี้
แค่เพราะเขาทำรองเท้าแฮนด์เมคขาย
พ่อเอามาให้ดู
สวย แนว ชอบ ก็เลยวิ่งรถออกไปดูของถึงที่บ้านเพื่อน
เรามีโอกาสได้คุยกันพอสมควร
ถึงชีวิตปัจจุบัน
ถึงชีวิตที่วางไว้ในอนาคต
แอบคิดในใจว่า
"เวลา อายุ ครอบครัว ความรับผิดชอบ ทำให้คนเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยหรือ?"
เมื่อก่อนเขาเป็นผู้ชายเกเรมากๆคนหนึ่ง
แต่วันนี้เขากลับมีงาน รู้จักคิดถึงลูก คิดถึงครอบครัว
ดีจริงๆนะ
ซึ่งเมื่อก่อนอาจจะไม่มีเลย
ฉันไม่เชื่อว่าเขาได้ตายจากไปแล้ว
จนน้องไลน์มาบอกจึงได้ปักใจเชื่อ ว่านี่คือเรื่องจริง

ใจหายนะ
ใจหายมาก
เพราะเราเพิ่งจะได้เจอกัน พูดคุยกัน
บอกไว้ด้วยว่ากลับไปครั้งหน้า จะออเดอร์มาสั่งไว้ก่อน
เป็นอันว่า
ครั้งนั้นที่ได้พบกัน
คือครั้งสุดท้ายก่อนการจากลา


วัน เวลา ที่ผ่านมานานแสนนาน
ระยะทาง ที่ทำให้ห่างกันแสนไกล
แต่ทุกๆครั้ง
ที่ฉันได้ยินข่าวคราว จากรุ่นเดียวกัน
หูมันจะผึ่งขึ้นมาทันที
ไม่รู้ว่าทำไมต้องสนใจขนาดนั้น
ทั้งๆที่ก็ไม่ได้สนิทกัน บางคนก็แทบจะไม่เคยเล่นด้วยกัน
อย่างมากก็รู้เพียงแค่ว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่น
อ่อ นี่ไงเหตุผล
แค่คำว่า "เพื่อน" คำเดียว




 


... ขอไว้อาลัยให้ อู๋ พนมกร ขอให้เธอไปสู่สุขตินะ



เกลียดการจากลาแบบนี้จัง

3 ก.ค. 2556

ต๊กกะใจ๋

"ใจ๋"

 

"ใจ๋.. ใจ๋..." 

(พร้อมกับเอามือแนบไว้ที่หน้าอกข้างซ้าย)

 

เป็นคำพูดของเด็กหัดพูด ที่พยายามจะสื่อว่าตัวเขาเองตกใจอยู่นะ

การเอามือแอบหน้าอกข้างซ้าย ที่ซึ่งหัวใจอยู่ ก็เป็นการปลอบประโลมตัวเองไปในตัว


เหมือนๆกับที่เวลาแม่ ลูบหน้าอก ปลอบลูกให้รู้สึกปลอดภัย


 

เมื่อวานนี้
 

เมื่อวานนี้ฉันโดนพี่ๆแกล้งให้ตกใจหลายครั้ง
 

แต่ทุกครั้ง ฉันก็ไม่หยักจะตกใจไปกับเขา
 

บอกว่าความรู้สึกช้างั้นหรอ
 

ไม่หรอก ฉันรู้ทุกขณะว่าฉันทำอะไร ใครรอบข้างทำอะไร(ถ้าสนใจ)

 

