HOME
24 พ.ย. 2556
เรื่องของหนัง
จำครั้งแรกที่ดู "หนัง" ได้ไหม?
หนัง ที่เป็นภาพยนตร์ ฉายด้วยเครื่องเล่นแผ่นฟิล์ม ลงบนผืนผ้าใบ(รึป่าว?) ขนาดใหญ่
เราๆนั่งปูหนังสือพิมพ์ ปูเสื่อ นั่งฉีกกินปลาหมึกย่างตัวแบนๆ
ข้อมือข้างซ้าย หรืออาจขวา ผูกเชือกของลูกโป่งสวรรค์ไว้แน่น
ยังจำภาพนั้นได้ไหม?
สำหนับฉัน ภาพนี้ค่อนข้างจะลางเรือน
เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายสิบปีแล้วเหมือนกัน
จำไม่ได้ว่าเคยไปดูกี่ครั้ง
แต่ทุกๆครั้ง ฉันมีลูกโป่งสวรรค์มัดเชื่อกไว้ที่ข้อมือ
(บ่งบอกว่าไปตั้งแต่ยังเด็กมากกก)
ด้วยความว่าบ้านเกิดที่ฉันอยู่อาศัย ค่อนข้างจะบ้านนอก
ชนบทจ๋าเลยล่ะ เมื่อครั้งวัยละอ่อน
ในสมัยนั้น ป่า ต้นไม้ แมลงปอ ผีเสื้อ ยังมีให้เห็น และไล่จับเล่น อยู่มากมาย
แต่พอมาถึงปัจจุบันสมัยนี้
ป่า ต้นไม้ หายไปซะเยอะ
ถนนในหมู่บ้าน จากที่เป็นดินแดงซะส่วนใหญ่
ตอนนี้แทบไม่เห็นถนนดินแดงเลย ถูกแทนที่ด้วยถนนลาดยางมะตอย
บรรยากาศรอบข้างของโรงหนังกลางแปลงที่ฉันจำได้
ในนั้นมีเครื่องฉายแผ่นฟิล์ม
ในนั้นมีจอผ้าขนาดใหญ่
ซึ่งทั้งสองถูกตั้งวางให้หันหน้าเข้าหากัน และห่างกันพอสมควร
บริเวณโดยรอบถูกอ้อมล้อมด้วยผ้าใบขนาดใหญ่โดยรอบบริเวณ
เพื่อกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ซื้อตั๋วเข้าชม มองเห็นหนังที่จะฉายได้จากภายนอก
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่พ้น จะมีพวกแอบลอดผ่านเข้ามาใต้ผ้าใบ หรืออาจจะตัดขาดผ้าเพื่อเข้ามาดูหนังโดยไม่เสียเงินสักแดง
สมัยนั้นหนังจะเอามาฉายครั้งละประมาณ 2-3 เรื่อง
ฉายกันตั้งแต่ประมาณ 2 ทุ่ม ส่วนกว่าฉายครบและเลิกไปนั้น ก็ตี 1-2 น่าจะได้
เมื่อจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้ามา
ราคานั้นน่าจะ 20-40 บาท (ซึ่งก็จำไม่ได้ล่ะ เพราะไม่ได้จ่ายเอง)
พอเข้ามาในอาณาบริเวณ ก็จัดแจงปูเสื่อจับจองที่นั่ง เลือกมุมดีๆที่จะไม่มีใครมาบดบัง
(แต่ถึงอย่างนั้น ไอ่เจ้าลูกโป่งสวรรค์ก็ยังเป็นปัญหา)
ส่วนอาหารการกินและหว่างการชม ก็สามารถซื้อเข้ามาได้จากร้านค้าข้างนอกโรงแล้ว
ซึ่งพอมีหนังกลางแปลงทีไร บรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็พร้อมออกขายของกันถ้วนหน้า
ไม่ต้องกลัวว่าจะอด
แถมระหว่างดูก็ยังมีคนเดินไปเดินมาขายหมึกย่าง หรือไม่ก็น้ำถุงมัดหูด้วย
หวานปากพวกเด็กๆอย่างเรามากเลยทีเดียว
ถ้าไม่มีงาน ก็จะไม่ได้กินลูกชิ้น ไม่ได้กินขนม ไม่ได้ลูกโป่งสวรรค์มาผูกไว้ที่ข้อมือน้อยๆ
