"ใช้คนให้ถูกกับงาน"
แต่
ถ้าใช้คนไม่เป็นล่ะ
ช่วงนี้มีงานเร่งเข้ามา
เป็นความรับผิดชอบโดยตรง
พยายามแบ่งงานออกไป
ช่วยๆกันทำจะได้เสร็จ
แต่เนื้องานที่แบ่งออกมา
สุดท้าย
ก็มากองอยู่ที่ตัวเอง
เป็นงานที่ต้องขอข้อมูลจากโรงงาน
ก็ขอไปแล้ว พิมพ์เมล์ ส่งแฟกซ์ เรียบร้อย
แต่.. จะส่งอยู่แล้วก็ยังไม่ได้งานกลับมา
เป็นงานที่ต้องคิดคำนวณ
ส่วนที่รู้ ก็ทำเอง
ส่วนที่ไม่รู้ ต้องให้หัวหน้าช่วย ก็ยกปึ้งให้ไปแล้ว
แต่.. งานเพิ่งจะเดินจริงๆวันนี้
เมื่อเอางานไปให้เขาตรวจ ซึ่งเป็นงานที่ขอให้เขาช่วยทำให้ แต่ทำเองให้ตรวจ
ผิดก็แก้
เป็นงานที่บางส่วนเพียงลิสท์มา หา และก๊อปปี้
ไม่มีอะไรมากมาย ทำได้ในวันเดียว
ให้พี่คนหนึ่งช่วยหา เพราะนี่เป็นงานของเรา ไม่ใช่ของฉัน
แต่
ให้งานไปเป็นอาทิตย์
เพิ่งจะได้มาเมื่อวาน
แต่(อีก)
ไม่เสร็จสมบูรณ์
ต้องเอามาทำต่อเอง เพื่อล่าลายเซ็นต์
ขอบคุณ
แล้ววันนี้ก็โดนอีกประเด็น
เรื่องแบ่งงานกับพี่คนนี้นี่แหล่ะ
เพราะยังติดนิสัยเดิม
แบบว่า
ถ้าทำได้ก็ทำ
ทำเองเร็วกว่า ดีกว่า
ก็เลยทำเองซะส่วนใหญ่
ถ้าไม่ทันถึงจะโยนไปที
แล้วคนที่เป็นตัวช่วยก็ว่าง
ไม่มีไรทำ
นั่งเล่นเนต ดูไรเรื่อยเปื่อย
งานกองบนโต๊ะตัวเองเปงภูเขา
แต่โต๊ะพี่เขาไร้ซึ่งกระดาษและปากกา
มีแต่โทรศัพท์ จิ้มๆ
กะเม้าท์เลื่อนไปเลื่อนมา คลิกๆ
สงสัยจะประเมินประสิทธิภาพคนต่ำไป
กลัวเขาทำได้ไม่ดี
ทำงานช้า
ขี้เกียจส่งงาน แล้วต้องกลับมานั่งทำเอง
งั้นก็ทำเองตั้งแต่ต้นแล้วกัน
แล้วไง
ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
คนว่างก็ยังคงว่าง
คนยุ่งก็ยังคงวุ่นวายไม่เลิก
คงต้องลอง
ปล่อยให้พี่เขาได้เรียนรู้งานบ้าง
คนทำเป็นก็เป็น
คนไม่เป็นก็ไม่เป็นต่อไป
มาให้โอกาสกันสักหน่อย
ลองเปิดใจ
ว่าคนอื่นก็ทำได้เหมือนเรา
ไม่ยากเลย
จะไม่ไม่มีคนนั่งว่าง
เด๋วเขาจะรู้สึกแย่ (รึป่าว)
:P
HOME
29 ส.ค. 2555
คำขาน
ไม่น่าเชื่อว่า
เพียงคำพูดไม่กี่คำ หรือเพียงคำพูดคำเดียวโดดโดด
จะมีความหมาย
จะมีผล
ในความรู้สึกที่แตกต่าง
คำขานรับ
"ค่ะ"
"ครับ"
"จ๋า"
"จ้า"
"เออ"
"อืม"
"...."
