HOME

HOME

25 มี.ค. 2555

yes/no

Yes or No...


"ถึงเราจะรักกันไม่ได้...
ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้.. รักกัน"

...
จะเป็นแบบนั้นหรือป่าวนะ

..
เมื่อก่อน
ขอบคุณฟ้า
ขอบคุณพรหมลิขิตร
ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราได้มาเจอและอยู่ใกล้ๆกัน

แต่.. วันนี้
ทำไม.??
ฟ้าถึงได้กลั้นแกล้ง
ทำไมต้องเล่นตลก
ให้เราอยู่ใกล้กัน..
แต่ไม่อาจอยู่ด้วยกัน...

..
อยู่บนโลกใบเดียวกัน
ในทวีปเดียวกัน
ประเทศเดียวกัน
จังหวัดเดียวกัน
ต่างแค่อำเภอ
แค่นั้นก็มากพอแล้ว
ที่จะทำให้เราไม่มีทางรู้ได้ว่า
มีอีกคนบนโลกใบนี้

..
แล้วโลกกลมกลมระหว่างเราก็เกิดขึ้น
เมื่อฉันย้ายไปเรียนมัธยมปลายที่อำเภอเมือง
ทำตัวว่ามีตัวตนระหว่างเข้าค่าย
อยู่คนละห้อง
แต่เราก็มารู้จักกันจนได้

..
เข้ามหา'ลัย
ไม่ได้นัดไม่ได้แนะ
ต่างคนต่างเลือกเดินทางของตัวเอง
ต่างคณะ
ต่างมหา'ลัย
แต่ฉะไนมหา'ลัยเราใกล้กันเพียงไม่กี่ km

..
เข้าสู้วัยทำงาน
คิดว่าคราวนี้คงได้ไกลกัน ห่างกันแน่ๆ
จะได้เปลี่ยนความรู้สึกตัวเองไปซะ
ต่างคนต่างหางานทำ
ดิ้นรนเพื่ออนาคตของตัวเอง
แต่แล้ว โลกกลมกลมก็เกิดขึ้นอีก
ที่ทำงานใกล้กันเพียง 2 ป้ายรถเมย์

..
ณ ปัจจุบัน
อีก2เดือน
เราคงต้องแยกย้ายกันจริงๆ
ดีใจที่สุดที่วันนี้มีเธอ
(แุต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อึดอัดอยู่เหมือนกัน อยู่แบบนี้แต่ก็ยังรู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน ก็ยังเจ็บอยู่ทุกครั้ง
รู้สึกตลอดว่าเขาเป็นมารหัวใจ.. แต่จริงๆแล้วคนที่เป็นมาร คงเป็นฉันมากกว่า)
เคยคิดมาตลอดว่าอยากให้เราได้อยู่ด้วยกัน
ช่วงเวลาสั้นๆ
แค่นี้อาจมากพอแล้วสำหรับเราสองคน

..
ไม่รู้ว่า..
ฟ้าจะเล่นตลกกับความรู้สึก... อีกหรือป่าว?

