HOME
14 มี.ค. 2557
คืนเดือนหงาย
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑
คืนเดือนหนาว
คืนพระจันทร์เต็มดวง
...ไร้ซึ้งดวงดารา
"เธอ"
"....."
"เธอ"
"..........."
"ตัวเอง"
"ว่าไง" ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงงัวเงีย
ชายหนุ่มไม่อยากตื่น ไม่อยากคุยกับแฟนสาวหรือแม้แต่ใครๆในเวลานี้ เพราะอากาศที่หนาวเย็นบนภูเขาสูง และความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางทั้งวัน ล้าแขน ปวดขา อีกทั้งจะได้นอนที่สบายๆก็ไม่ ที่นอนในคืนนี้เป็นเพียงเต้นท์บางๆเล็กๆสำหรับสองคน และถุงนอนคนละใบ
"ออกไปดูดาวกันเถอะ" หญิงสาวกระซิบเอ่ยชวนชายหนุ่ม
ด้วยหญิงสาวชอบมองท้องฟ้า ชมก้อนเมฆ เป็นนิสัย ทำให้การขึ้นเขากับแฟนหนุ่มครั้งนี้ดูน่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะเป็นโอกาสดีที่หญิงสาวจะได้มองดูดวงดาวได้อย่างใกล้ชิด อยู่แค่เอื้อมมือ
"โอเคๆ" ชายหนุ่มตอบตกลง แต่ก็ยังนอนอยู่ไม่ยอมลุกขึ้น
"อ่าวนี่ ลุกขึ้นสิ" หญิงสาวพูดเสียงดังขึ้น พร้อมกับเอามือทั้งสองข้างพลักชายหนุ่มให้ลุกขึ้น
ลมเย็นพัดผ่านต้นจานใหญ่ ดอกจานสีส้มสดค่อยๆหล่นลงพร้อมกับแรงลม ต้นหญ้าพริ้วไหว หญิงสาวและชายหนุ่มกอดอกแน่น
"อูยยย หนาวขนาดนี้เธอจะออกมาทำไมเนี่ย" ชายหนุ่มยังไม่เลิกบ่น เพราะยังค้างอารมณ์ง่วงเหงา และเคืองหน่อยๆที่ถูกปลุกให้ลุกออกจากเต้นท์ จากถุงนอนหนึ่งเดียวที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย
"อ๊าวว ก็อยากดูดาวนี่นา เธอก็หัดโรแมนติกซะบ้างสิจ๊ะ" สำหรับหญิงสาว ความหนาวและความเหนื่อยล้า ไม่ได้ทำให้ความอยากดูดาวของเธอลดน้อยลงเลยสักนิด
"แล้วดาวอยู่ไหนล่ะ" ชายหนุ่มแหงนหน้ามองท้องฟ้า แต่เห็นเพียงดาวจางๆ ไกลอยู่ลิบๆ
"ง๊าาา ทำไมมีน้อยจังอ่ะ" หญิงสาวแหงนหน้ามองท้องฟ้าบ้าง แต่ก็ต้องผิดหวัง
เดือนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง แสงสว่างจากพระจันทร์จึงบดบังแสงดาวอยู่มาก ทำให้บดบังวิสัยทัศน์ในการชมดาวด้วย หากจะมองเห็น ก็จะเห็นเพียงจุดเล็กๆของแสงสว่างจางๆ
"โหยยย ไมงี้อ่ะ" หญิงสาวบ่นด้วยความผิดหวังแล้วเดินไปนั่งที่ขอนไม้ใหญ่ ใกล้ๆหน้าผาทางฝั่งทิศเหนือ ซึ่งทางอุทยานจัดวางไว้ให้เป็นที่นั่งพักผ่อน
ชายหนุ่มเดินกลับเข้าไปในเต้นท์.......