สารพัดแห่งคำขาน
ที่จะสรรหา คัดสรรค์มาใช้กัน
เวลาที่มีคนเรียกชื่อเรา..
"นุ่ม"
"ค่ะ"
กับคนที่อายุมากกว่า ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความอ่อนน้อมพอตัว
กับคนที่เสมอกัน เพื่อนกัน ดูประชดไปรึป่าว? ไม่นะ
สุดท้ายมันก็แล้วแต่สถานการณ์อ่ะนะ
"จ๋า"
เป็นคำขานที่คิดว่าดูน่ารักดี
แต่ต้องเลือกใช้ให้ถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา
..
เจอประเด็นไปแล้วหนึ่ง
ช่วงนี้ไม่รู้ทำไม
ติดคำเนี่ย "จ๋า"
"นุ่ม"
"จ๋า"
ก็ดูน่ารักดี นิดๆ
แต่
พอใช้กับคน ที่ไม่ควรจะใช้
ก็มันติดปาก
เผลอพูดไป
"จ๋า"
เกือบโดนพี่สองคนยำเละแล้วสิ
โดนสวดยาวเลย
กับแค่คำๆเดียวที่เผลอพูดออกไป
เพราะใช้ผิดคนนี่แหล่ะ
"นู๋ขอโตด จะระวังให้มากกว่านี้นะค่ะ"
รู้สึกดีที่มีคนเป็นห่วง
แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกแย่
ที่ว่าโตขนาดนี้แล้ว ไม่เคยจะระวังเลย
คำพูดแม้เพียงคำๆเดียวที่พูดออกไป
สามารถแปลความหมายได้ร้อยแปด
ถ้าคนมันอยากจะคิดอ่ะนะ
ต้องสงบปากสงบคำแล้วล่ะสิ
"ค่ะ" นะ
n_n
เพียงคำพูดไม่กี่คำ หรือเพียงคำพูดคำเดียวโดดโดด
จะมีความหมาย
จะมีผล
ในความรู้สึกที่แตกต่าง
คำขานรับ
"ค่ะ"
"ครับ"
"จ๋า"
"จ้า"
"เออ"
"อืม"
"...."
สารพัดแห่งคำขาน
ที่จะสรรหา คัดสรรค์มาใช้กัน
เวลาที่มีคนเรียกชื่อเรา..
"นุ่ม"
"ค่ะ"
กับคนที่อายุมากกว่า ก็เป็นการแสดงออกซึ่งความอ่อนน้อมพอตัว
กับคนที่เสมอกัน เพื่อนกัน ดูประชดไปรึป่าว? ไม่นะ
สุดท้ายมันก็แล้วแต่สถานการณ์อ่ะนะ
"จ๋า"
เป็นคำขานที่คิดว่าดูน่ารักดี
แต่ต้องเลือกใช้ให้ถูกที่ ถูกคน ถูกเวลา
..
