HOME

HOME

27 ธ.ค. 2554

คนธรรมดา

ฉัน.. เป็นเพียงเศษเสี้ยวของจักรวาล

ฉัน.. เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งบนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลก

ฉัน.. เป็นเพียงประชากรคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ประเทศไทย

ฉัน.. เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

..




หนึ่ง.. คน บนทางที่แสนไกล

หนึ่ง.. คน สองขาออกก้าวเดิน

หนึ่ง.. คน หลายอุปสรรคที่ต้องพบเจอ

หนึ่ง.. คน หนึ่งใจ

..

ฉันเป็นหนึ่งคนที่มีหนึ่งหัวใจ

และด้วยหัวใจดวงเดียวนี้

รับรู้ได้ทั้งความสุข.. และทุกข์ ที่เข้ามา


ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ชีวิตมีความสุขแค่ไหนที่มีเธอ

และก็หลอกตัวเองไม่ได้เหมือนกัน ว่า "เจ็บนะ"


ความสุขที่มาพร้อมกับความเจ็บปวด

จะเรียกว่าความสุขได้จริงๆน่ะหรอ


ไม่อาจลืมความรู้สึก

ไม่อาจลบมันให้หาย

ไม่อาจเดินหนีให้ห่างไกล

และก็ไม่อาจอยู่ใกล้ๆเหมือนกัน






ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่

ในเมื่อมันก็ไม่ได้สำคัญว่าจะอยู่ไหม

แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไป

ในเมื่อใจมันยังคงเรียกร้อง

..




คนสำคัญ

ไม่มี ไม่ต้องพูด ไม่อยากเป็น

ถ้าเป็นแล้วเจ็บ ขอเป็นแค่คนธรรมดาก็พอ

"สำคัญสิ"

น้อยกว่าใครหลายๆคน

"แคร์สิ"

ไม่เท่าใครหลายๆคน

"รักสิ"

ไม่เท่ากัน





เก็บใจเอาไว้

รักตัวเอง น่าจะดี

14 ธ.ค. 2554

เที่ยวไปกับหน้ากลม ตอน แอ่วเหนือฟรีกับร้อยเอ็ดกรุ๊ป

เมื่อวันที่ 9-12 ธ.ค.54 ได้มีโอกาสไปแอ่วภาคเหนืออีกครั้ง ด้วยความอนุเคราะห์จากบริษัท

เมื่อ 4 ปีที่แล้ว.. ได้ไปเหนือครั้งแรก กับญาติๆทางพ่อ... ไปฟรี

และครั้งนี้ เป็นครั้งที่สอง แล้วก็ไปฟรีด้วยเช่นกัน ^^

..

ออกเดินทางวันที่ 9 ธ.ค.54 รถออกประมาณ 18.30 น. เดินทางโดยรถทัวร์ .. เมื่อยมากค่ะ จะนอนก็นอนไม่หลับ ปวดคอ ปวดหลัง มั่งๆ กว่าจะถึงโรงแรงโรยัลเพ็นนินซูล่า ที่เชียงใหม่ ปาไป 7 โมงเช้า วันที่ 10 ธ.ค.54 โดยประมาณ อากาศที่นี่ไม่หนาวเลยสักนิดอ่ะ ออกจะร้อนไปด้วยซ้ำ.. เสียใจอ่ะ นี่หนีร้อนที่ กทม. มาพึ่งเย็นที่ เชียงใหม่นะเนี่ย.. แต่ไหนค่ะ อากาศหนาวๆของนู๋ T^T..... จากนั้นก็เข้าเก็บสัมภาระ ทานข้าวเช้า ประมาณ 8.30 น. ก็ออกเดินทาง.. เที่ยวๆ

สถานที่แรกที่ไป คือ ปางช้างแม่สา ชมการแสดงของช้างน่ารักๆ
ช้างที่นี่นะ.. วาดรูปเป็นด้วย.. แต่ประเด็นคือ ราคาของรูปที่วาดนี่สิ..



จากนั้นก็ไปกินข้าวที่ฟาร์มกล้วยไม้.. (กินเร็วมากก ของเดิมยังไม่ทันจะย่อยเลย)
เป็นอาหารบุฟเฟต์แบบไทยๆ ม่ะมีอะไร.. คือ.. ไม่มีอะไรหร่อยเลยน่ะ ปอแป๊ะก็แข็งโป๊กเลย
กล้วยไม้.. ก็สวยงามดี.. ใช้ได้ๆ



ถ่ายรูปกับกล้วยไม้เสร็จก็ เดินทางต่อค่ะ ขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ
ขึ้นไปด้วยรถสองแถว บรรยากาศใช้ได้เลยล่ะ





กะจะเดินขึ้นไปนะ.. แค่บันไดไม่กี่ขั้นเอง แต่.. ไม่มีใครเดินด้วยนี่สิ ก็เลยม่ะได้เดิน แต่ก็ยังดี ได้เดินขาลง (ลงมาถึงขาสั่นดิ๊กๆเลยง่าา)
หลังจากนั้นก็กลับโรงแรมอีกครั้ง เพื่อรอเวลาไปไนท์ซาฟารี.. แต่ก่อนหน้านั้นก็ต้องไปหาทานข้าวเย็นก่อน(กินอีกล่ะ ของเดิมยังไม่ย่อยเลย) เย็นนี้ได้ล่องเรือกินข้าวล่ะ ร่องเรือ กินข้าว(ม่ะหร่อยตามเคย แต่ปอแป๊ะใช้ได้ๆ) กินบรรยากาศสองฝั่งแม่น้ำปิง ก็ม่ะได้สวยงานอะไรหรอก มันตื่นเต้นแค่ว่า ไม่เคย แค่นั้น
จากนั้นก็ไปไนท์ซาฟารี.. ตื่นเต้นอลังการมากค่ะ ชอบอ่ะชอบ แต่เสียดายไม่สามารถเก็บภาพมาได้ เขาไม่ให้ใช้แฟต นุ่มก็เลยไม่มีปัญญาเก็บภาพยามค่ำคืนบวกกับมันไม่นิ่งอ่ะ(อยู่บนรถราง) เก็บอะไรๆมาไม่ได้เลย จึงมีแค่ความทรงจำ ที่ตื่นตาตื่นใจกับสัตว์ป่าตอนกลางคืน.. สุดๆ.. ชอบมาก

วันที่ 11 ธ.ค.54
วันนี้ต้องเดินทางไปเชียงราย.. แวะชมบ่อน้ำพุร้อยแม่ขะจาน ซึ่งก็ไม่มีอะไรอีกตามเคย.. รถขึ้นเขา เอนไปก็เอนมา.. โอ่วว ปวดหัวมากค่ะ .. ระหว่างทางก็แวะวัดร่องขุ่นด้วย ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่มาเยือน ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน ร้านค้าที่ไม่เคยมีก็งอกมามากมาย.. โดยเฉพาะอิร้านกาแฟแสนแปดของคุณติ๊ก.. เห็นไกด์บอกว่า ถ้าไม่ได้กินถือว่ามาไม่ถึง... นั่นคือ.. "ชาเขียวสดส้นตี๋น".. ตอนแรกคิดว่าจะวิเศษมาจากไหน แก้วละ 50 บาท.. รสชาติ.................ส้นตี๋น มากค่ะ.. จืดมาก แต่คนที่ไม่กินหวานอาจจะชอบ แต่.. นี่มานชาเขียวนะ ขอหวานกว่านี้หน่อยเหอ... ไม่อยากจะพูดเลยจริงๆนะ.. รสชาติและราคา.. ส้นตี๋น!!!! สมชื่อจริงๆค่ะ "-3-





พอๆ.. จะรสชาติยังไงช่างมัน.. เพราะว่าจะไม่กินอีกแล่ว...
ต่อดีกว่า.. ข้าวเที่ยงๆ.. คราวนี้แวะกินร้านอาหารติดแม่น้ำโขง ใกล้ๆจุดชมวิวสามเหลี่ยมทองคำ ที่จะเห็นประเทศลาวและพม่าด้วย.. รวมไทยก็จะเป็นสาม.. จึงได้ชื่อว่าเป็นสามเหลี่ยมทองคำค่ะ
อ่อลืมบอกไปเลย.. มาถึงเชียงราย.. หนาวมากค่ะ อากาศแตกต่างจากตอนที่อยู่เชียงใหม่มาก .. ทริปนี้ขนเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอและก็ถุงมือมา.. จะบอกว่า.. เกือบไม่ได้ใช้แน่ะ มาเชียงรายนะเนี่ย ถึงได้ใช้อ่ะ 5555
จากนั้นก็มุ่งไปช็อปปิ้งที่แม่สาย.. แต่......... ไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาเลยค่ะ .. ไม่มีอะไรน่าซื้อเลยจริงๆ



เดินทางมาไกลถึงเชียงราย.. ไม่ได้อะไรเลย แล่วก็เดินทางกลับโรงแรมที่เชียงใหม่อีก.. โอ่วว อยากรู้มากเลยว่าใครเป็นคนจัดทริป.. แบบว่า .. "คุณเอาส่วนไหนคิดค่ะเนี่ย??" อยากจะถามมาก

กลับถึงเชียงใหม่มากินขันโตกเป็นอาหารค่ำ(ค่ำมาก) มื้อนี้แตกต่างไปจากหลายๆมื้อที่ผ่านมา.. เพราะมันอร่อยมากกค่ะ อร่อยทุกอย่างเลย ทางกลางบรรยากาศที่มีน้ำตกอยู่ใกล้ๆ อากาศเย็นๆ.. ได้ฟิวมากอ่ะ .. ฟิวนี้แหล่ะที่รอคอย คิดว่าจะไม่ได้เจอซะแล้วเนี่ย.. อย่างน้อยก็มีอะไรดีๆก่อนกลับอ่ะนะ
กินเสร็จ(เร็วมาก) ก็ท่องเที่ยวยามค่ำคืน กับ ถนนคนเดินค่ะ.. . เดินๆๆๆๆๆ.. ก็ได้ของมานิดหน่อย ไม่เท่าไหร่ แต่กระเป๋าแฟบค่ะ T-T


วันที่ 12 ธ.ค. 54
วันนี้เป็นวันสำหรับการเดินทาง.. กลับ กทม. ระยะทางอันแสนไกล
แต่ก่อนจะเดินทางกลับอย่างจริงจัง ก็แวะซื้อของฝาก แล่วก็แวะเดินเที่ยวพืชสวนโลกด้วย งานยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็เปิดให้เข้าได้แล้ว ก็เลยได้เข้าไป (ดีจริงๆ) .. แต่เวลาที่ให้สำหรับการเดินชมนี่สิ




ให้ตายเหอะ นี่ฉันมาทริป "ชำเลืองทัวร์" หรอเนี่ย.....

และก็นะ.. ฉันได้ซื้อโปสการ์ดสำหรับที่จะส่งให้ใครสักคนสองคน.. ซื้อมา2ใบ ที่ไนท์ซาฟารี แต่ก็ไม่รู้ว่าจะส่งให้ใครดี ม่ะมีที่อยู่ใครสักคน ก็เลยตัดปัญหาด้วยการส่งกลับบ้านดีกว่าให้พ่อแม่ และก็ส่งให้ตัวเองที่ กทม. 1ใบ แต่ประเด็นคือ ฉันต้องหาแสตมป์เอง(ซื้อจากเซเว่นที่ถนนคนเดิน) และก็ต้องหาตู้จดหมายส่งเอง แต่ด้วยเวลาที่จำกัด.. ฉันหาตู้จดหมายไม่เจอ และก็ลืมฝากไกด์ส่ง ให้ตายสิ หน้าซีดเลยค่ะ เพราะว่าต้องเดินทางกลับแล้วด้วย ที่จริงเจอที่พืชสวนฯอ่ะ แต่.. มานตู้ปลอม. ทำร้ายจิตใจกันมาก.. T-T... .. ตู้จดหมายๆๆๆๆๆ ฉันมองหามันตลอดการเดินทางเลย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมองไปทำไม ในเมื่อไม่สามารถลงจากรถได้ T^T .. สุดท้ายก็เดินทางไปจนถึงลำปางเพื่อแวะกินข้าวกลางวัน โปสการ์ดของฉ้านน.. ก็เลยม่ะได้ส่งเลย แต่ความพยายามก็ยังไม่ลดละ ฉันก็ยังบากหน้าเดินเข้าไปในตลาดเพื่อหาร้านโปสการ์ด.. . . ... ไม่มี.. ถาม.. ไม่เจอ.. ร้านปิด.. . และสุดท้ายแทบจะถอดใจแล่วล่ะ ก็มาเจอร้านนึงจนได้ (ตอนแรกกะว่าถ้าไม่เจอจริงๆ จะซื้อแคบหมูจากร้านใดร้านหนึ่ง แล่วทำแกล้งหนิดหนมหน่อย จะได้ฝากเขาหย่อนตู้จดหมายให้) ที่ร้านโปสการ์ดฉันก็เลยซื้อมา1ใบ แล้วก็เขียนให้ไอ่เยียร์(เจ๊แกขอมา) โปสการ์ดจากลำปาง ติดแสตมป์จากเชียงใหม่ เหอๆ .. ก็นะ แล่วก็หน้าด้านฝากเขาส่งอีกสองใบที่ซื้อไว้แล้ว.. . ไม่รู้ล่ะ.. อย่างน้อยก็ได้ส่ง ไม่มีอะไรที่ค้างคา. .. (คิดว่าต้องกลับมาส่งที่ กทม.ซะแล้ว) T^T


พอๆ กลับเหอะ. .. กลับ กทม. กันดีกว่า
เดินทางมารทอนอีกแล้ว.. แต่ก็ถึงบ้านอย่างปลอดภัย
จบการเดินทาง 11.30 น. (โดยประมาณ)

6 ธ.ค. 2554

ขอแค่ฝัน



มีช่วงเวลามากมาย

ที่อยากจะหยุดอยู่แค่ตรงนั้น

..

วันหนึ่งที่ได้รู้จัก

วันหนึ่งที่สวนสัตว์

วันหนึ่งที่สตูดิโอ

วันหนึ่งที่เดอะมอลล์

วันหนึ่งที่โรงเรียน

วันหนึ่งที่มหา'ลัย

วันหนึ่งที่สะพานดาว

วันหนึ่งที่บ้านตาบ้านยาย

วันหนึ่งที่เมเจอร์สยามฯ

วันหนึ่งที่สมุทรปราการ

วันหนึ่งที่สุขุมวิท

วันหนึ่งที่เซ็นทรัล



วันหนึ่ง..