ฉันไม่ใช่คนตกใจอะไรง่ายๆ
 

เวลาตกใจที ก็มีแค่สะดุ้งโหยง
 

ไม่เคยสักครั้งที่ร้องกรี๊ดเสียงหลงขึ้นมา
 

นั่นเพราะฉันกรี๊ดไม่เป็น
 

(ทำให้นึกถึงเมื่อสมัยเรียนที่ต้องขึ้นสแตนเชียร์
มีเพลงเชียร์เพลงหนึ่งที่ร้องแล้วต้องกรี๊ด เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเพลง
"เร็วเข้าสิ วิ่งเร็วเข้าสิ .. กรี๊ดด!!!! เร็วเข้าสิ วิ่งเร็วเข้าสิ.. กรี๊ดด!!! เร็ว เร็ว เข้าสิ ...."
ฉันเป็นส่วนหนึ่งของกองเชียร์ แต่ฉันทำได้แค่ "อ๊าากกก" เพราะกรี๊ดไม่เป็น
เล่นของเล่นที่ดรีมเวิร์ล ก็ได้แค่ "อ๊าากกก")
 

เออ ฉันนี่ก็แปลก

 

พี่ๆถามว่า "นุ่มกลัวผีไหม?" หลังจากที่แกล้งฉันให้ตกใจ แต่ไม่สำเร็จ
 

คำตอบ "กลัว"
 

"อ่าวววว"
 

ใช่ฉันกลัวผี
 

ฉันกลัวความมืด
 

ฉันกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น
 

แต่ฉันก็ไม่เลยล่าถอยกับความกลัว

 

ตลอดมา เรื่องผีๆสางๆ ฉันไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ แต่ก็ไม่เคยจะลบลู่
 

จนเมื่อสัก 6 ปีก่อน สมัยที่ฉันยังเป็นนักเรียน ม.ปลายอยู่
เพื่อนสนิทฉันคนหนึ่งโดนผีเข้า
ตอนแรกก็ไม่เชื่อ จนเมื่อไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้านหมอ(ไสยศาสตร์)
ณ เวลานั้นเพื่อนไม่ได้มีอาการผีเข้า หรือผิดแผลกจากเพื่อนที่ฉันรู้จักแต่อย่างใด
เราพูดคุยกัน จนเมื่อฉันถามถึงความเป็นมาว่าเกิดอะไรขึ้น
เพื่อนตอบฉันได้สักพัก
อาการเพื่อนก็แปลกไป
"มา.. มันมาอีกแล้ววว.. ฮืออออ.. "
(เมคเซนได้ว่า ผีกำลังจะเข้าอีก)
เพื่อนฉันที่ไปด้วยกัน2 คน กรู่ว่าอยู่ข้างหลังฉัน เกาะแขนซ้าย ขวา คนละข้าง
แต่ตัวฉันเอง ไม่ขยับหนีสักนิด ยังนั่งอยู่ที่เดิม
ถามว่ากลัวไหม?
"กลัว"
แล้วไมไม่หนี ตัวแข็งหรอ?
"เปล่า ไม่ได้ตัวแข็ง แต่ก็ไม่ขยับหนี เออนั่นสิ"

 