เจอประเด็นไปแล้วหนึ่ง
ช่วงนี้ไม่รู้ทำไม
ติดคำเนี่ย "จ๋า"
"นุ่ม"
"จ๋า"
ก็ดูน่ารักดี นิดๆ
แต่
พอใช้กับคน ที่ไม่ควรจะใช้
ก็มันติดปาก
เผลอพูดไป
"จ๋า"
เกือบโดนพี่สองคนยำเละแล้วสิ
โดนสวดยาวเลย
กับแค่คำๆเดียวที่เผลอพูดออกไป
เพราะใช้ผิดคนนี่แหล่ะ
"นู๋ขอโตด จะระวังให้มากกว่านี้นะค่ะ"
รู้สึกดีที่มีคนเป็นห่วง
แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกแย่
ที่ว่าโตขนาดนี้แล้ว ไม่เคยจะระวังเลย
คำพูดแม้เพียงคำๆเดียวที่พูดออกไป
สามารถแปลความหมายได้ร้อยแปด
ถ้าคนมันอยากจะคิดอ่ะนะ
ต้องสงบปากสงบคำแล้วล่ะสิ
"ค่ะ" นะ
n_n
26 ส.ค. 2555
เที่ยวไปกับหน้ากลม ปี1 ตอนบ้านศิลปิน คลองบางหลวง
ตื่นสายๆ วันอาทิตย์สบายๆ หาที่นั่งเล่น พักผ่อนหย่อนใจหน่อยดีกว่า
อยู่ กทม. ไม่รู้จะไปไหน เงินก็ไม่ค่อยจะมี ยุคประหยัด แต่อยากเที่ยว แนะนำสถานที่สบายๆ
วันนี้จัดทริปกับเจ๊ปุ้ยและเฮียเก่ง ไปดูหุ่นละครเล็กที่บ้านศิลปิน (คลองบางหลวง)
สำหรับการเดินทาง
จากถนนพระราม 3 นั่งรถสาย 205 (ฟรีด้วยยิ่งดี) ฝั่งที่วิ่งไปเดอะมอลล์ท่าพระ ย้ำว่าท่าพระ ถ้าป้ายขึ้นว่าถนนตก ห้ามขึ้นโดยเด็ดขาย เพราะจะเหมือนวันนี้ ที่แป้วนั่งรถผิด หยุดแค่ถนนตก เลยต้องนั่งแท็กซี่ไปเดอะมอลล์ซะงั้น เหอๆ
นั่งชิวๆ ลงที่เดอะมอลล์ท่าพระ แล้วต่อแท็กซี่ง่ายๆ
ที่จริงก็มีรถเมย์วิ่งผ่านเหมือนกัน แต่เพราะว่าบ้านศิลปินจะอยู่สุดซอย ถ้าเดินก็ไกลพอสมควร นั่งแท็กซี่เข้าสุดซอย จรัล ซอย 3 นั่นแหล่ะค่ะ
มาถึงสุดซอย จะมีสะพานข้ามแม่น้ำด้วย แต่ก่อนจะข้ามฝั่งไป หิวๆ นั่งแวะกินก๋วยจั๊บหน่อยก็ดีนะค่ะ
ลองแวะชิมดู สำหรับรถชาติ ก็โอไม่โอ ก็กินหมดอ่ะค่ะ 555
พอจัดการกับก๋วยจั๊บเสร็จแล้ว ก็เดินข้ามสะพานไป ข้ามไปแล้วก็เลี้ยวซ้าย ตลอดแนวทางเดินก็จะเป็นบ้านคน ที่พักอาศัยของชาวบ้านนั่นแหล่ะค่ะ แต่ก็จะมีของขายบ้างนิดหน่อย บรรยากาศคล้ายๆกับตลาดน้ำอัมพวาเลยล่ะ เพียงแค่ว่าร้านไม่เยอะ คนไม่คลึกคลื้นเท่าไหร่ และไม่มีเรือขายอาหาร (มีบ้างนิดๆ แต่คงเป็นเรือขายของกินที่แล่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดอยู่กับที่เหมือนที่อัมพวา)
เดินไปจนสุดทาง ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง คือ บ้านศิลปิน
มาชมบรรยากาศกันสักหน่อย
สำหรับการแสดงที่นี่ หุ่นละครเล็กจะเริ่มแสดงตอนบ่าย 2
ก่อนหน้านี้ ก็เิดินชมบ้าน แล่วก็หางานฝีมือทำ ระบายสีหน้ากาก หรือจะซื้อสมุดบันทึก แล้วนั่งออกแบบหน้าปกด้วยตัวเองก็ได้ เขามีสีพร้อม ก็บ้านศิลปินอ่ะนะ
สำหรับประวัติของหุ่นละครเล็กนี่ ลองไปถามอากู๋เกิลดูนะค่ะ
ณ เวลานี้ไม่สามารถอ่ะ
หลังจากการแสดงจบ เราก็ยังสามารถนั่งเล่นชิวๆต่อไปได้อยู่
อยู่นั่นเหมือนอยู่บ้านตัีวเองเลย
นี่ถ้ามีเสื่อผืนหมอนใบหน่อยนาา ได้หลับยาวอยู่นั่น ไม่ต้องกลับกันเลยทีเดียว
ม่ะช่ายแหละ ที่บ้านศิลปินเขาจะปิดประมาณ 6 โมงเย็น ถึงเวลานั้นก็ควรจะกลับบ้านกลับช่องของเราเองได้ล่ะ
นั่งชิวๆ ดื่มชา มีอาหารด้วย (จ่ายตังค์เองนะ แต่ราคากันเองค่ะ)
ซื้อเสื้อขาวมาตัว อุดหนุนเขาสักหน่อย ^^
ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยนะจ๊ะ
กับวันว่างๆ อยากหาที่นั่งพักชิวๆ
บ้านศิลปิน ยินดีต้อนรับค่ะ (พูดแทนเขาซะงั้น)
see you next trip....