... หลายๆวัน

ในความฝัน


Yes/No

1 ธ.ค. 2554

คำว่า"รัก"





แค่คำว่า   "รัก"

ทำให้คนคนหนึ่ง

ทำอะไรได้มากมายเพื่อใครอีกคนหนึ่ง

..

ความรัก..

ทำให้คนคนหนึ่ง


ยอมสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

ใช้ความรู้สึก.. เพื่อเขา

แต่ไม่ยอมใช้เหตุผล.. เพื่อตัวเอง

...

เป็นขนาดนั้นเลยหรือป่าว??

_^._.^_

28 พ.ย. 2554

In my mind

( เพลงม่ะเกี่ยวหรอก.. แค่ชอบ.. ^^
ดื้อคนละอย่างอ่ะ >O< )


"สุข" หรือ "ทุกข์"..

มันอยู่ที่ใจ

ใจคิดเรื่อง Happy ๆ

ก็จะรู้สึกมีความสุข เบิกบานใจ

แต่ถ้าคิดแต่เรื่องเศร้าหมอง

ก็จะรู้สึกทุกข์ เช่นกัน

..

ความรู้สึกสุข-ทุกข์

อยู่ที่ปลายความคิดนิดเดียวเอง

ถึงว่า

จิตวิทยาเขาถึงให้ "Positive Thinking"

ถ้า Negative  ชีวิตก็ติดลบ

ตามนั้น

...

.

แต่เบื่อจัง

ที่สภาพจิตใจตอนนี้มันหวั่นไหว

ปรวนแปร

ขึ้นๆ ลงๆ

ควบคุมไม่ได้

ยิ่งฝืน เหมือนจะยิ่งดื้อ

... งั้นก็ปล่อยมันไป

23 พ.ย. 2554

ฝัน-เป็น-จริง

ฉันมีความฝัน

ทุกคนต่างมีความฝัน

แต่การจะได้มาซึ่งความฝัน

ต้องมีปัจจัยหลายๆอย่างเลยที่จะสนับสนุน

"Make Dream Come True"

..
เมื่อเด็กฉันไม่รู้หรอกว่าความฝันคืออะไร

"โตขึ้นอยากเป็นอะไร วาดรูปส่งเป็นการบ้านนะค่ะนักเรียน" คุณครูสอนให้ฉันรู้จักความฝัน

ในตอนนั้น คำตอบของฉันก็คือการเป็น "คุณหมอ" รักษาผู้ป่วย

ไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน

แต่จำได้ว่าเล่นเป็นคุณหมอกับพี่บ่อยมาก

ผลัดกันเป็นคุณหมอ.. เป็นคนไข้.. (ถูกผ่าตัดด้วย)

เมื่อโตขึ้นมาหน่อย ก็ยังอยากที่จะเป็นอยู่

"นุ่มเป็นไม่ได้หรอก .. ขลาด.. เฉื่อย... ฯลฯ" ฉันถูกสบประมาทจากคนใกล้ชิด

แต่เหตุผลที่วันนี้ฉันไม่ใช่คุณหมอ มันไม่ใช่เพราะสิ่งที่เขาๆพูดหรอกนะ

ฉันกลัวผี.. (ใครก็กลัวล่ะ) หรือความมืดก็ไม่รู้ล่ะ แต่มันไม่ใช่เหตุผล

เพราะเมื่อเราต้องเรียนกับอาจารย์ใหญ่.. เราก็จะไม่กลัว

ฉันเฉื่อย.. แค่เฉื่อยกับอะไรๆที่เห็นว่ามันไม่จำเป็นต้องรีบเร่งไปไหน

เพราะเวลาเร่งด่วน.. ฉันก็เร็วไม่แพ้ใครหรอก

เวลาหมดคาบเรียนแล้วต้องย้ายห้อง ฉันเป็นคนเดียว(เดินคนเดียว)ที่รีบไปเข้าห้องใหม่

แล้วยังมาว่าฉันเฉื่อยอีกหรอ?..

สิ่งที่เขาๆสบประมาทมา จึงไม่ใช่ฉันสักนิด

แต่ที่ฉันไม่ได้เป็นคุณหมออย่างที่เคยคิด

เพราะฉันรู้ความสามารถของตัวเองดี

ฉันไม่ขยันพอ.. ฉันไม่มีแรงบันดาลใจพอ

คือฉันหัวไม่ถึงคุณหมอนั่นแหล่ะ ฉันก็เลยเป็นไม่ได้ (ไม่ได้เป็น)

แต่การที่ไม่ได้เป็นคุณหมอมีผลกระทบต่อฉันมาก

เพราะทำให้ฉัน.. คิดไม่ออกว่าฉันอยากเป็นอะไร ทำอะไร ในอนาคตอันใกล้

ฉันจบมัธยมปลาย และเลือกเรียนต่อคณะวิทยาฯ เคมี

บอกตามตรงไม่ใช่สิ่งที่ฉันชอบหรือถนัดเลย

แค่มีอาจารย์บอกฉันว่า คณะนี้ สาขานี้ หางานง่าย

ฉันก็แค่เลือกเรียนอะไร ที่มันจะง่ายกับเราในอนาคตก็เท่านั้น

จึงลงเอยที่ ม.ธรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาเคมี (น่าจะเรียนวิศวะนะนุ่ม)

ฉันไม่ใช่คนฉลาด แต่ก็ไม่ได้โง่

ฉันสามารถเรียนได้ทุกวิชา .. (เพื่อนบอกว่าฉันเป็นคนหัวไว)

ฉันก็เลยเรียนจบ ปริญญา แบบไม่ติดเอฟมาได้ล่ะมั้ง 555 (เพื่อนแช่งให้ฉันติดFเป็นเพื่อนมันตลอด)

..
ถ้า.. คุณครูให้การบ้านให้ฉันวาดรูปในสิ่งที่ฉันอยากจะเป็นอีก

ฉันจะวาดรูปตัวฉัน ครอบครัวของฉัน คนที่ฉันรัก ยืนจับมือและยิ้มอย่างสดใจ บนโลกใบใหญ่ใบนี้

(ฉันตอบไม่ตรงคำถามใช่ป่ะ?.. คุณครูน่าจะให้ฉันหนึ่งดาวแน่ๆเลย.. ก็ฉันยังไม่ค้นพบความฝันใหม่นี่นา)

..
แล้วความฝันอย่างอื่นล่ะ??

ฉันอาจจะเป็นพวกช่างฝันมากไป (ไม่เคยมีสักครั้งที่นอนหลับแล่วจะไม่ฝัน.. เกี่ยว?? "-3-)

ฉันอยากมีโน่น ทำนี่.. มากมาย

เริ่มเลยไหม?

บ้านสองชั้นของตัวเอง (มีสนามหญ้าและน้องหมาโกลเด้นวิ่งอยู่ในสวน)

รถสักคัน

กล้อง(โปรฯ)คู่ใจ

ดนตรีสักชนิด (แต่เริ่มอยากเยอะล่ะ ม่ะเอาฉิ่งนะ 5555)

สมาร์ทโฟนสักเครื่อง

ยิงปืน (เคยลองมาครั้งล่ะ แต่อยากเล่นเป็นhobby)

เทควันโด

..
ญี่ปุ่น

ทะเลอันดามัน (แถบด้ามขวานอ่ะ ภูเก็ต กระบี่ ได้หมด)

นอนดูดาวบนภูเขาสูง อากาศหนาวสุดๆ กับคนรู้ใจ (ถ้าไปกับเพื่อนไม่นับนะ)

งืมๆ

ยังมีอีกเยอะ.. เลือนลางๆ นึกออกแค่นี้อ่ะ

..
แต่ ณ ตอนนี้

เพราะมีเพื่อนคนนึงมาจุดประกายความฝัน (เรื่องกล้อง)

ฉันก็เลยพยายามตามเก็บความฝันของตัวเอง

ทีละเรื่อง.. ทีละเรื่อง

ตามความสามารถที่จะไขว่คว้ามา

แค่อธิษฐานกับดาว.. ภาวนากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ความฝันจะเกิดได้ไง

ถ้าไม่ลงมือทำ

มีโอกาสก็รีบทำ

ไม่มีโอกาส.. ก็หา

ความจริงอยู่แค่เอื้อม


20 พ.ย. 2554

บ้าพลัง

อาทิตนี้ไม่อยู่ติดห้องเลยค่ะ

ทั้งๆที่ปกตินี่แทบไม่ได้ออกไปไหนเลย

ไม่ค่อยจะได้โดนแดด จนตัวนี่ขาวซีดหมดล่ะ 555

..
เมื่อวันเสาร์

มีนัดจะไปสวนหลวง ร.9 กับเก่ง สองคน

ตื่นตั้งแต่ 6 โมงเข้า

อาบน้ำ แต่งตัว เดินทางไปถึง BTS แบริ่ง 8 โมงพอดี

แล่วก็นั่งรถเมย์ไปลงเซนทรัล กะจะนั่งรถตู้ไป แต่.. รถเที่ยวแรกมี 9 โมง

ก็เลยเปลี่ยนเส้นทางไปรถเมย์แทน

ลงหน้า Paradise park แล่วก็เดินๆๆๆๆ เข้าไป(ไกลพอสมควร+แดดก็ร้อน)

พอถึงหน้าสวนฯ โอ่วพระเจ้า

สวนปิดปรับปรุง เพื่อเตรียมงานสำหรับวันพ่อค่ะ

เหอๆ.. ก็เลยต้องตีตั๋วกลับซะงั้น

แล่วก็เดินๆๆๆ ขอไอเย็นจากห้างฯสักนิด

จากนั้นก็นั่งรถเมย์ชิวๆ(มาก) มาลงที่จตุจักร

เพราะจุดหมายใหม่ของเราคือ สวนรถไฟ

สวนหลวง ร.9 ม่ะได้.. ขอสวนรถไฟก็ยังดี

เดินๆๆๆๆ.. เดินเยอะมาก.. แดดก็ร้อนด้วย

แถมสวนตอนนี้ก็ม่ะได้สวยเท่าไหร่ เพราะน้ำเพิ่งท่วมไป

และก็ยังหลงเหลือน้ำให้เห็นอยู่ทั่วทุกแห่ง (เป็นน้ำเน่าซะด้วย)

อยู่ที่นั่นจนถึงเย็น.. กว่าจะได้กลับ พระอาทิตก็หายไปแล้วอ่ะ

ถึงห้องปุ๊ป.. รีบอาบน้ำเลยค่ะ แล่วก็กินยาแก้ปวดสักนิด นอนดีกว่าา

เพราะว่าปวดขามากมายบวกกับร่างกายอุณหภูมิเริ่มจะแปลกๆ

แล่วก็เอาผ้าห่มผืนใหญ่มาพับรองขานอน

เพราะเคยรู้ว่าถ้าปวดขาต้องยกขาให้สูงกว่าตัว ด้วยการหาอะไรมารองขานี่แหล่ะ จะได้หายปวด

แล้วก็ได้ผล ตอนกลางคืนนอนหลับสนิทเลย

แต่ตอนเช้าๆยาคงจะหมดฤทธิ์ เพราะรุสึกปวดอยู่เหมือนกัน

แต่พอสายๆหน่อย ตื่นมาก็ไม่ปวดล่ะ เดินได้ปกติ

และวันนี้วันอาทิต

(ที่จริงตั้งใจจะไปช่วยแพ็คของน้ำท่วม แต่คนก็เยอะแล้ว จะไปปั้น EM ball ก็รู้สึกว่าจะไม่ถูกเท่าไหร่)

อยู่สยาม ไปลั้นลากับจ๊ะโอ๋

ไปหอศิลปฯ ดูอะไรที่มันศิลป์ๆ.. แต่ก็ดูม่ะเหงจะเข้าใจเลย -_-"

แล้วก็เดินกลับไปกลับมาแถวๆนั้นแหล่ะ จนพระอาทิตย์หายไปแล้วอีกตามเคย

ขากลับ แทนที่จะนั่ง BTS ไปอนุฯแล่วต่อรถเมย์เข้าหอ

ไม่อ่ะ.. ม่ะรุบ้าอะไร

เดินจากสยาม.. ไปเพลินจิตเฉย

ไกลไหม?.. ก็ไกลอ่ะ

เดินไปเรื่อยๆ

กลัวไหม? ก็นิดๆ แต่ก็เหมือนจะลืมไปแล้ว

สุดท้ายก็กลับมาปวดขาอีกตามเคย

ตอนนี้ก็กินยาไปล่ะ แล้วเด๋วก็คงจะนอน

ทำทุกอย่างเหมือนเมื่อวาน

..
ณ ตอนนี้ก็ยังถามตัวเองไม่หาย

ว่า "กรูเดินทำไมหว่ะ?"

15 พ.ย. 2554

อีกครั้ง

สงครามจิตวิทยาที่เนิ่นนาได้จบลงแล้ว(อีกครั้ง)

โดยไม่ต้องมีการเจรจาไกล่เกลี่ย

หรือถกเถียงปัญหา

ใช้แค่ความนิ่ง เวลา.. ระยะทาง

แล้วสงครามก็จบลงแบบดื้อๆ(อีกครั้ง)

และครั้งนี้

ฉันก็เป็นฝ่ายยกธงขาว(อีกครั้ง)

ใครก็ไม่อยากแพ้

แต่เพราะความทรมาน

ที่เกิดจากความคิดถึง

มันมากกว่าความเจ็บปวดที่ได้รับ

ดังนั้นฉันขอเป็นฝ่ายยอมแพ้ดีกว่า

ฉันยอมหลอกตัวเอง

และทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง(อีกครั้ง)

แค่ขอให้เรายังมีเรา(อีกครั้ง)

ทุกอย่างอาจจะไม่เหมือนเดิม

คงเพราะสงครามที่เนิ่นนาน

ทำให้หลายๆอย่างมันดูเฉยชา.. ชาชิน.. ชาๆ.. (อะไรสักอย่าง)

แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก

ฉันยอมกลับมา

ยอมหลอกตัวเอง

ยอมโง่ให้ตัวเองหลอก(อีกครั้ง)

ว่า..

"แค่เรายังมีเรา ยังมีกันและกันอยู่เสมอ มันดีที่สุดแล้ว

ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน..

ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเข้ามา

ความรู้สึกที่มีให้

ก็ยังเหมือนเดิม"

..

เวลาที่เสียไปในระหว่างการทำสงครามนี้

ฉันได้คิดและทบทวนอะไรหลายๆอย่าง

ฉันเข้าใจว่า

.. การที่เราไม่เข้าใจกัน

มันอาจจะผิด

ที่จริงฉันว่าเราเข้าใจกันดีเลยล่ะ

เพียงแค่ต้องใช้เวลา.. และการคิดไตร่ตรองสักหน่อยเท่านั้น

ฉันรู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหน

หลายๆครั้งฉันจึงโกรธเธอไม่ลง

แต่ก็มีหลายๆครั้งในช่วงหลังๆ

ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจหรือไม่รู้อะไร

เพียงแต่ความเหนื่อยล้า ท้อแท้ สิ้นหวัง ฯลฯ

มันทำให้ใจฉันอ่อนแอ

และไม่ยอมรับตัวตนของเธอ

ความเห็นแก่ตัว.. ความโง่ และบ้า

ทำให้ฉันปิดหูปิดตา.. ปิดใจ

ว่าไม่เข้าใจเธอ

ฉันขอโทษ

ฉันจะพยายามเข้มแข็ง

ขออีกสักครั้ง

ให้อภัยในความงี่เง่าของตัวเอง

10 พ.ย. 2554

วันนี้หายไป



"ระยะทางและเวลา 
คือสิ่งที่ทำให้รู้ค่าของคนที่เรารัก"

...

เคยมีไหม?

เคยเจอรึป่าว?

กับคนที่รู้จัก

คนที่เหมือนจะรู้จัก

แต่ วันนี้..

กลายเป็นคนที่ไม่เคยรู้จัก

คนที่คิดว่าเป็นคนที่เข้าใจ

กลายเป็นคนที่ไม่เคยเข้าใจ

คนที่เคยอยู่เคียงข้าง

กลายเป็นคนที่ห่างไกล

คนที่เคยเชื่อใจ

กลายเป็นคนที่......

คนที่คิดถึง

กลายเป็นคนที่อยากลืม

คนที่รัก

วันนี้หายไป


..
วันที่เคยแหงนหน้ามองท้องฟ้า

จ้องมองดวงดาว

แล้วมีความสุขเมื่อได้คิดถึงใครสักคน

วันนี้หายไป


..
การอยู่คนเดียว ที่ไม่เคยง้อใคร

เหลือเพียงความอ่อนแอและอ่อนไหว

ความเข้มแข็ง

วันนี้หายไป


..
พลังแห่งศรัทธา

ความว่างเปล่า

พลังแห่งตัวตน

ตัวเอง


..
สุดท้าย

เคยไหม?

ที่จะเลิกเห็นแก่ตัว

แล้วมองโลกให้กว้าง.. กว่าที่เคย

.....


"ระยะทางและเวลา 
จะทำให้รู้ว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน"

หายไปแล้ว..



@ปรีดาวิว ชั้น7 ตอนเย็นๆก่อนเลิกงาน

8 พ.ย. 2554

อีกครึ่งของหัวใจ

เพลง : อีกครึ่งของหัวใจ

ศิลปิน : Basketband

อัลบั้ม : One One




ตั้งแต่วันที่เราได้พบ ฉันเองก็รู้สึก
ว่าโลกใบนี้และชีวิตฉัน นั้นคงไม่เหมือนเดิม
เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา
เพราะสายตาของเธอทำให้...ฉันหวั่นไหว
เหมือนเวลามันหยุดหมุนไป
ความรู้สึกของฉันข้างในมันละลาย

ตั้งแต่นั้นฉันจึงได้รู้ ว่ามีอีกหลายอย่าง
ที่ขาดและหายไปจากชีวิต ก็คืออีกครึ่งใจ
ที่เธอเดินและนำเข้ามา
เข้ามาเติมให้เต็มหัวใจ ฉันใช่ไหม
นี่เรื่องจริงหรือแค่ฝันไป
เสียงหัวใจเราเต้นพร้อมกันได้ยินไหม

เธอคือเธอ ที่เป็นทุกๆอย่าง เป็นดังดวงดาวและตะวัน
เป็นดังฤดูร้อน ที่ทำให้ฉันได้สดใส
เธอเย็นดังฤดูฝนโปรยปราย
เป็นดังฤดูหนาวที่ฉัน ยังคงเฝ้ารอและตามหา

เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา
เพราะมีเธอคนเดียวเปรียบเหมือนทุกอย่าง
ถ้าฉันยังไม่ได้พบเธอ เหมือนหัวใจไม่ได้พบเจอ...
อีกครึ่งของหัวใจ

ผ่านคืนวันฉันจึงได้รู้ และก็ยิ่งรู้สึก
ว่าสิ่งดีๆในชีวิตฉัน อยู่ที่เธอ...นั่นไง
หัวใจเธอที่เธอให้มา
เข้ามาเติมให้เต็มหัวใจ ฉันใช่ไหม
คือเรื่องจริงไม่ได้ฝันไป
เสียงหัวใจเราเต้นพร้อมกันได้ยินไหม

เธอได้ยินหรือเปล่า...

เธอคือเธอ ที่เป็นทุกๆอย่าง เป็นดังดวงดาวและตะวัน
เป็นดังฤดูร้อน ที่ทำให้ฉันได้สดใส
เธอเย็นดังฤดูฝนโปรยปราย
เป็นดังฤดูหนาวที่ฉัน ยังคงเฝ้ารอและตามหา

เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา
เพราะมีเธอคนเดียวเปรียบเหมือนทุกอย่าง
ถ้าฉันยังไม่ได้พบเธอ เหมือนหัวใจไม่ได้พบเจอ...
อีกครึ่งของหัวใจ

เธอคือเธอ ที่เป็นทุกๆอย่าง เป็นดังดวงดาวและตะวัน
เป็นดังฤดูร้อน ที่ทำให้ฉันได้สดใส
เธอเย็นดังฤดูฝนโปรยปราย
เป็นดังฤดูหนาวที่ฉัน ยังคงเฝ้ารอและตามหา

เพราะมีเธอที่เดินเข้ามา
เพราะมีเธอคนเดียวเปรียบเหมือนทุกอย่าง
ถ้าฉันยังไม่ได้พบเธอ เหมือนหัวใจไม่ได้พบเจอ...
อีกครึ่งของหัวใจ

..............................................

ซ่าน

เหมือนกับว่า..

กำลังหนีอะไรบางอย่าง??..

วิ่งหนีความรู้สึก

วิ่งหนีความคิด

วิ่งหนีตัวเอง


..
คนเราเมื่อจนมุม หมดหนทาง

คงทำอะไรๆได้ทุกอย่าง.. เลยรึป่าว??

ทำร้ายคนอื่น

หรือถ้าทำไม่ได้ ก็เลือกที่จะทำร้ายตัวเอง

เป็นแบบนั้นหรือป่าว??

..
เอาชนะใจตัวเองให้ได้

นั่นคือชัยชนะที่แท้จริง

..
นั่นสินะ

การจะเอาชนะคนอื่นว่ายากแล้ว

แต่การจะเอาชนะใจตัวเองให้ได้นี่ มันยากยิ่งกว่า

การหยุดความคิด.. ความรู้สึก.. สิ่งที่ปรารถนา

การพยายามควบคุมสิ่งเหล่านี้

ให้เป็นไปตามใจ

เมื่อคิดฟุ้งซ่าน.. ก็ข่มให้นิ่งเสีย

ความรู้สึกที่ไม่ดี.. ก็ปล่อยไป

หรือสิ่งที่ปรารถนา แห่งความละโมบโลภมาก .. ก็ปัดเป่าออกไปด้วยคำว่า "พอ"

การพูดแบบนี้ พูดออกมา มันง่าย

การจะคิดให้ได้.. ไม่ได้ง่ายแต่ก็ไม่ยาก

แต่การจะทำให้ได้ในสิ่งที่พูดนี่สิ ยากยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น

คำสัญญา

คนที่ให้ความสำคัญกับมัน ก็เลยต้องเจ็บเสมอๆ

แต่กับคนที่พอไปที ก็แค่ผ่านเลยไป


..
ทำไมคนเราชอบตั้งคำถาม

ไม่ว่าคำถามที่ถาม

จะมีหรือไม่มีคำตอบ

คำถามกับคำตอบ

คำไหนสำคัญกว่ากัน?

แต่คำถามก็มาก่อนคำตอบ

ดังนั้นคำถามน่าจะสำคัญมากกว่ารึป่าว?

แต่ถ้าคำถามไม่มีคำตอบ

คำถามก็จะกลายเป็นเพียงประโยคๆหนึ่งที่ผ่านเลยไป

คำตอบก็น่าจะสำคัญ

อ่าาา เริ่มงงๆกับตัวเองล่ะ

สรุปว่าเราอย่าแบ่งความสำคัญดีกว่า

เพราะทุกอย่าง

จริงๆแล้วย่อมมีความสำคัญด้วยกันทั้งนั้น

ไม่สำคัญกับสิ่งหนึ่ง

แต่ต้องมีบางสิ่งที่สำคัญ

..
กับคนก็เหมือนกัน

ถึงแม้ว่าเราอาจจะไม่สำคัญกับคนคนหนึ่ง

แต่ต้องมีสักคนล่ะ ที่เขาให้ความสำคัญกับเรา

คนที่จะไม่ทิ้้งกัน

1 พ.ย. 2554

เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม



กลับไป.. กลับมา

ตอนนี้ก็กลับมาอยู่ กทม. อีกแล้ว

เพราะหน้าที่การงาน

ถึงไม่อยากกลับก็ต้องกลับ


น้ำท่วม กทม.

ต้องใช้เวลาเดินทาง คูณ 2 จากปกติ

ตอนนี้เลยกลายเป็น 6 ชม.

สำหรับการเดินทางจาก กทม.-หนองตะไก้.. จากหนองตะไก้-กทม.

เมื่อยก้น ปวดเนื้อปวดตัวไปตามๆกัน

ก็นั่งรถตู้นี่นะ.. (กะจะย่นเวลา แต่ได้ติ๊ดนึง)


ระหว่างการเดินทาง

ตลอด 6 ชม.

หัวของฉัน ใจของฉัน มันโครตจะฟุ้งซ่านเลย

เรื่องที่คิดหลักๆ....

ไม่อยากจะพูดถึงมันล่ะ

เพราะมันไม่มีค่าอะไรแล้ว

ไม่มีอะไรน่าจดจำ

ไม่น่าเสียเวลาและปวดหัวกับเรื่องมันเลย


นอกเหนือจากเรื่องนี้

ฉันก็ใช้เวลาในการมองท้องฟ้า

จินตนาการกับก้อนเมฆที่มองเห็น

ปลา.. มิกกี้เมาท์.. น้องหมา.. ฯลฯ

แล้วแต่จะมองเห็นอ่ะ

ในแต่ละก้อน สามารถมองได้หลายรูปแบบ

ถ้าเราคิดจะมองให้ต่าง

ก้อนเมฆหนึ่งก้อน

ลองเผลอลืมมันสักนิดสิ

กลับไปมองอีกครั้ง

รูปร่างที่เราเคยเห็น.. ก็หายไปแล้วล่ะ

เป็นรูปร่างใหม่

หรืออาจจะสลายหายไปแล้วก็ได้

หรืออาจจะไปรวมกับก้อนเมฆอีกก้อน


ฉันชอบมองดูท้องฟ้า

ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน

กลางวัน.. ฉันมีก้อนเมฆ ท้องฟ้าสีฟ้าที่กว้างใหญ่

ฉันปล่อยให้ความฝัน และจินตนาการ ได้ร่องลอยออกไป

ไปกับความยิ่งใหญ่ กว้างไกลของท้องฟ้า

มองท้องฟ้าทีไร

จะรู้สึกสงบมากๆเลย


ท้องฟ้ายามค่ำคืน...

ให้ความรู้สึกอีกแบบ แต่ก็ไม่ต่างกันมาก

แม้จะมืดมิด มองไม่เห็นอะไร

แต่ยังมีแสงสว่างของดวงดาว และพระจันทร์

ทุกค่ำคืนถ้าฉันได้ออกไปมองดูท้องฟ้า

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ

พระจันทร์อยู่ไหนนาา

อยู่นั่นไง

กระต่ายก็ตีลังกาอยู่ในนั้นด้วย

มันน่ารักใช่ไหมล่ะ กระต่ายน้อยตัวนั้นน่ะ

แล้วต่อจากพระจันทร์

ฉันก็มองดูดาว

ดาวไถอยู่ไหนนาา

ดาวลูกไก่..

แล้วถ้าเป็นฤดูหนาว ฉันก็จะมองหากลุ่มดาวค้างคาวด้วย

เออแปลกจัง

ทำไมฉันถึงไม่มองหาดาวพระศุกร์ก่อนนะ

ทั้งๆที่มันต้องเป็นดาวที่ส่องสว่างที่สุด และมองเห็นได้ง่ายที่สุด

แต่ฉันไม่เคยมองหามันเลย

ยกเว้นว่ามันจะเด่น สะดุดตาฉัน

ฉันถึงจะมองเห็นมัน

ท้องฟ้าที่มืดมิด กับดวงดาวที่สุกสะกาว

มันเป็นอะไรที่สวยงามที่สุด

ความมืดมิด

แม้จะทำให้ฉันกลัวเสมอๆ

แต่ถ้ามีแสงจากดวงดาวให้ได้มองเห็น

ฉันไม่เคยกลัวมันเลย

ความมืดมิด.. มันทำให้ใจฉันสงบไปอีกแบบ

สงบแบบปลงๆ

เพราะฉันมองไม่เห็นอะไรเลย

นอกจากความมืดมิดนั้น

ฉันรู้สึกเหมือนฉันอยู่กับตัวของฉันเอง

มีเพียงแค่ฉัน

กับดวงดาวเท่านั้น


ทุกๆครั้งที่ฉันมองท้องฟ้า

ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน

สิ่งเหล่านั้นทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้ง

ขำกับความเป็นเด็กที่ยังคงเห็นปลาก้อนเมฆว่ายน้ำอยู่บนท้องฟ้า

สงบและผ่อนคลายกับดวงดาวบนท้องฟ้า ที่ไม่เคยหายไปไหน


ทุกๆอย่าง

คือการหาความสุขให้ตัวเองด้วยวิธีง่ายๆ

แค่แหงนหน้ามองท้องฟ้า

28 ต.ค. 2554

ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ

(กลับบ้านอีกแล้วรอบ2)


..
"ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ"

ฉันเชื่ออย่างนั้นนะ

แต่..

มันอาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน

มีคนอยู่ 3 คน

ที่เข้ามาในชีวิตฉัน

แล้วจากสายตาที่เขามองฉัน

เพียงแค่แว๊วเดียว

ฉันก็รู้ว่าเขาคิดยังไงกับฉัน

ฉันรู้ว่าเขารักฉันจริงๆ

ผ่านดวงตาคู่นั้น


คนแรก..

ฉันเห็นแววตานั้น

ในวันที่เขาบอกรักฉัน

คำที่เขาพูดออกมา

และแววตาคู่นั้น

เพียงแค่แว๊บเดียว

ฉันก็ไม่สามารถจะมองกลับไปได้

ฉันไม่กล้าจะทำร้ายสายตาคู่นั้น

แต่ท้ายสุดฉันก็ทำ

นั่นอาจเป็นเหตุผล

ว่าทำไมฉันจึงไม่กล้าสบตาเขา

คนที่สอง..

ฉันเห็นแววตานั้น

ในวันที่เรามีโอกาสไปเที่ยวด้วยกัน(หลายคน)

มันเป็นช่วงเวลาที่เราได้ใกล้ชิดกัน

และฉันเห็นแววตานั้น

ตอนที่ฉันเดินขึ้นเขาไม่ไหว

และเธอก็หยุดยืนมองฉัน

ด้วยสายตาคู่นั้น

และฉันก็ต้องหลบสายตาคู่นั้นอีก

เพราะฉันตอบรับความรู้สึกนั้นไม่ได้

ใจฉันนั้นรู้ดี

และคนสุดท้าย

ฉันเห็นแววตาของเขา

ที่บ่งบอกว่า รักฉัน เป็นห่วงฉัน

ในวันที่เขาจับมือฉันครั้งแรก

แต่เขาก็ไม่อาจเข้ามาอยู่ในใจฉันได้เช่นกัน


เมื่อย้อนกลับไป

ถึงวันเวลา

ที่ฉันได้เห็นแววตาเหล่านั้น

บอกตามตรง

มันรู้สึกเจ็บแป๊ปๆเหมือนกัน

ทำร้ายคนที่รักเรา

ไม่เห็นจะสนุก หรือน่าขำตรงไหนเลย

เขาเจ็บ

ฉันรู้

แต่ฉัน ก็ไม่อาจจะฝืนหัวใจตัวเองได้หรอก

เคยพยายามฝืน

ลองดู

แต่

คนที่อึดอัดก็เป็นฉัน

และพอฉันฝืนไม่ไหว

คนที่เจ็บก็เป็นเขา

เราไม่ควรจะทำให้คนที่รักเราเจ็บ

เราไม่ควรจะเอาความรู้สึกของคนอื่นมาเล่น

ไม่ควรไปให้ความหวัง

และประกาศจุดยืนของหัวเองให้ชัดเจน

คนที่หวัง.. แล้วผิดหวัง

มันเจ็บเอามากๆเลยนะ

รักก็บอกว่ารัก

ไม่รัก ก็อย่าฝืน

ใช่ไหม?


..

แต่ก็มีหลายๆคนที่ฉันอ่านแววตาไม่ออก

โดยเฉพาะเธอ

ฉันอ่านแววตาของเธอไม่ออก

ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไร

หรือรู้สึกเช่นไร


การที่ไม่พูดกัน

เลยทำให้ไม่เข้าใจกัน

เมื่ออ่านสายตาไม่ได้

ก็ต้องใช้คำพูดนี่แหล่ะ

คู่กับสายตา

จะได้รู้ว่าคนพูด

พูดจริงหรือเล่น

ใช่ไหม???
....

25 ต.ค. 2554

บ้านฉันและความฝัน

กลับมาแล้ว

หลังจากหยุดยาว 3 วัน

ฉันเดินทางกลับบ้านตั้งแต่วันศุกร์ล่ะ

เพราะพ่อบอก "จะกลับก็กลับเลย ดึกแค่ไหนเด๋วไปรับ"

แล่วฉันก็เลยรีบๆยัดของที่จะเอากลับใส่กระเป๋าเป้คู่ใจ

เพราะแพลนตอนแรกว่าจะกลับตอนเช้าอ่ะ เลยม่ะได้เตรียมอะไรไว้เลย

รีบจัด กลัวไปไม่ทันเท่ว2ทุ่ม

ขึ้นรถตู้ไปโชคชัย ที่อนุฯ

แต่ก็ไปถึงก่อนตั้ง 1 ชม.

เลยแวะกดตังค์ ที่เซ็นเตอร์วันก่อน

จะได้เอาเงินไปฝากที่บ้านมั่ง ^^

แล่ววว..

ฉันก็ลืมเอาบัตรออก

เยี่ยม!!

เอะใจตั้งแต่ขึ้นรถ ว่า "เอาบัตรออกรึยังหว่ะ"

แต่ก็ไม่ได้ดูกระเป๋า

รู้ตัวอีกทีว่าบัตรหาย ก็เย็นวันต่อมาล่ะ

เซงจัด

แต่ดีนะที่ตู้มันกินไป

ถ้ามีคนมาต่อ ละนุ่มเอ้ยย!!

เหอๆ

ใช้เวลาในการเดินทาง 4 ชม.ครึ่ง ถึงโชคชัย

แล่วพ่อก็มารับต่อกลับบ้านอีก

อาบน้ำ กว่าจะได้นอน ตี 2 ได้มั้ง

แล่วก็ต้องตื่นเช้าไปตักบาตรที่วัดบ้านใหม่ฯ

ดีดี ทำบุญบ้างนะนุ่มนะ

ช่วงนี้มีแต่เรื่องวุ่นๆทั้งนั้นเลย

..
บ้านอันแสนอบอุ่น

บ้านฉัน ตั้งแต่มีหลาน 2 คน เพิ่มมา

รู้สึกว่าบ้านมันวุ่นวายมากๆเลย

และโดยเฉพาะห้องนอนฉัน

ซึ่งอุตส่าจัดไว้เป็นระเบียบ

หัวเตียง.. เละตลอดดด

ไม่ไหวจะเคลียร์ ตอนนี้ก็เลยปล่อยให้มันลกไปก่อน

ฉันซึ่งเป็นคนที่ไม่ชอบเสียงดัง ชอบเงียบๆ สงบๆมากกว่า

มันจึงทำให้ฉันหงุดหงิดบ้างเป็นบางที

แต่พอได้แกล้งหลานๆสักหน่อย ก็โอล่ะ

ถึงบ้านจะดูวุ่นวายไปนิด

แต่บ้านฉัน

ก็อบอุ่นที่สุด

ฉันมีความสุขที่สุด

เมื่อได้อยู่ที่นั่น

บ้าน.. คนในครอบครัว

ปัดเป่าความเหนื่อยล้า ความทุกข์ใจของฉันให้หายไป

ทุกครั้งที่ฉันต้องเหนื่อยล้าจากการทำงาน

หรือเหนื่อยใจกับเรื่องต่างๆมากมาย

ก็มีบ้านนี่แหล่ะ

ที่ให้ฉันกลับไปพักพิง

(และบางเวลาก็แอบคิดถึงอ้อมกอดจากเธอ)

ชาร์ตแบตให้มีพลังกลับมาอีกครั้ง

เพื่อต่อสู้ เพื่อก้าวเดิน ต่อๆไป

..
อีกไม่นาน

ฉันอาจจะได้ย้ายกลับไปทำงานใกล้บ้าน

นั่นหมายความว่า

ฉันจะกลับไปอยู่บ้านอย่างถาวร

(ถ้าไม่ได้แต่งงานออกไปอยู่ที่ไหนซะก่อนอ่ะนะ)

ฉันดีใจ ว่าฉันจะได้กลับไปอยู่บ้าน

แต่ฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฉันก็เสียใจอยู่นิดๆ เหมือนกัน

ตอนนี้

ฉันก็เหมือนกับนกน้อย

ที่บินออกจากรัง เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ

เพื่อจะได้เห็นโลกให้กว้างมากขึ้น

แต่เวลาที่ได้ออกมา

เพื่อเก็บเกี่ยวความฝัน

มันน้อยนิดเหลือเกิน

มีความฝันมากมายที่ฉันอยากทำและยังไม่ได้ทำ

ฉันไม่รู้ว่า

เมื่อนกน้อยตัวนี้บินกลับรังไปแล้ว

มันจะมีโอกาสได้เก็บความฝันของมันไหม

เพราะความเป็นไปได้ มันน้อยนิด แทบมองไม่เห็น

นั่นคือสิ่งที่ฉันแอบเสียใจนิดๆ

แต่ฉัน.. ก็หวังถึงความสุขที่บ้านมากกว่า

ฉันควรจะดีใจ happy มากกว่าสินะที่ได้กลับบ้าน

ถึงแม้อยู่บ้าน ถ้าฉันพยายามและไขว่ขว้าหาความฝันของฉัน

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ฉันก็จะเก็บเกี่ยวได้ใช่ไหม??

มันอยู่ที่ใจของฉันใช่ไหม?

"ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าใจไม่สู้ ความฝัน ก็ได้แค่ฝัน"


..
แต่ทุกอย่าง คือ "ความไม่แน่นอน"

ดังนั้นเมื่อมันยังไม่เกิดขึ้น

และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ดังนั้นฉันจะไม่คิดถึงมัน

เพราะอะไรๆ ที่มันสร้างความหวังให้กับเรา

เมื่อเราผิดหวัง

คนที่เจ็บก็คือ เรา

ฉันจึงพยายามบอกตัวเองตลอดว่า

"ความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน"

เพื่อย้ำเตือน

และบอกให้ตัวเอง เข้มแข็ง เสมอ

เตรียมพร้อมรับ

ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งภายนอก

รวมถึงความปรวนแปรของจิตใจ

..
"ศรัทธา"

20 ต.ค. 2554

กลับมาแล้ว

กลับมาแล้วค่ะ..

เร็วไหม?

ผ่านไปแค่ 6 วันเอง

แต่ก็ดีแล้วล่ะ

คนเรา ไม่ควรจะจมปักกับเรื่องอดีต

โดยเฉพาะเรื่องเศร้าๆ ให้มันนานนัก

"คิดถึงอดีตในบางจังหวะ

อยู่กับปัจจุบัน

และมองไกลไปอนาคต"

^^

ฉันไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงกลับมา

เพราะคิดว่าเมื่อเธอรู้ว่าฉันรู้สึกแบบไหน

เธอก็คงจะเดินจากฉันไปแน่ๆ

แต่เธอก็กลับมา

ไม่รู้จริงๆว่าเธอคิดอะไรอยู่

หรือรู้สึกเช่นไร

แต่นั่นก็เป็นคำถาม.. ที่ไม่ต้องการคำตอบ

ก็ปล่อยให้มันเป็นไป

เพราะนั่นอาจจะดีแล้วก็ได้

สำหรับเราทั้งสองคน

ไม่ต้องถามหาคำตอบ..

ไม่ต้องรื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ

อยู่กับปัจจุบัน

ที่เรายังมีเรา.. "กันและกัน"

มันดีที่สุดแล้ว



เมื่อคืน

ฉันฝันถึงเธอ (คนที่ไม่เคยรู้)

และฝันนั้นเธอทำให้ฉันมีความสุขมากมาย

เราไปไหนด้วยกันสักแห่ง ที่ที่ฉันไม่รู้จัก

เรานั่งพักอยู่ที่โต๊ะไม้

เหนื่อยล้าจากการทำงาน และเดินทาง

เราหันหน้าคุยกัน

แล้วฉันก็บอกเธอว่า

"เหนื่อยจัง ง่วงด้วย.. "

แล้วฉันก็ฟุคลงที่โต๊ะ.. หลับตา แล้วก็มีแต่ความมืดมิด

เธอเห็นว่าฉันเหนื่อย จึงโน้มมาใกล้ๆฉัน

เพื่อจะกระซิบบอกอะไรสักอย่าง

ใกล้ๆ หูฉัน  (หน้าของเราใกล้กันมากๆ)

ในความมืดมิด.. สิ่งที่ฉันได้ยิน

คือเสียงของเธอที่แผ่วเบา

ร้องเพลงกล่อมฉัน

ไม่ว่าจะในฝัน หรือความเป็นจริง

ฉันรู้ว่าฉันต้องยิ้มแฉ่งแน่ๆ

แม้ฉันจะจำเพลงที่เธอร้องไม่ได้

แต่เพลงที่เธอกล่อมฉัน

มันบอกฉันว่า

เธอเป็นห่วงฉัน และรักฉันเพียงไหน

ฉันอยากให้ความฝันนั้นเป็นความจริงจัง

ฉันคงจะมีความสุขมากๆเลย

เวลาที่เธอร้องเพลง

เคยฟังนับครั้งได้

เพราะเธอไม่เคยจะร้องให้ฟัง

หรือเวลาร้องก็เหมือนอ่านบทร้อยกรองซะมากกว่า

ทำให้เสียงนั้นมันตลกสำหรับฉัน

แต่ฉันก็อยากจะได้ยินนะ

เพราะมันทำให้ฉันหัวเราะ

และมีความสุขมากมาย

อยากได้ยินมันอีกครั้งจัง

แม้จะเป็นเพียงในฝัน.. ก็ยังดี



กับคนอื่นๆ

ที่เคยร้องเพลงให้ฉันฟัง

คนนึง

ร้องให้ฉันฟังหลายเพลงเหมือนกัน

ผ่านโทรศัพท์พร้อมกับดีดกีต้าร์ไปด้วย

เขาเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง

ฉันจึงไม่รู้ว่าเขาคิดยังไง

และเหตุผลที่ร้องเพลงให้ฉันฟัง ฉันก็ไม่รู้

หรืออาจแค่อยากให้มีคนชม ว่าเขาเสียงดี

ก็เขาไม่เคยบอกเลยนี่ว่ารักฉัน

และแล้ววันนึง เราก็เดินแยกทางกัน

เพราะเธอคงจะรับรู้ละมั้งว่าฉันไม่ได้รักเธอเลย

แต่สิ่งที่เธอทำให้ฉัน .. ฉันมีความสุขนะ

ขอบคุณช่วงเวลาดีๆ


อีกคน

ร้องผ่านโทรศัพท์เหมือนกัน แต่ไม่ได้เล่นกีต้าร์ เพราะเล่นไม่เก่ง

แต่เพลงที่ร้องให้ฉันฟัง

ฉันรู้ว่านั่นคือการบอกรักฉัน ตามความหมายของเพลงที่เธอร้อง

ขอบคุณนะที่รักกัน และอยู่เคียงข้างกันเสมอ

แต่ขอโทษเช่นกัน ที่ฉันรักเธอไม่ได้


และยังเหลืออีกคน

คนนี้เป็นรุ่นพี่ ร้องเพลงและดีดกีต้าร์ให้ฟังสดๆ

บรรยากาศใช่เลย

ตอนนั้นคิดว่าคงไม่มีความหมายอะไร

คงแค่อยากโชว์ออฟว่า "พี่เก่งนะ"

แต่หลังจากนั้นก็รู้ว่ามันมีความหมาย

และด้วยความต่าง

เราจึงจบกันเพียงเท่านั้น

แต่เขาก็ทำให้ฉันมีความสุข

สุขกับการที่มีใครสักคนมาดูแล (เป็นครั้งแรก)



ฉันนี่!!

