HOME
14 ต.ค. 2557
การสูญเสีย.. การจากลา
ที่จริงวันนี้ตั้งใจจะมาเขียนบล็อค บรรยายความลั้นลาของตัวเองระหว่างการเดินทางกลับมาทำงานในวันนี้
แต่...
ต้องเปลี่ยนเรื่องด่วน เพราะช็อคกับเรื่องที่ได้รับรู้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา
"ขอไว้อาลัยให้คุณแม่ของเพื่อนแอมค่ะ"
ได้ทราบข่าวจากไลน์กลุ่มว่าคุณแม่ของแอมประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตที่โคราช ก็เลยต้องเลื่อนนัดกลุ่มกันไป (canceled)
รู้สึกช็อคมาก กับการสูญเสียคนสำคัญของบุคคลใกล้ตัวแบบนี้
มันทำให้ฉันย้อนนึกถึงอดีตที่เคยพบเจอ
ช็อคครั้งแรก กับการสูญเสียเพื่อนในกลุ่มสมัยมัธยมต้น เพื่อนจุ๋ม
จำได้ว่าเราเป็นเพื่อนร่วมห้องกันมาตั้งแต่มัธยม สนิทบ้าง ไม่สนิทบ้าง
แต่มีครั้งนึงที่เขาทำฉันโมโห จนถีบเพื่อนจุ๋มตกเก้าอี้ไป แค่เพียงเพราะทำฉันเสียสมาธิ
จำความรู้สึกได้ดี ตอนนั้นรู้สึกผิดมาก แต่กลับไม่ยอมรับผิด
โทษเขาว่าทำฉันก่อน คือแค่โดนข้อศอกแล้วทำนิ้วฉันที่กำลังเล่นโซ่(ของเล่น)ตกล่องบนโต๊ะ
โคล้มมมม!!! ขาขวาของฉันยกขึ้นถีบเพื่อนจุ๋มที่นั่งอยู่ข้างๆตกโต๊ะไป
เขาร้องไห้... ฉันทำได้แค่หน้าชา
วันนั้นที่รู้ข่าว คือเพื่อนยุ้ยโทรมาหา(ตอนนั้นอยู่ประมาณ ม.5)
"นุ่ม จุ๋มตายแล้ว" ยุ้ยบอกหลังจากที่ได้ยินเสียฉันขึ้นที่ปลายสาย
"ห๋าาาา ล้อเล่นหรา" หน้าฉันค่อยๆชากับสิ่งที่ได้ยิน แต่ไม่ยอมรับ
"... จุ๋มตายแล้ว" เสียงยุ้ยเริ่มสั่น
"ด่ะ ได้ไง?" ฉันเริ่มตั้งคำถาม
"........." ฉันไม่ได้ยินยุ้ยพูดอะไรแล้ว นอกจากเสียงสะอื้น
"เดี๋ยวเค้าไปหานะ แป๊ป" แล้วฉันก็รีบคว้ากุญแจมอเตอร์ไซด์ ขับตรงไปที่บ้านยุ้ย
เราไม่พูดอะไรกันมากมาย เพราะต่างคนต่างช็อคกับข่าวที่ได้รู้มา
ฉันให้ยุ้ยซ้อนท้าย ขับรถมุ่งไปยังที่เกิดเหตุ ที่ที่ซึ่งเพื่อนจุ๋มถูกยิงตายใกล้ๆปากทางเข้าหมู่บ้าน
แต่ไปได้แค่ครึ่งทาง เราก็เห็นรถปอเต็กตึ้งขับส่วนทางเข้าหมู่บ้านไป
หลังจากรถผ่านไป รถเพื่อนในกลุ่มอีกคนที่ขับตามมาก็จอดข้างถนนอยู่ฝั่งตรงข้าม
"เขาเอาศพไปบ้านแล้ว" เบลล์ร้องบอกข้ามฟากถนน
แล้วเราก็ขับรถตามกันไปที่บ้านเพื่อนจุ๋ม
ไม่สามารถบรรยายกับสิ่งที่ได้พบเห็น เพื่อนที่นอนแน่นิ่ง
ณ เวลานั้น ฉันไม่ได้ร้องไห้ ฉันไม่มีน้ำตา เพียงแค่ชาไปทั้งตัว
ช็อคครั้งที่สอง กับการสูญเสียอาม่า(ย่า)
จริงๆก็ไม่ได้ถึงขนาดเรียกว่าช็อค
เพราะฉันกับครอบครัวได้ไปเจออาม่าที่โรงพยาบาลก่อนที่ท่านจะสิ้นลมไป