n_n
อยู่ กทม. ไม่รู้จะไปไหน เงินก็ไม่ค่อยจะมี ยุคประหยัด แต่อยากเที่ยว แนะนำสถานที่สบายๆ
วันนี้จัดทริปกับเจ๊ปุ้ยและเฮียเก่ง ไปดูหุ่นละครเล็กที่บ้านศิลปิน (คลองบางหลวง)
สำหรับการเดินทาง
จากถนนพระราม 3 นั่งรถสาย 205 (ฟรีด้วยยิ่งดี) ฝั่งที่วิ่งไปเดอะมอลล์ท่าพระ ย้ำว่าท่าพระ ถ้าป้ายขึ้นว่าถนนตก ห้ามขึ้นโดยเด็ดขาย เพราะจะเหมือนวันนี้ ที่แป้วนั่งรถผิด หยุดแค่ถนนตก เลยต้องนั่งแท็กซี่ไปเดอะมอลล์ซะงั้น เหอๆ
นั่งชิวๆ ลงที่เดอะมอลล์ท่าพระ แล้วต่อแท็กซี่ง่ายๆ
ที่จริงก็มีรถเมย์วิ่งผ่านเหมือนกัน แต่เพราะว่าบ้านศิลปินจะอยู่สุดซอย ถ้าเดินก็ไกลพอสมควร นั่งแท็กซี่เข้าสุดซอย จรัล ซอย 3 นั่นแหล่ะค่ะ
![]() |
| ทางเข้าบ้านศิลปิน |
ลองแวะชิมดู สำหรับรถชาติ ก็โอไม่โอ ก็กินหมดอ่ะค่ะ 555
พอจัดการกับก๋วยจั๊บเสร็จแล้ว ก็เดินข้ามสะพานไป ข้ามไปแล้วก็เลี้ยวซ้าย ตลอดแนวทางเดินก็จะเป็นบ้านคน ที่พักอาศัยของชาวบ้านนั่นแหล่ะค่ะ แต่ก็จะมีของขายบ้างนิดหน่อย บรรยากาศคล้ายๆกับตลาดน้ำอัมพวาเลยล่ะ เพียงแค่ว่าร้านไม่เยอะ คนไม่คลึกคลื้นเท่าไหร่ และไม่มีเรือขายอาหาร (มีบ้างนิดๆ แต่คงเป็นเรือขายของกินที่แล่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดอยู่กับที่เหมือนที่อัมพวา)
เดินไปจนสุดทาง ก็จะถึงจุดหมายปลายทาง คือ บ้านศิลปิน
มาชมบรรยากาศกันสักหน่อย
![]() |
| เหมือนอัมพวาเลยใช่ไม๊ แต่ไม่ใช่นะ ที่นี่คือพื้นที่ใน กทม. ^^ |
![]() |
| เรือขายผัดไทย แล่นๆไป เรื่อยๆ |
![]() |
| บรรยากาศชั้น 2 |
![]() |
| มุมๆหนึ่ง ใต้ถุนบ้าน |
![]() |
| ไก่ย่างจร้าาาา |
![]() |
| ให้อาหารปลาได้ด้วยนะ ปลาเยอะมากกก |
![]() |
| ลุงแดงนั่งโชว์ ชมวิว |
![]() |
| ลุงขาวเองก็ดูเหมือนรอคอยอะไรสักอย่าง |
ก่อนหน้านี้ ก็เิดินชมบ้าน แล่วก็หางานฝีมือทำ ระบายสีหน้ากาก หรือจะซื้อสมุดบันทึก แล้วนั่งออกแบบหน้าปกด้วยตัวเองก็ได้ เขามีสีพร้อม ก็บ้านศิลปินอ่ะนะ