คงโหยหาความรักมากเลยสินะ

แต่ความรักที่มี ที่ได้มา

ทำไม?ฉันจึงไม่สามารถรับมันไว้ได้นะ

และทำให้คนที่รักฉันต้องเสียใจอยู่เสมอๆ


แต่เชื่อไหม?

ว่าสิ่งที่ฉันทำลงไป

ฉันเองก็รู้สึกเสียใจเหมือนกัน

14 ต.ค. 2554

ปิดหู..ปิดตา.. หยุดพักสักนิด

นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายล่ะ

ที่ฉันจะแวะมาดูมาเขียนบล็อคแบบนี้

(ขอพักให้หายดีก่อน)

..
ณ เวลานี้

ตาของฉัน

หูของฉัน

ควรจะได้รับรู้ แต่อะไรที่มานดีกับใจฉันก็พอ

ตอนนี้รู้สึกมานเหนื่อยล้าเต็มทน

ฉันต้องการเวลาพักผ่อน..

..
เมื่อก่อน

ฉันเป็นคนมีเหตุผล

ใช้เหตุผลก่อนอารมณ์เสมอ

ทั้งพ่อแม่ เพื่อนๆ คนอื่นๆที่รู้จักฉัน จึงไว้ใจและเชื่อใจฉัน

แต่พวกเขาจะรู้ไหมนะ

ว่าตอนนี้ฉันเป็นคนไม่ได้เรื่องเลย

ฉันเป็นคนโง่ซะแล้วสิ

คนโง่

ที่ใช้อารมณ์

ไม่มีเหตุผลเลย

ระยะหลังมา

ทุกๆอย่างที่ฉันตัดสินใจ

จึงดูเหมือนจะผิดไปซะทุกเรื่องเลย

นั่นคงเป็นเพราะว่าฉันใช้อารมณ์แน่ๆเลย

นี่ฉันควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี้ย

ปกติฉันต้องเป็นคนนิ่งๆสิ

5555

คิดไปก็ตลกกับชีวิตตัวเองจริงๆ

ขาขึ้นที่ขึ้นสูงเชียว

และพอลงนี่.. สงสัยดิ่งลงเหว แถมยังดำลงดินด้วยมั้ง

ฮ่าาาาๆๆ

แต่ไม่เป็นไรแล้วนะ

ฉันรู้ว่าฉันผิดพลาดอะไร

ฉันรู้ว่าฉันไม่ดีตรงไหน

ต่อๆไปนุ่มจะพยายามนะค่ะ


..
ส่วนผลสรุปของปัญหา

5555 น่านนะสิ

มันเป็นหนึ่งในผลที่ฉันคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงๆซะด้วยสิ

ฉันจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผลมันถึงออกมาเป็นแบบนี้

(ฉันไม่คิดว่าเธอจะเลือกฉันอยู่แล้ว)

เมื่อก่อนพร่ำบอกตัวเองและเธอ

ว่า "ให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ดีแล้ว อยู่แบบนี้ดีแล้ว.. แค่เรามีกันและกันก็พอ..

..แค่รู้ว่าเรารักกัน.. เดินและจับมือไปด้วยกัน.. . ฯลฯ "

นั่นเพราะอยากให้ตัวเองมีความสุขกับปัจจุบันสินะ

ไม่อยากคิดถึงอนาคต ที่รู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบไหน

แต่ตอนนี้มันกลายเป็นอดีตซะแล้วสิ

..
อาทิตที่แล้ว

ต้นอาทิต.. ฉันมีความสุขมาก

แต่พอสิ้นอาทิต.. ฉันกลับเจ็บมาก ถึงมากที่สุด

ซึ่งนั่นก็มาจากตัวฉันเอง

ทำตัวเองเอง.. แล้วก็เจ็บเอง

พอรู้ว่าฉันผิด ฉันจึงคิดจะขอโทษ

และมันก็สายไปซะแล้ว

ต่อมา

ฉันก็ได้ทำทุกอย่างแล้ว ในสิ่งที่ฉันควรจะทำ ควรจะพูด

ฉันจึงไม่จำเป็นต้องเจ็บอีกใช่ไหม?

ฉันไม่จำเป็นต้องกลับไปวนเวียนอยู่ที่เดิมอีกแล้วใช่หรือป่าว?

ในเมื่อฉันเลือกที่จะปลดปล่อยตัวเอง

หรือเป็นเธอที่ปลดปล่อยฉัน

เมื่อคืนก็เจ็บ..

แต่ฉันไม่มีน้ำตาให้ไหลแล้ว

ดีที่ฉันยังนอนหลับได้

แม้จะฝันในสิ่งที่ตรงข้ามกับความเป็นจริง

แล้ววันนี้ล่ะ

วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ

ฉันทำได้แค่ส่งข้อความไปอวยพร

นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ฉันทำได้ ณ ตอนนี้

ฉันรู้ว่าเธอจะมีความสุข

แม้ไม่มีฉัน

..
ใจฉันอาจต้องใช้เวลา กว่าที่ฉันจะกลับมาเป็นฉันคนเดิม

ฉันคนเดิม.. ไม่สิ ต้องคนใหม่ต่างหาก

ฉันรักเธอ

ฉันเคยรักเธอ

ฉันเหมือนจะกลับมารักเธอ

แต่เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมา

มันทำให้ฉันไม่กล้าที่จะกลับไปรักเธอแบบนั้นอีกแล้วล่ะ

ฉันอาจจะไม่มีเธอ..

แล้วมันจะเป็นยังไงล่ะ

เมื่อก่อนคิดว่าฉันคงจะเป็นบ้าตายแน่ๆ

ฉันอยู่ไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีเธอ

แล้ว..

มันจะต่างอะไรกับตอนนี้

ในเมื่อวันนี้ฉันก็อยู่คนเดียวอยู่แล้ว

ไม่ว่าเราจะกลับมาพบมาคุยกันอีกไหม

ก็ปล่อยให้มันเป็นไปตามบุญตามกรรม.. พรหมลิขิต วาสนา.. หรือจะอะไรก็แล้วแต่

ก็ปล่อยให้มันเป็นไป

..
คนเรา

เมื่อพบเจออุปสรรค

ช่วงเวลานั้นคงเป็นช่วงเวลาที่ทรมาน และเจ็บปวดที่สุด

แต่..

ถ้าเราผ่านมันไปได้

ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง.. หรือมีคนอื่นคอยช่วยเหลือ

เราจะกลับมาเข้มแข็งได้อีกใช่ไหม?

เราจะเข้มแข็งขึ้นใช่ไหม?

ฉันหวังให้เป็นแบบนั้น

ฉันอยากเข้มแข็ง

ฉันไม่อยากที่จะอ่อนแออีก

..
เวลาที่อยากร้องไห้..

ก็ร้องออกมาให้หมด

แล้วเราจะยิ้มได้ใหม่อีกครั้ง..

ฉันเชื่ออย่างนั้น

วันฝนซา

11 ต.ค. 2554

บุ๋มเพื่อนรักเพื่อนเลิฟ_Forever

ขอบคุณนะบุ๋ม
เค้ากลับมาหัวเราะได้อีกครั้งก็เพราะบุ๋มนี่แหล่ะ

เรา.. ต่างอยู่ข้างๆกัน เสมอมา
บุ๋มก็เหมือนแบตสำรองก้อนนึงของเค้าล่ะ
ทุกครั้งที่เค้าแบตหมด. .. ก็ต้องกลับไปชาร์ตที่บ้านโน่น
แต่เพราะตอนนี้มันไกลเหลือเกิน
เค้าก็มีแค่ไม่กี่คน ที่เป็นเหมือนแบตสำรอง
และหนึ่งในนั้นก็คือบุ๋ม

บุ๋มคือเพื่อนคนเดียว ที่เค้าสามารถเล่าได้ทุกๆอย่าง
ขอบคุณมากๆนะ
ที่อยู่ข้างๆ คอยรับฟังและเป็นกำลังใจให้เสมอมา

เค้าเล่าเรื่องจ๊ะโอ๋ให้บุ๋มฟัง
ตอนแรกก็ไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าไหร่
เพราะบุ๋มชอบงอลเค้าอ่ะ
นั่นก็เพราะบุ๋มรักเค้าใช่ม๊าา?..
กลัวจ๊ะโอ๋แย่งเค้าไปน่ะสิ .. >.<

เค้าชอบเล่าโน่นเล่านี่ให้บุ๋มฟัง
นั่นเพราะว่า
บุ๋มจะรับฟังเค้า ทุกเรื่อง ทุกอย่าง
และไม่เพียงแค่รับฟัง
บุ๋มยังให้คำปรึกษาเค้าได้
และกับบางเรื่องที่เค้าไม่ควรจะทำ
บุ๋มก็ห้าม ก็เตือนเค้าเอาไว้
นั่นแหล่ะ.. คือคนเคียงข้างในแบบที่เค้าต้องการ
ขอบคุณนะ

อาจจะเป็นเพราะว่า
เราเกิดใกล้ๆกัน
บ้านอยู่ใกล้ๆกัน
เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก
มันทำให้เราเข้าใจกันมาก
กับเรื่องบางเรื่อง..
พูดไปอีกอย่าง
บุ๋มก็ดันรู้ว่าเค้าคิดอะไรอยู่ซะงั้น
5555

เรื่องจ๊ะโอ๋ก็เช่นกัน
บุ๋มรู้..
ว่าเค้ายังคงรักจ๊ะโอ๋เช่นเดิม
ทั้งๆที่เค้าบอกว่าเค้าเคยรัก
บุ๋มรู้..
ว่าสิ่งที่เค้าทำ แค่การเรียกร้องความสนใจ
ทั้งๆที่ตัวเค้าเองยังไม่รู้เลย
 บุ๋มรู้..
ว่าเค้าต้องเป็นบ้าก่อน.. ถ้าคิดจะลบจ๊ะโอ๋ออกจากชีวิต
และมันก็จริง

บุ๋มรู้ใจเค้าไปซะทุกอย่าง
เพียงแค่ไม่เคยพูดออกมาแค่นั้น

เค้ารู้ว่า
เค้าคงทำให้บุ๋มหงุดหงิด น้อยใจ บ่อยๆกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
และเค้าก็อยากจะขอโทดด้วย
มันไม่่ได้ตั้งใจ.. และไม่ค่อยจะรู้ตัวสักเท่าไหร่ -_-"
ขอโทดน้าา

แต่เค้าก็ดีใจนะ
นั่นแสดงว่า บุ๋มรักเค้าใช่ม๊า??
เค้าเองก็รักบุ๋มมากนะ

กูรักมึง
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงจะใช้คำแบบนี้คุยกันสินะ
5555
โอเคๆ นี่คือปัจจุบัน

ฉันรักแกหว่ะ

จบแล้วสินะ

ระหว่างเรา

นับวันยิ่งไปกันใหญ่

ฉันเดือด.. เธอนิ่ง(เพราะไม่รู้)

ฉันสงบ.. เธอกลับมาเดือดแทน

กำละทีนี้

ทั้งๆที่

ตั้งแต่เย็นเมื่อวาน

ฉันอยากจะเจอ เพื่อที่จะได้ขอโทษ

แต่ก็ไม่ได้เจอ

พอเลยผ่านช่วงเวลานั้นไป

การที่ฉันได้รับรู้ว่า..

เธอรักเขามากแค่ไหน

ฉันก็อารมณ์ไม่ดีขึ้นมาอีกซะงั้น

และพอฉันสงบอีกครั้ง

เย็นวันนี้ ฉันอยากจะขอโทษเธอจริงๆ

แต่

ไม่ทันแล้วใช่ไหม?

กับ status ที่เห็น

"ถ้ารักกัน มานทำร้ายขนาดนี้.. ไม่ต้องรักก็ได้"

นั่นหมายถึงฉันใช่ไหม?

อืม.. ฉันเข้าใจล่ะ

แม้สิ่งที่ฉันกลัว

คือการกลับมารักเธออีกครั้ง

ตอนแรก ฉันคิดแล้วว่า จะปล่อยให้มันเป็นไป

แต่.. คงสายไปแล้วมั้ง

ฉันคงได้คำตอบแล้วล่ะ

ว่าฉันไม่ควรรักเธอตั้งแต่แรก

ฉันไม่ควรจะรู้สึกอะไรทั้งนั้น


ดังนั้น

ขอโทษนะ

ที่รักเธอ

ขอให้เธอมีความสุขกับคนที่เธอรัก

เข้าใจล่ะ

"ถ้ารักกัน มันทำร้ายขนาดนี้... ไม่ต้องรักก็ได้"

อืม

เข้าใจล่ะ

(status นี้คงหมายถึงฉันสินะ)

ครอบครัว

ตอนนี้

ฉันมันทั้ง "บ้า" และก็ "โง่" ไปพร้อมๆกัน

สาเหตุที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้

ก็เพราะว่าฉัน "เจ็บ"

เจ็บจนแทบจะทำได้ทุกอย่าง

เพื่อให้ตัวเองหายเจ็บ

นั่นคือความบ้า

และสุดท้าย

ฉันก็ทำอะไรไม่ได้

ยัง "โง่" ที่ยังเจ็บอยู่

.. .
เพราะว่าฉันมันเป็นทั้งสองอย่าง

ทั้ง "บ้า" และ "โง่"

ฉันจึงต้องด่าตัวเองทุกวัน

ย้ำตัวเองทุกเวลาที่ทำได้

เผื่อว่าสักวัน

ฉันจะเลิกบ้าและโง่สักที

เผื่อสักวัน

ฉันจะตาสว่างสักที

..
อาจเพราะฉันไม่ใช่คนที่เข้มแข็ง

ฉันทั้งอ่อนแอและอ่อนไหว

เจออะไรนิด

อุปสรรคเพียงเล็กน้อย

เพียงลมที่พัดผ่าน

ก็ทำให้ฉันโอนเอียง

และล้มได้ทุกขณะ

ฉัน

มีเพียงมือจากครอบครัว

ที่คอยประคองฉันเมื่อฉันจะล้ม

มือจากครอบครัว

ที่ยื่นมาให้จับ ดึงฉันลุกขึ้นใหม่อีกครั้ง

ฉันมีครอบครัว

มีพ่อ มีแม่.. ยาย พี่ น้อง และหลานๆ

ฉันควรจะสนใจแค่นั้น

กับคนอื่นที่จะทำให้ฉันต้องเจ็บ

ฉันไม่ควรเอามาใส่ใจใช่ไหม?

