HOME

HOME

28 ก.พ. 2556

ความรักของหน้ากลม

นับแต่จำความได้

อนุบาล... ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าความรักคืออะไร รู้แค่ว่า หนูรักพ่อ หนูรักแม่ หนูรักตา หนูรักยาย หนูรักตุ๊กตาของหนู ของเล่นทุกชิ้นของหนู หนูรัก..

ประถม... ข้าพเจ้ารู้จักความรัก แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าความรักหน้าตาเป็นยังไง.. ความรักตอนนั้นก็มีไว้สำหรับคนในครอบครัว และของรักของหวงเท่านั้น .. มีเด็กผู้ชายมาแอบชอบ มาบอกชอบ หรือทำเหมือนจะชอบ ก็เขิน ก็อายม้วนกันเป็นแถว ที่อายนี่ไม่ใช่เพราะว่ามีคนมาชอบนะ แต่ข้าพเจ้าอายเพราะพอเพื่อนรู้ จะล้อกันทั้งห้อง ทั้งชั้นปีอ่ะ ข่าวไวมากกก  ซึ่ง ข้าพเจ้าเกลียดการล้อเลียนเป็นที่สุด

ประถม 6 ... ข้าพเจ้าก็ยังเหมือนเดิม ยังไม่รู้จักความรัก.. ปีนี้ข้าพเจ้าทำกิจกรรมเยอะหน่อย เป็นนางรำ เป็นนักกีฬา เป็นมันหมด เท่าที่คุณครูจะให้เป็น ด้วยความว่าเป็นนักกีฬา ปีนั้นมีกีฬาฟุตบอลเข้ามาเพิ่มในกีฬาระหว่างโรงเรียน ตอนนั้นข้าพเจ้าสนิทกับเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อพา เป็นทอมตัวเล็กๆ แก่นๆ แต่เราก็สนิทกัน โดยมีข้าพเจ้าเป็นหัวโจก .. ด้วยว่าเล่นฟุตบอล แถมมีเพื่อนเป็นทอมอีก ระหว่างงานกีฬา จึงมีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อแอน มาขอเบอร์โทรข้าพเจ้า(ซึ่งตอนนั้นไม่มี) จึงได้แต่ให้ที่อยู่ไป สงสัยแอนจะคิดว่าข้าพเจ้าเป็นทอม และแอนก็เขียนมาจริงๆ ข้าพเจ้าจำเนื้อความไม่ได้ แต่รู้และจับประเด็นได้ว่า แอนชอบข้าพเจ้า (ถ้ากลับไปค้นห้องดีดี อาจเจอจดหมายฉบับนั้นก็ได้ เพราะข้าพเจ้าไม่เคยทิ้งจดหมาย หรือข้อความ ที่เขียนด้วยมือ ที่บรรจงเขียนให้ข้าพเจ้า ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ข้าพเจ้าจะเก็บไว้ เป็นสมบัติที่มีค่าที่สุด) .. แอนชอบข้าพเจ้า ซึ่งอายุตอนนั้น ที่ยังไม่รู้จักกับความรัก และสมัยนั้นก็ยังไม่รู้จักทอม ไม่รู้จักเพศที่ 3 หรือ 4 .. ข้าพเจ้าไม่ได้หนีแอนหรืออะไร เพราะไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร รู้แค่ว่า มีเพื่อนต่างโรงเรียนบ้างก็ดี ข้าพเจ้าก็คุยจดหมายกับแอนต่อไป (ข้าพเจ้าชอบเขียนจดหมายนะ ดูโรแม้นไปอีกแบบ)

มัธยมต้น... ความรักคืออะไร ข้าพเจ้าก็ยังไม่เข้าใจ แต่ก็มั่วๆไป ว่ารักเป็น.. . เข้ามัธยมต้น ข้าพเจ้ากับแอนได้เข้าเรียนโรงเรียนเดียวกันเฉย แต่ก็อยู่คนละห้อง ห้องข้างๆกัน เขียนจดหมายน้อยหาแทบทุ๊กกวัน "คิดถึงนะ" "เป็นห่วง" "เหนื่อยไหม" อะไรแบบเนี่ย วันวาเลนไทน์ก็มีดอกไม้มาให้ โอ่ววว เย๊อะ  ณ ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองรู้สึกยังไง แค่รู้สึกดีที่มีคนมาชอบ มาใส่ใจ .. แต่เรื่องราวก็จบไป เพราะแอนย้ายโรงเรียนไปอยู่ กทม. แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ถ้าได้เจอกันอีกก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะจำหน้าได้รึป่าว จะทำหน้ายังไง หรือจะคุยกันยังไง เพราะระหว่างข้าพเจ้ากับแอน เราแทบไม่ค่อยได้คุยกันต่อหน้าเลย เจอหน้าก็มัวแต่เขินอาย แอนจะหน้าแดงตลอด การคุยกันจึงได้แค่ผ่านตัวหนังสือใส่โน๊ตเท่านั้น แต่ก็นั่นแหล่ะ ณ ตอนนั้นมันคืออะไรนะ

มัธยมต้น2... ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะแอบปลื้มรุ่นพี่บ้างแล้ว รุ่นพี่คนนั้นอยู่ ม.3 ข้าพเจ้าอยู่ ม.2 ที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะปลื้ม แต่เพราะโดนแซวบ่อย (ข้าพเจ้าเวลาอยุ่บ้าน จะถือว่าเป็นเด็กที่ขาว และน่ารัก ประมาณนั้น แหะๆ) โดยพี่เขาแซว ก็เลยจำหน้าพี่เขาได้ และมองว่าพี่เขาน่ารักตอนไหนก็ไม่รู้ เขาชื่อพี่โจ้ หุ่นก็แห้งๆ สูงๆ ตามภาษาของวัยรุ่นเริ่มแตกหนุ่ม ผิวขาว หน้าตาตอนนั้นน่ารักเชียวล่ะ ข้าพเจ้ามองว่าพี่เขาน่ารัก แล้วก็แอบปลื้มมาโดยตลอด แต่ก็ต้องทำเฉย ด้วยความเป็นปกติของข้าพเจ้าเองนั่นแหล่ะ ต่อให้ชอบแค่ไหน ก็ต้องทำเฉยไว้ก่อน รักนี้ไม่มีการแสดงออก หรือเอ่ยใดๆทั้งสิ้น และนั่นก็คือตัวของข้าพเจ้า ตัวตนที่แท้จริง ช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าชอบเพลงของหมีพูร์มาก "แค่บอกว่ารักกัน" ชอบ เพราะมันแทงใจดำ เพราะข้าพเจ้าไม่สามารถแสดงออกได้เหมือนดั่งเพลง