..
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดสินะ

18 มี.ค. 2555

ทริป 1st --ไหว้พระขอพร @เขาคิชฌกูฎ จันทบุรี

วันศุกร์ ที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕
ตอนแรกคิดว่าทริปนี้จะล่มซะแล้ว(ตามเคย) เพราะเมื่อวันพฤหัส จ๊ะโอ๋กลับจากไปรับรถ เข้าห้องด้วยอาการแปลกๆ แต่ก็ไม่กล้าถาม ไม่กล้าพูด หรืออะไรใดๆทั้งนั้น ... ปล่อยให้เวลาผ่านไป มีเพียงความเงียบงำ ..  มีเพียงช่องว่าง ที่ระหว่างเรายังคงว่างไว้
คืนวันผ่านไป.. และตอนเช้าก็ไปทำงานเช่นทุกๆวัน
..
๑๗.๓๐ น. เป็นเวลาเลิกงานพอดี รีบเก็บของเด้งตัวออกจากที่ทำงาน ไปรับจ๊ะโอ๋กินข้าว แล้วรีบกลับไปอาบน้ำเตรียมตัวเดินทางไปขึ้นรถตู้ที่จองทัวร์ไว้ ตามนัดคือ ๒๑.๐๐ น. แต่ต้องรีบไปหน่อย เผื่อว่าจะได้นั่งที่นั่งดีๆหน่อย
๑๙.๒๐ น. เสด็จออกจากห้องไปโบกแท็กซี่ไป BTSช่องนนทรีย์ เร็วกว่ากำหนดที่คิดไว้นิดนึง ก็ดีแล้วล่ะ
สำหรับการแต่งตัวของทั้งคู่ ก็โอเคเหมาะกับกาลเทศะ.. ที่สำคัญ รองเท้าผ้าใบสีชมพูกันทั้งคู่เลย 555 เด่นๆ
๒๐.๐๐ น. เดินทางถึงมาบุญครอง แต่ไม่รุว่าที่จอดรถอยู่ตรงไหน คือเขานัดที่โอสถศาลา อยู่ตรงข้ามกับมาบุญครอง แต่ไม่รุว่าอยู่ตรงไหนนี่สิ พยายามมองหาก็ไม่เจอ สุดท้ายก็โทรไปถามนั่นแหล่ะ
ระหว่างทางที่เดินไปจุดนัด เจอร้านขายไฟฉาย ซึ่งคิดไว้แล้วว่าจะหาซื้อ ก็เลยแวะดู เลือกซื้อสักอัน กะให้ใช้ได้หลายๆงาน เลือกนานมากกก.. แต่ก็ได้มาอันนึงล่ะ 300 บาทถ้วน หึหึ คิดแล่วก็แน่ใจะนะว่านี่คือไฟฉาย ทำไมกล้าซื้อหว่ะนุ่ม แต่ก็นะ เอาไว้ใช้เวลาไปไหนมาไหน พกง่ายดีล่ะ.. (แต่ถึงเวลาจริง ไม่ได้ใช้เลยคร่าาา)
ณ จุดนัดพบ ได้เจอพี่ฉาย คนที่ติดต่อจองที่นั่งไว้ พี่แกก็เล่าโน่นเล่านี่ให้ฟัง ฆ่าเวลาอ่ะนะ
กว่าจะได้ออกรถจริงๆ ประมาณ ๒๑.๓๐ น. อ่ะ แต่ตอนขึ้นรถเพื่อเลือกที่นั่งนะ .. มีประเด็นให้น่าอายอีกล่ะ เปิ่นจริงๆเลยเรา