ฉันควรจะ

เอาแค่ใจของคนที่รักฉัน

มาใส่ใจก็พอใช่ไหม?

8 ต.ค. 2554

ขอโทษ ฉันมันไม่ดีเอง

เมื่อคืน

ตอนนี้

ฉันเพิ่งจะทำให้คนที่ฉันรักเสียใจ

กับคำพูด

แค่ 2 ประโยค

"ฉะเชิงเทราไม่ต้องไปหรอก"

"เค้าไม่อยากไปแล้ว"

เราไม่เคยนิ่งเงียบใส่กันนานขนาดนี้มาก่อน

โทรศัพท์.. .. .............

"เด๋วไว้ค่อยคุยกันทีหลัง"

อืม

แบบนี้อีกแล้ว

แต่มันก็อาจจะดีแล้วล่ะ เพราะฝืนอยู่ต่อไปก็มีแต่ความเงียบเท่านั้น

ให้เวลาสักพัก

แล้ว..

ฉันก็ร้องไห้ยกใหญ่อีกครั้งของวัน

SMS ... "เสียใจยังไงไม่รู้ ช่างเหอะ!"

ช่างเหอะอีกแล้ว

คำนี้มักจะออกจากปากของฉันและเธอ

ทุกๆครั้ง

ที่สักคน.. เสียใจ.. แต่ทำอะไรไ่ม่ได้

เราได้แต่นิ่งใส่กัน ไม่เคยหันหน้ามาพูดคุย

ปัญหา.. หรืออะไรก็แล้วแต่

"ช่างเหอะ!!"

แม้ในภายหลังเราจะกลับมามองหน้ากันได้เหมือนเคย

แต่.. เรื่องราวเหล่านั้นไม่เคยจะจบลงเลย

มันยังคงฝังลึกอยู่ในใจ

..
กับเรื่องเมื่อวานนี้

พอเวลามันผ่านมา

วันนี้

อารมณ์ฉันเริ่มสงบลงแล้ว

ฉันรู้ว่าฉันผิด

ฉันรู้ว่าฉันควรจะขอโทษ

ฉันรู้..

แต่ ฉันทำไม่ได้

ฉันเจ็บ

เกินกว่าฉันจะก้าวไปเผชิญหน้ากับเธอ

ฉันเจ็บ

เกินกว่าที่จะกลับไปเป็นเหมือนเคย

ฉันเหนื่อย

เหนื่อยที่เจ็บ

เหนื่อยที่รักเธอ

..
ฉันแค่หวังว่า

สิ่งที่ฉันทำ

จะไม่ทำให้เธอต้องเจ็บ

เธอจะไม่เสียใจ

ใช่ไหม?

หรืออย่างน้อย

หวังว่าเธอจะไม่เป็นอะไร

เธอจะยังมีความสุข

แม้ไม่มีฉัน

ฉันแค่หวังอย่างนั้น

ขอโทษ

7 ต.ค. 2554

จากไป

"ไอ่บ้า"

"ไอ่โง่"

ณ ตอนนี้ ฉันพูดกับตัวเองได้แค่นี้แหล่ะ

ไม่รู้ว่าวันนี้ฉันเป็นอะไร

อารมณ์เนือยๆมาตั้งแต่เช้า

และ

พอตกเย็น ฉันก็ทำตัวไม่ดี

ฉันบอกเธอว่า "พรุ่งนี้ไม่ต้องไปหรอก นอนพักนั่นแหล่ะ"

พร้อมกับเสียงสั่นๆ ที่เกือบจะกั้นน้ำตาตัวเองไว้ไม่อยู่

ฉันโกรธเธอ

แต่กลับใช้เหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า เพราะเธอไม่สบายก็เคยไม่ไป

ไม่ไปฉะเชิงเทรา ทริปสั้นๆ

เพราะเธอเคยชวนขึ้นรถไฟ

และฉันก็จัดไป โดยเลือกเส้นทางไปไหว้พระพุทธโสธร

ฉันโกรธ โกรธมากด้วย

ทุกอย่างคงล่ม เพราะฤกษ์ไม่ดีซะแล้ว

ฉันแทบกินข้าวพร้อมทั้งน้ำตา

แต่ไม่กล้าร้อง เพราะคนเยอะ

ฉันจึงรีบๆกิน กินเร็วๆ กินมันทุกอย่าง แม้ไอ่ที่ไม่ชอบมากๆอย่างกระเทียม

ประชด!!

เธอ

แต่

ตัวเองเจ็บ

กลับมาห้อง

น้ำตามันไหล

ทั้งๆที่ยังไม่ถึงห้องเลย

ร้องไห้ยกใหญ่

ยังกะมีใครตาย

นั่นสิ

สิ่งที่ตายไป อาจจะเป็นใจของฉัน

วันนี้

ฉันร้องไห้

ให้กับหัวใจของฉันที่ให้เธอ

มันจะจากไป

ฉันจะพยายามลืมมัน

30 ก.ย. 2554

ไม่ต้องเข้าใจ.. แต่เชื่อใจกันก็พอ

ถึงเธอไม่เข้าใจ.. แต่ก็อยากให้เชื่อใจฉัน..

ฉันอาจจะตัดสินใจผิดพลาดอีกครั้ง(รึป่าว?)

เธอไม่ต้องเข้าใจก็ได้ ว่าทำไมฉันถึงต้องทำแบบนี้

ฉันไม่เข้มแข็งพอ ที่จะทำให้คนที่รักฉันเจ็บ

ซึงอาจจะเป็นเพราะว่า

ฉันเจ็บมามาก.. จากคนที่ฉันรัก

การที่เรารักใครสักคน และทำทุกอย่างเพื่อเขา ถึงแม้เขาจะไม่เคยมองเห็นมันเลยก็ตาม

คนอื่นจะไม่เข้าใจว่าเราทำไปอย่างนั้นทำไม? ทนเจ็บเพื่ออะไร?.. เหมือนคนโง่

แต่กับใครคนนั้นที่ทำเพื่อคนที่เรารัก.. . ใจเขาก็มีคำตอบให้กับคำถามเหล่านั้นอยู่แล้ว ว่าเพราะอะไร

ที่ฉันบอกว่าฉันเข็มแข็งไม่พอ.. นั่นเพราะว่าฉันเข้าใจความรู้สึกที่ทำเพื่อใครสักคน

ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำให้กับคนที่รักฉัน.. ภายหลังจะกลายเป็นมีดสองคม ที่จะทิ่งแทงหัวใจทีหลัง

แต่สำหรับฉัน ฉันอยากให้เขามีความสุข ในความพอดี ที่ฉันขีดเส้นเอาไว้

แม้เขาจะล้ำเส้นเข้ามาบ้าง ฉันก็จะพลักเขาให้กับไปอยู่ในที่ที่ของเขา

เพราะฉันไม่ชอบให้ใครล้ำเส้นเข้ามาในอาณาเขตของฉัน ที่ฉันไม่ได้อนุญาต

...
สรุปแล้ว..

คนที่ฉันรัก อาจจะไม่เข้าใจว่าฉันทำอะไรอยู่

เพราะมีแต่คนที่รักฉันเท่านั้นที่จะเข้าใจ

ฉัน.. แค่อยาก ให้เธอเชื่อใจฉันก็พอ

เหมือนที่ฉันเชื่อใจเธอ.. ทั้งๆที่ฉันไม่เคยเข้าใจเลย

ยังไม่เข้าใจใช่ไหม?..

นั่นแหล่ะ ฉันถึงบอกให้เธอเชื่อใจฉันก็พอ

n_n

20 ก.ย. 2554

ไม่อยากให้เราต้องอยู่ใกล้กัน

ฉันกลับมาเป็นนุ่มคนเดิมอีกแล่ว
เหนื่อยจังเลย.. เจ็บด้วย
ทำไมฉันต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วยนะ ชาติที่แล้วทำกรรมอะไรไว้เนี่ย

ทำไม?.. ฉันต้องยังคงรักเธอ  คนที่ฉันไม่ควรจะรักและรักไม่ได้ด้วย
ทำไม?.. ฉันต้องอะไรๆกับเธอมากมายแบบนี้
ทำไม?.. ฉันต้องเจ็บ ต้องทนอยู่ฝ่ายเดียว

ไม่กี่วันที่แล้ว.. ฉันยังบอกกับตัวเองอยู่เลย ว่าฉันไม่ได้รักเธอแล้ว เราเป็นเพื่อนกัน
แต่..
วันนี้ .. ทำไมฉันถึงทำไม่ได้่ล่ะ
ฉันอาจจะยังปิดหู ปิดตา.. ปิดใจตัวเองไม่พอล่ะมั้ง

แค่เรื่องเธอกับเขา บังเอิญที่ได้รับรู้
ว่าเธอ.. รักเขามากขนาดไหน..
ว่าฉัน.. คงไม่อยู่ในสายตาเธอแล้ว
มานทำให้ฉันเจ็บอีกแล้ว

การที่ฉันได้รู้ว่า
คนที่อยู่เคียงข้างเธอ คนที่เธอนึกถึง ไม่ใ่ช่ฉัน .. เจ็บจังเลย

และการที่ฉันได้รับรู้ว่า
ฉัน.. เหมือนถูกทิ้งให้ต้องอยู่คนเดียว..
โดนเธอ ที่อยู่ใกล้กันแค่นี้
ทั้งๆที่เราควรจะอยู่ไกลกันแล่ว แต่โชคชะตาก็เหมือนจะกลั่นแกล้งฉัน
ให้เราต้องมาใกล้กันอีกครั้ง.. ฉันจึงต้องเจ็บอยู่อย่างนี้ เสมอๆ

เธอเองก็รู้ว่าฉันต้องอยู่คนเดียว
เธอเองก็รู้ว่าฉันต้องเหงามากแค่ไหน
เธอเองก็รู้ว่าฉัน.. รักเธอ

แต่เธอ.. ทำไมถึงได้เมินเฉยซะล่ะ

ฉันเจ็บจริงๆนะ T-T

ถ้าเราไม่อยู่ใกล้กัน.. อาจจะดีกว่า

19 ก.ย. 2554

ทำไม?.. คนเราถึงชอบแคร์กันนักนะ
แคร์มานไปทั่วเลย
แคร์คนโน่นที.. คนนี้บ้าง.. ไม่ใช่คนรู้จัก บางทีก็ไปแคร์ซะงั้น
ทั้งๆที่คนที่เราควรจะแคร์จริงๆ มีแค่ไม่กี่คน
คนในครอบครัว.. เพื่อนสนิท.. คนที่เรารัก.. คนที่เรารู้จักคุ้นเคย
ใช่ไหม?

ไอ่คนที่เดินสวนผ่านไปมาในแต่ละวัน ก็มีไม่ซ้ำหน้ากันอยู่แล่ว(หรือบังเอิญอาจจะมีซ้ำบ้าง)
สรุปก็คือ คนที่เราไม่รู้จักนั่นแหล่ะ
ทำให้เกิดคำถามว่า.. "เราต้องแคร์ด้วยหรือป่าว?"

น่านนะสิ.. เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม.. เพราะว่ามนุษย์อยู่ตัวคนเดียวไม่ได้
ดังนั้น.. เราจึงต้องแคร์มนุษย์ทุกคน.. เพื่อนร่วมโลกทุกคน ทุกสิ่ง ด้วยรึป่าว??

ประเด็นนี้ ลองถามใจตัวเองดูนะ ว่าคุณน่ะแคร์รึป่าว? กับคนเหล่านั้น
หรือ จริงๆแล้ว คุณแคร์ใครบ้างดีกว่า...
..
.
สำหรับฉัน..
เมื่อก่อนฉันอาจจะเป็นคนประเภทที่ แคร์คนไปทั่ว แต่มากน้อยต่างกันไป
คนที่ฉันรัก.. ฉันแคร์มากกก..
คนที่ไม่รู้จัก แต่ต้องพบเจอกัน ก็จะแคร์เหมือนกัน แต่น้อยหน่อย
ประมาณว่า ทำอะไรก็ต้องแคร์ สายตาชาวบ้านอ่ะ ประมาณนั้น

แต่สำหรับฉันในตอนนี้
การที่ฉันได้เข้ามาทำงานที่ กทม. และอยุ่คนเดียวแบบนี้
มันทำให้ฉันเปลี่ยนไปเยอะเลยล่ะ..
ฉันเลิกแคร์ คนที่ฉันไม่รู้จัก แม้จะเคยเห็นหน้า แต่ถ้าไม่รู้จักชื่อหรือเคยพูดคุย ฉันก็ไม่แคร์หรอก
เพื่อน.. ฉันแคร์แค่คนที่ฉันสนิทด้วย
ครอบครัว.. นั่นแคร์อยู่แล่ว
การอยู่คนเดียว
มันทำให้ฉันมีเหตุผล.. ที่จะไม่แคร์ใคร
หรือเลือก ที่จะแคร์ใคร

14 ก.ย. 2554

เหนื่อยจัง.. เหงาจัง

ทำไมวันนี้ฉันถึงเหงาได้อย่างนี้นะ..