พี่โจ้ไม่เคยรู้เลยว่าข้าพเจ้าชอบ แอบปลื้ม จนเมื่อปีที่แล้ว ช่วงก่อนที่ข้าพเจ้าจะเรียนจบมหาลัย ก็มีเพื่อนสนิทใจดี(รึป่าว) ไปบอกพี่โจ้ว่าเราแอบชอบพี่เขามานานตั้งแต่สมัยเรียน แล้วก็ให้เบอร์ไป.. และวันหนึ่งพี่โจ้ก็โทรมาหา โทรมาเล่นบ้าง แต่นานนนนานนนนครั้ง นานๆมากๆ ซึ่งทำให้รู้สึกได้ว่า พี่เขาไม่ได้จริงใจอะไรกับเรา หรือถ้ามองให้ดูดีคือ พี่โจ้อาจจะมองว่า "นุ่มคงไม่ชอบพี่หรอก" (คนที่บ้านจะชอบมองว่าข้าพเจ้าเริ่ดเรอเพอเฟคอะไรประมาณนั้น).. . ข้าพเจ้าดีใจนะที่พี่โจ้โทรมาหา เพราะข้าพเจ้าเป็นคนที่ชอบแล้วชอบเลย รักแล้วรักเลย ถ้าไม่มีเรื่องอะไรที่ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไป ข้าพเจ้าก็จะยังรู้สึกเช่นเดิม ไม่ว่าจะนานแค่ไหน และสำหรับพี่โจ้ ข้าพเจ้าปลื้มพี่เขาตั้งแต่สมัยละอ่อน ถามว่าตอนนี้ปลื้มไหม ก็นิดหน่อย แต่การพูดคุย ได้มีโอกาสใกล้ชิด ทำให้ความรู้สึกเดิมๆกลับมา พี่โจ้เป็นผู้ชายคนแรกที่ข้าพเจ้าพยายามเดินเข้าหา แต่ก็นั่นแหล่ะ รู้สึกเหมือนมันว่างเปล่า เคยชวนกลับบ้านนั่งรถทัวร์กลับด้วยกันด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่เคยได้กลับด้วยกัน เคยนัดว่าจะไปกินข้าวด้วยกัน แต่ก็ไม่เคยได้เจอ .. และตอนนี้ ข้าพเจ้าก็พอแล้ว กับผู้ชายคนนี้ (แต่บางทีก็ยังแอบไปส่งเฟสอยู่บ้าง :P)

มัธยมต้น 3... ปีนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่า คนอื่นนอกจากคนในครอบครัว ก็รักข้าพเจ้าอยู่เหมือนกัน... รุณ เพื่อนร่วมห้องเรียนที่ชอบข้าพเจ้ามานาน เอาใจทุกอย่าง เพื่อที่จะให้ข้าพเจ้ารัก ชอบข้าพเจ้ามานาน จนแม้ปัจจุบัน ก็ยังรักข้าพเจ้าอยู่ไม่หาย รุณไม่เคยหายไปไหน ห่างๆบ้าง ก็ตามสภาพ .. ข้าพเจ้าเคยเผลอชอบรุณ แต่ก็นานมากแล้ว แค่เพียงชั่ววูบที่รู้สึก และหายไปในไม่นาน ข้าพเจ้าเป็นคนอ่อนไหว อยากให้คนเอาใจ อยากให้คนรัก และรุณก็มอบสิ่งนั้นให้.. แต่.. มันก็จบแล้ว ความรู้สึกทั้งหมด ด้วยอะไรหลายๆอย่าง ที่ไปด้วยกันไม่ได้.. ขอบคุณที่รักกัน

มัธยมปลาย... ข้าพเจ้ายิ่งห่างไกลเรื่องความรักระหว่างหนุ่มสาว ข้าพเจ้าใช้ชีวิตที่โรงเรียนกับเพื่อน อยู่กับบุ๋ม ตกเย็นก็กลับบ้าน เช้ามาก็ไปเรียน บ้าน โรงเรียน บ้าน โรงเรียน ชีวิตก็มีเท่านี้... ที่โรงเรียน ข้าพเจ้าก็เจอเรื่องแปลกอีกแล้ว กับผุ้หญิงอีกแล้ว ข้าพเจ้าไม่รุ้ว่ารู้สึกไปเองหรือเปล่านะ แต่ก็จริงแหล่ะ ที่มีเพื่อนร่วมชั้น ต่างห้อง ชอบแอบมองข้าพเจ้า .. สมัยนั้นต้องเข้าแถวเคารพธงชาติ ข้าพเจ้าอยู่ /5 ผุ้หญิงคนนั้นอยู่ /8 รู้สึกว่าจะชื่อ "น้อง" น้องชอบแอบมองข้าพเจ้าอยู่บ่อยๆ และข้าพเจ้าก็ทำทีเป็นมองไม่เห็น ไม่รุ้เรื่อง แต่ การที่ถูกใครจ้องมองอยู่ มันรู้สึกนะ มันสัมผัสได้ และเข้าพเจ้าก็สัมผัสได้ ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่า น้องจะแอบมองข้าพเจ้าทำไม ต้องการอะไรหรือเปล่า เมื่อเรียนจบ ก็ยังไม่รู้ต่อไป... นอกจากน้องก็มีเพื่อนร่วมห้องอีกคน ชื่อ "ปุ้ย" เขาสารภาพในเฟรนชิพว่า ชอบแอบมองข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าน่ารัก (ตรงไหนหว่าา?) ก็นะ ถึงตอนนี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ว่าทำไมผู้หญิงชอบมาชอบข้าพเจ้าเรื่อยเลย ไม่ว่าจะด้วยสถานะไหนก็ตาม

