HOME

HOME

30 ม.ค. 2557

ทุ่งนาผืนน้อย


ข้าพเจ้าเคยมีผืนนา.. ปัจจุบันไม่มีแล้ว

ข้าพเจ้าเคยไปนา.. ปัจจุบันไม่ไปแล้ว

แต่ความหลงไหล ความทรงจำ ยังอยู่ที่ตรงนี้


ความทรงจำหยุดอยู่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็กแดง(ทำไมต้องแดง?)ยังไม่เข้าโรงเรียน
บ้านข้าพเจ้าทำนา มีนาเป็นสิบๆไร่ 
ตายายทำนา แม่ทำนา ส่วนพ่อนั้นยังทำงานอยู่ญี่ปุ่น
ที่บ้านมีรถตุ๊กๆ แต่จริงๆต้องเรียกว่ารถอีแต๋น รถสี่ล้อที่ทึกและบึกบึน
รถคันนี้เป็นของตา มารู้ในภายหลังว่ารถคันนี้มีชื่อ 
ชื่อว่า "คู่ชีวิต" 
คู่ชีวิตอยู่กับเรามานาน เป็นหนึ่งในครอบครัว ร่วมทุกข์ร่วมยากมาก็หนักหนา ไปนาทำไร่เขาก็พาเราไป พาไปให้ถึงจุดหมายและกลับบ้านอย่างปลอดภัย
เมื่อเด็ก ข้าพเจ้าชอบขึ้นคู่ชีวิต ชอบขึ้นในเวลาที่เขาพาออกไปนา ลมเย็นปะทะหน้า ดอกหญ้าริมข้างทางให้คว้ามาเล่น เล่นเป็นตัวหนอนกระดึบๆ หรือจับมาเล่น แกว่งไกวไปมาเล่นกับลม
ถนนที่ขับผ่านเป็นสีแดง ถนนดินแดง ลึกเข้าไปเริ่มเป็นดินดำ ดินดำๆ จนถึงดินเหนียวที่ท้องทุ่งนา

ข้าพเจ้าเกิดมาไม่ทันได้เล่นกับควาย ขี่หลังควายระหว่างไถนานี้ไม่เคย จำความได้ก็เห็นรถไถซะแล้ว เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ขี่หลังควาย 

มีคนเคยบอกถึงวิธีจะขึ้นหลังควาย ตอนนั้นได้ไปเดินเล่นที่แห่งหนึ่ง(จำไม่ได้) ซึ่งมีรูปปั้นควายขนาดเท่าตัวจริง(มันสูงเกินกว่าจะปีนขึ้นจริงๆ) พี่บอกว่า "ไหนลองพยายามปีนขึ้นขี่หลังให้ได้สิ" ข้าพเจ้าเดินอ้อมรูปปั้นควายหนึ่งรอบ เดินวนดูเพื่อหาจุดว่าจะปีน ถีบขาส่งตัวได้จากจุดไหนได้บ้าง ปรากฎว่า หน้าก็ไม่กล้า ข้างๆก็ไม่ถึง ตรงก้นนี่แล้วใหญ่ แต่เพราะว่าเป็นแค่รูปปั้น ข้าพเจ้าก็เลยเลือกจะจับหาง เหยียบขาหลัง แล้วส่งตัวเองขึ้น ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าข้าพเจ้าขึ้นไปเองด้วยวิธีนี้หรือเปล่า ขึ้นไปด้วยตัวเอง หรือถูกส่งขึ้นไปขี่หลังควาย แต่ วิธีที่ข้าพเจ้าเลือกขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีขึ้นที่ถูกต้องซะด้วยสิ เออแน่ะงงเลย แล้วควายตัวจริงมันไม่ดีดหรือไง? อีกวิธีเขาให้ขึ้นจากด้านหน้า อันนี้งงอีก ขึ้นยังไงล่ะทีนี้ แล้วเขาควายท่านล่ะ ??