ความเหงามันเกิดขึ้นจากอะไร.. . มีได้ไง.. ??
ความเหงาหน้าตาเป็นแบบไหน??.. หน้าตาจะเหมือนพ่อแม่ของมันไหม??

ชักจะรั่วไปกันใหญ่ล่ะ

เพราะ.. ความเหงาไม่มีตัวตน.. หน้าตาเป็นแบบไหนไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสัมผัสได้ทางกาย
แต่.. ความเหงา.. แม้เราจะมองไม่เห็นมัน แต่เราก็สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก ด้วยใจของคนที่เหงาเอง

..
วันนี้ ทั้งๆที่ฉันก็ทำงานเอาเป็นเอาตาย.. แต่ก็ีมีความสุขไปกับมันด้วย
เพราะพี่ๆที่ทำงาน ทุกคนดูเอ็นดูเรา .. ความรู้สึกนะ ทุกคนดูน่ารักดี ^^

แล่วทำไม?
แค่ฉันเลิกงาน และกลับมาถึงห้อง
ฉันถึงได้รู้สึกเหนื่อย และเหงาขึ้นมาจับใจเลย
ฉันกินข้าวคนเดียว..
ทั้งๆที่ทุกวันฉันก็กินคนเดียวอยู่แล้ว แล่วทำไมวันนี้ฉันต้องรู้สึกเหงานะ
ฉันเหนื่อยงั้นหรอ..

ก็อาจจะใช่นะ
ก็วันนี้.. ฉันเหนื่อยทั้งกาย.. และใจฉันก็เหนื่อยเหมือนกันนี่นา

ความรู้สึกเหนื่อย.. เหงา.. อ้างว้าง.. มันถึงได้กัดกินฉันเอาง่ายๆ

อยากมีใครสักคนจัง
เผื่อความรู้สึกนี้จะหายไป.......

11 ก.ย. 2554

สิ่งที่อยากจะบอกกับ "หมาน้อย"

ถึง หมาน้อย  เพื่อนรักของฉัน

เค้าแค่มีเรื่องบางเรื่องที่อยากจะบอก อยากจะบอกมานานแล้วล่ะ แต่ก็ไม่กล้าเลยสักครั้ง
ช่วงหลัง พยายามจะหาโอกาสดีๆ เพื่อที่จะได้พูดมันออกมา แต่ก็ไม่มีเลยสักครั้ง
เค้าอยากจะพูดด้วยตัวเองมากกว่า มากกว่าการที่เค้าต้องมานั่งพิมพ์อะไรแบบนี้
(แต่เพราะรู้ว่า.. หมาน้อยคงไม่ได้อ่านหรอก เลยลองเขียนออกมาก่อน.. และสักวัน เค้าจะบอกหมาน้อยด้วยตัวของเค้าเอง)

สิ่งที่เค้าอยากจะบอกมานานแล้ว
คือ.. เค้ารักหมาน้อยนะ
ที่จริง เค้าก็เคยพูดมาหลายครั้งแล้วสินะ แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกันหรอก
ครั้งนี้ เค้ารู้อยู่เต็มอก ว่า เค้าคิดยังไงกับหมาน้อย
ไม่ใช่ในฐานะเพื่อน ไม่ใช่ในฐานะแฟน.. แต่อยากเป็นคนรักกัน
(รักที่เค้ามีให้เป็นรักที่บริสุทธิ์.. เค้าไม่เคยคิดถึงเรื่องว่าต้องมีอะไรกัน เค้าแค่รู้ว่าอยากมีหมาน้อยอยู่ด้วยตลอดชีวิต)

แต่.. วันนี้ รัก คำนี้ มันเป็นรักที่ผ่านมาแล้ว

ไม่รู้ว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ กับความรักแบบนี้
เค้ารู้ว่าเค้ารักหมาน้อยมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่มัธยม
แต่ความรักแบบคนรักกัน เค้าไม่รู้ว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่
ที่จริง เราซึ่งเป็นความรู้สึกของเราเอง ก็น่าจะรู้อยู่เต็มอก ว่ามันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่คงเพราะ.. เค้า ไ่ม่เคยที่จะยอมรับ ว่าเค้า รักหมาน้อยแบบนั้นจริงๆ
เค้าไม่เคยคิดว่าเค้าจะรักหมาน้อย.. เพราะเค้าเองก็มองผู้ชายมาโดยตลอด
สำหรับผู้หญิง คงเพราะเป็นหมาน้อย เค้าถึงได้รัก (เพราะคนอื่นเค้าก็ไม่เห็นจะคิดอะไรเลย)

มันอาจจะเริ่มตั้งแต่.. ตอนปี2ก็ได้ ตอนที่เราได้กลับมาใกล้กันอีกครั้ง
ถ้ากลับไปอ่านไดอะรี่ที่ให้ไป.. คงมีสักช่วงเวลา ที่มันน่าจะบอกว่าเค้าเริ่มรักหมาน้อยตั้งแต่เมื่อไหร่
เมื่อไหร่ ที่ใจเค้าเริ่มเต้นแรง.. เมื่อไหร่ที่เค้าเริ่มหวิวๆ กับการที่มีหมาน้อยอยุ่ใกล้ๆ
มันเป็นช่วงเวลาดีๆ ช่วงเวลาที่เค้ามีความสุขที่สุดในชีวิต ช่วงเวลาที่เราได้อยุ่ด้วยกัน
ขอบคุณที่มอบช่วงเวลาดีๆเหล่านั้นให้

มาวันนี้.. ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะ
เค้าพอจะเดาออกว่า หมาน้อยคงไม่ได้คิดอะไรกับเค้าหรอก
เค้าเองยังยอมรับตัวเองไม่ได้เลย กับสิ่งที่ตัวเองเป็น
พยายามปฎิเสธมาโดยตลอด
แต่หนีความจริงไปก็เท่านั้น เพราะว่ารู้อยู่เต็มอก จะหนีไปไหนก็ไม่พ้นหรอก

พอกลับมายอมรับความเป็นจริงได้
ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อสี่เดือนก่อน.. (ประมาณนะ)
มันมีบางอย่างเกิดขึ้นและทำให้ความรู้สึกเค้าเปลี่ยนไป
และเค้าก็ไม่อยากจะพูดถึงหรอก เพราะมันจะเป็นความทรงจำที่ไม่ดีสักเท่าไหร่
เอาเป็นว่า.. หลังจากวันนั้นมา
เค้าก็.. เลิกคิดแล้วล่ะ เค้าไม่คิดที่จะรักหมาน้อยแบบนั้นแล้วล่ะ

วันนี้.. เค้ารักหมาน้อย ในฐานะเพื่อนคนนึง จะดีกว่า
เค้า..แค่เดินออกมาจากจ๊ะโอ๋หนึ่งก้าว
แต่ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะ
เค้าจะยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตจ๊ะโอ๋ไปอีกนานเลยล่ะ
เค้าจะยังอยู่ข้างๆหมาน้อย
ตราบเท่าที่หมาน้อยจะให้เค้าอยู่อ่ะนะ

รักเสมอและตลอดไป
นุ่ม

6 ก.ย. 2554

เพียงเพื่อนรัก

(ต่อจากเมื่อวาน)

หลังจากที่นอนพักถึงเย็นๆ
เธอก็เลิกงานแล่วก็มาหาที่หอพัก ตามที่ฉันร้องขอไป
ดีใจไหม?ที่ได้เจอ.. ก็ดีใจอ่ะแหล่ะ
แต่..
ไม่เข้าใจว่าทำไมแฟนเธอต้องหึงด้วยนะ
ก็จะว่าไม่เข้าใจเลยซะทีเดียวก็ไม่ได้หรอก
สงสัยพี่เขาคงรู้ทันว่า ฉันเคยคิดแบบมากกว่าเพื่อนกับเธอละมั้ง
แต่ว่า.. พี่เขาเคยเจอกับฉันแค่ครั้งเดียวเองนะ
แล้วเอาอะไรมาวัดล่ะ ว่าฉันเป็น ในสิ่งที่ไม่อยากเป็นอะนะ
เหอๆ.. คิดแล้วก็ไม่เห็นจะเข้าใจพี่เขาเลย
นี่ถ้าเธอไม่บอกฉันว่าพี่เขาหึง. .. ให้ตายสิ ฉันก็ไม่รู้หรอก
และการที่เธอจะมาอยู่กับฉัน.. โดนห้ามซะงั้น
เมื่อวานเธอบอกพี่เขา ก้ำกึ่งว่า อาจจะค้างหรือไม่ค้าง
แต่พอผ่านไปได้ไม่นานล่ะ ก็ส่งข้อความมาบอกว่าให้กลับ
ทำยังกะว่า เราจะทำอะไรกันอย่างนั้นแหล่ะ

และเมื่อคืน ฉันก็พยายาม หาจังหวะ ที่จะบอกความรุ้สึกกับเธออยู่นะ
แต่ว่า.. พอจะได้จังหวะ เพื่อนก็โทรมา คุยเสร็จ เธอก็หลับ
ให้ตายสิ แล้วฉันจะได้บอกเธอเมื่อไหร่
สิ่งที่อยากจะบอกนะหรอ
แค่ว่า..
เมื่อก่อน ฉันรักเธอ ทั้งๆที่ไม่เคยคิดอะไรเลย
แต่เมื่อไม่กี่ปีก่อน ฉันก็มารู้ใจตัวเองทีหลัง.. ว่า.. ฉันรักเธอ รักที่แปลว่ารักน่ะ
แต่ฉันก็ไม่เคยจะยอมรับสิ่งนั้นเลย ฉันไม่ชอบ และฉันก็ปฏิเสธมาโดยตลอด
และแล้ว ก็เหมือนเธอมาช่วยฉันไว้
เธอทำให้ฉันเลิกคิดอะไรบ้าๆแบบนั้น..
บางอย่างที่เธอทำ ทำให้ฉันเลิกรักเธอแบบนั้น
หันมารักตัวเองมากขึ้น และรักเธอในแบบเพื่อนรัก

และปัจจุบัน
ฉันก็ไม่รู้สึกผิดอีกแล้ว

อยากบอกเธอ
ว่าฉันเคยรักเธอจริงๆ (เพราะมันผ่านมาแล้วเลยกล้าบอก)
และบอกพี่เขาไปซะ
ว่าเราเป็นเพียงเพื่อนกัน

n_n

5 ก.ย. 2554

มากไปนะ

โอ่ยๆ ไม่ได้ต้องการแบบนี้สักกะหน่อย

วันนี้.. ฉันตื่นเช้ามา.. แต่ ฉันดันขี้เกียจ มันรู้สึกเพลียๆ ก็เลยไม่ไปทำงานดีกว่า ลองลาป่วยสักครั้งดูสิ
แล้ว...
มันก็มากไปนะ
พอสายๆ พี่เขาก็มาหาที่หอพัก คงเป็นห่วงว่าเป็นอะไรมากไปอ่ะป่าว
มาจับตัวดู.. ก็ว่ามีไข้.. -_-" ..
งั้นหรอ.. แต่ตัวฉันมานอุณหภูมินี้มาตั้งนานแล่วนะ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
แล้วก็หาผ้ามาเช็ดตัวให้ใหญ่เลย.. และเช็ดซะฉันไม่มีอะไรเหลือเลยอ่ะ T-T บอกก็ไม่ฟัง
ใช้เหตุผลว่า "ขอโทด มันมากไปก็จริง แต่พี่ก็เป็นห่วงนุ่มมากไปเหมือนกัน"
ขอบคุณค่ะ. . แต่ช่วยเกรงใจ ผู้หญิงคนนึงซึ่งไม่เคยผ่านผู้ชาย สักหน่อยก็ดีนะค่ะ
รู้ว่าพี่ไม่คิดอะไร ก็พี่ผ่านผู้หญิงมากเยอะแล้วนี่นา.. อายุปูนนี้ ยิ่งทำแบบนี้ก็รู้สึกเหมือน "พ่อ" เลยอ่ะ
แต่นี่ทำมากยิ่งกว่าพ่ออีกนะ.. แม่ก็มากกว่า
กำเลยฉ้านน..
แค่ขี้เกียจเฉยๆ ทำไมผลข้างเคียงมันแบบว่า.. ไม่น่าเลยกรู
และก็นะ
ตกเย็นเห็นว่าจะแวะเข้ามาใหม่อีก.. ถ้าไม่ดีขึ้นจะพาไปหาหมอ..
หนักอีก.. เป็นไข้แค่นี้ ถึงขั้นจะพาไปหาหมอเลยรึ??
โอ่ยๆ ขอให้ตอนที่พี่เขามา.. ร่างกายอุณหภูมิปกติทีเถอะค่ะ .. สาธุๆ
อย่าให้เป็นมากไปกว่านี้เลย

-_-"

3 ก.ย. 2554

หายเหนื่อย.. เพี้ยง!!

เหนื่อยจังเลย.. . T-T
เพียงเริ่มต้นก็เหนื่อยซะแล้ว แล้วมันจะผ่านไปได้สักกี่น้ำละนี่

ฉันเริ่มเข้าทำงานกับกลุ่มบริษัทร้อยเอ็ด โดยสังกัด บ.พลังงาีนคาร์บอน ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 54
ณ ปัจจุบัน ฉันทำงานได้ 46 วันแล้วล่ะ.. จะผ่านโปรอีกกว่าครึ่งทาง (115วัน)

แค่ตอนนี้ เพียง 46 วัน ที่ร่วมทำงาน .. ฉันกลับรู้สึกว่างานหนักขึ้นทุกวันๆ
เหนื่อยมากขึ้นทุกวันๆ.. จนร่างกายอ่อนล้าไปหมด ไม่มีแรงเลย
และเมื่อบวกกับการที่ฉันอยู่คนเดียว มันก็เลยทำให้ ใจของฉันมันเองก็อ่อนล้าเหมือนกัน
แม้เธอคนที่ฉันรัก.. ทั้งๆที่เราควรจะได้อยู่ด้วยกัน ทั้งๆที่เราควรจะมีกันและกันเหมือนเดิม
แต่.. มันก็ไม่มีอีกแล้วละมั้ง..

