HOME

HOME

21 ส.ค. 2557

จันทร์เอ๋ย

จันทร์เอ๋ย


วันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ดอยแม่สลอง จ.เชียงราย


จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า

ขอข้าวขอแกง

ขอแหวนทองแดง

ผูกมือน้องข้า

ขอช้างขอม้า

ให้น้องข้าขี่

ขอเก้าอี้

ให้น้องข้านั่ง

ขอเตียงตั่ง

ให้น้องข้านอน

ขอละคร

ให้น้องข้าดู

ขอยายชู

เลี้ยงน้องข้าเถิด

ขอยายเกิด

เลี้ยงตัวข้าเอง

...


เคยร้องเพลงนี้มาตั้งแต่เด็ก

ทุกครั้งที่ได้เห็นดวงจันทร์

เป็นต้องร้องเพลงนี้ส่งเสียงดัง


โตแล้ว..

หลงรักดวงดาว เฝ้ามองหาดวงจันทร์

สงสัยว่าเจ้ากระต่ายยังตำโมจิอยู่บนนั้นรึป่าว?

หรือสองตายายยังช่วยกันตำข้าวอยู่ไหม?

เมื่อไหร่กระต่ายจะได้กินโมจิ? (แบ่งให้ตากับยายกินด้วยไหม?)

วันไหนตากับยายจะได้กินข้าว? (ชวนกระต่ายกินด้วยหรือเปล่า?)

ยังสงสัย

และเฝ้ามองหา

พร้อมกับร้องเพลงจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า... ในหัว(ใจ)


-หน้ากลม-
กับจันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า






กระจก


ส่องกระจกอยู่ทุกวัน

แต่ไม่รู้เลยว่า

มีอะไรๆเปลี่ยนแปลงไป


"ไว้ผมยาวแล้วหรอ?"

"อ้วนขึ้นนะเนี่ย"

"นอนดึกรึป่าว ตาคล้ำๆ"

"เครียดอะไร สิวขึ้น"

"ตาบวมๆ ร้องไห้มารึป่าว?"


หลากคำถาม

แทนคำทักทายจากคนรอบข้าง

ถ้าไม่มีเขา

จะรู้หรือเปล่าว่าตัวเองเปลี่ยนไป

ส่องกระจกด้วยตาตัวเองทั้งสองข้าง

ก็ไม่สู้ตาคนใกล้เคียง


เป็นเพราะอะไร?

หรือจริงๆอาจต้องถามว่า

เคยสนใจ ดูแลตัวเองบ้างไหม?


วันเวลาค่อยๆเดินผ่านไป

อายุก็มากขึ้น มากขึ้นตาม

แต่.. เรากลับไม่รู้สึกถึงความแก่ชราที่เกิดขึ้น

จะไม่รู้สึกเลย

หากไม่ลองกลับไปดูอดีตที่ผ่านมา


นั่งดูรูปภาพเก่าๆ

สิ่งที่พบคือความสดใส "วัยสดใส"

แต่เมื่อหันหน้าไปส่องกระจก

สิ่งที่พบกลายเป็นความว่างเปล่า ใน "วัยทำงาน"

วัยวุฒินั้นเปลี่ยนไป

พูดง่ายๆคือ.. แก่ไปอีกขั้น


คนที่ได้พบเจอ

แต่วันนี้อยู่ห่างไกล

เวลา.. ระยะทาง

เนิ่นนาน แสนไกล ที่ไม่ได้พบเจอ

ไกลเกินที่จะรู้ หรือสัมผัสได้ถึงความเหมือนเคย หรือเปลี่ยนแปลง

และการกลับมา

ได้พบกันอีกครั้ง

นอกจากรูปลักษณ์

อ้วน ผอม ขาว ดำ ที่เปลี่ยน

อาจสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในความรู้สึก

อาจจะมากขึ้น

หรือน้อยลง

ก็แล้วแต่ความมั่นคงของใจคน


กับความเปลี่ยนแปลง

ที่ต้องมาพบเจอในภายหลัง

ยากเกินจะทำความคุ้นเคย


ทำไม?

เราถึงไม่อยู่ใกล้ๆ

ค่อยๆรียนรู้และยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิด

ทั้งรูปลักษณ์ และความรู้สึก

ให้อยู่ดูแลกันและกัน

ทำไม?

เราไม่แก่ไปด้วยกัน



เมื่อวันที่เธอรู้สึกว่าเธอแก่

ฉันก็แก่เหมือนๆกับเธอ

เราแก่เหมือนกัน

เราอยู่ด้วยกัน

พบเจอกันทุกวัน

จนลืมไปว่า

เธอคือใคร

ฉันคือใคร

มีแต่.. เรา





-หน้ากลม-
กับวันที่อยากมีคนที่จะแก่ไปด้วยกัน

20 ส.ค. 2557

รำลึก.. วัดหงส์ปทุมาวาส


เดือนหน้า ฉันได้รับคำชวนจากเพื่อนชายให้ไปเที่ยวเล่นบ้านที่ปทุมธานี

เพื่อนถามฉันมาว่า "นุ่มอยากไปวัดหงส์ฯไหมครับ"

ฉันตอบกลับไปโดยแทบไม่ได้คิดว่า "ไม่!!"