อุตส่าห์ได้ขึ้นรถเพื่อเลือกที่นั่งเป็นคนที่สอง รองจากพี่ปูที่มาเดี่ยวแต่ได้ขึ้นไปก่อน แกเลือกนั่งเบาะคู่หน้า เราก็เลยต้องนั่งเบาะคู่หลังพี่เขา.. แต่..ตอนเดินมาเห็นจ๊ะโอ๋เดินตามมา ขึ้นไปบนรถ ไม่ได้มองเลยว่าคนที่ตามมาจริงๆคือจ๊ะโอ๋หรือใครกันแน่ ด้วยความว่าปกติจะให้จ๊ะโอ๋นั่งใน ไอ่เราก็เลยยืนและให้คนที่ตามมาเข้าไปนั่งข้างใน แบบว่าไม่ได้มองเลยอ่ะว่าเขาคนนั้นคือใคร เขานั่ง.. เราก็นั่ง.. อ่าววว คนที่กำลังเดินขึ้นมานั่นจ๊ะโอ๋นี่นา แล้วคนคนนี้ล่ะ แง่ว เฮ้ยยย ไง๋ไม่ใช่จ๊ะโอ๋อ่ะ เหอๆ.. จ๊ะโอ๋เลยได้นั่งเบาะคู่กับคนแรกที่ขึ้นมา เรานั่งเบาะคู่หลัง กับคนที่ไม่รู้จัก T^T อะไรกันหว่ะเีนี่ย... .. ... อุตส่าได้ขึ้นมาเลือกที่นั่งแล่วนะ เหอๆ นุ่มเอ้ยนุ่ม ไอ่บ้าเอ๊ย!! นั่งได้สักพักรถยังไม่ออก เห็นคนที่นั่งคู่กับเรากับคนที่นั่งเดี่ยวข้างๆรุจักกัน (คนอ่านต้องพยายามจินตนาการสภาพที่นั่งบนรถตู้หน่อยนะ จะได้ทัน) เหมือนเรามานั่งคั่นกลางเขาอ่ะ คุยกันข้ามหน้าข้ามตาเราอ่ะ ก็เลยถามว่า "อยากเปลี่ยนที่นั่งไหมค่ะ" ตอนแรกเหมือนจะไม่นะ พอสักพัก "ก็ดีค่ะ" หึหึ เราก็เลยขยับมานั่งเดี่ยว แต่ก็ยังไม่ได้นั่งด้วยกันกะจ๊ะโอ๋อยู่ดี.. ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น นึกขึ้นได้ว่าพี่ที่นั่งกับจ๊ะโอ๋มาเดี่ยว เขาอาจจะอยากนั่งคนเดียว แทนที่นั่งของเราก็ได้ (ก็ที่นั่งที่เราได้ โดยปกติเป็นจุดนั่งที่ดีที่สุด สำหรับคนเดินทางคนเดียวอ่ะ เป็นส่วนตัวดี) ก็เลยกระซิบถามจ๊ะโอ๋ "ลองถามพี่เขาดีไหม?ว่าอยากเปลี่ยนที่นั่งกันไหม?.... $%^&@#..." ..... แล้วจ๊ะโอ๋ก็หันหน้าไปถามพี่เขา ขอแลกที่นั่งอีกรอบนึง -_-" เหอๆ สุดท้ายก่อนรถออก เราก็ได้นั่งด้วยกันล่ะนะ แต่ความรู้สึกอาย จนหน้าชาเนี่ย สุดๆอ่ะ .. คงจำจนวันตาย เบาหลังยังแซวอีกว่า "อย่าเปลี่ยนที่กันนั่งนะ เด๋วลืม" หึหึ อย่าแซวสิค่ะ คุงพี่ นู๋ยิ่งหน้าชาๆอยู่.....
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "โปรดใช้ดวงตา 1 คู่ที่มีอยู่ ดูดีดีว่าใครเป็นใคร" นะค่ะ นู๋นุ่ม..
ระหว่างการเดินทาง ที่จริงควรจะนอนหลับเอาแรง แต่... ตามเคย นู๋นอนไม่หลับเลยคร่าา ไม่รู้ว่าที่ไม่หลับ เพราะไม่ชอบหลับบนรถ .. คนขับขับรถหวาดเสียว.. หรือเพราะ มือที่จ๊ะโอ๋กุมเอาไว้ ...........