เด็กๆจึงตั้งหน้าตั้งตารองานแบบนี้เป็นอย่างยิ่ง
ส่วนวัยหนุ่มสาว ก็เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่จะได้นัดแนะเจอกัน มีช่วงเวลาดีๆที่ได้ดูหนัง ภายใต้ดาวนับล้านๆๆๆดวง
หนังกลางแปลงที่พอจะจำได้ ที่ได้มีโอกาสไปดู คือเรื่องสุริโยทัย
สถานที่ฉายคือภายในวัด หน้าเมรุ (น่านนนน หลอนอีก)
ด้วยว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจะยาวนานมาก
เกือบๆ 3 ทุ่มที่ฉาย และเกือบๆเที่ยงคืนที่จบ
ค่ำคืนนั้น ฉันเห็นดาวตกด้วย
(น่านไง นี่ไปดูหนังนะ ยังมีอารมณ์มาดูดาวอีก สงสัยจะเป็นนิสัยล่ะ)
และฉันก็ไม่พลาดที่จะอธิษฐานขอพร
ทุกๆดวงที่ฉันเห็น
(ยังโรแมนติกได้อีกนะ)
อาจจะงงๆว่าฉันเอาเรื่องเก่าๆ กึกๆมาเล่าทำไม
ฉันแค่สงสัย .. ในทุกๆครั้งที่เข้าไปดูหนังในโรงเมเจอร์ หรือเอสเอฟ
โรงหนังสมัยนี้
ไม่มีความโรแมนติก เหมือนกับโรงหนังกลางแปลง
การดูหนังในโรงหนังสมัยนี้ จึงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสำหรับฉันไปแล้ว
จะดูกับใคร หรือดูคนเดียว ก็ดูไม่สำคัญอีกต่อไป
มีชายคนหนึ่ง บอกว่าอยากดูหนังกับฉันมาก
ถ้าเจอกัน อยากชวนดูหนัง
แต่ฉันก็ตอบกลับไปว่า
"ทำไมต้องดูหนัง
เราไปนั่งกินข้าว พูดคุยกันไม่ดีกว่าหรอ
โรงหนัง เอาไว้มีเรื่องที่อยากดูจริงๆค่อยเข้าไปดู"
เข้าโรงหนังกับคนรัก มันดูโรแมนติกตรงไหน
(ถ้าไม่มีใครเอาโน๊ตไปใส่ในกล่องป๊อบคอนแล้วกินเองอ่ะนะ 55)
โรงหนังปัจจุบัน เข้าไปก็มีแต่ความมืดมิด
คุยกันก็ไม่ได้
วิพากวิจารณ์หนังก็ไม่ได้
(ต้องเก็บกด และจดจำไว้ ออกมาค่อยระบาย เต็มที่!!)
จะซบไหล่รึก็ไม่ได้
จะจับมือ รึก็ดูจะลำบากไปไหม
สิ่งที่ทำได้
มีเพียงดูหนังอย่างเงียบๆ
พร้อมกับจับป๊อบคอนยัดเข้าปากไป
หนังกลางแปลงดูมีอะไรกว่าเยอะเลย
คุยกันก็ได้
กินก็ได้
นอนดูก็ได้
ดูดาวก็ได้
จะทำอะไรๆๆๆก็ได้ (อ่าวติดเลท :P)
ดูหนังกลางแปลงมืดๆใต้แสงดาว
ก็โรแมนติกดีนะ
ฉันชอบดาว
ฉันอยากดูดาว.. กับคนที่ฉันรัก
ดูโรแมนติกดี 555
แล้วจะไปดูหนังกลางแปลงที่ไหนเนี่ย
กับใครด้วย เอิ่กๆ
เมื่อเป็นอย่างนี้
ก็อย่าได้แคร์ ที่จะเดินเข้าไปดูหนังคนเดียว
แต่อย่าเซ่อเร่อไปดูดาวเพียงลำพัง
เพราะมันโค-ตะ-ระ เหงา(หัวใจ)เลยล่ะ
อยากเอาความคิดหนังกลางแปลงไปยัดใส่ผู้บริหารเมเจอร์หรือเอสเอฟ
ให้ทำรอบหนังพิเศษ
ดูหนังใต้แสงดาว
-หน้ากลม-
กับวันว๊างว่าง
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น