มหาลัยปี 1... ข้าพเจ้าแอบชอบเพื่อนคณะเดียวกัน แต่ก็ต่างภาควิชา (อีกแล้ว) แอบปลื้มมานาน จนปีสีถึงได้เลิก เพราะเห็นนิสัยไม่ดีบางอย่างที่รับไม่ได้ .. เพื่อนคนนั้นชื่อมิ้น เห็นครั้งแรกตอนรับน้องมหาลัย อยู่ไลน์เดียวกัน เป็นผู้ชายดูอบอุ่น หน้าตาดีเชียวล่ะ ขาว สูง หุ่นดี เปะอ่ะ ปลื้มมากกก แค่เห็นก็เขินแล้ว แต่ก็ไม่เคยบอกใครเช่นเคย แค่แอบปลื้มเท่านั้น ทุกครั้งที่มีเรียนรวมหลายๆภาควิชา แล้วมีชีวะด้วย ก็จะมองหา (ซึ่งหาได้ไม่ยากเพราะเด่นมาก) แล้วก็จะแอบนั่งอมยิ้ม เขิน หน้าแดง.. คิดแล้วก็ตลกตัวเองอยุ่เหมือนกัน ว่าครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าก็เคยมีอารมณ์แบบนี้ด้วย แต่ก็จบไปแล้วล่ะ

มหาลัยปี 2... หัวใจข้าพเจ้าวางเปล่า ข้าพเจ้าอยู่กับเพื่อนๆบ้าง อยู่กับตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ใช้ชีวิตมหาลัย เรียนไปวันๆ.. ปีนี้ มีเพื่อนร่วมภาควิชา ชื่อเอ มาสารภาพรัก บอกตามตรงว่าเขินมากกก ไม่เคยมีใครมาสารภาพรักแบบนี้เลยให้ตายสิ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนกับตัวเองได้อ่านหนังสือการ์ตูนผู้หญิงของญี่ปุ่น ที่มีการบอกรักในวันวาเลนไทน์ แล้วให้กุหลาบสีแดง พร้อมตุ๊กตาอะไรประมาณนั้น และนั่นแหล่ะ ข้าพเจ้าเจอแบบนั้นเลย ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าข้าพเจ้าตอบไปว่ายังไงบ้าง  ข้าพเจ้ารับรู้ความรุ้สึก แต่ก็ไม่ได้ตอบรับหรือปฎิเสธ .. เอเป็นผู้ชายที่นิสัยดีมากกก ดูแล เอาใจ ทุกๆอย่าง และอาจจะมากไปด้วยซ้ำ ทุกอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความสุข เอจะทำ เอเป็นผุ้ชายดีดีที่หลายๆคนอาจกำลังตามหาอยู่ก็ได้ แต่สำหรับตอนนั้นมันไม่ใช่ เพราะข้าพเจ้าคิดกับเอเป็นเพียงแค่เพื่อน ไม่ว่าจะดีแค่ไหน คนที่ไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่... ตอนนี้เอกลายเป็นทหารอากาศไปแล้ว แล้วข้าพเจ้าจะยังยืนยันคำเดิมไหมนะ ถ้าเอกลับมา >.<

มหาลัยปี 2... ข้าพเจ้าเจอผู้ชายชั่วๆคนหนึ่ง แต่อย่าไปนับมันเลย จบ!!
อ่อ เกือบลืมเพื่อนสมัยม.ปลาย เขาชอบข้าพเจ้าตั้งแต่สมัยอยู่ม.5 แต่เพิ่งมาบอกว่าชอบก็ปีนี้แหล่ะ แต่เพื่อนก็คือเพื่อนอ่ะนะ เขาชื่อ "ป้อ" และก็เป็นผู้ชายคนนึงอยุ่เหมือนกัน แต่เพราะห่างกัน จึงไม่ค่อยได้เจอหรือพูดคุย ห่างๆๆๆ ไปเรื่อยๆ (เพราะนุ่มไม่ชอบสักที) จนป้อคงรอไม่ไหวแล้ว มีแฟนไปแล้ว ก็เลยจบ และแฟนเขาก็ตามมาหึง อย่างงงๆ แหะๆ

มหาลัยปี 3-4 ... คนรักของข้าพเจ้าหน้าตาเป็นแบบไหนนะ

ทำงาน... ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ

ปัจจุบัน... ข้าพเจ้าพอจะรู้จักว่าความรักหน้าตาเป็นแบบไหนบ้าง แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่ ไม่รู้ว่านี่ใช่ไหมคือความรัก

สำหรับรักนี้ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ามันคือความรักตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่สมัยมัธยมปลายที่ได้รู้จัก หรือมหาลัยที่ได้ใกล้ชิด หรือตอนเรียนจบที่ห่างเหิน และกลับมาเจอกันใหม่อีกครั้งตอนทำงาน ไม่รู้ว่ารักตั้งแต่ตอนไหน แค่วันนี้รุ้ว่ารัก.. มีคนสอนให้ข้าพเจ้า มองที่ปัจจุบัน ให้มองแค่ว่าวันนี้ดีที่สุดแล้ว แค่วันนี้มีความสุข และยังยิ้มได้ ข้าพเจ้าพยายามอยู่ อยุ่ที่ปัจจุบัน ให้มีความสุขที่สุด..

ข้าพเจ้าพูดถึงแค่ความรักในอดีต ไม่อยากพูดถึงปัจจุบัน หรืออนาคต

อดีตที่เป็นเรื่องเล่า

ปัจจุบันที่อยู่ในเหตุการณ์ จึงอยากให้เป็นเรื่องแค่คนสองคน (คุณเองก็รู้อยู่เต็มอก)

อนาคตที่มองไม่เห็น แต่ก็ไม่เคยปิดกั้นใจตัวเอง (อยากให้เราได้มีเวลาเรียนรู้กันนะค่ะ)

ก็ไม่ได้หมายถึงใครนะ แค่คนไม่กี่คน

หนึ่งคนในปัจจุบัน

และอีกหนึ่งที่อยากเรียนรู้

..
.