วันเสาร์ ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๕๕
ประมาณ ตี1 กว่าๆ ก็เิดินทางมาถึงเขาคิชฌกูฎจนได้....  อากาศไม่ได้หนาวเย็นอะไร แต่ลมที่พัดผ่านให้บรรยากาศมากอ่ะ เป็นลมพัดเย็นๆ ธรรมชาติมากก.. . ถ้าไม่นับผู้คนมากมายที่มารวมตัวกันอยู่ ณ ตีนเขานี้นะ  ผู้คนมานมัสการรอยพระพุทธบาทกันเยอะมากอ่ะ มาจากไหนกันบ้างเนี่ย  นั่งๆ กินๆ นอนๆ รอคิวขึ้นรถ เพื่อขึ้นไปบนเขานานมากก นี่ขนาดว่ามีพนักงานของทัวร์มาซื้อตั๋วให้แล้วนะเนี่ย กว่าจะได้ขึ้นไป ตี3 เกือบ 4 แน่ะ... ระหว่างรอก็กินข้าวเหนียวกะไก่ทอดรองท้องก่อนขึ้นเขา...
ที่จริงตั้งใจกับจ๊ะโอ๋ไว้ว่าจะเดินขึ้นเขาด้วยกันนะเนี่ย แต่ด้วยความมืดของเวลากลางคืนแบบนี้ และรถบริการที่วิ่งกันแบบนะ หวาดเสียวมาก .. ถ้าเดินมานอันตรายไป คงโดนรถชนแน่อ่ะ ก็เลยถอดใจกัน ขึ้นรถไปก็ได้อ่ะ
รถที่ขึ้นเป็นรถกระบะยกสูง ทำที่นั่งและที่กั้น รองรับคน 12 คนต่อเที่ยว ได้คิวที่ 123 บัตรสีชมพู หึหึ ต่อแรกคนละ 50 บาท ได้นั่งเบียดกันข้างหน้า ไม่เป็นไรๆ แต่เกร็งมากอ่ะ แบบว่าทางขึ้นเขา ทั้งชันและโค้งนะโค้ง มานโค้งหักศอกชัดๆอ่ะ แล่วรถก็วิ่งสวนทางกันด้วย รถขึ้นก็ขึ้น รถลงก็มี ไอ่ทางซ้ายขวาตามกฎจราจร ณ ที่แห่งนี้ไม่มีคร่าาา ไปซ้าย เบี่ยงขวา แล้วแต่ความเหมาะสม.. เหอๆ แต่ด้วยความชำนาญของคนขับ ก็นะ มีชีวิตรอดปลอดภัยดีคร่าา แต่เกร็งไปทั้งตัวเลย ... พอถึงต่อสองก็รีบวิ่งไปซื้อตั๋วก่อน แล่วค่อยไปรอขึ้นรถ คราวนี้ไม่ต้องรอนานเลย ซื้อตั๋วแล่วก็ได้ขึ้นเลยไม่ต้องนั่งรอนอนรอหรือกินรอ คราวนี้ขอลองนั่งหลังบ้าง ....... เหอๆ ทรหดมากค่ะ เกร็งทั้งแขนและขา รถมานเบี่ยงซ้ายที ขวาทีอ่ะ แล่วทางก็ชันด้วย .. แต่ลมพัดเย็นดีนะ สนุกดีเหมือนเล่นของเล่นที่สวนสนุกอ่ะ.. เทียบกับอารายดีนาาา......
พอรถไปส่ง ถึงจุดนี้แล้วคราวนี้ต้องเดินต่อขึ้นไปเองค่ะ ระหว่างทางก็มีจุดให้ไหว้พระทำบุญกันเยอะพอสมควร จำไม่ได้แล้วว่าได้ไหว้พระขอพรที่จุดไหนไปบ้าง .. ระหว่างทางที่เดินขึ้นไป เขาบอกว่า ถ้าสวดบทอิติปิโสได้ ให้สวดระหว่างทาง บทสวดทั้งสามบท จำได้ดี เพราะสวดมาตั้งแต่ประถมอ่ะ สวดมนต์ทุกเย็นวันศุกร์ จำได้เลย มีสมุดสวดมนต์ แต่ ณ ตอนนี้ ทำไมถึงจำได้นาาา.. คงเพราะความเคยชินล่ะนะ ไม่ต้องท่องจำ แต่ความเคยชินก็เลยจำได้ เหมือนสวด อะระหัง.... นั่นแหล่ะนะ .. ระหว่างเดินขึ้นไป เรากับจ๊ะโอ๋ก็เลยเหมือนต่างคนต่างเดินอ่ะ เพราะต่างคนก็สวดมนต์ไป ขอพรในสิ่งที่ตนปรารถนา เพียงข้อเดียวสำหรับปีนี้..  