![]() |
| ระหว่างการแสดง (กว่าจะจับตัวกันได้) |
![]() |
| จุ๊ฟๆ >.< |
ณ เวลานี้ไม่สามารถอ่ะ
หลังจากการแสดงจบ เราก็ยังสามารถนั่งเล่นชิวๆต่อไปได้อยู่
อยู่นั่นเหมือนอยู่บ้านตัีวเองเลย
นี่ถ้ามีเสื่อผืนหมอนใบหน่อยนาา ได้หลับยาวอยู่นั่น ไม่ต้องกลับกันเลยทีเดียว
ม่ะช่ายแหละ ที่บ้านศิลปินเขาจะปิดประมาณ 6 โมงเย็น ถึงเวลานั้นก็ควรจะกลับบ้านกลับช่องของเราเองได้ล่ะ
นั่งชิวๆ ดื่มชา มีอาหารด้วย (จ่ายตังค์เองนะ แต่ราคากันเองค่ะ)
ซื้อเสื้อขาวมาตัว อุดหนุนเขาสักหน่อย ^^
ร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยนะจ๊ะ
![]() |
| ขอสักรูป นะ |
บ้านศิลปิน ยินดีต้อนรับค่ะ (พูดแทนเขาซะงั้น)
see you next trip....
n_n
19 ส.ค. 2555
บ้าน
บางอารมณ์ที่เปรี่ยวเหงา
อยากกอดใครสักคน
แต่ไม่มีใครให้กอด
มองไปเห็นบ๊อบบี้
นอนกอดบ๊อบบี้ทั้งตัวใหญ่ และเล็ก
ได้ก็เท่านั้น
ในเมื่อไม่มีความอบอุ่น กลับมา
..
บางอารมณ์เสี่ยวจัด
อยากหอมแก้มหรือจุ๊บใครสักคน
แต่ก็ไม่มีใครให้จุ๊บ
ยังหาไม่เจอ(หรือเธอไม่มี)
มองไปเห็นบ๊อบบี้เช่นเคย
กอดบ๊อบบี้
หอบบ๊อบบี้
แต่
มันไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
..
.
บางครั้ง
บางอารมณ์
กับสิ่งเหล่านี้
ดูเหมือนฉันจะโหยหาความรักมากเลยสินะ
อยากกลับบ้านจัง
เพราะที่นั่นมีคนที่ฉันรัก
มีคนที่รักฉัน
มีคนที่ฉันสามารถกอด
และหอมแก้มได้ทุกๆวัน
อยากกลับบ้าน
พ่อจ๋าแม่จ๋า T^T
อยากกอดใครสักคน
แต่ไม่มีใครให้กอด
มองไปเห็นบ๊อบบี้
นอนกอดบ๊อบบี้ทั้งตัวใหญ่ และเล็ก
ได้ก็เท่านั้น
ในเมื่อไม่มีความอบอุ่น กลับมา
..
บางอารมณ์เสี่ยวจัด
อยากหอมแก้มหรือจุ๊บใครสักคน
แต่ก็ไม่มีใครให้จุ๊บ
ยังหาไม่เจอ(หรือเธอไม่มี)
มองไปเห็นบ๊อบบี้เช่นเคย
กอดบ๊อบบี้
หอบบ๊อบบี้
แต่
มันไม่ได้รู้สึกอะไรเลย
..
.