วันนี้โลกกลมๆยังสวยงาม

22 ก.พ. 2556

เปลี่ยน

"การเปลี่ยนแปลง"



เวลาก็เดินไป

หายใจเข้าออกทุกวินาที

เซลล์ เนื้อเยื่อ กระดูก ร่างกายเติบโต


เวลาก็เดินไป

หายใจเข้าออกทุกวัน

เซลล์ เนื้อเยื่อ กระดูก ร่างกายเสื่อมโทรม


เวลาก็เดินไป

ไม่หายใจ

ร่างกายดับสูญ


เวลายังคงเดินต่อไป

เวลาไม่เหมือนเดิม

อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิม




เวลาเดินไป จากวินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน ปี ศตวรรษ ..

เรายืนอยู่ระหว่าง อดีต-ปัจจุบัน ปัจจุบัน-อนาคต

หายใจเข้า หายใจออก หายใจเข้าครั้งก่อนคืออดีต หายใจเข้าที่กำลังมาถึงคืออนาคต

ถ้ามัวแต่มานั่งคิดว่าอดีตทำอะไรไป อนาคตจะเกิดอะไร ก็ดูจะยุ่งยากไปรึป่าว

ไม่ควรไปยึดติดกับอดีตมาก อย่าไปมองหาอนาคตอันไกล

ลองอยู่แบบปัจจุบัน มองอะไรที่มันใกล้ๆ จะดีกว่าไหม



ตัวข้าพเจ้าเอง ตอนนี้กำลังอยุ่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองอีกครั้ง

ชีวิต ที่มี "ขวัญชีวิต" รถคู่ใจคันใหม่เข้ามาร่วมชีวิต ร่วมเดินทาง

รับเขามา ก็ต้องดูแลเขาให้ดีที่สุด

ยินดีรับเขามา จึงต้องยิ้มรับ ยินดีกับภาระที่เข้ามาด้วย

ภาระทางการเงินที่ลุมเล้า

งานเก่าที่น่าเบื่อหน่าย (กับหัวหน้า)

ไม่ว่าเพื่อนร่วมงานจะดีแค่ไหน หรือมีคนที่อยากอยู่ใกล้

แต่ ณ ตอนนี้ คงต้องเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป

เดินไปในจุดที่ดีกว่านี้

แต่สิ่งดีๆที่มี ก็ไม่ได้หายไปไหน (จะไม่หายไปไหน)

ยังเหมือนเดิม

แต่วันนี้ เร็วๆนี้ ต้องไปไกล(มั้ง)

ต้องเดินหน้าต่อไป

ในเมื่อชีวิตมีอะไรที่ต้องดิ้นรน

ในเมื่อวันนี้ หัวใจยังเต้น




ข้าพเจ้าไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง

กลัวการเปลี่ยนแปลง

ไม่ว่าจะดี หรือร้าย

บางที หลายครั้ง หลายเหตุการณ์ ก็อยากให้เหมือนเดิมดีกว่า

แต่กับความเป็นจริง

โลกที่ยังหมุนไป เวลาที่ยังเดินไป

ก็ยากที่จะหยุดนิ่งๆ



ไม่อยากเปลี่ยนแปลง

ถ้ายังพอไหว

ไม่อยากเปลี่ยนแปลง

ถ้ามันดีแล้ว

ไม่อยากเปลี่ยนแปลง

ถ้ายังอยู่

ไม่อยากเปลี่ยนแปลง

ถ้าวันนี้ยังยิ้มได้



แม้จะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างยังเปลี่ยนแปลง

ไปทุกวินาที

20 ก.พ. 2556

ขอแค่วันนี้


"ขอแค่วันนี้ ได้ทำ ในสิ่งที่อยากทำ"



บางเวลา

บางเหตุการณ์

กับบางคน

บางทีก็ไม่จำเป็นต้องมองไปไกลถึงอนาคต

ไม่ต้องคิดไปไกลเกินวันนี้

แค่ ณ ปัจจุบัน

วันนี้

ได้ทำ ได้เป็น ในสิ่งที่ต้องการ



ข้าพเจ้ามีประโยคๆนึง ที่ชอบมาก ตั้งแต่สมัยเรียน

"ทำและเป็น ในสิ่งที่รัก.. แล้วจะพบความสุขที่ยั่งยืน"


อยู่ไหนนะ ความสุขที่ยั่งยืนนั่น

หัวหิน

นี่ข้าพเจ้าเป็นคนอารมณ์ร้อน ฉุนเฉียว งั้นหรอ??

..

เมื่อเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ( 16-17 ก.พ.56)

ข้าพเจ้าไปเที่ยวหัวหิน ด้วยรถฟอร์ดที่เพิ่งออกมาสู่ท้องถนนได้อาทิตย์เดียว

กับเพื่อนสมัยมหาลัย

ไอ่เยียร์ เพื่อนที่สนิทที่สุด

แนน เพื่อนในกลุ่มจังหวัดเดียวกัน

เพราะไอ่เยียร์ นานๆทีจะมา กทม. แล้วอยากไปทะเล ข้าพเจ้าจึงกล้าที่จะพาน้องขวัญ ออกเดินทางไกล

เหนื่อย ไม่อยากไปแล้ว แต่ก็ต้องไป เพื่อไอ่เยียร์คนเดียวเลย

ถ้าไอ่เยียร์รู้ ก็คงจะมีเรื่องมาปลื้มข้าพเจ้า ได้อีก 1 เรื่อง


เราไปเที่ยวกัน 3 คน เที่ยวแบบมารทอนมาก แวะมันทุกที่

ขับรถ แดดร้อน เดินๆ ถ่ายรูป แบกกล้อง ทุกอย่าง

พูดได้คำเดียวว่าเหนื่อยมาก (ตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าเหนื่อยจนกลับมาอาบน้ำนอนที่บ้านนี่แหล่ะ)