แต่..สำหรับฉัน ฉันสวดจริง แต่..คนมานเยอะอ่ะ ไม่มีสมาธิเลย คิดไปทั่ว สวดบทพระพุทธคุณจบก็คิดโน่นคิดนี่ไปทั่ว แล้วก็ฝืนตัวเองให้กลับมาสวดต่อ บทพระธรรมคุณ.. .. พระสังฆคุณ.. . จบแล้วก็สวดใหม่ .. สวดมนต์.. คิดโน่นคิดนี่.. . สุดท้ายได้แค่ 4 รอบเอง.. เฮ้อออ ซะงั้น ฟุ้งซ่านจริงนะนุ่มนะ...
และแล้วก็มาถึงรอยพระพุทธบาทจนได้.. บรรยากาศข้างบน มีลมพัดเย็นสบายดี กลิ่นไอธรรมชาติด้วย ข้างบนมีหมอกลง อากาศก็เลยค่อยข้างจะชื้นหน่อย
พระเจ้าคนเยอะอีกแล้วค่ะ คราวนี้ต้องเบียดเสียดกับคน เพื่อรอคิวให้ได้เข้าไปนมัสการรอยพระพุทธบาทใกล้ๆ คือเขาจะแบ่งคนเข้าไปอ่ะ..
"ขอให้พ่อแม่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ขอให้ยายหายจากอาการปวดขา"
ขอพรเสร็จก็หามุมถ่ายรูปกับจ๊ะโอ๋.. เหอๆคราวนี้ค่อยมีอารมณ์สดชื่นกลับมาบ้างแล้ว เพราะสืบเนื่องจากการสวดมนต์ตอนขาขึ้นมา ทำให้ต่างคนต่างดูนิ่งๆไป เหมือนอารมณ์ค้างอ่ะ ไอ่เรารึก็เลยนิ่งไปเหมือนกัน อารมณ์ลอยๆ แต่พอได้ขอพรจากรอยพระพุทธบาท แล้วก็ได้ปีนก้อนหินขึ้นไปถ่ายรูปกับจ๊ะโอ๋แล้ว อารมณ์สดชื่นก็ค่อยๆกลับมา .. ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้น จากจุดยืนบนก้อนหิน ที่พยายามปีนขึ้นไปถ่ายรูปกันด้วย .. ปีนขึ้นไปได้ไงเนอะเรา.. หินลื่น ลื่นทั้งขึ้นทั้งล่อง.. อากาศชื้น หมอกลง ผมเปียกไปตามๆกัน
พอลงมาแล้วก็เดินกันต่อไปที่ผ้าแดง.. จ๊ะโอ๋บอกว่า "แม่บอกให้ขึ้นไปให้ถึงผ้าแดง" เราสองคนก็เลยขึ้นๆๆๆ เดินขึ้นไปเรื่อยๆ ให้ถึงผ้าแดง การเดินทางในช่วงนี้ ได้ feel เหมือนกับไปเดินที่ภูกระดึงเลยอ่ะ ล้อมรอบด้วยต้นไม้และธรรมชาติ.. ผิดแค่คนที่ยังคงเบียดเสียดกัน ตลอดการเดินทาง เรายังอยากมาขอพร เขาก็อยากเหมือนกับเรานั่นแหล่ะ วันมันตรงกันและเป็นช่วงสุดท้ายที่เขาเปิดให้ขึ้นมา คนก็เลยนะ เยอะอย่างที่เห็นและเป็นนั่นแหล่ะ ...