บางครั้ง
บางอารมณ์
กับสิ่งเหล่านี้
ดูเหมือนฉันจะโหยหาความรักมากเลยสินะ
อยากกลับบ้านจัง
เพราะที่นั่นมีคนที่ฉันรัก
มีคนที่รักฉัน
มีคนที่ฉันสามารถกอด
และหอมแก้มได้ทุกๆวัน
อยากกลับบ้าน
พ่อจ๋าแม่จ๋า T^T
หวานอมขม
หวานอมขม หรือจะเรียกว่าขมอมหวาน
ที่จริงมันก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่
แต่ใช้หวานอมขม น่าจะดูดีกว่านิดนึงนะ
รสชาติของความหวาน ขนมหวาน ของหวาน
กินหลังอาหาร หรือกินเล่นๆ เพื่อคลายหิว
รสหวานของสิ่งเหล่านี้ ใครๆก็ชอบล่ะ ยกเว้นคนที่กินหวานไม่ได้
รสชาติของความขม
อะไรดีล่ะ ยาขม ยาสมุนไพร
รสขมสุดท้ายเราก็นึกถึงยา
แต่หวานอมขมที่กล่าวนี้ไม่ได้จะพูดถึงของกิน
หากแต่เป็นอารมณ์ ความรู้สึก
ที่เอามาเปรียบเปรยกับสิ่งต่างๆเหล่านี้
ความรู้สึกที่เหมือนหวานอมขม
ที่รู้สึกกลืมไม่เข้า คลายไม่ออก
เพราะรสชาติของความหอมหวาน ที่อยากจะกลืนลงไป
แต่เพราะความขม ที่ทำให้ยากที่จะกลืน
จะกลืมก็ขม
จะคลายก็เสียดายของ
เหมือนกับความรู้สึก
ของคนที่มีความรัก... ที่เจ็บปวด
วันนี้ความรักเบ่งบาน โลกเป็นสีชมพู
โลกนี้มีแต่รอยยิ้ม
ดีจริงๆที่วันนี้ยังมีชีวิตอยู่ อยู่เพื่อรัก
แต่อีกวันนึง
กับคนที่รัก ต้องพลัดพลาก
ทุกอย่างไม่เหมือนเคย
ไม่มีกันและกัน
รัก.. ที่ไม่เท่ากัน
คนหนึ่งที่รักมากกว่าต้องทนเจ็บ
กับอีกคนที่รักน้อยกว่าต้องทนอยู่
มีเพียงสิ่งเดียวที่ยึดไว้คือความผูกพัน
ถ้าวันใดระเบิดลง
และพังสิ่งที่เรียกว่าความผูกพันนี้ไป
แล้วจะเหลืออะไร
เพราะการไม่อยากสูญเสียใครสักคนไป
ก็เลยต้องทนเจ็บ ทนอยู่
เพื่อแค่ว่าให้ทุกอย่างดูเหมือนเคย
เพราะอยากให้มีกันอย่างนี้ต่อไป
ก็เลยต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยังอยากให้อยู่ด้วยกัน
ให้วันนี้ยังมีกันและกัน
..
อยากรัก แต่ก็รักไม่ได้
ไม่อยากรัก แต่ก็ทำไม่ได้
อยากหนี แต่ก็ไม่กล้า
อยากอยู่ตรงนี้ตลอดไป แต่นั่นก็เป็นแค่ฝัน
..