เราถ่ายรูปกันเยอะมาก เพราะว่าเพื่อน 2 คนนี้ ชอบถ่ายรูป ส่วนข้าพเจ้าส่วนใหญ่ก็เป็นตากล้อง

เราแชร์รูปกันไปเรียบร้อย ใส่แฟตไดท์ไป แล้วต่างคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

แบกกล้องไป 2 กล้อง แต่ดันมี 1 เมมมีปัญหา รูปที่ได้จึงได้มาแค่ 1 เมม จากเลนส์ฟิค 50m


2 วันผ่านไป ไม่เห็นมีใครลงรูป ปกติไปไหนมาก็ต้องรีบอัพรูปให้เพื่อน เมื่อคืนก็เลยเลือกรูปออกมา จากรูปมากกว่า 500 รูปที่ถ่ายกันไป

ได้มาแล้วก็จัดแจงเตรียมมาตอนเช้าเพื่ออัพลงเฟส (แอบลง เพราะทำงานอยู่)

ระหว่างที่ลง แนน เพื่อนจังหวัดเดียวกันก็เฟสมาว่า ไม่อยากให้ลงรูปเขา

ข้าพเจ้าก็คิดว่ามีปัญหา หรือหลบใครหรือเปล่า

แต่เหตุผลมีแค่ว่า ไม่อยากให้ลง รูปเขาไม่สวย

งั้นหรอ ก็เลยบอกว่า งั้นไม่ลบ ลงขำๆ เป็นที่ระลึก

แต่เขาก็บอก ไม่อยากให้ลง ขี้เกียจตามลบแท็ก

สักพัก ข้าพเจ้าก็เริ่มฉุน แล้วก็ตอบกลับไปว่า

เด๋วจะตามลบออกให้ คิดซะว่าเราไม่ได้ไปด้วยกัน

แล้วข้าพเจ้าก็ลบมันออกทุกรูป ที่มีเขา

..

ตอนที่ฉุน..

ทำไมหว่ะ เหตุผลแค่รูปไม่สวยเนี่ยนะ ต้องสวยถึงลงหรือไง

ลงให้เพื่อนอิจฉาเล่น ลงเพื่อขำๆ แล้วทำไมต้องบอกให้ลบแท็กออก

แล้วจะไปทำไมหว่ะ แม่ง

..

ตอนที่สงบ

เอาเหอะ เขาไม่อยากลงก็ไม่ลง

เสือกลงเอง ผิดที่เรานี่แหล่ะ

จะไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลก็ไม่ได้ มันสิทธิของเขา

..



ข้าพเจ้าเป็นคนใจร้อน ฉุนเฉียว ช่างประชดประชัน เป็นมาตอนไหนเนี่ย

โดยปกติเป็นคนนิ่งจะตาย

หรืออย่างมาก

ถ้าโกรธ ไม่พอใจ ก็เงียบ เดินหนีซะมากกว่า

ทำไมต้องประชดประชันด้วย

รู้สึกแปลกในตัวเองเหมือนกัน


"ขี้ดื้อ"

ข้าพเจ้าเป็นคนดื้อจริงๆหรอ

เอาใจตัวเอง ขนาดนั้นหรอ

ไม่ชอบฟังใคร

และช่างประชดประชัน


..

ขอไว้อาลัยให้กับนิสัยเสียๆแบบนี้































วันนี้ได้ขี่ม้า วันข้างหน้าจะควบม้าให้วิ่ง วิ่งๆๆ ไปข้างหน้า


19 ก.พ. 2556

เพราะ "แคร์"

นานมาแล้ว

เคยมีคนบอกข้าพเจ้าว่า

"ถ้าเขาไม่แคร์ ไม่ทำแบบนั้นหรอก"

พอฟังแบบนี้พอกลับไปคิด มันก็จริงอย่างที่เขาพูด


..

คนงอนก็มัวแต่งอน

คนถูกงอนก็เหนื่อยที่จะง้อ

ง้อไปก็เล่นตัว

มัวแต่ตกอยู่ในภวังค์ของอารมณ์

มองอะไรไม่เคยชัดเจน

รบกวนคนรอบข้างที่รำคาญ ต้องมาชี้ให้มอง

555 หลายๆคนคงจะบอกข้าพเจ้าว่า

อย่าเอาเรื่องจริงมาพูดนะย่ะ

(ก็ชอบเขียนซะแบบนี้ บางทีก็เขียนในอารมณ์ บางทีก็ชอบเอาเรื่องจริงมาเขียน)


ข้ออ้างสวยหรูของความงี่เง่าน่าจะพอใช้ได้

เพราะว่าแคร์

เพราะว่ารัก


แล้วมึงก็งี่เง่าเนี่ยน๊ะ



มาพูดถึงความเป็นจริงดีกว่า โดยใช้ความรู้สึกสัมผัส

ที่จริงกับคำว่า "แคร์" หรือ "ไม่แคร์"

"สำคัญ" หรือ "ไม่สำคัญ"

ก็มีแค่ความรู้สึกล้วนๆ

พอใจ ชอบ รัก

สิ่งเหล่านี้ คนกลุ่มนี้

เมื่อมีความรู้สึกดีๆให้ เราก็ต้องให้ความสำคัญ 

ต้องดูแล เอาใจใส่ เป็นเรื่องปกติธรรมดา

และตรงข้าม

เมื่อชัง เกลียด ไม่ชอบ

ความรู้สึกนี้เกิดกับคนหรือสิ่งของ 

แล้วผู้รู้สึกจะไม่สนใจใยดีก็ไม่แปลก



เมื่อตาสว่าง

เมื่อรู้ว่าเขาแคร์

จะยิ้มต่อ หรือร้องไห้ ดีน่อ

5555



บางครั้ง

บางเรื่อง

บางคน

บางอารมณ์

บาง....