อีกเหตุการณ์ก็กลับเพื่อนสนิทฉันเหมือนกัน
ครั้งนี้เมื่อสัก 4 ปีก่อน สมัยมหาลัยปี2
เพื่อนสนิทฉันอีกเช่นกัน (แต่คนละคน)
มาหาฉันที่ห้อง และเล่าให้ฟังว่าโดนผีหลอกที่ห้อง
"มึงๆ อิชี คืนนี้มึงมานอนเป็นเพื่อนกูหน่อยนะ"
"อ่าว แล้วไมมึงไม่มานอนนี่"
ตึ่ง.....
เพื่อนช็อคไปเลยยิ่งกว่าเห็นผีซะอีก
ที่นุ่มพูด "มึง" ออกมา
คือ ณ ตอนนั้น ฉันคงตื่นเต้นและตกใจไปกับเรื่องเล่าของเพื่อนไปหน่อย จนลืมตัว :P
(ฉันเองก็เคยพูดมึงกู เมื่อสมัยยังเด็กๆ การที่มันจะเผลอแสดงออกมาบ้าง ก็ไม่น่าจะแปลกอะไร) 555
และคืนนั้นฉันก็ลงไปนอนกับเพื่อนที่ห้องเพื่อน
3 ทุ่มผ่านไป ..
เที่ยงคืน..
ตีหนึ่ง...
ตีสอง.. (เพื่อน2คนหลับสนิท)
ตีสาม..( "อิชีมึงไม่นอนหรอ"  "อ๋อไม่เป็นไร อ่านหนังสืออยู่" )
ตีสี่.. (กูง่วงแล้วนะ แต่ไม่นอน อ่านหนังสือดีกว่า การ์ตูนเป็นตั้ง)
ตีห้า... (กูง่วงโว้ยยย ตาจะปิดแล้ว)
หกโมงเช้า.. ( "เช้าแล้วเค้ากลับห้องล่ะนะ" )
มาถึงห้องตัวเอง.. เปิดแอร์ได้ กระโดดขึ้นเตียง
หลับสนิทภายในไม่กี่วินาที 5555
คืนนั้นฉันเปิดไฟอยู่ทั้งคืน
กลัวไหม?
คำตอบก็ยัง "กลัว" เหมือนเดิม
แต่ฉันจะหนีอะไรล่ะ
คืนนั้นฉันมีไฟและหนังสือเป็นเพื่อน
เพื่อนสนิทบอกให้มานอนเป็นเพื่อน
แต่..
ฉันมาอยู่เฝ้ายามให้คุณเพื่อน

 

เออฉันนี่ก็แปลก
ฉันเคยวิ่งหนีอะไรบ้างเนี่ย
 

หมาเห่ารึ?
ก็ไม่เคยวิ่ง เพราะรู้ว่ายิ่งวิ่งหนีมันยิ่งกัด
ก็มองหน้ามัน และทำเสียง "จุ๊ จุ๊... จุ๊ จุ๊.."
ให้มันมาดมๆขานิดหน่อย (แต่ดูปากมันด้วยว่าอ้าจะกัดไหม?)
เด๋วมันก็เลิกเห่า
เราก็เดินต่อไป
และมุกนี้ ฉันก็ทำมาตลอด
ไม่เคยโดนหมากัดสักที

 

ทุกครั้งที่ฉันกลัว
 

ฉันมีแสงสว่างคอยช่วยบรรเทา
 

แปลว่า.. ฉันกลัวความมืด ละมั้งนะ


มีคนเคยพูดว่า
 

ใจฉันแข็ง...
.. ไม่หรอก ถ้าฉันได้มอบใจให้คุณแล้ว
 

ใจฉันด้านชา..
.. ไม่หรอก ถ้าฉันได้มอบใจให้คุณแล้ว
 

ฉันโลกส่วนตัวสูง
.. ไม่หรอก ถ้าฉันได้รักคุณแล้ว เพราะเราจะอยู่ในโลกเดียวกัน

 

ถ้าคุณคือคนที่ทำให้ฉันรู้สึกได้ ถึงผีเสื้อนับล้านที่บินอยู่ในท้อง
ฉันก็จะเป็นฉัน ที่อ่อนแอที่สุด และเข้มแข็งที่สุด ในเวลาเดียวกัน

 



-หน้ากลม-

2 ก.ค. 2556

เที่ยวไปกับหน้ากลม ตอน 3D Art in paradise



กะจ๊ะ @Art in paradise PATAYA



5 พฤษภาคม 2556


ได้ไปสักที "อาร์ท อิน พาราไดซ์"

ทริปนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมา แต่เพราะไม่รู้ว่าจะไปไหน และเคยคิดจะมาหลายครั้งก็ไม่ได้มา ก็เลยเลือกที่จะมา
....เมื่อได้พบกันอีกครั้ง