"เอ๊า แผนที่ดูดาวของเธอ" ชายหนุ่มเดินกลับมาพร้อมกับยื่นแผนที่ดูดาวให้หญิงสาว
"เฮ้ย เอามาจากไหนอ่ะ" หญิงสาวรู้สึกดีใจพร้อมๆกับสงสัยว่าชายหนุ่มหามาได้อย่างไร
"ของเธอไง เราซื้อมาให้ เห็นว่าชอบดูดาว อยากได้ด้วยนี่ หาซื้อยากมากเลยนะ เก็บไว้ดีๆด้วย" ชายหนุ่มพูดพร้อมๆกับเดินเข้ามานั่งข้างๆหญิงสาว
"จ๊ะ ขอบใจนะ จะเก็บไว้อย่างดีเลย ขึ้นหิ้งเลยไหม" หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มพร้อมกับยิ้มกว้างด้วยความดีใจ รอยยิ้มคล้ายๆเวลาที่เด็กได้ของเล่น เป็นยิ้มที่สดใส บริสุทธิ์ เป็นยิ้มเดียวที่ตรึงใจชายหนุ่มให้เดินขึ้นเขามาพร้อมกับหญิงสาว
"ดูซิ ใช้ยังไงเนี่ย" หญิงสาวเริ่มอ่านคู่มือการใช้ที่ติดอยู่บนแผนที่ดูดาว
แต่เพราะบริเวณนั้นไม่มีหลอดไฟติดเพื่อให้แสงสว่าง ชายหนุ่มจึงต้องเดินกลับไปที่เต้นท์อีกครั้งเพื่อหยิบไฟฉาย
"นั่นไงๆ ดาวไถ อยู่บนหัวเรานะเนี่ย" หญิงสาวใช้เวลาศึกษาวิธีดูดาวอยู่สักพักก็สามารถชี้จุดดาวบนท้องฟ้าได้
"นี่ๆ ตรงนี้ ข้างหน้าเรา เงยหน้าไปนิดนึงสัก ๑.. ๒.. ๓๐ องศา มีดาวค้างคาวด้วย"
"ไหนๆ ตรงไหน" ชายหนุ่มมองไปยังจุดบนท้องฟ้าที่ซึ่งหญิงสาวชี้ไป แต่ก็ยังมองไม่เห็น
"โน่นไง จางๆน่ะ ที่เห็นเป็นเหมือนรูปตัวเอ็มน่ะ ๑.. ๒.. .. ๖" หญิงสาวชี้บอกชายหนุ่ม พร้อมกับลากเส้นต่อจุดดาวบนท้องฟ้าให้ชายหนุ่มดู
"อ่อ เห็นล่ะ แล้วดาวประจำเมืองอ่ะ มันอยู่ทิศเหนือใช่ไหม?" ชายหนุ่มมองเห็นดาวตัวเอ็มที่หญิงสาวชี้บอก แล้วก็นึกย้อนไปถึงเมื่อสมัยเด็ก ซึ่งเคยได้ยินยายพูดบ่อยๆว่า "ดาวประจำเมืองจะขึ้นอยู่ทางทิศเหนือ" ก็เกิดสงสัยว่ามันจะเป็นจริงดังที่ยายเคยพูดหรือเปล่า
เมื่อสิ้นคำถามหญิงสาวก็กลับไปค้นหาดาวประจำเมือง ซึ่งก็คือดาวพระศุกร์ หรือดาวศุกร์ซึ่งเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่อยู่ในกาแลกซี่ทางช้างเผือกเดียวกับโลก
"เอ๋ มันลงไปอยู่ข้างล่างแล้วนี่นา มองไม่เห็นหรอก" หญิงสาวหาเจอดาวศุกร์ แต่ก็พบว่าจุดที่ขึ้นชื่อดาวดวงนี้ตกไปอยู่ด้านล่างของแผนที่ นั่นก็หมายความว่า ดาวพระศุกร์ไม่ได้อยู่บนท้องฟ้าในคืนนี้ หากแต่เป็นเวลาอื่น
เวลาคล้อยเข้าเกือบๆตีสอง ลมแรงก็พัดมาใหม่อีกระรอก ครั้งนี้พัดเอาดอกจานและใบไม้มาตกอยู่ไม่ไกลจากจุดที่หญิงสาวชายหนุ่มนั่งอยู่ ลมเย็นพัดปะทะใบหน้าชาๆ ผ่านเสื้อไหมพรมหนาเข้ามาถูกตัว ตอนนี้หญิงสาวนั่งกอดอกแน่นและตัวสั่นเล็กน้อย
"หนาวหรอ" ชายหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง
"อะ อือออ" หญิงสาวตอบด้วยอาการปากสั่นหน่อยๆ