บางอะไรๆ

ก็บาง.. บ้าง 

เหมือนเดิม นั่นแหล่ะนะ

เขียนบล็อค

เขียนบล็อค

ข้าพเจ้าไม่เคยตั้งใจที่จะไปพาดพิงถึงใคร (ถ้าเมื่อก่อนน่ะมี) มันแค่เป็นความรู้สึก ณ ตอนนี้ เหนื่อยก็บอกว่าเหนื่อย ท้อก็บอกว่าท้อ ชอบก็บอก รักก็บอก คิดอะไรก็เขียน เหมือนเขียนไดอะรี่ ไดอะรี่ที่มีผู้อ่าน เป็นคนสนิทที่ให้ที่อยู่บล็อคไป มีสาระบ้าง ไม่มีบ้าง .. ก็เวิ่นเว้อไป ในโลกกลมๆนี้ ของหน้ากลม

ข้าพเจ้าเขียน บอกว่าอยากอยู่คนเดียว อยากหนีไปให้ไกลๆ.. แค่ความรู้สึกเหนื่อยล้า มีอะไรๆให้คิด ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติของคนทั่วไป เป็นกันอยู่บ่อยๆไม่ใช่หรอ "ขออยู่คนเดียวสักพัก"


ข้าพเจ้าเป็นพวกโลกส่วนตัวสูง ชอบไปไหนคนเดียว ชอบอยู่คนเดียว เพราะมันคร่องตัวกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องการมีใครสักคน

ข้าพเจ้า เป็นพวกเวิ่นเว้อ เพ้อไปทั่ว ก็เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้หญิง เป็นผู้หญิงประเภทนี้เอง ที่อารมณ์ค่อยข้างจะอ่อนไหว แต่การเวิ่นเว้อ เพ้อไป.. มันแสดงว่าข้าพเจ้ามีความฝัน มีความรู้สึก รักเป็น ร้องไห้เป็น ไม่ใช่หรอ ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นมนุษย์อยู่เหมือนกันนะ

ข้าพเจ้า เป็นพวกขี้งอน ขี้น้อยใจ นั่นแสดงว่าข้าพเจ้าแคร์มาก รักมาก ไม่ใช่หรอ ถ้าไม่แคร์จะไปสนใจทำไม (บางทีก็ย้อนกลับมาบอกตัวเองอยู่เหมือนกัน)


ข้าพเจ้าเป็นพวกพูดน้อย.. เป็นคนพูดไม่ค่อยเก่งผิดไหม แต่ก็พยายามที่จะพูดให้มากอยู่นะ และตอนนี้ ก็พูดเก่งขึ้นมากแล้ว.. และก็พูดมากน้อย ตามอารมณ์ซะด้วยสิ


ข้าพเจ้าก็เป็นคนแบบนี้แหล่ะ ซึ่งเรียกง่ายๆว่า "เยอะ"
แต่นั่นก็คือตัวตนของข้าพเจ้าเอง ไม่เคยและไม่ชอบที่จะเสแสร้ง ทำตัวให้ตลกเปล่าๆ
ถึงตอนนี้จะเปลี่ยนไปบ้างตามเวลา (แก่นั่นแหล่ะ) แต่ข้าพเจ้าก็ยังเป็นหน้ากลมคนเดม







(ขอพาดพิงนิดๆ)

ถึงคนใกล้
เราไม่ได้ทะเลาะกันหรอกนะ เราแค่นอยกันนิดหน่อย
คงต้องเข้าใจความเป็นปกติของเราๆอ่ะนะ
บอกได้แค่ว่า ถ้าวันไหนเค้าเลิกงี่เง่าได้ เค้าก็คงเลิกรักคุณไปแล้ว
วันนี้ คุณก็ยังเป็นคุณ เค้าก็ยังคงเป็นเค้า
เหลือเวลาแค่นี้เอง

15 ก.พ. 2556

ณ ความรู้สึกนี้


อยากอยู่ เงียบๆ คนเดียว

อยากอยู่ ไกลๆ คนเดียว

อยากอยู่ ในที่ที่ ไม่มีใครรู้จัก

อยากอยู่ ที่ห่างไกลผู้คน และเงียบสงบ


ไม่อยากอยู่ ในที่คับแคบ

ไม่อยากอยู่ ในที่อึดอัด(ใจ)

ไม่อยากอยู่ ใกล้ๆ คนที่ไม่จริงใจ

ไม่อยากอยู่ กันคน ที่ไม่รักกัน


มีปีก จะบิน บินไป

มีปีก จะบิน เที่ยวๆ

มีปีก จะบิน กลับบ้าน

มีปีก จะบิน ไป ให้ไกลสุดฟ้า

อยากพัก

เหนื่อย

ตอนนี้รู้สึกเหนื่อย

เหนื่อยกาย

เหนื่อยใจ

อะไรหลายๆอย่างที่มาลุมเล้า

..

ก็ยังเหนื่อยต่อไป

อยากพัก

อยากหยุดพัก

ทั้งกาย

และหัวใจ

13 ก.พ. 2556

แล้วก็ทำไม่ได้

และแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของลิลลี่เอาไว้ได้

ข้าพเจ้าไม่ได้ใช้ความพยายามในการที่จะยื้อเขาไว้

บอกว่าจะพยายาม แต่ก็ไม่มีเวลาให้เขาเลย

มีแค่ความเป็นห่วง หาวิธี ทำตามคำแนะนำ แต่ไม่ตามผล

ไม่มีความพยายามเลย ในการจะยื้อเขาไว้

"ดีแต่ปาก" ด่าตัวเองได้เพียงเท่านี้

..