ออกจากชลบุรี น่าจะเกือบๆเที่ยงเห็นจะได้
วิ่งเส้นสุขุมวิท มุ่งหน้าสู่พัทยาเหนือ
เมื่อเข้าพัทยาเหนือได้ก็ไม่ยากอะไรแล้ว
ป้ายค่อยข้างจะชัดเจน "Art in paradise"

ด้วยเวลาบ่ายๆ อากาศค่อนข้างร้อน
ด้วยเป็นวันอาทิตย์ คนจึงเยอะเป็นพิเศษ
แต่เราก็โชคดี ที่ได้ที่จอดรถฟรี ดีๆ ไม่เสียตังค์
(แอบเซงจิตนิดหน่อย เพราะรถเพิ่งล้างมาด้วยราคา 350 บาท ฝนตก แดดออก ฝุ่นเกรอะ หึหึ)

ค่าบัตรเข้า 150 บาท เพราะเราเป็นคนไทย ^^
ก็มาดูบรรยากาศข้างในกัน ศิลปะ สามมิติ เมื่อมาถึงที่นี่ ก็ปล่อยจินตนาการให้ล่องลอย
แม้ว่าเราสองคน จะแคชหน้ากล้อง แอคติ้งไม่ผ่านเลยสักคน


(กรุณาถอดรองเท้า และถือเข้าไปด้วยนะค่ะ
ปล.ทำไมไม่ทำให้ฝากน่อ
ปปล.น่าจะจัดคิวให้เข้าชม ชม.ละกี่คนก็ว่าไป นี่เบียดกันเข้าไป -*-")

กับทางเข้า ก็เดินชื่นชม กับภาพหลอกตาแบบต่างๆ
อย่างเครื่องบิน2 ลำที่เห็น เส้นแดงกับน้ำเงินเท่ากัน
แต่หลอกตาด้วยขนาดของเครื่องบิน
คอ(เกือบ)ขาด


"หงายเหงิบ" ภาษาโคราช ก็ดังภาพจ่ะ :P

กะจะแสดงฟิลลิ่งแบบว่า ล่องลอยไปในท้องทะเล
(แต่ได้เท่าเนี่ย)



นั่นไงเล่นเยอะ มันชนหัวแล่ว เอิ่กๆ
เต่าโฉบหัว
เอาบ้างๆ นี่แน่ะ โหม่งเลย

นางเงือกกกกก..


นู๋แพรวารักช้าง
(แต่ไม่เห็นช้าง) 555

รังแกสัตว์ นิสัยไม่ดีนะค่ะเด็กๆ

เสือจะออกมากินแล้วววว!!!
นู๋กลัวอ่าาา
(กลัวได้เท่านี้รึ??)

นกโฉบไปกิน 555

นี่ๆ ตรงนี้ด้วย
(ช่วยหา)


โย่ววววว!!!! ประเทศไทยจงเจริญ!!!!
ปีนๆๆๆ ปีนขึ้นไป
"โห่วววว เหนื่อยๆ"
(ได้ 2 ขั้น) 555

ฉ้านนคือหุ่นกระบอก ไร้ซึ่งชีวิต
(ฟิวนี้ผ่าน) 555

มัวแต่อ่านหนังสือ เอาลองเท้าไปกินซะ
"โอ่ย!!!"
(เจ็บแทน)

ดึงหมาบัลลูนนนน!!!

วิ่งเล่นกะหมา.. หมาเลียปาก :P
"ไปล่ะนะ"
"บะบายค่ะ"


แนะนำนะค่ะ
ถ้าคิดจะมาให้ได้บรรยากาศ ให้มีมุมถ่ายภาพดีๆ
ใครเรียนอยู่ ก็โดดเรียนมา
ใครทำงานก็โดดงานมาค่ะ
มาวันที่ไม่ใช่วันหยุดจะดีมาก
แล้วก็ฝึกแอคติงมาด้วย
เพราะถ้าแอคติ้งไม่ผ่าน เมื่อถ่ายภาพออกมาแล้ว จะดูไม่ได้เลย (อย่างที่นู๋ๆเป็น)
เราต้องเป็นธรรมชาติที่สุด 555