"มานี่ๆ มา" ชายหนุ่มพูดพร้อมกับขยับเข้าไปนั่งใกล้หญิงสาวมากขึ้น ใช้มือซ้ายโอบไหล่หญิงสาวไว้แน่น
หญิงสาวไม่ได้ขยับหนี ยินดีรับความอบอุ่นจากร่างกายของชายหนุ่มด้วยความเงียบ ผ่านไปพร้อมกับลมเย็นที่พัดผ่าน หญิงสาวมองเห็นดอกจานใหญ่ตกอยู่ไกลๆ
"เราโรแมนติกใช่ไหมล่ะ" ชายหนุ่มพูดออกมากลบความเงียบ
"ไอ้บ้า" หญิงสาวรู้สึกเขินอาย แต่ก็ยังนั่งอยู่ใกล้ๆชายหนุ่มไม่ห่าง
เวลาผ่านไป ลมเย็นเริ่มพัดผ่านมามากขึ้น ตอนนี้ต้นจานใหญ่เหลือดอกจานติดอยู่บนต้นเพียงแค่สามดอก แล้วลมระรอกสุดท้ายก็พัดมา พัดเอาดอกจานที่เหลือหล่นลงพื้น เสียงต้นไม้ใบไม้สั่นไหว ใบหญ้าลู่พริ้วไปตามแรงลม ชายหนุ่มกอดหญิงสาวแน่นขึ้น ชายหนุ่มและหญิงสาวสบตากัน วินาทีนี้ ชายหนุ่มค่อยๆก้มไปหาหญิงสาว หญิงสาวรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอะไร แต่ก็ไม่ได้ถอยหนี ใบหน้าของชายหนุ่มชัดขึ้น หญิงสาวมองเห็นริมฝีปากแห้งผากของชายหนุ่ม ได้กลิ่นหอมของโลออนอยู่ที่ปลายจมูก และก่อนที่หน้าชายหนุ่มจะมาใกล้มากกว่านี้ หญิงสาวค่อยๆหลับตา หลับตา.....
"เฮ้ย ทากเกาะแขน"
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑
คืนเดือนหนาว
คืนพระจันทร์เต็มดวง
... คืนที่ฉันมีเธอ
๕ ปี ผ่านไป
"แม่ หนูกลับมาแล้ว"
-หน้ากลม-
แด่ความหนุ่มสาว
"แม้มองไม่เห็น แต่รู้ว่ายังอยู่"
คืนเดือนมืด
แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
คืนเดือนมืด
คืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทรา
...เป็นคืนที่เงียบสงัด
"แม่"
"........."
"แม่"
"............."
"แม่จ๋า"
"อืมมม ว่าไง"
เด็กหญิงนอนลืมตาอยู่ในห้องนอน ห้องนอนสี่เหลี่ยม ห้องนอนที่มืดสนิท มีเพียงแสงไฟอันน้อยนิดจากหลอดไฟนอกบ้านที่เร็ดรอดผ่านเข้ามาทางช่องระบายอากาศบนมุมผนังห้อง และอีกแสงหนึ่ง หลายๆจุด บนผนังฝ้า ที่ติดดาวเรืองแสงไว้อยู่เต็ม คล้ายๆเป็นท้องฟ้าจำลอง เด็กหญิงนอนลืมตามองแสงดาวนั่น
ห้าทุ่มแล้ว ดึกมากแล้วสำหรับเวลาของบ้านนอกชนบทห่างไกลเมือง บ้านนอกซึ่งยังเลี้ยงควายเป็นเพื่อน มากกว่าทำงานหรือขาย เวลาที่หลายๆบ้านปิดไฟนอน... หลับกันแล้ว และแม่ก็หลับแล้ว
ดึกแล้ว ถึงเวลาที่เด็กหญิงควรจะหลับได้แล้ว แต่เด็กหญิงยังนอนไม่หลับ
เพราะในหัวมีความคิด และในใจเกิดความกลัว
"ถ้าพรุ่งนี้หนูไม่อยู่ แม่จะเหงาไหม?" เด็กหญิงเริ่มตั้งคำถามแม่ หลังจากที่แม่ยอมขานรับคำเรียก
"เหงาสิ" แม่ตอบเด็กหญิงด้วยความรำคาญหน่อยๆ
"แล้วถ้าพรุ่งนี้ไม่มีหนูแล้วล่ะ?"