ท้ายสุด
ก็ยังจมอยู่กับความรู้สึก
ที่ยังกลืนไม่เข้า คลายไม่ออก
รสชาติของชีวิต
ยังอยู่ที่ หอมหวาน แต่ขมขื่น
ที่จริงมันก็คงไม่ต่างกันสักเท่าไหร่
แต่ใช้หวานอมขม น่าจะดูดีกว่านิดนึงนะ
รสชาติของความหวาน ขนมหวาน ของหวาน
กินหลังอาหาร หรือกินเล่นๆ เพื่อคลายหิว
รสหวานของสิ่งเหล่านี้ ใครๆก็ชอบล่ะ ยกเว้นคนที่กินหวานไม่ได้
รสชาติของความขม
อะไรดีล่ะ ยาขม ยาสมุนไพร
รสขมสุดท้ายเราก็นึกถึงยา
แต่หวานอมขมที่กล่าวนี้ไม่ได้จะพูดถึงของกิน
หากแต่เป็นอารมณ์ ความรู้สึก
ที่เอามาเปรียบเปรยกับสิ่งต่างๆเหล่านี้
ความรู้สึกที่เหมือนหวานอมขม
ที่รู้สึกกลืมไม่เข้า คลายไม่ออก
เพราะรสชาติของความหอมหวาน ที่อยากจะกลืนลงไป
แต่เพราะความขม ที่ทำให้ยากที่จะกลืน
จะกลืมก็ขม
จะคลายก็เสียดายของ
เหมือนกับความรู้สึก
ของคนที่มีความรัก... ที่เจ็บปวด
วันนี้ความรักเบ่งบาน โลกเป็นสีชมพู
โลกนี้มีแต่รอยยิ้ม
ดีจริงๆที่วันนี้ยังมีชีวิตอยู่ อยู่เพื่อรัก
แต่อีกวันนึง
กับคนที่รัก ต้องพลัดพลาก
ทุกอย่างไม่เหมือนเคย
ไม่มีกันและกัน
รัก.. ที่ไม่เท่ากัน
คนหนึ่งที่รักมากกว่าต้องทนเจ็บ
กับอีกคนที่รักน้อยกว่าต้องทนอยู่
มีเพียงสิ่งเดียวที่ยึดไว้คือความผูกพัน
ถ้าวันใดระเบิดลง
และพังสิ่งที่เรียกว่าความผูกพันนี้ไป
แล้วจะเหลืออะไร
เพราะการไม่อยากสูญเสียใครสักคนไป
ก็เลยต้องทนเจ็บ ทนอยู่
เพื่อแค่ว่าให้ทุกอย่างดูเหมือนเคย
เพราะอยากให้มีกันอย่างนี้ต่อไป
ก็เลยต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้
ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ยังอยากให้อยู่ด้วยกัน
ให้วันนี้ยังมีกันและกัน
..
อยากรัก แต่ก็รักไม่ได้
ไม่อยากรัก แต่ก็ทำไม่ได้
อยากหนี แต่ก็ไม่กล้า
อยากอยู่ตรงนี้ตลอดไป แต่นั่นก็เป็นแค่ฝัน
..
ท้ายสุด
ก็ยังจมอยู่กับความรู้สึก
ที่ยังกลืนไม่เข้า คลายไม่ออก
รสชาติของชีวิต
ยังอยู่ที่ หอมหวาน แต่ขมขื่น
16 ส.ค. 2555
วันศุกร์
หลายๆคนชอบวันศุกร์สุดสัปดาห์
เพราะเป็นวันสุดท้ายของการทำงาน
วันสุดท้ายสำหรับการเรียนหนังสือ
วันสุดท้ายที่ต้องเหนื่อย
และได้หยุดพักบ้าง
...
แต่กับคนบางคนบนโลกกลมๆ
เป็นวันที่รอคอย
ว่าเขาจะสุขหรือทุกข์
จะยิ้มหรือร้องไห้
กับอีกสองวันในวันหยุด
ที่จะมีหรือไม่มีใคร
การต้องมานั่งเฝ้าหวัง
ว่าจะมีหรือไม่มีใครอยู่ด้วย
ว่าจะไปไหนกับใคร หรือต้องอยู่นิ่งๆในห้องนอน
ทุกคนต่างยิ้มฉลอง
แต่คนบนโลกกลมๆ
อาจกำลังร้องไห้
ความเจ็บปวดที่อาจจะถูกโลกกลมๆทอดทิ้ง
หรือความสุขที่อาจได้มาถ้าโลกกลมๆยังยอมรับให้อยู่(อยู่ด้วย)
ดูเหมือนว่า
สิ่งเล็กๆในใจ ที่คอยปั่นป่วน และบั่นทอนหัวใจ ของคนบนโลกกลมๆ
คือความกลัว
ที่จะถูกทิ้ง
....
แล้วคุณ ฉัน หรือคนบนโลกกลมๆคนอื่นๆ
กลัวถูกทิ้งเหมือนกันไหม?
..