ไปกันแบบขำๆ
ให้รู้ว่า "ตูเคยมาแล้ว"


ขอบคุณที่ร่วมเดินทาง
ขอบคุณที่เคียงข้างกัน.. แม้ไกลๆ


-หน้ากลม-

เที่ยวไปกับหน้ากลม ตอน ตะลอนๆเมืองกาญฯ




กะบุ๋ม @เมืองกาญฯ

23-24 มีนาคม 2556

 
วันนั้นได้มีโอกาสไปเที่ยวเมืองกาญจนบุรี กับเพื่อนสุดเลิฟ คุณจินตนา หรือ บุ๋ม(เหยิน) นั่นเอง
หลังจากที่ลาออกจากงานเดิม ก่อนเริ่มต้นงานใหม่ มีเวลาได้หยุดพัก 1 อาทิตย์  ก็เลยจัดทริปไปกันกับบุ๋ม สองต่อสอง อิอิ

เราออกเดินทางจากกรุงเทพน่าจะประมาณ 7 โมงเช้า วิ่งออกจากกรุงเทพตามทางด่วน สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม ไปออกถนนกาญจนา เข้าถนนเพชรเกษม ทะลุผ่านนครปฐม ไปเรื่อยๆ เจอป้ายให้เลี้ยวขวาเข้าเมืองกาญฯ ก็วิ่งเข้าไป ตั้ง GPS ในไอโฟนเช่นเคย มุ่งหน้าสู่ Felix river kwai resort ที่พักติดแม่น้ำแคว อ.เมือง

แต่ก่อนหน้าที่จะถึง เราก็แวะกินเต๋วข้างทางซะก่อน (เพราะต้องเช็คอินเที่ยง ซึ่งไปถึงเร็ว ก็เลยแวะกินอะไรก่อน)
ร้านที่เราเลือกทานนี้ เป็นร้านข้างๆทาง เห็นป้ายก็แวะ ไม่มีแผน หรืออะไร เพียงแค่หิว และต้องแวะฆ่าเวลา ก็เลยต้องกิน
ร้านเต๋วที่เราแวะ ปรากฎว่า อร่อยเกินคาดค่ะ (อยากกินอีกสักชามจัง ขากลับว่าจะแวะมาอีกก็ไม่ได้มา) กินจนหมดจาน และพลาดไปที่ไม่ได้สั่งพิเศษ
ที่ร้านมีน้ำแข็งใสด้วย ใสแบบใสจริงๆนะ ไม่ได้หมุนติ้วๆ น้ำแข็งใสแบบโบราณ เลยล่ะ แล้วเราก็จัดมาคนละถ้วย และ.. ก็อร่อยเกินคาดอีกแล้วค่ะ
มื้อเที่ยงที่กาญฯ มื้อแรกที่กาญฯ ก็เลยค่อนข้างจะประทับใจมากกกก (อากาศร้อน ไม่ได้เอากล้องลงมา ก็เลยไม่มีภาพ ขออภัย)

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปที่รีสอร์ท (เกือบจะพากันหลงอีกแล้ว อ่านป้ายเอา และค่อนข้างที่จะชัดเจนอยู่)
ถึงแล้วก็เช็คอิน ซึ่งก็มีพนักงานมาช่วยขนของให้
ห้องพักจะแบ่งเป็นโซนๆ แต่ก็จำไม่ได้ล่ะว่าเราได้พักโซนไหน รู้แค่ว่าติดแม่น้ำแควพอดี
ห้องค่อนข้างไฮโซ โอ่อ่า (ตามคาด) เปิดออกไปที่ระเบียงก็เจอลมพัด น้ำไหลเอื่อยๆ นั่งชมธรรมชาติได้ (ถ้าไม่ร้อนจนเกินไป)
บรรยากาศ ห้องฮันนีมูนของเราค่ะ ^^
 