อาม่าเป็นคนแข็งแรงมาก ว่องไว เดินฉับๆๆ ในแบบของคนจีน
ท่านดูแข็งแรงมาก เมื่อเทียบกับคนอายุเท่าๆกัน
ท่านแข็งแรง แต่ต้องมาเข้าโรงพยาบาล และจากไป เพียงเพราะหกล้มเพียงครั้งเดียว
อาม่าอยู่โรงพยาบาลได้ 2 วัน 1 คืน ท่านก็สิ้นลมไป
หลังจากที่ลูกๆหลานๆได้มาหาที่โรงพยาบาลจนครบ
เหมือนท่านรออยู่
.. เมื่อทุกคนมา อาม่าก็จากไป
ฉันกับอาม่าอาจจะไม่ได้สนิทกันมาก เพราะเราไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน
จริงๆฉันค่อนข้างจะกลัวๆอาม่าด้วยซ้ำ
ตั้งแต่โตมาฉันเคยกอดอาม่าสักครั้งไหมฉันก็จำไม่ได้ (แอบอิจฉานุ้ยที่ได้กอดอาม่าในวันแต่งงาน)
แต่ที่แน่ๆ ฉันรู้ว่า ในวันที่ฉันเกิด อาม่าต้องอยู่ใกล้ๆแน่
ฉันจำกลิ่นหมากจากตัวของอาม่าได้ แผ่นหลังบางๆ
ตัวเล็กแต่เข้มแข็ง (เพราะเลี้ยงลูกมาตั้ง 8 คน)
แม้ไม่ได้ใกล้ชิด แต่ก็ผูกพัน
ช็อคครั้งสุดท้าย เมื่อปี 54 กับการสูญเสียหลวงตา
หลวงตาเป็นตาแท้ๆ ที่ออกบวชอีกครั้งเมื่ออายุมากแล้ว
ท่านเสียชีวิตเพราะโรคหัวใจ โรคหัวใจที่เป็นมานาน
โรคหัวใจที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ (แม่ก็เป็น)
ป้าบอกว่า ก่อนที่ท่านจะสิ้นลมที่โรงพยาบาลมหาราช
ท่านได้สวดมนต์กราบพระ แล้วจึงสิ้นลมไปอย่างสงบ
ฉันดีใจที่เป็นเช่นนั้น
แต่.. เสียใจที่ ตอนที่ท่านจากไป ฉันนั่งรถออกมาจากโรงพยาบาล
และเสียใจที่ท่านจากไป ก่อนที่จะได้เห็นใบปริญญาของฉัน
ภาพของชายสูงอายุนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกใต้ถุนบ้าน
สวมกางเกงผ้าขาสามส่วน เปลือยท่อนบน มีผ้าขาวม้าพาดอยู่บนบ่า
เสียง แปะ! แปะ! จากมัดก้านมะพร้าวที่กระทบส่วนนั้น ส่วนนี้บนร่างกาย เพื่อไล่ยุง
ภาพยังชัดเจน และเหมือนกับว่า ฉันยังได้ยินเสียง แปะ! แปะ! อยู่ตลอดเวลา
ฉัน.. มักจะร้องไห้ง่ายๆ แค่ได้คิดว่า..
ถ้าฉันตาย... คนใกล้ตัวจะต้องเสียใจแค่ไหน(โดยเฉพาะพ่อกับแม่)
หรือถ้าคนสำคัญสักคนจากไป... ฉันจะเป็นอย่างไร
แล้วน้ำตามากมายก็ไหลออกมา
ดูเหมือนว่า "อนาคต" เราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
...พรุ่งนี้จะยังหายใจอยู่ไหม
เลือกทางเดิน(ชีวิต)ที่จะไม่ทำให้เราต้องเสียใจ
และกับคนสำคัญ คงต้องให้เวลาเขา ให้เวลากันและกัน ให้มากกว่านี้
-หน้ากลม-
กับวันที่... อยู่อย่างนี้ก็ดีแล้ว แต่จะดีกว่าถ้าเราได้อยู่ใกล้กัน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น