อย่ากลัวให้มาก
เพราะจะมีหนึ่งคนที่จะไม่ทิ้งคุณ
นั่นก็คือคุณเอง
ถ้าคุณเอง
ก็ยังทิ้งตัวคุณ
แล้วคุณจะอยู่บนโลกกลมๆนี้ได้ยังไง
ลองคิดดูนะ
เพราะเป็นวันสุดท้ายของการทำงาน
วันสุดท้ายสำหรับการเรียนหนังสือ
วันสุดท้ายที่ต้องเหนื่อย
และได้หยุดพักบ้าง
...
แต่กับคนบางคนบนโลกกลมๆ
เป็นวันที่รอคอย
ว่าเขาจะสุขหรือทุกข์
จะยิ้มหรือร้องไห้
กับอีกสองวันในวันหยุด
ที่จะมีหรือไม่มีใคร
การต้องมานั่งเฝ้าหวัง
ว่าจะมีหรือไม่มีใครอยู่ด้วย
ว่าจะไปไหนกับใคร หรือต้องอยู่นิ่งๆในห้องนอน
ทุกคนต่างยิ้มฉลอง
แต่คนบนโลกกลมๆ
อาจกำลังร้องไห้
ความเจ็บปวดที่อาจจะถูกโลกกลมๆทอดทิ้ง
หรือความสุขที่อาจได้มาถ้าโลกกลมๆยังยอมรับให้อยู่(อยู่ด้วย)
ดูเหมือนว่า
สิ่งเล็กๆในใจ ที่คอยปั่นป่วน และบั่นทอนหัวใจ ของคนบนโลกกลมๆ
คือความกลัว
ที่จะถูกทิ้ง
....
แล้วคุณ ฉัน หรือคนบนโลกกลมๆคนอื่นๆ
กลัวถูกทิ้งเหมือนกันไหม?
..
อย่ากลัวให้มาก
เพราะจะมีหนึ่งคนที่จะไม่ทิ้งคุณ
นั่นก็คือคุณเอง
ถ้าคุณเอง
ก็ยังทิ้งตัวคุณ
แล้วคุณจะอยู่บนโลกกลมๆนี้ได้ยังไง
ลองคิดดูนะ
สิ่งสำคัญ
ความจริงที่แสนจะเจ็บปวด
จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการยอมรับ
คงขึ้นกับระดับของความสำคัญ
ไม่สำคัญ ก็ไม่ต้องใช้เวลา
สำคัญนิดหน่อย แค่ภายในหนึ่งวันก็เกินพอ
สำคัญมาก ก็คงจะสักอาทิตย์หรือมากกว่า แต่ก็คงไม่ถึงเดือนหรือปี
สำคัญที่สุด.. ตลอดชีวิตเลยไหม?
ในชีวิตของคน
มีสิ่งสำคัญมากมาย
และสิ่งที่ไม่สำคัญ ไม่เป็นสาระก็มากมายไม่ต่าง
เลือก
ที่จะอยู่กับสิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งไม่สำคัญรึป่าว?
หรือเลือก
ที่จะปล่อยสิ่งสำคัญไป แล้วอยู่กับตัวตน
..
อยากอยู่กับคนสำคัญตลอดไป
แต่ก็ทำไม่ได้
อยากมีกันและกันตลอดไป
ก็ไม่ใช่เรื่องจริง
..
การมองความผิดหวังของวันนี้
เป็นเรื่องงี่เง่าของอดีต
"ทำไมตอนนี้ต้องทำต้องเป็นแบบนี้ ในเมื่อเมื่อก่อนไม่เคย"
มองความสิ้นหวัง
"แค่วันนี้ก็ไม่ได้แล้ว แล้วพรุ่งนี้จะเป็นยังไง"
.....
ความรู้สึกเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน
สิ่งที่มากระทบและฝังเข้าไป
ก็ยังคงติดแน่นอยู่แบบนั้น
จะใช้อะไรมาขุดออกได้
ยากนะ
สิ่งที่ฝังเข้าไปในความรู้สึก
1 ส.ค. 2555
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