พักได้สักหน่อย บ่ายเราก็ออกเดินทางตะลอนๆท่องเที่ยว
เราไปกันแบบไม่มีแผน แค่ว่าจะไปกาญฯ กันเฉยๆ อยากไปไหนก็ไปอะไรประมาณนั้น จุดแรกที่เราคัดสรร ก็คือน้ำตกเอราวัณ
ออกเดินทางไปกันเลย
ป้ายที่ตัวเมืองค่อนข้างที่จะชัดเจน ว่าน้ำตกเอราวัณไปทางไหน เราก็เลยไม่ได้ดูแผนที่อะไรมากมาย ก็ไปมันตามป้ายนั่นล่ะ
แต่.... สุดท้ายเราก็หลงจนได้
เลยน้ำตกเอราวัณ ขึ้นเขาไปซะงั้น หลงไปซะไกลเลย ทั้งๆที่น้ำตกก็อยู่ในเขื่อนฯแท้ๆ ทางเดียวกัน แต่ด้วยความไม่รู้ ขับเบี่ยงขวา ขึ้นเขาเฉย
กว่าจะรู้ตัว ก็หลงมาซะไกล ก็เลยแวะถามคนข้างทางดู บอกว่าให้เข้าไปในเขื่อน จบ!!

คอมเมนท์นิดนึงเรื่องป้าย
ชัดเจนอยู่หรอก ตอนอยู่ที่ตัวเมือง
แต่.. พอใกล้ถึงที่หมาย ขอร้องเหอะนะค่ะ ติดป้ายบอกสักนิด
ขาตะลอนๆ อย่างหนูๆ ไปบ่ถูก -*-
ทางที่เราหลงขึ้นไป ไร้ซึ่งรถ เต็มไปด้วยป่าไม้

สุดท้ายเราก็ถึงที่หมาย
แต่เสียเวลาไปเยอะเลย
เสียค่าเข้า ค่ารถ แล้วก็รีบมุ่งหน้าเดินขึ้นไปที่ชั้น 7 ชั้นบนสุดของน้ำตก
ถามว่าไกลไหม?
ไกลค่ะ แม้ไม่เท่าภูกระดึง ไม่เท่าเขาคิชกูฎ แต่ก็เหนื่อยหลายหมาหอบอยู่เหมือนกัน ต้องปีนป่ายนิดหน่อย
เราไปกันช้า ซึ่งอุทยานเขาใกล้จะปิดแล้ว
เป็นอันว่า เรารีบๆๆๆ เดิน เดินจนถึงชั้นบนสุด ยังไม่หายเหนื่อย ก็ต้องรีบลงมาซะแล้ว (โดนไล่หลัง)
น้ำก็ไม่ได้เล่น รูปก็ไม่ค่อยได้ถ่าย
อากาศก็ร้อนมากกกก
เหงื่อท่วมตัว อยากโดดน้ำสักทีก็ม่ะได้โดด (ครั้งหน้าต้องได้โดด)
ตอนขึ้นไปก็ปวดเมื่อยอยู่
ขาลงนี่ขาสั่น ดิ๊กๆๆๆ 5555
คิดซะว่าออกกำลังกาย



ระหว่างทางขึ้นไปน้ำตก



ชั้นแรก ชื่อชั้นมันโดนจริงๆ

ชอบเวลาแสงแดดตกกระทบผิวของใบไม้

ขอสักชอต

ถึงแล้ว ชั้นบนสุด
เราคือผู้พิชิต 555

นี่ก็ชอบ เวลาแสงแดดมันลอดช่อง
ตั๊กกะโต่ง (ก็ตั๊กแตนอ่ะแหล่ะ)