จ๊ะโอ๋บอกว่า "เขาว่ากันว่า ถ้าคู่รักไหนได้เดินขึ้นเขาด้วยกัน จะรักกันตลอดไป..." ความรักจะยืนยาว ประมาณนั้น .. แล้วเราสองคนล่ะ จัดอยู่ในคนกลุ่มนั้นหรือเปล่านะ .. เดินขึ้นในช่วงนี้ เห็นหลายๆคู่เดินจูงมือกันเดินขึ้น เดินลง ให้อิจฉาตาร้อนจริงๆ นั่นสินะ ถ้าฉันมีคนรัก ก็อยากจะทำอะไรๆแบบนั้นกับเขาเหมือนกันล่ะนะ ..
เดินขึ้นเขาแบบนี้ คงจะพิสูจน์ใจของคนอ่ะนะ ความรัก ความเป็นห่วง หรือจะเห็นความเห็นแก่ตัว... .
ครั้งนี้เป็นครั้งแรก และก็มากับจ๊ะโอ๋.. เดินขึ้นเขา มาแบบนี้ด้วยกันครั้งแรก.. . ฉันเห็น ... ความอบอุ่นจากจ๊ะโอ๋ที่มอบให้ แม้ไม่รู้ว่าจ๊ะโอ๋จะรู้สึกยังไงกันแน่.. แต่มือที่จับกันไว้ ความอบอุ่มจากมือนี้ ฉันจะรักษาเอาไว้ ตราบวันที่จ๊ะโอ๋ยังกุมมือเค้าเอาไว้.. นะ
.. สุดท้ายเราก็เดินไปจนถึงผ้าแดง ตามจุดหมาย ขึ้นมาให้ถึง เพื่อแม่ เขียนข้อความไว้ที่ผ้าแดงแ้ล้วมัดไว้ที่ต้นไม้บริเวณนั้น สิ่งที่เขียน ก็คือพรที่ขอ หวังว่าพรนั้นจะเป็นจริง ....ตอนไปถึงผ้าแดงก็ปาไป ๐๘.๐๐ น.แล้วล่ะ เขานัดเจอกัน ๐๙.๐๐ น. ซะด้วยสิ จะทันไหมเนี่ย.... ลงไปไม่ทันแน่ๆ แต่ก็ไม่อยากให้สายจนน่าเกลียด.. ก็เลยพากันเดินวิ่ง ลงจากเขากันอ่ะนะ.. "ขอทางด้วยค่ะ" ... "ขอโทษค่ะ"... "ขอบคุณค่ะ".. ตลอดการลงเขาลงมาต่อรถ(อีกแล้ว) ขาลงมานี่มารทอนซะไม่มีเลย แต่ก็สนุกดี.. มีความสุขด้วย.. ฉันกับจ๊ะโอ๋ีจับมือกันไว้ พลัดกันเดินนำหน้า.. อ่ะขาลง จ๊ะโอ๋พาลง.. ขาขึ้น ก็เป็นฉัน ลากกันขึ้น ช่วยกันลง..  ไม่เหนื่อยมาก สนุกดี.. กลับมาขาก็ไม่ปวดอย่างที่คิด
จากการวิ่งลง.. และรีบแบบสุดๆ.. ลงมาถึงจุดนัดพบ ๐๙.๒๐ น. สายไป ๒๐ นาที โอเค ไม่น่าเกลียด แต่... ไม่เห็นมีใครมาเลยเนี่ย. .. หรือว่าเขาไปกันหมดแล้ว.. . แต่ปรากฎว่า "นี่ฉันรีบเพื่อ" -_-" คนที่ขึ้นรถคันเดียวกัน ยังไม่มีใครลงมาสักคน เหอๆ ขอบคุณนะค่ะ.. รู้งี้ไม่รีบดีกว่า รู้งี้จะได้สูบเอาอากาศธรรมชาติลงมาให้มากทีุ่สุดอ่ะ แต่..ดีแล้วล่ะ เป็นคนตรงต่อเวลาล่ะดีแล้ว.. นะค่ะ ^^
๑๐.๓๐ น. ออกเดินทางจากเขาคิชฌกูฎ ตามโปรแกรมต้องไปเขาสุกิมกันต่อ.. แต่... ฝนมาจากไหนอ่ะ ตกลงมาซะงั้น เขาสุกิมก็เลยเป็นอันต้องยกเลิกไป .. ก็เลยต้องเดินทางกลับ กทม. ก่อนกำหนด แต่ก็ถึงช้ากว่ากำหนด (ได้ไงอ่ะ)
๑๖.๐๐ น. เดินทางถึง กทม. หน้าโอสทศาลา โดยสวัสดิภาพ........