พาเขาเข้ามาในชีวิต

อยากอยู่ด้วยกันกัน

อยากมีชีวิตอยู่ด้วยกัน

อยากให้เวลาเดินไปด้วยกัน

อยากให้เขาเป็นแบบนี้ตลอดไป

อยากให้เรา สุข ทุกข์ หัวเราะ ร้องไห้ ไปด้วยกัน

"ดูแลเขาให้ดีดี"

จะทำได้ไหม

จะกล้าดูแลใครอีกไหม


แล้วเวลาก็ผ่านไป ชีวิตก็ดำเนินต่อไป

เป็นปกติ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

6 ก.พ. 2556

ต้นไม้ๆดอกๆ

เมื่อต้นปี ข้าพเจ้าได้ซื้อ ต้นไม้มา 2 ต้น

เหตุเพียงเพราะปั่นจักรยานผ่านรถเข็นขายต้นไม้

ก็เลยถามเพื่อน (คือตัวเองก็อยากปลูกเหมือนกัน)

ว่าอยากได้ต้นกุหลาบไปปลูกที่ห้องไหม

ไม่ต้องรอคำตอบก็รู้ แล้วก็จอดดักรอรถเข็นมันตรงนั้นเลย

ได้ต้นกุหลาบมาต้น ให้เพื่อน ชื่อ "แพรแดง"

และต้นโมกอีกต้น ให้ตัวเอง ชื่อ "วรรโมก"

ที่ห้องมีสมาชิกใหม่เพิ่มมาสอง

ผ่านไปไม่กี่วัน ข้าพเจ้าก็หาต้นลิลลี่ให้เพื่อน

เพียงแค่เพื่อนชอบ และอยากให้เพื่อนเป็นของขวัญ

เหาะไปถึงสนามหลวง2 เดินเลือกอยู่นาน

แล้วก็ได้ "ลิลลี่" พร้อมกระถางใหม่ กับ "กระบองเพชร" กลมๆ

...

เวลาผ่านไป

แพรแดงดอกบาน วรรโมกออกดอก ลิลลี่ก็ค่อยๆบานทีละดอก

รดน้ำให้ทุกๆเช้า เฝ้ารอให้ดอกบาน

แล้วแพรแดงก็แสดงอาการผิดปกติ

ดอกเฉา ใบเหลือง แล้วลำต้นก็ค่อยๆตาย

มารู้ทีหลังว่า ไม้ดอกไม่ชอบน้ำเยอะ และที่ทำคัญ

พาเขาเข้าบ้านมาใหม่ๆ ไม่ควรย้ายกระถางโดยทันที

ต้องปล่อยเขาไว้ให้รากแข็งแรงสัก 2 อาทิตย์เสียก่อน

นี่ข้าพเจ้ากับเพื่อน เล่นย้ายกระถางตั้งแต่วันแรกเลย

ถึงวันนี้ แพรแดงก็ไม่มีใบให้เห็น ลำต้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแห้ง

สุดเยียวยา

..

ลิลลี่ดอกขาว

ค่อยๆบานทีละดอกให้ยลความสวยงาม

กลิ่นอบอวลจากลิลลี่ ตอนเช้าๆ

สดชื่นไปอีกแบบ

ดอกแรกที่บาน.. ดีใจที่ได้เห็นดอกไม้บาน

ดอกที่สอง.. สาม.. และสี่

เรียงดอก เบ่งบาง แล้วร่วงโรยไป

ลิลลี่ตอนนี้ไร้ซึ่งดอก

เหลือเพียงใบให้เห็น

จากใบสีเขียว ตอนนี้กลายเป็นสีเหลือง

ลิลลี่กำลังจะจากไปอีกต้นแล้ว

ตกใจที่ใบเหลือง ถามพี่ พี่บอกว่า "ลิลลี่มีอายุขัย"

"แต่เราจะลองฝืนดู"

ดีใจที่ได้ยินคำนี้

ไม่อยากให้ลิลลี่ต้องตาย

พี่บอกให้ลองเด็ดใบออกให้หมด

ลองดูว่าจะแตกใบใหม่หรือเปล่า

ถ้ายังไม่ไหว ให้ตัดลำต้นทิ้งแล้วทาปูนขาว

... หวังว่า ลิลลี่จะกลับมา กลับมาอีกครั้ง

........

.

อยากมีเขาอยู่ด้วย

แต่ก็ไม่สามารถรักษา ดูแลเขาได้

คิดถูกหรือผิดนะ ที่พาเขามา

อยากให้เขาอยู่ด้วย

อยากมีเขา

ก็ต้องดูแลเขาให้ดีๆ

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น

ต้องถามตัวเองว่า "เต็มที่แล้วหรือยัง"

ถ้าเต็มที่แล้ว แล้วยังไม่สามารถรักษาไว้ได้

ก็ปล่อยเขาไปน่าจะดีกว่า



ถึงแม้ความรู้สึก จะขึ้นๆ ลงๆ ปรวนแปรไปบ้าง

แต่ก็ยังได้หมายความว่า ฉันไม่รักคุณ


....

เหมือนต้นไม้จะรู้นะ

ว่าเจ้าของ ลึกๆเป็นเช่นไร


"วรรโมก" กะ "แพรแดง"
ลิลลี่








ขอบคุณช่วงเวลาหนึ่ง.. ที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

5 ก.พ. 2556

เอียน เอ่ย

"เป็นห่วง"

"คิดถึง"

"รัก"

หรือแม้แต่

"เสียใจ"

"งอน"

"โกรธ"

"เกลียด"


จำเป็นต้องเอื่อนเอ่ย พูดออกมาด้วยหรือเปล่า??

?????????????????????


ถ้ารักก็บอกว่ารัก

เกลียดก็บอกว่าเกลียด

คิดถึงก็บอก โกรธก็บอก


ถ้าความรู้สึกต่างๆ ถูกแสดงออกมาด้วยคำพูด 
(ไม่พูดถึงการกระทำ)

มันจะเป็นอย่างไร?

คนจะรักกันมากขึ้น

คนจะเกลียดกันมากขึ้น

..