ตั้งแต่ที่ฉันมาอยู่ที่นี่..
มันทำให้ฉันน้อยเนื้อต่ำใจกับเธอเอามากๆเลย
เพราะว่า .. เธอไม่เคยสนใจฉันจริงๆ.. ไม่เคยเป็นห่วงฉันจริงๆ การกระทำ.. มันทำให้ฉันรับรู้ไปอย่างนั้น
มันทำให้ฉัน ไม่อยากรักเธออีกแล้ว.. เธอคนที่ใจร้ายแม้กระทั่งกับคนที่เธอบอกว่าเป็น "เพื่อนรัก"

ฉันคงให้เธอมามากเกินไป
และพอถึงจุด.. ที่ฉันเหนื่อยล้าทั้งกายและใจอย่างนี้ แต่ฉันกลับไม่มีเธอ
มันยิ่งทำให้ฉันเจ็บ เจ็บมากกว่าทุกครั้งที่เธอทำให้ฉันเจ็บ
ฉันก็เลย.. อยากจะหยุดทุกอย่างไว้เพียงเท่านี้ละมั้ง
แม้ใจจริง.. ฉันอยากให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม
แต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก
ตอนนี้ ฉันไม่อยากเจอหน้าเธอเลย.. ไม่อยากรับรู้อะไรที่เกี่ยวกับเธอเลย
การรู้ว่าเธอยังมีตัวตนในชีวิตฉัน มันยิ่งทำให้ฉันเจ็บ

ถ้าฉันจะเดินจากไป..
เธอจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม??..

และนั่น.. สิ่งที่ฉันกลัว.. มันจึงทำให้ฉันไม่กล้าทิ้งเธอไป
เพราะฉันยังตัดเส้นใยบางๆ ออกไปไม่ได้..
ฉันยังเป็นห่วงเธอเสมอ...

28 ส.ค. 2554

มันก็แย่ทั้งสองฝ่าย

จะเริ่มที่ตรงไหนดีนะ

ตอนนี้.. ความรู้สึกมันอัดอั้นมากๆเลย
ฉัน.. ต้องโกหกคน ต้องทำร้ายความรู้สึกของคนคนหนึ่ง
ซึ่งเขาบอกว่ารักฉันมาก.. แม้เพียงเวลาแค่หนึ่งเดือนกว่าๆที่รู้จัก
ที่จริงฉันก็ชอบแนวความคิดของพี่เขานะ.. แต่มันเพียงแค่นั้น
ความต่างของอายุ.. หน้าตา.. บุคลิก.. .. . ทำให้ฉันคิดว่าพี่เขา ไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับฉัน
แม้พี่เขาจะถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว.. เป็นคนบ้านๆ ที่เหมือนกับฉัน ...
แต่ฉันก็ไม่อาจคิดอะไรมากกว่าพี่ชายไม่ได้
พี่เขาคอยดูแลและเป็นห่วงฉัน..
ในเวลานี้ ที่ฉันต้องเข้ามาอยู่ กทม. เพียงคนเดียว
ถ้าฉันไม่มีพี่เขา ณ เวลานั้น .. ฉันคิดไม่ออกเลยว่าชีวิตฉันจะว้าเหว่มากแค่ไหน
แต่เพราะพี่เขาช่วยฉัน จนถึงเวลาที่ฉันสามารถเิริ่มชีวิตใหม่ที่ กทม. ได้ด้วยตัวเองแล้ว
ฉันถึงกลับเริ่มแสดงนิสัยแย่ๆ.. ทำร้ายความรู้สึกของพี่เขาซะงั้น
ฉันให้เหตุผลเพียงแค่ว่า..
พี่เขาเดินล้ำเส้นที่ฉันขีดไว้มากไปแล้ว.. ฉันไม่อยากให้พี่เขาเข้ามามากกว่านี้แล้ว
ฉันพยายามทำ.. ในสิ่งที่คิดว่า.. จะทำให้พี่เขากลับไปอยู่ในที่ที่พี่เขาควรจะอยู่ให้ได้..
แต่.. สิ่งที่ฉันทำลงไป.. มันกลับทำให้พี่เขาเจ็บ.. และฉันก็รู้สึกแย่เหมือนๆกัน
ฉันคิดสองด้าน..
หนึ่ง.. ถ้าฉันไม่ดันพี่เขาให้กลับไปอยู่ในที่ที่พี่เขาควรอยู่ ยอมให้พี่เขาเดินล้ำเส้นที่ขีดไว้เข้ามามากๆ..
พี่เขาอาจจะมีความสุข.. แต่ฉันละ.. ฉันอาจจะยิ้มได้บ้าง แต่.. ความรู้สึกไม่ดี ไม่ควร.. ความรู้สึกผิด.. มันจะก่อตัวมากมายในใจฉันแน่ๆ.. พี่เขาบอกว่ามีความสุขทุกครั้งที่อยู่ด้วยกันกับฉัน.. แต่ฉัน.. ไม่เคยมีความสุขเลย.. .
และสอง.. ถ้าฉันหยุดพี่เขาไว้แค่ตรงนี้.. ไม่ปล่อยให้ล้ำเส้นเข้ามา.. . ใช้ทุกวิธี.. ต้องโกหก.. ต้องทำตัวแย่ๆ..
ทำร้ายความรู้สึกของพี่เขา... . ผลคือ.. ฉันก็รู้สึกแย่เหมือนกัน..

ทำไมถึงไม่มีทางสักทาง ที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีเลยนะ

แม้พี่เขาบอกว่าเราเหมือนกัน. .. และพี่เขารู้ว่าฉันเป็นคนอย่างไร และจะคิดอย่างไร
แต่ฉัน.. ไม่คิดอย่างนั้นนะ.. พี่เขาไม่รู้หรอกว่าฉันคิดอะไรกันแน่..
สิ่งที่พี่เขาทำให้.. พี่เขาอาจจะคิดว่าฉันคงจะมีความสุข.. แต่มันไม่ใช่เลย ยิ่งพี่เขาทำอะไรๆให้ ฉันยิ่งรู้สึกแย่ไปทุกที

นั่นเพราะจริงๆแล้ว..
ไม่มีใครเข้าใจฉันหรอก

และตอนนี้.. ฉันยังคงมืดแปดด้าน.. กับพี่เขา
มันจะจบเรื่องนี้ได้ไหมนะ.. และทางไหน ที่มันจะจบได้ด้วยดี
ไม่อยากทำให้ใครเจ็บ..และก็ไม่อยากจะเจ็บเองด้วย

25 ส.ค. 2554

ขอบคุณ.. คนเคยรัก

วันนี้.. ที่ออกฟิต ฉันต้องอยู่ทำงานคนเดียว
พี่ๆเขาออกไปโรงงานกันหมดเลย
ถามว่าเหงาไหม.??.. ไม่หรอก ชินแล้วล่ะ เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้คุยกับใครอยู่แล้วนี่นา
ถามว่าชอบที่นี่ไหม??.. ก็ชอบนะ ทุกคนดูเอ็นดู.. และฉันก็สบายใจกับงานด้วย
ถึงแม้วันๆนึง ฉันอาจจะพูดน้อย(ก็ไม่มีใครให้คุยด้วย) แต่นั่นมันก็เหมาะกับฉันอยู่แล้วนี่นา
ฉันมันพวกคนไม่ชอบพูดอยู่แล้วนี่ .. . ไม่ค่อยพูด ชอบอยู่เงียบๆคนเดียวมากกว่า.. (พวกโลกส่วนตัวสูงอีกคน)
แต่ตราบใดที่ฉันยังสบายใจกับงานและเพื่อนร่วมงานอยู่.. และฉันยังไม่ค้นพบงานที่เป็นตัวตนของฉัน
ฉันก็ยังทำงานนี้ ตราบชั่วเวลานั้นล่ะ.. .

ความเป็นคนที่โลกส่วนตัวสูง..
มันทำให้ฉันเป็นคนคิดมาก.. คิดเล็กคิดน้อย..
และความที่ฉันเป็นคนพูดน้อย..
กับความเงียบในเวลานั้น.. มันทำให้สมองฉันทำงานอย่างเต็มที่ ที่จะคิดเรื่องต่างๆมากมาย
คงเพราะสองอย่างนี้ จึงทำให้ฉันมีเวลาไร้สาระ ในการที่จะคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิดถึงมันเลย

เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญในชีวิตฉันเรืื่้่องหนึ่งในตอนนี้ก็คือ..
ความรู้สึก "รัก" ที่ฉันมีให้เพื่อนฉันคนนึง ..
ฉันไม่รู้ว่าฉันเริ่มรักเขาจิงๆจังๆตั้งแต่เมื่อไหร่..
แต่รู้แค่ว่ามันมากขึ้นๆ ในทุกๆวัน ที่เราได้อยู่ใกล้กัน
ฉันรักเขา.. . พูดให้ถูกก็คือ ฉันแอบรักเขา .. ตลอดมา
ฉันเคยบอกรักเขาอยู่เหมือนกัน แต่คงเพราะเขาคงคิดว่ามันเป็นรักในแบบเพื่อน เขาก็เลยไม่คิดอะไร และก็บอกรักฉันกลับมา..
การที่ฉันได้แอบรักเขา.. ฉันทั้งมีความสุขและทุกข์ปะปนกันไป
ฉันทุกข์.. ฉันเจ็บ.. ฉันร้องไห้.. เพราะเขามามากมาย
แต่ก็เพราะว่าฉันรักเขา.. ฉันก็เลยสามารถผ่านจุดๆนั้นมาได้.. ฉันหายได้ เพราะว่าฉันรู้ว่าฉันรักเขามากแค่ไหน
และความสุขของฉัน.. ก็คือการที่ฉันได้รักเขา.. ถึงจะเป็นแค่การแอบรัก.. ฉันได้อยู่ใกล้ๆเขา ได้อยู่เคียงข้างเขาในเวลาที่เขาท้อ เป็นกำลังใจให้เขา เป็นที่ปรึกษา .. . เ็็ป็นเพื่อนรักของเขา.. เป็นคนสำคัญคนนึงในชีวิตเขา
ฉันอาจจะพอใจ.. แค่สิ่งที่เขาให้ฉันเป็น.. แค่นั่นก็มากพอแล้ว ที่จะเป็นไปได้ระหว่างเราสองคน

แต่สุดท้าย.. มันก็มีสิ่งที่เข้ามา.. แล้วทำให้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไป
ฉันไม่รู้อีกเหมือนกัน ว่าความรักที่ฉันให้เขา มันเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ (ไม่ใช่ไม่รัก แต่กลับมารักแบบเพื่อน)
ฉันเลิกเจ็บ.. เลิกร้องไห้.. เลิกงอน.. เลิกหวง.. เป็นห่วงน้อยลง.. ใช้เหตุผลว่า "โตๆกันแล้ว"
ความรู้สึก.. มันอาจเริ่มต้น..
เพราะเขาผิดสัญญา เมินเฉยต่อความเป็นห่วงของฉัน.....
เพราะระยะทาง.. ที่เรายิ่งห่างไกลกันมากกว่าเดิม...
เพราะความเป็นเขา.. ที่ทำให้เราต้องผิดหวัง คาดไม่ถึง..
ฉันนึกออกแค่นี้.. สำหรับความน่าจะเป็น ที่เป็นเหตุให้ฉันเลิกรักเขาในแบบที่ฉันเคยคิด

และไม่ว่าจะด้วยพรหมลิขิต ความบังเิอิญ บุพเพฯ.. หรืออะไรก็แล้วแต่... ที่ทำใ้ห้เราได้กลับมาใกล้กันอีกครั้ง
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้.. ความรู้สึกว่า "รัก" กลับมาเลยแม้แต่นิดเดียว
ฉันอาจจะดูเย็นชา.. ดูเป็นห่วง .. ดูแคร์.. เขาน้อยลง
แต่นั่นคือวิถีทางของฉัน.. เพราะฉันไม่อยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
และถึงแม้ตรงข้าม เขากลับดีกับฉันมาก ดูเป็นห่วงเป็นใย.. พยายามหาเวลา(ถ้ามี)มาพบฉัน
(อาจเพราะเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ ที่เขาทิ้งฉันให้อยู่คนเดียวก็ได้)
ซึ่งนั่นมันผิดกับเขาคนเดิม.. ที่ฉันเอาแต่วิ่งตาม
(แต่เขาก็ยังเป็นคนเดิม.. ที่ไม่เคยรักษาคำพูด และผิดสัญญาที่ให้ไว้กับฉัน.. เสมอๆ)


ฉันหวังว่า.. จากนี้ตลอดไป.. เราจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

ขอบคุณ.. เธอ คนที่ฉันเคยรัก


อนาคต.. . ฉันจะเป็นฉัน.. และจะมองหารักครั้งใหม่ ต่อไป..
แม้อาจจะมีหรือไม่มีก็ตาม.. .

22 ส.ค. 2554

เจ๊เหมียว

วันนี้ก็ยังเป็นอีกวัน.. ที่ฉันอยู่ห้องคนเดียวตามเคย

วันนี้ฉันทำงานเหนื่อยมากเลย.. ทำตั้งแต่เช้า ไม่ได้หยุด
ที่จริงงานมันก็ไม่ได้ยากหรือหนักหนาอะไรนะ..
แต่คงจะเพลีย เพราะว่าอาทิตนี้ไม่ได้พักเลย แล่วต้องมานั่งอยู่หน้าคอมทั้งวันนี่สิ -_-"

เสาร์-อาทิตย์ ที่ผ่านมา ไปทำไรมาบ้างอ่ะ??
สองวันที่ผ่านมา ฉันใช้เวลาทั้งวันอยู่กับเจ๊เหมียว
5555 ไม่มีอะไรนะ.. แค่ไปหลั่นล้าด้วยกันเฉยๆ

ขอบคุณเจ๊เหมียวมากๆเลยนะ..
ตั้งแต่ที่เค้ามาทำงานที่ กทม. เค้าก็ไม่ได้ออกไปไหนกับใครเลย
เค้าอยู่ห้องคนเดียว มันทั้งรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวมากเลย
เค้าอยู่กับเจ๊เหมียว มันรู้สึกดีมากๆเลย.. เค้าสามารถเล่าทุกอย่างให้เจ๊เหมียวฟังได้
เราแชร์ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน.. ให้คำปรึกษา.. ให้กำลังใจ.. และเคียงข้างกันเสมอ
ดีจริงๆเลยนะ ที่เราได้เป็นเพื่อนกัน..
ถึงจะสนิทกันช้าไปหน่อย.. แต่มันก็ไม่สายไปล่ะ

ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกัน.. ขอบคุณที่ยังอยู่เคียงข้างเค้าเสมอ..

n_n