"อะไร?" แม่เริ่มสงสัยกับคำถามที่อยู่ดีๆลูกสาวก็ถามในเวลากลางดึกเช่นนี้
"ถ้าหนูตาย" เด็กหญิงเริ่มน้ำตาคลอ
"จะมาพูดอะไรเรื่องตงเรื่องตายหึ๊" แม่เริ่มตอบด้วยอารมณ์โกรธ เมื่อได้ยินคำว่า ตาย จากปากลูกสาว
"ก็หนูอยากถามแม่ไว้"
"นอนได้แล้ว อย่าไปคิดถึง"
"แม่จริงๆนะ ... ถ้าหนูตาย แม่ต้องร้องไห้ให้หนูนะ"
"แม่ก็ต้องร้องสิ"
"ร้องเยอะๆนะ"
"อืม"
"หลังจากที่แม่ร้องเสร็จแล้ว แล้วต้องยิ้มนะ แม่ต้องเข้มแข็ง"
"................."
"เป็นอะไรรึเปล่าลูก" แม่เริ่มถามด้วยความเป็นห่วงลูกสาว
"เปล่าไม่มีอะไร แต่ไม่ต้องคิดมากนะ หนูถามเพราะหนูกลัว หนูไม่รู้ว่าเวลาที่คนตายแล้วเขาไปไหน เขาบอกว่าดวงวิญญาณจะออกจากร่าง วิญญาณนั้นก็ยังเป็นหนู มีความรู้สึก หนูไม่อยากเห็นแม่เศร้า หรือตรอมใจตายตามหนูมา ... ถ้าหนูตาย หนูจะไปไหนอ่ะแม่?" เด็กหญิงเริ่มอธิบายความคิด ความกลัวที่อัดอยู่ในใจออกมา ไหลออกมาด้วยเสียงที่สั่นคลอ
"หนูจะขึ้นสวรรค์ไง"
"จะมีนางฟ้ามารับหนูรึเปล่า?"
"มีสิ นางฟ้าสวยๆ แล้วหนูก็จะเป็นนางฟ้าด้วย เพราะหนูเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่"
"........."
"หนูเชื่อแม่รึป่าว"
"อือออออมมม" ตอนนี้เด็กหญิงพูดอะไรไม่ได้มากกว่านี้แล้ว เพราะเด็กหญิงร้องไห้ ร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลเป็นทาง
"ถ้าเชื่อแม่ หนูก็หลับซะนะ"
"เลิกคิดอะไรพวกนี้ซะ หนูแค่ทำทุกๆวันให้ดีที่สุด"
"หนูต้องยิ้ม อย่างน้อยวันละครั้ง เมื่อไหร่ก็ได้"
"หนูไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ ไม่ต้องกลัว ไม่มีใครยังไงก็ยังมีแม่อยู่นี่ไง"
แม่กล่อมเด็กหญิงให้หยุดร้องไห้ แล้วกอดเด็กหญิงไว้ข้างกาย
อากาศร้อน แต่เด็กหญิงกับแม่ก็ยังกอดกันไว้
อากาศอุ่นๆ แล้วเด็กหญิงก็หลับไป....
แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
คืนเดือนมืด
คืนที่ไร้ซึ่งแสงจันทรา
... แต่แสงดวงดาวช่างสุกสกาว
๑๐ ปีผ่านไป
"หนู เมื่อไหร่หนูจะกลับบ้าน"
-หน้ากลม-
ด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ
5 มี.ค. 2557
เรื่องของ "รั่ว"
เรื่องของ "รั่ว"
รั่วคืออะไร?
รั่วคือใคร?
มันมีตาป่าว?
มีขนไหม?
ตัวนุ่มนิ่มรึป่าว?
ไม่ๆ
"รั่ว" ไม่ใช่คน ไม่ใช่สิ่งของ สัตว์เลี้ยงก็ไม่ใช่
"รั่ว" เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ
ไม่ต้องคิดไปไกลออกนอกโลกจนถึงต่างดาวแล้วไปถามหากับเอเรี่ยน (... .. .)
เพราะ "รั่ว" อยู่ใกล้ๆ ในใจทุกคน (โอ่วววว)
มาเริ่มเรื่องของ "รั่ว" ...