แล้วก็เกิดสงสัยกับคำตอบของตัวเอง

และเพื่อนก็คงจะสงสัยไม่ต่าง

เพราะเขารู้.. ว่าฉันชอบไปที่นั่น.......

....


เมื่อครั้งสมัยที่ฉันอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ตอนนั้นน่าจะอยู่สักปีสอง

ฉันมีโอกาสได้ไปทำบุญที่วัดหงส์ครั้งแรกกับพเยียและแฟน(เอ็ม)

ดูเหมือนฉันจะเป็นมือที่สามรึป่าว??

ไม่หรอก ไม่มีทาง... เพียงแค่..

พเยียไปไหน ต้องมีนุ่มอยู่ที่นั่น (แต่นุ่มอยู่ที่ไหนพเยียอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ก็ได้.. so sorry นะ)

เราไปไหว้พระ ทำบุญ ขอพร

และเดินไปที่ริมน้ำเจ้าพระยาภายในวัด

เราไปนั่งให้อาหารปลาที่นั่น

ไปไม่นาน..

แต่ได้รับความปลอดโปร่ง ความสบายใจ

ซึ่งฉันหาได้ที่ริมน้ำเจ้าพระยาและเหล่าหมู่ปลาที่แหวกว่าย


หลังจากนั้นไม่นาน

ฉันก็ไปที่วัดหงส์ฯอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้ ฉันเดินทางไปเพียงลำพัง

ฉันเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่ง เพราะจำเส้นทางไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะต้องเดินทางไปถึงหน้าวัดได้อย่างไร

แท็กซี่พาฉันไปส่งจนถึงหน้าวัดหงส์ฯ

ฉันก้าวเข้าวัด ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง

อย่าถามว่าหนักใจด้วยเรื่องอะไร

ฉันจำไม่ได้จริงๆ

จำได้เพียงว่า

ฉันเครียดเอามากๆ

ตื่นแต่เช้า นั่งรถรางไปเชียงราก

ช่วงเวลาที่นั่งอยู่บนรถราง ฉันจำความรู้สึกได้ถึงความหดหู่

ระหว่างทางบนรถแท็กซี่ คือความฉงนว่าจะไปถึงวัดได้หรือไม่

ระหว่างที่นั่งอยู่ริมน้ำให้อาหารปลา

ฉันร้องไห้หรือเปล่า ฉันไม่รู้

แต่หลายชั่วโมงที่อยู่ที่นั่น

ฉันได้ทิ้งสิ่งที่ทำให้หนักหัวใจออกไปทีละนิด

เหลือไว้เพียงเล็กน้อยให้เป็นเหตุผลที่จะลุกขึ้นใหม่

ช่วงจังหวะที่ฉันดันตัวลุกขึ้นเพื่อเดินทางกลับ

ฉันบอกตัวเองว่า


.. ในเมื่อวันนี้ฉันยังลุกขึ้นยืนไหว

ชีวิต.. ฉันก็เริ่มต้นใหม่ได้อีก



หลังจากนั้นหนึ่งปี

ฉันก็ไปที่วัดหงส์อีกครั้ง

ด้วยความรู้สึก..

อึดอัด หดหู่ น้อยใจ เสียใจ.. ฯลฯ หรืออาจเรียกรวมๆได้ว่า "อกหัก"

น่าแปลกที่ฉันจำความรู้สึกครังนี้ได้อย่างแม่นยำ

แต่ครั้งก่อนกลับจำไม่ได้เลยว่าเพราะอะไรที่ทำให้หดหู่ได้ขนาดนั้น

ครั้งนี้.. เป็นเพราะ ... ฉันวิ่งหนีเธอ ที่ฉันรัก

ช่วงเวลาสั้นๆที่เราได้อยู่ด้วยกัน

เพราะอะไรๆไม่ชัดเจน ฉันกับเธอจึงเป็นเพื่อนสนิทกัน (ที่ฉันเก็บความรู้สึกไว้ในส่วนลึก)

ช่วงไม่กี่วันที่เธอให้แฟนมาอยู่ด้วย

ฉันรู้สึกเป็นหมาหัวเน่า.. ไม่สามารถทนเห็นภาพต่างๆได้

ยอมรับความจริงไม่ได้ ฉันจึงหนีออกมาจากห้อง

ตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อเดินทางจากเอกมัย ข้ามฟากไปรังสิต

ที่นั่นมีเพื่อนชายที่ฉันขอร้องให้ช่วยพาไปวัดหงส์รออยู่

เรานั่งรถเมย์ ต่อด้วยวินมอเตอร์ไซด์ ถึงวัดด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางพอสมควร

ฉันนั่งเงียบๆอยู่ที่วัดร่วมครึ่งวัน

เหมือนลูกหมาที่ถูกทิ้ง ไม่รู้ว่าจะไปไหนดี

ไม่มีที่ให้ไป ไม่มีที่ให้กลับ

วันทั้งวัน .. ไม่ปรากฎลอยยิ้มบนใบหน้า(เพื่อนชายบอกในภายหลัง)

ฉันหอบเอาความทุกข์ไปทิ้งที่วัดหงส์อีกครั้ง


ฉันกับเธอและเขาได้พบกันอีกครั้งที่สนามหลวง

วันนี้มีเวียนเทียน เราเดินเวียนเทียน แต่ฉันชวนเพื่อนหญิงอีกคนและคุณแม่ของเพื่อนไปเวียนด้วยกัน

ฉันปล่อยให้เธอเดินกับเขา และฉันเดินกับเพื่อนและแม่

เมื่อจบวันก็ถึงช่วงเวลาที่อึดอัดอีกครั้ง แต่ก็ไม่เท่าเดิม(เอาไปทิ้งไว้ที่วัดซะเยอะ)

จนเมื่อก่อนที่เขาจะไป และเธอออกไปข้างนอก

ระหว่างที่ทานข้าวกับเขา.. เขากลับฝากฉันให้ดูแลเธอ และบอกฉันว่าเธอทำตัวฉุนเฉียวแค่ไหนในวันนั้น

ฉันไม่รู้ว่าฉันดีใจได้รึป่าวกับเรื่องนี้.. แต่ฉันก็เสียใจอยู่ดี

เขาจากไป.. และทิ้งเธอกับฉันให้อยู่ด้วยกันต่อไป

ความอึดอัดยังคงอยู่เต็มหัวใจ แม้ว่าเขาจะไปแล้ว

ฉันคงไม่สามารถจะพูดคุยกับเธอได้เลย

หาก... เธอไม่ป่วย

คืนต่อจากนั้นเธอไม่สบาย ตัวร้อน

ฉันเช็ดตัวให้เธอ ฉันนั่งกุมมือเธอไว้ แล้ววันนั้นเราก็ยิ้มให้กันได้อีกครั้ง

นั่นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมาที่ฉันเช็ดตัวให้คนอื่น (ปกติมีแต่แม่เช็ดตัวให้)

ฉันนอนหลับๆตื่นๆ และทุกครั้งที่ตื่นก็จะต้องเอามือไปจับดูที่หน้าผากเธอว่าตัวยังร้อนไหม

ถ้าร้อนก็เช็ดตัวให้อีก..

ฉันนึกถึงแม่.. ถ้าฉันป่วย แม่ก็คงจะทำให้ฉันแบบนี้

(เอ๊ะ แล้วนี่ฉันเป็นแม่เธอหรอ)

เราคุยกัน ยิ้มให้กันอีกครั้ง.. โดยทิ้งความรู้สึกจริงๆไว้ในส่วนลึก(อีกครั้ง)

... ฉากเป็นส่วนเกิน เป็นหมาหัวเน่า ยังปรากฎให้เห็น ให้รู้สึก ในชีวิตอีกหลายๆครั้ง แต่ทุกครั้งเมื่อผ่านไปเราก็โยนมันทิ้งไว้ในส่วนลึกอีกครั้ง... ... จนมันเริ่มล้น เริ่มทนไม่ไหว


... ฉันทิ้งความรู้สึกเสียใจ หดหู่ ให้ลอยไปตามสายน้ำ ลอยไปให้ไกลๆ

ฉันหวังเพียงว่า.. หมู่ปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำใสๆ อย่าได้เผลอไปกัดกิน ปล่อยให้มันลอยไป อย่าได้กลับมา



และครั้งสุดท้ายเมื่อปีที่แล้ว

ฉันเดินทางไปกับพเยีย.. กับน้องขวัญ(รถ)

เราหลงทาง แต่เราก็ไปถึง

เราได้เจอกันแล้วนะ 

ไม่ว่าเราจะห่างไกลกันแค่ไหน

ความเป็นเพื่อนจะอยู่กับเราตลอดไป



สี่ครั้ง.. สี่ครั้งที่เดินทางไปที่นั่น

ฉันอาจพกความหดหู่ ความเสียใจไปทิ้งไว้มากมาย

ความรู้สึกยังคงวนเวียนอยู่ในสายน้ำ

สายน้ำที่นั่นอาจไม่ได้ไหลไปอย่างต่อเนื่อง

พัดสิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

แต่.. คงเป็น สายน้ำวน


หากใจดวงเดียวไม่สามารถพัดพา

คงต้องพึ่งอีกใจให้ช่วยพัดปัดเป่า

ดูแลกันและกัน





-หน้ากลม-
กับวันรำลึกความหลัง ที่วัดหงส์ฯ