THE END.... see you next year.


กลับมาถึงหิวมาก กินกระเพราไก่ 1 กล่อง ป๊อกกี้ด้วย.. นั่งดูหนังสักพัก อาบน้ำ เล่นเนตได้แป๊ปเดียว กินทาลินอลไป 2 เม็ด ง่วง... นอนดีกว่า ๒๒.๐๐ น... หลับฝันดีนะค่ะ
ตื่นนอน ลุกจากเตียงจริงๆ ๑๔.๓๐ น....


..ขอบคุณทริปดีๆ ความรู้สึกดีๆ ความอบอุ่นที่มอบให้
และวันนี้ ฉันก็ยัง(รัก)เหมือนเคย

17 มี.ค. 2555

มือ+มือ

จะจับมือเธอ.. กุมมือเธอไว้

จะไม่ไปไหน

อยู่ใกล้ๆเสมอ

....ตราบวันที่เธอยังกุมมือฉัน


วันเวลาดีๆ ผ่านเข้ามา

หวังว่ามันจะอยู่อย่างนี้.. ตลอดไป

3 มี.ค. 2555

วัน เวลา ยังไง?

เนิ่นนานเลยที่ห่างหายไป ที่จริงก็ไม่นานนะ ยังนับวันได้

งานที่เพิ่มมากขึ้น ปวดหัวอยู่กับมันทุกๆวัน

ความรู้สึกบวก-ลบ กำลังหักล้าง

ทางข้างหน้า.. ไม่รู้ว่าจะก้าวเดินไปทางไหนดี

จะเลี้ยวขวา-ซ้าย

จะวิ่งไปข้างหน้า

เขย่งก้าวกระโดด

เดินเยอะๆ

จะไปแบบไหนดี?
..

พยายามไม่คิดถึง อยากมองข้าม

กับเรื่องที่ไม่อยากรับรู้

กับเรื่องที่จะกระทบจิตใจ

กับเรื่องที่จะทำให้ท้อ

กับเรื่องที่จะทำให้เหนื่อย

กับเรื่องที่จะทำให้หน่าย

กับเรื่อง.. ไม่เป็นเรื่อง

แต่...ก็ยังทำไม่ได้
..

แม้วันนี้ เวลานี้

อาจเหนื่อยล้าเต็มทน

แต่ก็พยายามยิ้ม

เพื่อให้คนที่รัก.. ยังยิ้มได้

แต่อย่าให้ได้หน่าย

เพราะจะไม่คิดถึงอะไรใดๆทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะคนที่รัก หรือตัวเอง

เหนื่อย กับ หน่าย

เหมือนจะคล้ายๆกัน

แต่กับความรู้สึกภายใต้คำจำกัดความของมัน

ต่างกันสุดๆ โครตๆอ่ะ
..

อาจเป็นพวกเรียกร้องความสนใจ

อาจเป็นพวกใจน้อย

อาจชอบประชด

อาจไม่กล้าแสดงออกในความรู้สึก

อาจดูยากว่าคิดอะไรอยู่

อาจจะงี่เง่าเอามากๆ

พยายามแล้วนะ พยายามแล้ว

แต่ยังไม่สำเร็จ
..

ยังนะ มันยังไม่ชิน

หวังว่าเวลาจะช่วย

หวังว่าอะไรๆจะดีขึ้น

หวังว่าจะเข้าใจอะไรๆได้มากขึ้น

หวังว่าจะชิน

เลิกคิด

กลับมายิ้มอีกครั้ง

เมื่อถึงเวลาต้องจาก

จะได้พูดได้เต็มปากว่า

"แล้วพบกันใหม่"

..