เมื่อถึงจุดๆนึง ซึ่งเกินขีดความเครียด ความเหนื่อยล้า ความอัดอัด โดยเฉพาะจากภายในจิตใจ จนมาถึงจุดๆหนึ่ง จุดหนึ่งของภาวะจิตใจที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "รั่ว"
ภาวะ "รั่ว" คืออะไร?
รั่ว คล้ายๆกับภาวะอารมณ์ที่ร่าเริ่ง สนุกสนาน แต่เลื่อนลอย หรืออาจจะอธิบายให้ง่ายกว่าด้วยคำๆเดียว คือ "บ้า"
"รั่ว" กับ "บ้า" นั้นแทบจะเหมือนกัน ต่างกันแค่
"รั่ว" พอมีสติ สัมปชัญญะครบ ระยะเวลาที่ตกอยู่ในภาวะนี้สั้นไม่ถึง 5 นาที
แต่ "บ้า" นั้น สติไม่มี ปัญญาไม่เกิด และเป็นอยู่นานแสนนาน อาจไม่หาย บ้าไปจนวันสุดท้ายของลมหายใจ T-T
นั่นคือความเหมือนในความต่าง หรือจะเป็นความต่างในความเหมือน (อ่าววว ต่างกันไหมนิ?)
หรือ
สองภาวะนี้เชื่อมโยงกันอยู่
รั่วจะไม่เกิด หากไม่มีความเครียดสะสม
บ้าจะไม่เป็น หากไม่เครียด ไม่ทุกข์ระทม ไม่อยากลืม ไม่... ที่พร้อมทำให้สติหลุดลอย
จริงๆ "รั่ว" อาจเป็นภาวะเริ่มต้นบ้าระยะที่ 1
คล้ายๆโรคมะเร็งที่มีหลายๆระยะ
"หมอวินิจฉัยว่าคุณเป็นบ้าในระยะเริ่มต้นอยู่ครับ ซึ่งบ้านี้จะมีอยู่ด้วยกัน 108 ระยะ นั่นหมายถึงถ้าคุณตกอยู่ในภาวะรั่วๆๆๆๆ จนครบร้อยแปดระยะ คุณต้องทำใจว่าคุณจะเป็นบ้าระยะสุดท้ายและถาวร" (โพ่นนนน)
แต่รั่วก็ยังมี "ข้อดี" อยู่อย่าง
คือหลังจากรั่ว เราจะหายเครียด และไม่พร้อมจะรั่วอีกพักใหญ่ๆ
ชีวิตนึงเรา(อาจ)จะไม่ต้องรั่วบ่อย จนบ้าสติแตก
และ "รั่ว"
ยังเรียกรอยยิ้มให้หน้าอมทุกข์ของผู้รั่วเอง และคนรอบข้าง
เพราะเวลา "รั่ว" เราจะเผลอทำอะไรเด๋อๆด๋าๆ บ้าๆบอๆ บ๊อบอร้อง "ม่ออออ!!"
(ศัพย์เด็กวัยสองขวบ : บ๊อบอ แปลว่า วัว)
จนอดที่จะขำกับสิ่งที่ตัวเองแสดงออกไปไม่ได้
คนข้างๆก็จะฮาาาา หัวเรอะได้อย่างเอร็ดอร่อยกว่าก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำตกซะอีก (ชักหิวขึ้นมาในบัดดล)
นั่นหมายความว่า "ยิ้ม" รักษา "รั่ว" ^__^
ถ้าไม่อยากบ้า ก็อย่าให้รั่วบ่อยๆ
ไม่อยากให้รั่วบ่อยๆ ก็เครียดให้น้อยลง
..
มองโลกกลมกลมให้กวัางขึ้น
กว้างขึ้นอีกเท่าตัว
ไม่มีใครให้ยิ้มด้วย ก็มองกระจกแล้วยิ้มให้กับตัวเอง
...
"กล๊มมมม กลม!"
-หน้ากลม-
กับวันรั่วๆ
รั่วคืออะไร?
รั่วคือใคร?
มันมีตาป่าว?
มีขนไหม?
ตัวนุ่มนิ่มรึป่าว?
ไม่ๆ
"รั่ว" ไม่ใช่คน ไม่ใช่สิ่งของ สัตว์เลี้ยงก็ไม่ใช่
"รั่ว" เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ
ไม่ต้องคิดไปไกลออกนอกโลกจนถึงต่างดาวแล้วไปถามหากับเอเรี่ยน (... .. .)