กลับมา(ต่อ)ที่ท้องทุ่งนาสมัยยังเด็ก

ข้าพเจ้าเกือบสำลักน้ำตายที่นั่น นาซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ เบื้องล่างผืนน้ำคือพื้นโคลน ข้าพเจ้านอนในเปลที่แม่ผูกไว้ให้นอนเล่นที่กระท่อมอยู่ดีๆ ตู้มมม!!! ข้าพเจ้าโดนน้าชายจับอุ้มมาโยนลงน้ำเฉย ข้าพเจ้าจำอะไรไม่ได้มาก นอกจากสีของพื้นโคลน เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น และความเค็มจากหยดน้ำตา

คันนา ทำไมคันนาเขาถึงก่อ ทำไมเขาถึงสร้าง ให้คันนาแคบขนาดนี้
ข้าพเจ้าเลยปั่นจักรยานไปเล่นที่นา ด้วยความปราดเปรียว และไม่เคยเกรงกลัวอะไร สิ้นสุดถนนที่สามารถจะปั่นไปได้ต่อ ก็ปั่นมันขึ้นคันนาแคบๆนั่นแหล่ะ ต้องใช้ความกล้า และการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม ปั่นไปได้ไม่เกิน 50 เมตร แอ๊ก!!! ตกลงสู่ผืนนา

อีกหนึ่งความทรงจำที่อบอุ่น
คือเปลยวนน้อยๆที่ผูกไว้ให้ลูกน้อยได้นอน
ข้าพเจ้าไม่มีภาพความทรงจำ หากเพียงแค่หลับตาข้าพเจ้ารู้สึกได้ถึง ลมที่พัดผ่าน เสียงเชือกที่สีกับเสากระท่อม และความอบอุ่นจากเสียงร้องกล่อมของแม่ "แมวเว้าเอยมากั๊ด...."

ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวไร่ ไร่มันสำปะหรัง เคยปลูก (ปักตาลงอีกต่างหาก) แต่ไม่เคยถอน ทั้งบนไร่ของตัวเองและของคนอื่น

ข้าพเจ้าเป็นลูกชาวนา หากแต่ไม่เคยหว่าน ดำ เกี่ยว ข้าวบนผืนนาของตัวเอง
แต่ครั้งหนึ่งในชีวิตสมัยมัธยมต้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดำนา ด้วยกิจกรรมของทางโรงเรียน ดำนาในแปลงนาของโรงเรียน ข้าพเจ้าใส่ชุดพละ กางเกงวอม 
เราถอดรองเท้าถุงเท้าออก เราพับขากางเกงขึ้นเหนือหัวเข่า ไม่มีหมวก ไม่มีถุงมือ หรือรองเท้าบู๊ต
เราใช้สองเท้าเหยียบย้ำลงบนผืนนา ดินในนาเป็นดินเหนียว ดินเหนียวเหลวๆ เก้าเท้าซ้ายที ขวาที หยุบหยับๆอยู่ที่เท้า เราเดินไปเพียงขอบๆท้องนา เพื่อจะไม่เดินไปเบียดหรือเหยียบต้นกล้า เราถอนต้นกล้าจากนาแปลงหนึ่ง แล้วนำไปปลูกอีกแปลงหนึ่ง 
จะปลูกให้ตรงต้องเดินถอยหลังปลูก เราตั้งแถวเรียงหน้ากระดาน 
กำต้นกล้าไว้มือซ้าย 
มือขวามีหน้าทีใช้หัวแม่มือกดรากต้นกล้าให้จมลงในพื้นดิน จุดละ 3-4 ต้น (ถ้ากดไม่ลึก ต้นกล้าก็จะลอยน้ำ และถ้ากดแรงไป ต้นกล้าก็จะตาย) กด ถอยหลัง กด ถอยหลัง ก้มๆ เกยๆ ก้มๆ เกยๆ
ปวดหลัง ร้อนแดด หน้าถูกเผา หลังถูกเผา
ที่เท้ามีเลือดออก (เจอเศษไม้ทิ่มเท้า)
มือเปื่อย
สุดๆคืออาการปวดเมื่อย
แต่เราไม่หวั่น
ทำต่อไป กัดฟันทำต่อไป

สุดท้าย ผ่านมา...(หลายๆวัน).. เราก็เห็นข้าวแตกรวง


ไปกินข้าวกันเถอะ



















-หน้ากลม-
กับผืนนา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น