ข้าพเจ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยอะไรๆกับการพูดเท่าไหร่

ไม่ได้หมายถึงว่าไม่ให้ความสำคัญ

แต่หมายถึงว่า เป็นคนปากแข็ง เห็นจะได้

ไม่ชอบพูด และบางทีก็ไม่แสดงออก

(แล้วใครจะไปรุกับมึง)

บางครั้งต่อให้รักแทบบ้า

ก็ไม่สามารถพูดออกมา หรือแสดงออกให้รู้

ก็ยังเฉยๆ เป็นปกติ

(เหมือนๆกับตอนนี้ ต่อให้เป็นห่วงแทบตาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้)

บางครั้งต่อให้ไม่พอใจ

แต่เพื่อให้โลกสงบสุข รักษาน้ำใจกัน

ก็ต้องฝืนตัว บังคับทำ อะไรหลายๆอย่าง


มีคนที่มีความรู้สึกดีๆให้

แล้วจะไปทำลายสิ่งดีๆเหล่านั้นได้อย่างไร

มีคนรัก ดีกว่ามีคนเกลียด

มีคนเป็นห่วง ดีกว่ามีคนสาปแช่ง

จริงๆแล้วก็ไม่ได้ฝืนอะไรมากมาย

ฝืนได้ แค่

ไม่เสียตัวตนของตัวเอง

...


หลายๆครั้งที่ข้าพเจ้าบอกกับคนอื่นๆว่า

"คิดอะไรก็บอก รู้สึกยังไงก็บอก"

ซึ่ง เหมือนจะดูดี เหมือนเป็นห่วงเป็นใย แคร์ความรู้สึก

แต่แท้จริง กลับกลายเป็นว่า ข้าพเจ้าเห็นแก่ตัว

บอกให้เขาแสดง

แต่ตัวเองล่ะ ไม่เคยแสดง

บอกเขาให้พูด

แต่ตัวไม่เคยเอ่ย

ลองย้อนกลับว่าถ้าเป็นตัวเองที่โดนบอก

จะทำได้ไหม แสดงออก หรือพูดได้ไหม

ก็ทำไม่ได้อยู่ดี

ทุกความคิด ความรู้สึก

เหมือนถูกอัดแน่น

รอวันระเบิด

เมื่อถึงเวลาที่อารมณ์พีคสุดๆ คงระเบิดออกมา

แต่ความหน่าย ก็ทำให้ชนวนดับได้ไม่ยาก เหมือนๆกัน

มีตัวดับชนวนแค่สองอย่าง

หนึ่ง Happy

สอง Boring

มากๆ


ทำไม.. ใจต้องอ่อนไหว


มีความรักมากมาย ที่มาจากความผูกพัน

มีความผูกพันมากมาย ที่มาจากความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน

ความรักหมด ความผูกพันก็ค่อยๆลดหาย

ความผูกพันไม่มี ความรู้สึกดีๆก็ไม่มี

 ไม่มี ก็ ไม่มี



"รู้สึกดี ทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน"

ก็อยากมีแบบนั้นบ้างนะ

อยากให้หัวใจ ได้เต้นผิดจังหวะเสียบ้าง



G'Luck ma love

ใจแข็ง-ใจอ่อน

"ใจแข็ง"

ใจแข็ง.. เข้มแข็ง.. สุดโต่ง

ไม่โอนอ่อน.. ไม่เอียงเอน.. มั่นคง

ไม่เปลี่ยนแปลง

..

"ใจอ่อน"

ใจอ่อน.. อ่อนแอ.. อ่อนไหว

โอนอ่อน.. เอียงเอน.. ไม่มั่นคง

เปลี่ยนแปลง

..

.

จิตใจไม่ใช่หินผา

และก็ไม่ใช่ปุยนุ่น

อยากให้จิตใจเหมือนดั่งสายน้ำ

รื่นไหลตามสภาพแวดล้อม

ตามสายลม ธรรมชาติ ไหลไปด้วยปกติ

แม้สภาพแวดล้อมเปลี่ยน

หนาวสุดขั้ว อุณหภูมิต่ำจนถึงจุดเยือกแข็ง

น้ำก็แปลสภาพเป็นน้ำแข็ง

แข็งบ้าง อ่อนบ้าง ตามสถานการณ์

..

เวลาที่ควรดีใจ พึงดีใจ

เวลาที่มีความสุข พึงมีความสุข

เวลาที่อ่อนแอ พึงอ่อนแอ

เวลาที่เจ็บ พึงเจ็บ

เวลาที่ร้องไห้ พึงร้องไห้

ไม่ว่าจะอารมณ์ไหน เมื่อไหร่

ขอแค่

ผ่านเวลานั้นไปแล้ว

กลับมาเป็นคนเดิม

ให้เหมือนเคย


..

ไม่ได้อยากเป็นเจ้าหญิง

ไม่อยากเป็นยาจก

ขอเป็นแค่คนธรรมดาๆ

ที่อ่อนแอ และเข้มแข็งเป็น

4 ก.พ. 2556

นาฬิกา



ติ๊ก.. ติ๊ก.. ติ๊ก..

ฉันคือนาฬิกา

ฉันอาจเดินช้าๆ

แต่ก็เดินอย่างสม่ำเสมอ

อาจมีสะดุดบ้าง เมื่อล้า

อาจมีหยุดบ้าง เมื่อหมดแรง

แต่หลังจากถอดแบ็ตเปลี่ยน

ฉันก็จะกลับมาเป็นนาฬิกาเรือนเดิม

..

ฉันคือนาฬิกา

ฉันบอกเวลากับทุกคนที่มอง

เช้า สาย บ่าย เย็น ยามค่ำคืน

ฉันจะบอกเสมอ เมื่อมองมา

..

ฉันคือนาฬิกา

ฉันเดินเสียงดัง ติ๊ก.. ติ๊ก.. ติ๊ก..

แต่บางเวลา

ฉันก็ส่งเสียงดังๆๆๆ

เพื่อปลุกใครๆหลายๆคนที่ยังอยู่ในผวังแห่งการหลับไหล

..

ฉันคือนาฬิกา

ฉันไม่มีขาให้เดิน

ฉันไม่สามารถไปไหนมาไหน

แต่เดินได้ ติ๊กๆๆ เป็นวงกลม

..

ฉันคือนาฬิกา

ฉันไม่เสียใจ

ฉันคือเวลา

เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอ

ไม่เสียใจที่เกิดมาเป็น "นาฬิกา"


ระยะทาง และเวลา ทำให้รู้คุณค่าของคนที่รัก