เพราะ "รั่ว" อยู่ใกล้ๆ ในใจทุกคน (โอ่วววว)
มาเริ่มเรื่องของ "รั่ว" ...
เมื่อถึงจุดๆนึง ซึ่งเกินขีดความเครียด ความเหนื่อยล้า ความอัดอัด โดยเฉพาะจากภายในจิตใจ จนมาถึงจุดๆหนึ่ง จุดหนึ่งของภาวะจิตใจที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "รั่ว"
ภาวะ "รั่ว" คืออะไร?
รั่ว คล้ายๆกับภาวะอารมณ์ที่ร่าเริ่ง สนุกสนาน แต่เลื่อนลอย หรืออาจจะอธิบายให้ง่ายกว่าด้วยคำๆเดียว คือ "บ้า"
"รั่ว" กับ "บ้า" นั้นแทบจะเหมือนกัน ต่างกันแค่
"รั่ว" พอมีสติ สัมปชัญญะครบ ระยะเวลาที่ตกอยู่ในภาวะนี้สั้นไม่ถึง 5 นาที
แต่ "บ้า" นั้น สติไม่มี ปัญญาไม่เกิด และเป็นอยู่นานแสนนาน อาจไม่หาย บ้าไปจนวันสุดท้ายของลมหายใจ T-T
นั่นคือความเหมือนในความต่าง หรือจะเป็นความต่างในความเหมือน (อ่าววว ต่างกันไหมนิ?)
หรือ
สองภาวะนี้เชื่อมโยงกันอยู่
รั่วจะไม่เกิด หากไม่มีความเครียดสะสม
บ้าจะไม่เป็น หากไม่เครียด ไม่ทุกข์ระทม ไม่อยากลืม ไม่... ที่พร้อมทำให้สติหลุดลอย
จริงๆ "รั่ว" อาจเป็นภาวะเริ่มต้นบ้าระยะที่ 1
คล้ายๆโรคมะเร็งที่มีหลายๆระยะ
"หมอวินิจฉัยว่าคุณเป็นบ้าในระยะเริ่มต้นอยู่ครับ ซึ่งบ้านี้จะมีอยู่ด้วยกัน 108 ระยะ นั่นหมายถึงถ้าคุณตกอยู่ในภาวะรั่วๆๆๆๆ จนครบร้อยแปดระยะ คุณต้องทำใจว่าคุณจะเป็นบ้าระยะสุดท้ายและถาวร" (โพ่นนนน)
แต่รั่วก็ยังมี "ข้อดี" อยู่อย่าง
คือหลังจากรั่ว เราจะหายเครียด และไม่พร้อมจะรั่วอีกพักใหญ่ๆ
ชีวิตนึงเรา(อาจ)จะไม่ต้องรั่วบ่อย จนบ้าสติแตก
และ "รั่ว"
ยังเรียกรอยยิ้มให้หน้าอมทุกข์ของผู้รั่วเอง และคนรอบข้าง
เพราะเวลา "รั่ว" เราจะเผลอทำอะไรเด๋อๆด๋าๆ บ้าๆบอๆ บ๊อบอร้อง "ม่ออออ!!"
(ศัพย์เด็กวัยสองขวบ : บ๊อบอ แปลว่า วัว)
จนอดที่จะขำกับสิ่งที่ตัวเองแสดงออกไปไม่ได้
คนข้างๆก็จะฮาาาา หัวเรอะได้อย่างเอร็ดอร่อยกว่าก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำตกซะอีก (ชักหิวขึ้นมาในบัดดล)
นั่นหมายความว่า "ยิ้ม" รักษา "รั่ว" ^__^
ถ้าไม่อยากบ้า ก็อย่าให้รั่วบ่อยๆ
ไม่อยากให้รั่วบ่อยๆ ก็เครียดให้น้อยลง
..
มองโลกกลมกลมให้กวัางขึ้น
กว้างขึ้นอีกเท่าตัว
ไม่มีใครให้ยิ้มด้วย ก็มองกระจกแล้วยิ้มให้กับตัวเอง
...
"กล๊มมมม กลม!"
-หน้ากลม-
กับวันรั่วๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)