ขาลงล่ะ เลยโทรมๆ :P
มันเกาะกันแน่นมาก


สามเหลี่ยมธรรมชาติ ^^


เอ่อเห็นป้ายไหม? ว่าเขาห้ามใส่อะไรค่ะ -*-"

กลับจากนี้เราก็ไม่รู้จะไปไหนล่ะ
ต้องหาที่กินข้าวเย็นกัน
ไม่มีแผนอีกตามเคยค่ะ
แต่ดีที่มีพี่ที่เคยมาบ่อยๆ เขาแนะนำร้าน "ธาราคีรี"
ร้านอาหาร บรรยากาศดีๆ ติดแม่น้ำแคว
เหมือนเดิมค่ะ เราไม่รู้ทาง ไม่รู้อะไรเลย ก็วิ่งตาม GPS ไป
ร้านอยู่แถวๆ ทางรถไฟสายมรณะ ก็เลยหาได้ไม่ยาก
อีกทั้งยังมีรีวิว และก็แผนที่ที่ค้นหาได้ง่าย ครั้งนี้เราจึงไม่หลง
และถึงร้านโดยสวัสดิภาพ
โชคดีค่ะ ไปถึงร้านแล้วคนยังไม่เยอะ เราจึงได้ที่นั่งข้างล่าง บนแพ ติดแม่น้ำเลย ลมพัดเย็นสบาย บรรยากาศดีค่ะ
จำไม่ได้ว่าอาหารอร่อยหรือเปล่า รู้แค่ว่า หิวค่ะ 555
 



นั่งกินลมชมวิวให้หายเหนื่อย เราก็กลับที่พักกัน

ถึงที่พัก เราก็แวะไปกิน soft drink ฟรี ที่ทาง รร. บริการ
เรารึคิดว่าจะเป็นอะไรที่ดูยิ่งใหญ่หน่อย
ได้น้ำส้มมาคนละแก้วค่ะ (น่าจะเป็นน้ำส้มชง แต่ไม่แน่ใจว่ายี่ห้ออะไร ไม่คุ้น แต่ก็พอได้อยู่)
นั่งกินน้ำส้ม พร้อมกับเล่นกล้องไป 555

ที่ รร. มีสระว่ายน้ำด้วย
อยากลงอ่าาา แต่ไม่มีชุดว่ายน้ำ (เด๋วจะหาซื้อติดรถไว้เลยดีไหม)
จะใส่บิกินี่ประจำตัว ก็กะไรอยู่ อิอิ
กินอิ่ม เพลีย กลับห้อง อาบน้ำนอนค่ะ


สวยคร่าาา 555




เราไม่ได้รีบตื่นกันแต่เช้า
เพราะเรามาพักผ่อน ชิวๆ ตื่นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น กลับเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น
ที่จริงยังติดใจเรื่องไม่ได้เล่นน้ำตกอยู่
แต่เพราะน้ำตกแต่ละจุดค่อนข้างจะไกล
และเวลาเราก็ไม่เคยพอ
เราจึงไม่เลือกขึ้นเหนือไปต่อ
แต่วกลงมาเรื่อยๆ
สุดท้ายก็เลยได้แวะ ถ่ายรูปกันที่ทางรถไฟสายมรณะ









แล้วก็แวะไหว้พระ กันก่อนเดินทางกลับ
(จำชื่อวัดไม่ได้) -_-"











จากใจจริงถามว่าทริปนี้สนุกไหม
ไม่เลย ไม่ประทับใจ ร้อน เหนื่อย
แต่..
เรามาเพื่อพักผ่อน
เรามา เพราะอยากมาด้วยกัน
เรามาถึงที่หมาย
เราได้อยู่ด้วยกัน(บ้าง)

มันจึงมีคำพูดที่ว่า
"อยู่ไหนก็ไม่สำคัญ เท่ากับอยู่กับใคร"

ขอบคุณที่ร่วมเดินทาง
แล้วเราจะไปด้วยกันอีกนะ

 





-หน้ากลม-